Ad Top Header

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชูนวัตกรรมอัจฉริยะจาก AI คลาวด์ และ IoT ยกระดับศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้ทัดเทียมองค์กรขนาดใหญ่บนเวทีโลก ในงาน Microsoft Innovation Conference ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อให้คำแนะนำทั้งในเชิงเทคนิคและกลยุทธ์กับผู้บริหารและพนักงานฝ่ายไอทีของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไทย และนำเสนอโซลูชันเด่นที่พร้อมเร่งประสิทธิภาพให้กับทุกองค์กร

ภายในงาน ทีมผู้บริหารไมโครซอฟท์ นำโดยนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เสนอแนะแนวทางการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจในทุกประเภทและอุตสาหกรรม ทั้งยังเจาะลึกแนวคิด “Three Clouds” กับการผสมผสาน 3 โซลูชันและแพลตฟอร์มคลาวด์ของไมโครซอฟท์อย่าง อาซัวร์  Office 365 และ Dynamics 365 เข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้รุดหน้าอย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

“คำพูดที่ว่า ‘AI มีอยู่ทุกหนแห่ง’ นั้น กำลังใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย เพราะไม่ว่าจะเป็นแชทบอทของร้านค้าที่ตอบคำถามของลูกค้าอย่างอัตโนมัติ หรือระบบ Electronic Know-Your-Customer สำหรับการยืนยันตัวตนลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลของธนาคาร ก็ล้วนทำงานโดยมี AI เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานอยู่เบื้องหลัง” นายธนวัฒน์กล่าว “AI และคลาวด์ ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพราะเงินทุนไม่ใช่อุปสรรคในการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กลับเป็นเรื่องของกลยุทธ์และแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจที่ยังขาดหายไปอยู่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีธุรกิจเพียง 26% เท่านั้นที่นำ AI มาเป็นหัวใจหลักในกลยุทธ์ทางธุรกิจ เราเชื่อว่าธุรกิจในยุค AI จะต้องมี Tech Intensity หรือความเข้มข้นในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ผ่านทางการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพจากเทคโนโลยี”

ยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้า พร้อมเสริมความคล่องตัวให้พนักงานและองค์กร ด้วยโซลูชันคุณภาพจากพันธมิตรของไมโครซอฟท์

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์ได้จับมือกับพันธมิตรผู้พัฒนาและติดตั้งโซลูชันชั้นนำในประเทศไทยเพื่อร่วมกันจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการล่าสุดสำหรับทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ โดยครอบคลุมการทำงานในหลายด้าน นับตั้งแต่ประสบการณ์ของลูกค้าไปจนถึงระบบงานภายในองค์กร เช่น Wolf Approve ระบบการขออนุมัติเอกสารออนไลน์ผ่านคลาวด์ โดยบริษัท เทคคอนส์บิส จำกัด จะช่วยลดความซับซ้อนในการเดินเอกสารทั่วไปภายในองค์กร เช่นการขอเบิกค่าใช้จ่าย เบี้ยเลี้ยง หรือการยื่นใบลา เป็นต้น ด้วยการสร้างแบบฟอร์มและกระบวนการอนุมัติที่เป็นดิจิทัลทั้งหมดบนแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์

คุณสิโรฒม์ ทัศนัยพิทักษ์กุล Solution Specialist จากเทคคอนส์บิส เผยว่า “นอกจากจะเป็นการย้ายระบบงานเอกสารจำนวนมากขององค์กรให้กลายเป็นระบบดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพากระดาษแล้ว Wolf Approve ยังรองรับการตั้งเงื่อนไขการอนุมัติเอกสารได้โดยอัตโนมัติ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัท ไม่สับสนในการส่งเอกสารไปหาผู้อนุมัติที่ถูกต้องอีกต่อไป ทั้งยังเปิดให้ใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันในอุปกรณ์พกพาต่างๆ จึงทำให้พนักงานและผู้อนุมัติเอกสารสามารถทำเรื่องและอนุมัติคำร้องต่างๆ ได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ในขณะเดินทาง”

ส่วนโซลูชัน Smart Self-Checkout จุดชำระเงินซื้อสินค้าแบบอัจฉริยะ โดย บริษัท ริเวอร์พลัส จำกัด นำบริการ Custom Vision บนแพลตฟอร์มอาซัวร์ มาพัฒนาต่อยอดเป็นระบบ AI ที่สามารถแยกแยะวัตถุตรงหน้าเพื่อให้บริการลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ เช่นในกรณีตัวอย่างของร้านเบเกอรี่ ที่สามารถฝึกสอนให้ AI ดังกล่าวจดจำลักษณะของขนมปังแต่ละชนิดจากภาพที่มองเห็นผ่านกล้อง เมื่อลูกค้านำถาดมาวางใต้กล้อง AI จะระบุชื่อสินค้า ระบุราคา ปริมาณแคลอรี่ โปรโมชั่น สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบนหน้าจอได้ทันที นอกจากนี้ AI และแพลตฟอร์มอาซัวร์ ยังสามารถเก็บข้อมูลอื่นไม่ว่าจะเป็นยอดขาย สินค้าขายดี อายุ เพศ ความพึงพอใจของผู้ซื้อ ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวสามารถนำมาดัดแปลงให้เข้ากับการทำงานในแต่ละธุรกิจได้อีกด้วย

“เทคโนโลยีด้าน Machine Vision หรือการมองเห็นของระบบคอมพิวเตอร์ ที่ทางริเวอร์พลัสพัฒนาขึ้นมานั้น ไม่ได้ใช้ได้เพียงแต่ในกรณีนี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลายรูปแบบด้วย เช่นในกรณีของการตรวจสอบรหัสชิ้นส่วนหรือคุณภาพสินค้าในสายการผลิต เป็นต้น” คุณจิราภรณ์ ตีระมาศวณิช ผู้จัดการทั่วไปของริเวอร์พลัสเผย

บริษัท จีเอเบิล จำกัด ได้นำโซลูชันระบบงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล Staffio และระบบจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลภาษีแบบครบวงจรบนคลาวด์ Taxircle มาจัดแสดงภายในงาน โดย Staffio เป็นระบบที่รองรับงานทั้งในด้านโครงสร้างองค์กร การบริหารจัดการพนักงานเป็นรายบุคคล การบันทึกเวลางาน วันลาหยุด การจัดการเงินเดือน ส่วน Taxircle จะช่วยแปลงข้อมูลจากระบบบัญชีให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมนำส่งไปยังกรมสรรพากรและคู่ค้าได้ทันที และเก็บรักษาข้อมูลได้ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

คุณปณต กาญจนศูนย์ หัวหน้าแผนกการตลาดและดิจิทัลโซลูชันจากจีเอเบิล เสริมอีกว่า “เราต้องการนำโซลูชันดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลและระบบงานที่มีในมือได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้ง Staffio และ Taxircle เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการ Corporate Digital Solution ของจีเอเบิล ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะงานด้าน HR และภาษีเท่านั้น แต่ยังมีโซลูชันด้านการตลาดแบบดิจิทัลแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบอีกด้วย”

ทางสตาร์ทอัพไทย ฟีดแบค 180 ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของบุคลากรฝ่ายวิจัยและพัฒนาในบริษัทมาสร้างสรรค์โซลูชัน Closed Loop Feedback ซึ่งนำ AI และ machine learning มาช่วยให้ธุรกิจได้รับรู้และเข้าใจในเสียงตอบรับจากลูกค้าในทุกช่องทางอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบช่วยวิเคราะห์และตีความความคิดเห็นจากข้อความภาษาไทยที่ถูกโพสท์ลงบนโลกออนไลน์

คุณยงยุทธ ทรงศิริเดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของฟีดแบค 180 เผยว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำในด้านการทำความเข้าใจในตัวลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการแยกแยะและจดจำลักษณะของลูกค้าที่แวะมาที่หน้าร้านค้าหรือสาขา หรือการเปลี่ยนกระแสเสียงตอบรับของฐานลูกค้าให้กลายเป็นข้อเสนอพิเศษที่ตรงเป้า โดยที่ลูกค้าองค์กรสามารถเลือกเติมความสามารถให้กับโซลูชัน Closed Loop Feedback ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงได้ตามต้องการ เช่นโมดูล Social Voice ที่รองรับการวิเคราะห์ข้อความเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าที่กำหนดไว้ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญของเราในด้านการวิเคราะห์และทำความเข้าใจภาษาด้วย AI ยังช่วยให้เราสามารถสร้างระบบคลังความรู้ภายในองค์กรแบบ Knowledge Graph ที่ค้นหาข้อมูลได้ด้วยประโยคคำถามที่เรียบเรียงแบบธรรมชาติและไม่ตายตัว”

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน AI ของไมโครซอฟท์ได้ที่

https://news.microsoft.com/apac/features/artificial-intelligence/

หัวเว่ยจัดงาน Huawei Connect 2018 งานมหกรรมระดับโลกด้านไอซีที ปีนี้จัดขึ้นในธีม “Activate Intelligence” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซโป โดยมีไฮไลท์สำคัญคือ เทคโนโลยี AI รวมถึงความท้าทาย โอกาส นวัตกรรม และการใช้งานในรูปแบบต่างๆ

ในงาน มร. อีริค ซวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย ได้ประกาศกลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย รวมถึงแนะนำกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack ซึ่งประกอบด้วยชิพAI รุ่นใหม่ Ascend ซึ่งเป็นชิพ AI IP รุ่นแรกของโลกที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ครอบคลุมฟังก์ชั่นการทำงานหลากหลายรูปแบบ รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการคลาวด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากคุณสมบัติของชิพ Ascend และด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack นี้ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะสร้างความเป็นอัจฉริยะ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม และสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันเต็มรูปแบบ

ขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI สู่อนาคตด้วยการเปลี่ยนแปลง 10 ประการ
หัวเว่ยคาดการณ์ว่าในปี 2568 ทั่วโลกจะมีจำนวนสมาร์ทดีไวซ์เพิ่มขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านเครื่อง และร้อยละ 90 ของผู้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะมีผู้ช่วยสมาร์ทดิจิทัล มีการใช้งานดาต้าอยู่ที่ร้อยละ 86และบริการ AI ก็จะมีพร้อมให้ใช้งาน จากข้อมูลของหัวเว่ย AI ได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีตัวใหม่สำหรับการใช้งานทั่วไป (General Purpose Technology – GPT) ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมและองค์กรต่างๆ บนโลกใบนี้

การเปลี่ยนแปลงเชิงรุกนับเป็นก้าวแรกของการก้าวไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นของ AI โดยหัวเว่ยได้กำหนดการเปลี่ยนแปลง 10 ประการขึ้นมา เพื่อบรรลุสู่เป้าหมายดังกล่าว ประกอบด้วย

1.รูปแบบการฝึกอบรมที่เร็วขึ้น
2.นวัตกรรมด้านคอมพิวติ้งที่ทรงประสิทธิภาพในราคาที่ไม่สูง
3.การใช้งาน AI และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
4.อัลกอริธึ่มใหม่ๆ
5.ระบบอัตโนมัติที่สั่งการด้วย AI
6.แอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้จริง
7.ระบบวงจรปิดที่เป็นเรียลไทม์
8.การผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน
9.การสนับสนุนแพลตฟอร์ม
10.การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความสามารถ

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ความหวังของหัวเว่ยที่มีต่ออุตสาหกรรม AI เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังที่คอยขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI ด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ AI ของหัวเว่ยคือ การลงทุนในด้านการวิจัยขั้นพื้นฐานและการพัฒนาบุคลากรผู้มีความสามารถ สร้างโซลูชั่น AI แบบ Full Stack สำหรับทุกอุตสาหกรรม และสร้างระบบนิเวศแบบเปิดให้เกิดขึ้นทั่วโลก” มร. อีริค ซวี กล่าวในระหว่างปาฐกถา

มร. อีริค ซวี อธิบายว่า หัวเว่ยจะเดินหน้าแสวงหาแนวทาง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี AI ทางด้านโทรคมนาคม เราจะนำเทคโนโลยี SoftCOM AI มาช่วยเสริมประสิทธิภาพ O&M ของเครือข่ายให้ดียิ่งขึ้น สำหรับตลาดคอนซูเมอร์ โซลูชั่น HiAI จะสร้างความเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริงให้อุปกรณ์ดีไวซ์ต่างๆ มีความชาญฉลาดยิ่งกว่าที่เคย บริการพับลิคคลาวด์ Huawei EI และโซลูชั่นไพรเวทคลาวด์ FusionMind จะช่วยเสริมพลังการคอมพิวติ้งที่ทรงประสิทธิภาพในราคาที่จับต้องได้ให้กับทุกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจและรัฐบาล พร้อมช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถใช้ AI ได้ง่ายขึ้น โซลูชั่นของหัวเว่ยยังมี AI Acceleration Card, เซิร์ฟเวอร์ AI, อุปกรณ์เครื่องใช้ AI รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย

กลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย จะเน้นการพัฒนาใน ด้าน ดังนี้

1.การลงทุนวิจัยด้าน AIเน้นพัฒนาขีดความสามารถขั้นพื้นฐานของแมชชีนเลิร์นนิ่งในด้านต่าง ๆ เช่น การประมวลภาพด้วยคอมพิวเตอร์การประมวลภาษาธรรมชาติ รวมถึงการตัดสินใจ/การอนุมาน ฯลฯ หัวเว่ยยังได้เน้นย้ำเกี่ยวกับแมชชีนเลิร์นนิ่งในด้านต่างๆ ได้แก่
-ประสิทธิภาพด้านดาต้าและพลังงาน (เช่น การใช้ดาต้าคอมพิวติ้ง และพลังงานน้อยลง)
-ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
-ระบบอัตโนมัติ/การทำงานโดยอัตโนมัติ

2.การสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack
-มอบพลังการคอมพิวติ้งที่ทรงประสิทธิภาพ ในราคาที่ไม่สูง
-จัดหาแพลตฟอร์ม AI ที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย พร้อมบริการครบวงจร
-ปรับใช้โซลูชั่นได้ทุกการใช้งาน ทั้งแบบสแตนด์อโลนและการใช้งานร่วมกัน ระหว่างคลาวด์ เอดจ์ และดีไวซ์

3.การพัฒนาระบบนิเวศแบบเปิดและบ่มเพาะผู้มีความสามารถ เน้นผสานความร่วมมือในวงกว้างระหว่างสถาบันวิชาการชั้นนำ ภาคอุตสาหกรรมและพันธมิตรจากทั่วโลก

4.การเสริมความแข็งแกร่งให้กับโซลูชั่นที่มีอยู่ ผสานแนวคิดและเทคนิค AI ไว้ในผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่มีอยู่ เพื่อสร้างมูลค่าให้สูงยิ่งขึ้นและเสริมสมรรถนะด้านการแข่งขัน

5.การขับเคลื่อนประสิทธิภาพด้านปฏิบัติการของหัวเว่ย นำ AI มาใช้กับกิจกรรมทางธุรกิจจำนวนมากที่มีขั้นตอนซ้ำๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของงานให้ดียิ่งขึ้น

 

มร. อีริค ซวี ได้กล่าวว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack ของหัวเว่ยจะช่วยเร่งให้เกิดการใช้งานเทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น เพื่อสร้างความเป็นอัจฉริยะให้เกิดขึ้นในวงกว้าง และนำไปสู่ความเป็นโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack รองรับทุกการใช้งานของหัวเว่ย: เปี่ยมประสิทธิภาพการคอมพิวติ้ง ในราคาที่จับต้องได้ ดึงคุณสมบัติ AI ออกมาใช้งานได้โดยตรง

ในงานวันนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวซีรี่ส์ Ascend AI IP และชิพ ซึ่งถือเป็นชุด AI IP และชิพรุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับทุกการใช้งานภายในตัวเอง พร้อมเทคโนโลยี TeraOPS ต่อวัตต์ มอบประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดต่อพลังงานหนึ่งวัตต์ในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่กินพลังงานน้อยที่สุดหรืองานด้านคอมพิวติ้งที่ใช้พลังงานมากที่สุดในดาต้าเซ็นเตอร์ก็ตาม สถาปัตยกรรมแบบเบ็ดเสร็จยังช่วยให้สามารถใช้งาน โยกย้ายข้อมูล และเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่น AI ได้สะดวกยิ่งขึ้นในลักษณะการใช้งานรูปแบบต่างๆ

ชิพ Ascend 910 และ Ascend 310 ซึ่งเปิดตัวในวันนี้ ได้ตอกย้ำศักยภาพด้าน AI ระดับชั้นนำของหัวเว่ยในอุตสาหกรรมชิพ ซึ่งเป็นเลเยอร์ชั้นล่างสุด ชิพทั้งสองรุ่นนี้จะช่วยเร่งให้สามารถนำ AIมาใช้ในทุกอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้นมาก

ในงานวันนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวซีรี่ส์ Ascend AI IP และชิพ ซึ่งถือเป็นชุด AI IP และชิพรุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับทุกการใช้งานภายในตัวเอง พร้อมเทคโนโลยี TeraOPS ต่อวัตต์ มอบประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดต่อพลังงานหนึ่งวัตต์ในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่กินพลังงานน้อยที่สุดหรืองานด้านคอมพิวติ้งที่ใช้พลังงานมากที่สุดในดาต้าเซ็นเตอร์ก็ตาม สถาปัตยกรรมแบบเบ็ดเสร็จยังช่วยให้สามารถใช้งาน โยกย้ายข้อมูล และเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่น AI ได้สะดวกยิ่งขึ้นในลักษณะการใช้งานรูปแบบต่างๆ

ชิพ Ascend 910 และ Ascend 310 ซึ่งเปิดตัวในวันนี้ ได้ตอกย้ำศักยภาพด้าน AI ระดับชั้นนำของหัวเว่ยในอุตสาหกรรมชิพ ซึ่งเป็นเลเยอร์ชั้นล่างสุด ชิพทั้งสองรุ่นนี้จะช่วยเร่งให้สามารถนำ AIมาใช้ในทุกอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้นมาก

นอกจากชิพรุ่น Ascend แล้ว กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack ของหัวเว่ย ยังมี
-สถาปัตยกรรมด้านการคำนวณสำหรับเครือข่ายกลาง (Compute Architecture for Neural Networks - CANN):เป็นคลังข้อมูลสำหรับผู้พัฒนาชิพและชุดเครื่องมือการพัฒนาสำหรับผู้ดำเนินการระบบอัตโนมัติขั้นสูง
-MindSpore: การฝึกอบรมแบบเบ็ดเสร็จและการกำหนดขอบข่ายเพื่อการอนุมาน สำหรับดีไวซ์ เอดจ์ และคลาวด์ (ทั้งแบบสแตนด์อโลนและแบบใช้งานร่วมกัน)
-การเสริมประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่น: บริการ (ModelArts), API แบบลำดับขั้น และโซลูชั่นพรี-อินทิเกรต

 

ทำไมจึงต้องเป็น “Full Stack” และ “All scenarios”

“Full Stack” หมายถึง ความพรั่งพร้อมด้านฟังก์ชั่นการใช้งานเทคโนโลยีของหัวเว่ย ซึ่งในกลุ่มโซลูชั่น ของหัวเว่ยนั้นประกอบไปด้วยชิพ การเสริมประสิทธิภาพชิพ การฝึกอบรมและการกำหนดขอบข่ายเพื่อการอนุมาน และการเสริมประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่น
ส่วนคำว่า “all scenarios” หัวเว่ยหมายถึง ลักษณะการใช้งาน AI ที่แตกต่างกัน รวมถึงพับลิคคลาวด์และไพรเวทคลาวด์ เอ็ดจ์คอมพิวติ้งในทุกรูปแบบ อุปกรณ์ IoT เชิงอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานส่วนบุคคล
การรวมเทคโนโลยี AI เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของหัวเว่ยในการพัฒนากลยุทธ์ด้าน AI และกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full Stack สำหรับทุกการใช้งาน หัวเว่ยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุก ๆ ฝ่ายเพื่อผลักดันให้เทคโนโลยี AI สามารใช้งานได้จริง ผนวกรวมเทคโนโลยี AI เข้าไปเพื่อให้ทุกคน ทุกบ้านและทุกองค์กร ได้ใช้งาน
ในเดือนกันยายน 2560 หัวเว่ยได้เปิดตัวแพลตฟอร์มบริการ Huawei Cloud EI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการ AI สำหรับองค์กรธุรกิจและภาครัฐ ต่อมาในเดือนเมษายน 2561 หัวเว่ยได้ประกาศเปิดตัว HiAI ซึ่งเป็นโปรแกรม AI สำหรับสมาร์ทดีไวซ์ และล่าสุดกับกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI แบบ Full stack สำหรับทุกลักษณะการใช้งานของหัวเว่ย ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพของ Huawei Cloud EI และ HiAI ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น AI ทำให้ Huawei Cloud EI สามารถส่งมอบโซลูชั่นที่พรั่งพร้อมให้กับลูกค้าองค์กรธุรกิจและหน่วยงานรัฐ และ HiAI จะมอบคุณสมบัติดังกล่าวให้กับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ โดยบริการ HiAI นั้นเองก็ติดตั้งใช้งานอยู่บน Huawei Cloud EI

HUAWEI CONNECT 2018 กับแนวคิด “Activate Intelligence” จัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซโป ตั้งแต่วันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ งาน Huawei Connect ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อผลักดันธุรกิจและองค์กรต่างๆ ให้ก้าวรุดหน้าและร่วมขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะไปด้วยกัน โดยภายในงานมีทั้งผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของวงการ ผู้นำด้านไอซีทีระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและพันธมิตรในแวดวง ที่จะมาร่วมกันกำหนดแนวทางและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ไปด้วยกัน

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว INET S3 Service บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่บริหารจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีระดับโลก แบบออบเจ็กต์ (Object-Based Storage) สามารถจัดเก็บไฟล์และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างในระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการบนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ISO 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลที่จะใช้กับผู้ให้บริการคลาวด์ 

 

นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริการจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ไอเน็ตเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการด้านคลาวด์ในหลายๆ รูปแบบ  โดยพันธมิตรที่สำคัญที่ให้ความร่วมมือพัฒนาธุรกิจคือ เน็ตแอพ บริษัทชั้นนำในการจัดการและบริหารข้อมูลระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางโครงสร้างการทำงานและสามารถบริหารจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริการ INET S3 Service ถือเป็นอีกขั้นของความร่วมมือล่าสุดเพื่อสร้างและต่อยอดบริการคลาวด์ของไอเน็ตได้เป็นอย่างดี สร้างทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าไอเน็ต ที่กำลังมองหาบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อทันต่อการแข่งขันของธุรกิจในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ เน็ตแอพได้สนับสนุนเราด้วยเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการบริหารงานหลังบ้านอย่างครบวงจรทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ของไอเน็ตด้วยดีตลอดมา

และด้วยวิสัยทัศน์ของ INET ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีคลาวด์แพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ “One Platform” ในการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ทุกภาคส่วนเกิดประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์มกลางและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยเน้นให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในการใช้งานผ่าน “One ID” ที่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ โดย One ID จะประกอบด้วยบริการอีเมล mail.one.th บริการแชท และบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันเราใช้ เทคโนโลยี S3 เป็นตัวรันข้อมูล  

และทางไอเน็ตยังมีการใช้เทคโนโลยี S3 ของเน็ตแอพ ในการให้บริการด้าน e-Tax Invoice หรือ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” คือ ใบกํากับภาษีที่ถูกปรับรูปแบบจากที่เคยเป็นกระดาษ ไปเป็นข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร และตามมาตรฐาน ISO 27018 ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะสอดคล้องตามกฎหมาย GDPR (The General Data Protection Regulation) กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป ด้วย”

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ กล่าวว่า “เน็ตแอพและไอเน็ตเรามีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไอเน็ตได้เข้าร่วมโครงการ NetApp-Cloud Service Provider Program  ในระดับแพลตตินั่ม และใช้เทคโนโลยีของเน็ตแอพพัฒนาบริการคลาวด์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น INET - VM as a Service, Private Cloud Service, Active-Active Data Center   จนถึงปัจจุบันที่ไอเน็ตเพิ่มพูนการให้บริการสู่ INET S3 Service ที่ใช้นวัตกรรม NetApp Flash Technology และ Object-Based Storage พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงบนคลาวด์ ด้วยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ S3 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและถือเป็นมิติใหม่ของการให้บริการคลาวด์  เพื่อสอดรับกับความต้องการการใช้งานดาต้าขององค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย  ปรับเปลี่ยนและพร้อมไปสู่ Digital Transformation”

INET S3 Service อยู่ภายใต้บริการ INET FlexPod Cloud คลาวด์โซลูชั่นระดับเวิลด์คลาส ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการระดับโลกในการพัฒนาโซลูชั่นการให้บริการคลาวด์ของไอเน็ต โดย INET S3 Service เป็นบริการในส่วนของพื้นที่่ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลและใช้งานข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน Protocol S3 ที่มีระบบการเข้ารหัส (encryption) และระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่า  เหมาะสำหรับการใช้เก็บ Log file ต่างๆ ไฟล์เอกสาร เช่น Word, Excel, PowerPoint, PDF, Image File, ไฟล์ Multimedia, ไฟล์ที่ต้องการการเข้าถึงแบบเรียงลำดับ (Sequential) รวมถึงการใช้ Backup ข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน

 

"เมื่อกล่าวถึง Disruptive Technologies ซึ่งนานๆทีจะเกิดสักครั้ง แต่นั่นหมายถึงเทคโนโลยีที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior) หรือ Lifestyle ของผู้คนครั้งสำคัญ เหมือนเช่นดั่งในปี 1975 ที่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(Personal computer) เป็น Disruptive platform เป็น infrastructure ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง บิล เกตต์ สร้างแอพพลิเคชั่นมาเปลี่ยนแปลงโลกจนทุกวันนี้ที่ไม่มีใครไม่ใช้ Personal computer และอีกครั้งในเวลาต่อมาคือในปี 1990 ที่เทคโนโลยี อินเทอร์เนต TCP/IP ก็เป็น Infrastructure รอบใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง มาร์ก ซัคเกอร์เบริก สร้างแอพพริเคชั่น facebook หรือ แลร์รี่ เพจ สร้าง Google ขึ้นมาและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกดังเช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้"

สำหรับรอบนี้ถือเป็นความโชคดีของคนในยุคนี้ที่จะมีโอกาสได้ใช้ Blockchain ซึ่งจะเป็น Disruptive Technology เป็น Infrastructure ของ Generation โดยที่ผ่านมามี Bitcoin ที่พวกเราแทบทุกคนรู้จักกันดีทั่วโลก เป็นแอพพริเคชั่นตัวแรกซึ่งถูกปล่อยออกมาในปี 2009 แต่ในเวลาไม่ถึง 9 ปี ธนาคารทั่วโลกต้องขยับตัวกันอย่างมหาศาล หรือกระทั่งวงการระดมทุนที่เรียกว่า ICO จะเห็นได้ว่าในปี 2017 มูลค่าการลงทุนผ่าน ICO ปีเดียวมากกว่า VC ทั่วโลกรวมกัน

"หมายความว่า Blockchain  คือ  Disruptive platform ตัวต่อไปที่ทุกวงการจะต้องหันมาใช้ เหมือนกับที่เคยต้องหันมาใช้ Personal computer และ Internet TCP/IP ในทำนองเดียวกัน"  นั่นคือ Talk บทเปิดของ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา  บนเวที Thailand MBA Forum 2018

Blockchain Technology 

เปลี่ยนผ่าน Internet of information → Internet of Value

"ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" Group CEO Blockchain Capital, Group Holdings Co.,Ltd. ได้บรรยายถึงหัวใจสำคัญของ บล็อกเชน เทคโนโลยี ซึ่งเป็น layer ที่สองของอินเตอร์เน็ท ที่มีพัฒนาการเหนือไปกว่ายุคแรกที่เป็น TCP/IP ที่เป็น Internet of Information ซึ่งส่งผ่านได้เพียงข้อมูล แต่สำหรับ บล็อกเชน เป็นอินเตอร์เน็ทที่มีความสามารถเหนือไปกว่า เพราะสามารถที่จะส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่า "มูลค่า" (Value) ออกไปได้ด้วย โดยไม่ต้องผ่านเทคโนโลยีของตัวกลางดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป และแปลว่าในอนาคตอันใกล้ เหล่ากลไกตัวกลางในวงการแลกเปลี่ยนต่างๆ จะต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่

"ท๊อป จิรายุส" ยกกรณีตัวอย่างของวงการแลกเปลี่ยนมูลค่า อย่างเช่น การโอนเงินที่เคยมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นที่เคยต้องผ่านโบรคเกอร์ หรือกระทั่งการซื้อขายที่ดินที่เคยต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า  ธุรกรรมต่างๆ ที่เคยต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือกลไกของตัวกลางในการดำเนินการ ต่อไปเราสามารถแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง เพราะบล็อกเชนมีความพร้อมและอนุญาตให้เราสามารถ digitized มูลค่ากันได้แล้ว เรียกว่า Decentralized Vs. Centralized system

ในอดีตเราใช้อินเตอร์เนท TCP/IP ส่งออกส่งที่เป็นข้อมูลหรือรูปภาพ คือการส่งสิ่งที่เป็นสำเนาออกไป มากมายเพียงใดก็ทำได้ แต่ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ ดังนั้นจึงส่งสิ่งที่เป็นมูลค่า ออกไปไม่ได้จริง ไม่เช่นนั้นเราก็ย่อมจะสามารถส่งออกสิ่งที่มูลค่า เช่นธนบัตรใบละ 1,000 บาทออกไปให้ใครต่อใครก็ได้ มากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะส่งกี่ครั้ง ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ และนั่นคือข้อจำกัดหรือที่เรียกว่า Double spent problem

แต่สำหรับ บล็อกเชน ได้รับการพัฒนาภายใต้การรวบรวมปัญหาและงานวิจัยโดยนักพัฒนาผู้มีนามว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้คิดและพัฒนาบิทคอย โดยเขาได้แก้ปัญหาในสิ่งที่เรียกว่า Solve Double Spent Problem ทำให้บล็อคเชน สามารถเก็บมูลค่า และสามารถส่งออก "มูลค่า" ได้โดยตรงระหว่างผู้ส่งและผู้รับ และนั่นคือเป็นวิวัฒนาการของสิ่งที่ว่า Internet of value

4 Development ของ Blockchain

"จิรายุส" บอกกล่าวเล่าถึงพัฒนาการในวงการบล็อกเชนว่า สามารถแบ่งออกได้เป็นขั้นเป็นตอนอยู่ 4 ระยะ ใน stage แรกของบล็อกเชน คือ Internet of Money เช่น bitcoin ที่ออกมาได้ 8-9 ปี ทุกวันนี้ digital currency ทั่วโลกมีมากกว่า 1,700 ตัว โดยกลุ่มแรกของคริปโตนั้น มุ่งเป้าไปสู่การเป็น internet of money เพื่อที่จะทำให้เราสามารถ digitized เงินแล้วโอนหากันแบบ peer to peer โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอีกต่อไป

เพราะในระบบที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้ การโอนเงิน  ซึ่งหมายถึงการโอนเงินจากธนาคารต้นทางไปยังธนาคารผู้รับ จะมีสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  เปรียบเสมือนทางด่วนที่เราต้องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อจะไปยังจุดที่หมาย  ยิ่งหลายด่านก็หมายถึงค่าผ่านทางที่ต้องเพิ่มขึ้นและต้องจ่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงปลายทาง และนั่นคือที่มาของค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 5-10 % ในการโอนเงินไปต่างประเทศ   แต่พอมี digital money อย่าง bitcoin,light coin, state cash หรือ Ripple  เหล่านี้คือ Digital money ที่ล้วนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเอาออกในสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  หรือกลไกตัวกลางออกไปเพื่อให้เราสามารถโอนเงินกันได้อย่างเร็วขึ้น-ประหยัดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Internet of Assets = Value Registry

stageที่สองของบล็อกเชน เป็นความสามารถในการ digitized ทุกอย่างที่มีมูลค่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คือ เพียงเงิน(money)อย่างเดียว แต่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าอื่นอาทิเช่น ที่ดิน, เพชร, พลอย, ภาพเขียนหรืออื่นๆ อีกมากมาย ก็สามารถนำมา digitized อยู่ในบล็อกเชนได้เช่นกัน

Internet of Entities = Value Ecosystem

สำหรับstageที่ 3 บล็อคเชนจะถูกนำมาใช้ในการปลดล็อค ทำให้ก่อเกิดโมเดลธุรกิจ และการจัดการใหม่ๆ เป็น decentralized autonomous ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Ethereum หนึ่งในบล็อกเชนที่เป็น Generalized platform  ที่ถูกใช้ในการสร้างเหรียญและมี Smart contract ที่เปิดโอกาสให้คนสามารถสร้างบล็อคเชนและโทเคน(Token) ขึ้นมาอย่างง่ายดาย  กลายเป็นเครื่องมือในการออกTokenเพื่อระดมทุนในรูปแบบที่เรียกว่า ICO ( Initial Coin Offering) ซึ่งปรากฏว่าจากคริปโตที่เคยมีเพียงไม่กี่ตัวในอดีต เพียงปีเศษๆ ที่ผ่านมามีคริปโตเกิดขึ้นกว่า 1,700 ตัวทั่วโลก โดยกว่า 90% ของเหรียญเหล่านั้นถูกสร้างบน Ethereum

Interoperable  Ledgers = Value web

เป็นพัฒนาขั้นที่ 4 ที่ปัจจุบันกำลังเร่งพัฒนาเพื่อให้โทเคนที่มีอยู่ทั่วโลกจำนวนมากมาย  และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมาก แต่มีสิ่งที่เป็นปัญหาติดอยู่ ณ ขณะนี้คือ โทเคนในแต่ละแพลตฟอร์ม  ยังคุยกันคนละภาษา ซึ่งหากจะมีการแลกเปลี่ยนมูลค่าซื้อขาย-แลกเปลี่ยน ก็จะต้องเอาเหรียญเหล่านั้นโอนไปยังที่ที่เรียกว่า Centralized exchange crypto แล้วก็ซื้อขายเพื่อแลกเปลี่ยนกันเหมือนซื้อขายหุ้น เหตุเช่นนี้เพราะคริปโตแต่ละตัวยังไม่สามารถคุยกันได้โดยตรง ( เหมือนอินเตอร์เนทในยุคแรกๆ)

ในขณะนี้นักพัฒนากลุ่มใหม่ๆ เช่น Kyber, Ox, Airswap หรือ OmiseGo กำลังเร่งพัฒนาเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างโทเคนตัวต่างๆ ให้สามารถคุยกันหรือแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ "Blockchain for Management" โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา จากงาน Thailand MBA Forum 2018  ได้ที่นี่

 

 

 

5.  5G ตัวเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมโลก การให้บริการ Mobile broadband กำลังก้าวไปสู่ระบบ 5G โดยมีแผนที่จะ roll out ครั้งแรกไม่เกินปี 2018 ซึ่งถือได้ว่าเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในความพยายามที่จะผลักดันให้การบริการ   Mobile broadband สามารถให้บริการในทุก digital platform

Page 1 of 2

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries