Ad Top Header

“แสนสิริ” ตอกย้ำผู้นำตลาดอสังหาริมทัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของไทย ประกาศปิดการขาย “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” (THE MONUMENT SANAMPAO) ด้วยยอดขายกว่า 1,500 ลบ. จำนวน 86 ยูนิต ย้ำความสำเร็จแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” คอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างเข้าใจและตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70%  เผยปัจจัยหลัก ได่แก่ ทำเล ความเป็นส่วนตัว ดีไซน์ที่มีรสนิยม วัสดุคุณภาพระดับเวิลด์คลาส ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มลักซ์ชัวรี่ระดับบนอย่างแท้จริง พร้อมเตรียมเผยโฉมและโอนกรรมสิทธิ์ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการล่าสุด ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาทกับแนวคิด “Luxury is Space” คอนโดมิเนียมลักซ์ชัวรี่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ นิยามความหรูหราผ่านพื้นที่โอ่โถงที่ให้ประสบการณ์เสมือนบ้าน แลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเส้นหลักทองหล่อ ปัจจุบัน มียอดขายอยู่ที่ 40% หรือมูลค่า 2,600 ล้านบาท

 

นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “เดอะ โมนูเมนต์” ถืออีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียม ในการรุกตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ของแสนสิริ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The Monument to Generations’ การส่งต่อทำเลที่มีคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น และความภาคภูมิใจในกการอยู่อาศัย ควบคู่กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส โดยโครงการแรก “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เปิดตัวในปี 2558 ในรูปแบบไฮไรซ์สูง 24 ชั้น ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพียง 86 ยูนิต บนทำเลสนามเป้า – พหลโยธิน ที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการรวมตัวของวัฒนธรรมเก่า และความทันสมัย ที่ผสานอย่างลงตัว โดยปัจจุบัน สามารถปิดการขายโครงการ 100% ด้วยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท เมื่อต้นปีนี้”

 

นายปิติ กล่าวต่อไปว่า “ปัจจัยสำเร็จที่โดดเด่น ส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับอย่างสูงสุดจากกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ความคุ้มค่าของโครงการที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือกาลเวลา ทั้งคุณภาพและราคาที่ดีที่สุด ทำให้ “เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” เป็นทรัพย์สินที่ควรค่าแก่การครอบครอง สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้ ด้วยที่ตั้งโครงการอยู่ในทำเลศักยภาพสูง ติดริมถนนใหญ่ โซนเส้นถนนพหลโยธินตอนต้น ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากมาก พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตทุกมิติ เพียง 5 กม. ใกล้ทางด่วนทั้งขาเข้าและออกนอกเมือง โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองสูงถึง 70% และผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าด้วยสูงถึง 4-6% ต่อปี ซึ่งกลุ่มลูกค้าเช่า ได้แก่ กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย กลุ่มแพทย์ที่ทำงาน ในบริเวณนี้ กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลพญาไท เป็นต้น ทำให้ทำเลนี้ ไม่แตกต่างจากทำเลใจกลางเมืองสำคัญอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า

 

ทั้งนี้ ยังคงมีลูกค้าสนใจและมีความต้องการซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีราคาซื้อต่อสูงขึ้นถึง 5% โครงการยังถือเป็นผลงานการออกแบบระดับมาสเตอร์พีซ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยที่คงความคลาสสิคเหนือกาลเวลา พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทุกรายละเอียดที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุด ทั้งยังให้ความสำคัญกับ การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ นอกจากล็อบบี้เลานจ์ บริเวณชั้นหนึ่งที่จัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้ลูกบ้านรับรองแขกแล้ว ยังมีพื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ อีกถึง 3 ชั้น คิดเป็นพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ห้องชุดทั้งหมด ซึ่งส่วนกลางมีฟังก์ชั่นครบครัน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย Panoramic Exercise Room และพื้นที่สังสรรค์ Social Lounge, Sky Pavilion, Library room และ Tea Room เป็นต้น

 

“เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า” นำเทคโนโลยีเพื่อการใช้ชีวิตแบบ SMART LIVING มาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิต โดยถือเป็นโครงการที่พักอาศัยแห่งแรกในเอเชียที่มีหุ่นยนต์ส่งของให้บริการลูกบ้าน พร้อมระบบรองรับการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตอย่าง EV charger station สำหรับรถยนต์ทุกรุ่น มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และติดตั้งเครื่องรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก (PET Bottle Refun) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติก และสุดท้ายโครงการนี้ยังมี บริการเพื่อการใช้ชีวิตเหนือระดับ อย่าง Building Manager และ Concierge Service ผู้ช่วยประจำโครงการ เช่น บริการซัก อบ รีด, บริการตรวจสอบดูแลและจัดการห้องชุด, บริการเรียกรถลีมูซีน, บริการแนะนำร้านซ่อมเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เป็นต้น”

 

“ด้วยความสำเร็จของแบรนด์ “เดอะ โมนูเมนต์” โครงการแรก จึงเป็นที่มาของการสานต่อสู่การพัฒนาโครงการ “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” โครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่กำหนดนิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัยด้วยพื้นที่กว้างขวางภายใต้แนวคิด “Luxury is Space” โอ่โถงเสมือนอยู่บ้านเดี่ยว โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารรูปทรง “Monolith” อันเป็นเอกลักษณ์ ที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในทองหล่อ และเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟสูงสุดเพียงชั้นละ 4 ห้อง รวม 127 ยูนิต บนที่ดินขนาด 2 ไร่ ติดถนนเส้นหลักของทองหล่อ อีกหนึ่งทำเลอันเป็นมรดกทรงคุณค่าที่มีศักยภาพสูงสุดอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ ทั้งย่านที่พักอาศัยคุณภาพสูงมาตั้งแต่อดีต และแหล่งรวมร้านค้าชั้นนำ ร้านอาหารและ คอมมูนิตี้มอลล์ระดับไฮเอนด์มากมายโดยหลังจากเปิดพรีเซลไปเมื่อปี 2561 และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยยอดพรีเซลกว่า 40% พร้อมเตรียมเปิดเผยโฉม “เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ” ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งเราคาดว่าจะได้รับการตอบรับในการโอนกรรมสิทธิ์อย่างเช่นเคย อีกแน่นอน” นายปิติ กล่าวสรุป

ซีเน็กซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ในกลุ่มอาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์แนวราบ ฉลองความสำเร็จหลังปิดการขายเฟสแรกของโครงการเดอะรักษ์ (The Rux) รามอินทรา-หทัยราษฎร์ในวันเดียว กวาดยอดขายไปกว่า 150 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายเฟสสองและเปิดโครงการใหม่อีก 1 โครงการคือ โครงการZENEX พหลโยธิน – รามอินทรา 5 ก่อนสิ้นปีนี้  เผยตุนยอดแบ็คล็อกเกิน 2.3 พันล้าน ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึง 2563 พร้อมตั้งเป้ายอดรายได้รวมปีนี้ 800 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 100% ล่าสุด เดินหน้าปั้นโครงการใหม่เพิ่มยึดพื้นที่โซนกรุงเทพตะวันออก

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเน็กซ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในกลุ่มอาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า “เมื่อต้นปี บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2561 ไว้ที่ 800 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 100% ซึ่งผลประกอบการครึ่งปีแรกเป็นไปตามคาดหมาย และมีแนวโน้มสูงที่บริษัทฯ จะสามารถทำได้ทะลุเป้าที่กำหนด หลังล่าสุดบริษัทฯ สามารถปิดการขายโครงการ The Rux รามอินทรา-หทัยราษฎร์ เฟสที่หนึ่ง จำนวน 30 ยูนิต ได้หมดในวันเดียว ทำรายได้ทะลุ 150 ล้านบาท และพร้อมเปิดเฟสสองอีกจำนวน 66 ยูนิต ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ Micro Family เป็นอย่างดีเช่นกัน”

โครงการ The Rux รามอินทรา-หทัยราษฎร์ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว-บ้านเออเบิร์นยูทิลิตี้ (Urban Utility) จำนวน 96 ยูนิต มูลค่าก่อสร้างโครงการรวม 450 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 25 ไร่ ทำเลดีบนถนนไทยรามัญ ห่างจาก ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ทางลงจตุโชติเพียง 7 นาที ใกล้ทางพิเศษกาญจนาภิเษก วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันออก และรถไฟฟ้าสายสีชมพูบนถนนรามอินทรา แบ่งออกเป็นเฟสหนึ่งจำนวน 30 ยูนิต ประกอบบ้านสองประเภท ได้แก่ Type A  2 ชั้น เนื้อที่ตั้งแต่ 40 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 139 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 1 ห้องครัว ราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท ส่วน Type B จะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ตั้งแต่ 56 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยถึง 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ เพิ่มห้องนั่งเล่น และครัวไทยแยกส่วน

นายวรยุทธ กล่าวต่อว่า “โครงการ The Rux มีจุดเด่นที่เหนือกว่าโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ตรงที่ความคุ้มค่า โดยรวมที่ได้รับจากการลงทุน ผู้ซื้อไม่เพียงแต่จะได้บ้านสวยทันสมัยบนทำเลดี เดินทางเข้าถึงสะดวก ใกล้แหล่ง ชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งศูนย์การค้าและโรงพยาบาล นอกจากนี้ ตัวบ้านยังมีขนาดใหญ่ที่ ออกแบบให้ผู้อาศัยมีพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่ โดยตัวบ้านจะมีหน้ากว้างถึง 15 เมตร เพดานสูงโปร่ง 2.9 เมตร

เลือกใช้วัสดุตกแต่งภายในคุณภาพสูง เช่น สุขภัณฑ์จากแบรนด์ Kohler กระเบื้องปูพื้นนำเข้าจากอิตาลี กระเบื้อง ผนังห้องน้ำแบบ 3 มิติ ราวกันตกระเบียงที่เป็นกระจกนิรภัย อีกทั้งในบ้านทุกหลังยังจะติดตั้งนวัตกรรมเพื่อความ ปลอดภัย ทั้งระบบ Digital Door Lock ที่ใช้การสแกนลายนิ้วมือ และระบบกันขโมยแบบ Motion Sensor 2 จุด ส่วนถนนหลัก ของเมนโครงการฯ ยังกว้างถึง 12 เมตร ให้ความรู้สึกโล่ง กว้าง ร่มรื่น

“นอกจากโครงการ The Rux แล้ว ทางกลุ่มบริษัทฯ ยังมียอดแบ็คล็อกอยู่อีก 1.7 พันล้านบาท ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ไปจนถึงปี 2563 โดยมาจากการขายโครงการที่มีในปัจจุบัน ได้แก่ RK Park รามอินทรา-ซาฟารี, RK Park วัชรพล-สายไหม รวมถึงโครงการมิกซ์ยูสอย่าง The Eiffel รามคำแหง-มิสทีน และ Zenex พหลโยธิน-รามอินทรา 5 ที่มีทั้งทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ และบ้านเดี่ยว”

“ซีเน็กซ์ และบริษัทในกลุ่มจะยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าที่อยู่อาศัยในแนวราบ ซึ่งจะยังยึดโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นทำเลหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านจำนวนประชากร ธุรกิจร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบขนส่งคมนาคม ทั้งยังมีเมกะโปรเจ็ก อย่างโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ เฟสสอง ถนนวงแหวนรอบนอก  กรุงเทพกรีฑา ศรีนครินทร์ รถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี  รถไฟฟ้าสายสีชมพูแคราย – มีนบุรี  ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการภายในปี 2563 บริษัทฯ ยังตั้งเป้าจะเปิดตัวโครงการใหม่ปีละ 2-3 โครงการ โดยมีสัดส่วนสินค้าที่เป็นทาวน์โฮม 77% โฮมออฟฟิศ 10% และบ้านเดี่ยว 13%” นายวรยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2560  โดยดีดีพร็อพเพอร์ตี้   เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ามูลค่าของอสังหาฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นมุมมองของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ - ปริมณฑลที่อยู่ระหว่างพิจารณาจะซื้อและผู้ที่ซื้อบ้านครั้งแรก รวมไปถึงผู้ที่กำลังขยับขยายหาที่อยู่ใหม่  ในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2560 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 49) ต่างเชื่อว่ามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ภายในห้าปีข้างหน้า อีกร้อยละ 14 คาดว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 

ทั้งนี้นอกจากมุมมองเชิงบวกแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 60 แสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาอสังหาฯ  โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในช่วงชะลอตัว

กมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป กล่าวว่า “ผลสำรวจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายของผู้บริโภคต่อตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเองได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว และค่อนข้างกังวลกับราคาอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ที่แพงเกินไป

แต่ยังคงเห็นได้ถึงสัญญาณบวกเนื่องจากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากยังคงเชื่อว่าตลาดอสังหาฯ ของกรุงเทพฯ ยังคงโตได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความเป็นเมืองได้ขยายตัวออกมาสู่พื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ มากขึ้น

ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวจะเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการในที่อยู่อาศัยให้ยังคงมีอยู่ ปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดของภูมิภาคสำหรับการซื้ออสังหาฯ โดยเฉพาะ คอนโดมิเนียม”

ผลการสำรวจยังได้เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญต่อ “ทำเลที่ตั้ง” เป็นหลัก โดยผู้เข้าร่วมการสำรวจมากถึงร้อยละ 94 ระบุว่าทำเลที่ตั้งเป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกๆ ที่พวกเขานำมาประกอบการพิจารณาซื้ออสังหาฯ สักแห่ง

นอกจากนั้น โครงการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และราคา ก็เป็นปัจจัยอื่นๆที่สำคัญต่อการพิจารณาตัดสินใจซื้อเช่นกัน

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลไทยทำงานในเชิงรุกเพื่อช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้น โดยเกือบร้อยละ 60 ของผู้เข้าร่วมการสำรวจคาดหวังจะได้เห็นมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อช่วยให้พวกเขามีบ้านเป็นของตัวเองได้ง่ายขึ้น

“มาตรการความช่วยเหลือจากรัฐบาล อาทิ โครงการบ้านหลังแรก การยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนที่อยู่อาศัยและค่าจดจำนอง คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และเรายังเชื่ออีกว่าผู้ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น” นางกมลภัทร กล่าวเสริม

ความพึงพอใจผู้บริโภคที่มีต่อตลาดอสังหาฯในกรุงเทพฯ

เมื่อพิจารณาถึงความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดอสังหาฯ ของกรุงเทพฯ โดยรวม พบว่าระดับความพึงพอใจ ลดลงเป็นลำดับจากร้อยละ 68 ในปี พ.ศ. 2558 มาอยู่ที่ร้อยละ 62 ในปี พ.ศ.2559 และร้อยละ 57 ในต้นปีนี้

อย่างไรก็ดีผู้บริโภคถึง 43% วางแผนที่จะซื้ออสังหาฯ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ โดยประเภทของอสังหาฯ ที่พวกเขาให้ความสนใจซื้อมากที่สุดได้แก่ คอนโดมิเนียมทั้งโครงการเปิดใหม่และโครงการเก่า (รีเซล)

แม้จะมีความรู้สึกต่อสภาพตลาดอสังหาฯ ของประเทศที่ผสมปนเปกันไปทั้งด้านบวกและลบ  แต่หากเป็นเรื่องของการลงทุนแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะลงทุนในประเทศ โดยทำเลยอดนิยมยังคงเป็นในเขตกรุงเทพฯ  เมื่อถามถึงความตั้งใจในการซื้อคอนโดมิเนียมในต่างประเทศ พบว่ามีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ตอบว่ามีแผนการดังกล่าวในอนาคต

(การสำรวจในหัวข้อนี้ จัดทำขึ้นทุก 6 เดือน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 500 คนในกรุงเทพฯ และ 3,300 คนจากทั่วทุกภูมิภาค)

 

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries