Ad Top Header

ดีแทคชูกลยุทธ์ “ยิ่งเข้าใจ ยิ่งได้ใจ - พูดจริง ทำจริง - เข้าใจง่าย เข้าถึงได้” ชวนลูกค้าเข้าดีแทคช็อป ตรวจเช็กสุขภาพมือถือ จัดแคมเปญ “เช็กเครื่อง รับโชค ที่ดีแทคช็อป” โดยเชิญชวนให้ผู้ใช้บริการดีแทคแบบเติมเงินและรายเดือนทุกคน เพียงนำโทรศัพท์และเบอร์ดีแทค ไปเช็กเครื่องที่ร้านดีแทคช็อป เพื่อตรวจสอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนโครงข่ายดีแทคเทอร์โบ พร้อมทั้งรับและได้ทั้งลุ้นถึง 2 ต่อ ต่อที่ 1 เลือกรับทันที แพ็กเน็ต 1 GB 1 วัน หรือ เลือกรับคูปองส่วนลดจากดีแทค รีวอร์ด ต่อที่ 2 ได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลสมาร์ทโฟน จำนวน 3,000 เครื่อง รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 12 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 ที่ศูนย์บริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศ

นางสาวทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการขายและงานบริการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันดีแทคให้บริการ 3G และ 4G บนคลื่นความถี่ 900 MHZ 1800 MHz 2100 MHz และ 2300 MHz รวมความกว้างของแบนด์วิดท์ทั้งสิ้น 110 MHz โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลื่น 2300 MHz ซึ่งเป็นช่วงคลื่นความถี่ที่มีความกว้างที่สุดถึง 60 MHz ที่ให้บริการเทคโนโลยี 4G-LTE TDD ทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าจากการใช้งาน 4G -LTE TDD ดีแทคเทอร์โบ เนื่องจากซิมหรือเครื่องหรือการตั้งค่าเครื่องของลูกค้ายังไม่รองรับการใช้งาน ดีแทคจึงได้จัดแคมเปญ “เช็กเครื่อง รับโชคที่ดีแทคช็อป” เพื่อให้ลูกค้าได้นำสมาร์ทโฟนมาตรวจสอบซิมและอุปกรณ์มือถือ เพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ราบรื่น ซึ่งในจำนวนนี้ยังมีลูกค้ากลุ่มที่ใช้อุปกรณ์มือถือและซิมที่รองรับเฉพาะระบบ 2G อยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้บริการโครงข่ายของดีแทคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะได้รับบริการในการแก้ไขทางด้านเทคนิค รวมถึงการตั้งค่าอุปกรณ์มือถือในเบื้องต้น การอัพเดทเฟิร์มแวร์ ตลอดจนการใช้งานดีแทคแอปพลิเคชั่น และการค้นหาสิทธิพิเศษของ ดีแทค รีวอร์ด เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ ไม่พลาดข้อเสนอสุดพิเศษ และประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เช่น การโทรผ่านระบบ VoLTE ที่จะทำให้ระบบเสียงคมชัดในรูปแบบ Full HD เสียงรบกวนต่ำ การเชื่อมต่อที่เร็วกว่า

สำหรับแคมเปญ “เช็กเครื่อง รับโชคที่ดีแทคช็อป” ระหว่างวันที่ 25 มี.ค. – 30 เม.ย. นอกจากลูกค้าดีแทคทั้งในระบบเติมเงินและรายเดือนจะได้รับบริการตรวจเช็กแพ็คเก็จ ตรวจเช็กซิมโทรศัพท์ และตรวจเช็กสุขภาพโทรศัพท์มือถือแล้ว ผู้เข้าร่วมแคมเปญยังจะได้รับสิทธิ์ 2 ต่อ

  • ต่อที่ 1 เลือกรับเน็ตฟรี 1 GB 1 วัน หรือคูปองส่วนลดจากดีแทค รีวอร์ด
  • ต่อที่ 2 ลุ้นรับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S10, Samsung A10 และ Huawei Y5 Lite จำนวน 3,000 รางวัล มูลค่าของรางวัลรวมกว่า 12 ล้านบาท โดยแบ่งการจับรางวัลออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 9 เม.ย. ครั้งที่สองวันที่ 26 เม.ย. และครั้งที่ 3 วันที่ 8 พ.ค. 2562

นางสาวทิพยรัตน์ กล่าวเสริมว่า นับจากนี้ แนวทางการให้บริการลูกค้าจะเน้นที่การมอบ “คุณค่า” ผ่านสินค้าและบริการที่ดีขึ้น สร้างความผูกพันระหว่างดีแทคและลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Customer obsessed ยิ่งเข้าใจ ยิ่งได้ใจลูกค้า Honesty พูดจริงทำจริง ตรงไปตรงมา Simplicity เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ ซึ่งภายใต้แนวคิดนี้ ดีแทคจึงได้จัดแคมเปญในการให้บริการและการขายที่เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ ให้ลูกค้ามีความพึงพอใจในการใช้บริการอยู่กับดีแทคในทุกช่องทาง

Never Stop Improving สัญญาว่า...จะไม่หยุดยกระดับประสบการณ์ใช้งานโครงข่าย

ภายในไตรมาส 2 ของปี 2562 ประสบการณ์การใช้งานโครงข่ายดีแทคของลูกค้า โดยรวมจะดีมากขึ้นอย่างชัดเจน รวมทั้งดีแทคยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ข้อเสนอและให้บริการที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer centricity) มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันลูกค้าดีแทคมีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโครงข่าย 4G ดีแทค เทอร์โบ คลื่น 2300 MHz ของทีโอที เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่การให้บริการที่เพิ่มขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2561 ดีแทคได้ติดตั้งสถานีฐานเพื่อให้บริการ 4G บนคลื่น 2300 MHz ภายใต้ความร่วมมือกับทีโอทีไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 12,700 สถานี เพิ่มขึ้น 114% จากไตรมาส 3/2561 โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการ 4G มีจำนวนอยู่ที่ 9.9 ล้านเลขหมาย คิดเป็นสัดส่วน 47% ของฐานลูกค้ารวม ในขณะที่จำนวนอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี 4G มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 65% ของฐานลูกค้ารวม และสัดส่วนจำนวนผู้ใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเป็น 78% ของลูกค้าทั้งหมด

Never Stop Caring สัญญาว่า...จะไม่หยุดดูแลกัน

นางสาวทิพยรัตน์ กล่าวว่า จากแนวคิด Digital Care Channel โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับงานบริการ รวมถึงหน้าร้าน ซึ่งเป็น Omni Channel ในทุกๆ Touch point ในจุดให้บริการลูกค้าดีแทค ได้สัมผัสประสบการณ์ดิจิทัล เป็นการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลายช่องทาง โดยผสมผสานช่องทางการสื่อสารเหล่านั้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ช่องทางติดต่อสื่อสารลูกค้าดีแทคแบบออนไลน์

- Line Business Connect ให้ลูกค้าเช็คข้อมูลการใช้บริการมือถือจากฟีเจอร์หลักๆ เพื่อให้ลูกค้าดีแทค ใช้งานง่าย และได้ใช้ประโยชน์ด้วยตนเอง แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง
- แชทบอท คอลเซ็นเตอร์ ปัจจุบันสามารถรองรับลูกค้า 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนรายการที่มีการติดต่อผ่าน SMS และ เฟซบุ๊ก การทำงานของแชทบอทอยู่บนพื้นฐานของสถิติ ถ้าระบบมองว่าความแม่นยำมีค่าน้อยกว่าที่ตั้งไว้ก็จะส่งคำถามไปยังพนักงานโดยอัตโนมัติ ในปัจจุบันการใช้ แชทบอทรองรับลูกค้าที่มีการติดต่อผ่าน SMS และ เฟซบุ๊ก และมีความถูกต้องมากกว่า 95%
- ช่องทางโซเชียลมีเดีย ยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้า ทั้งเฟซบุ๊กและไลน์ ซึ่งมีจำนวนลูกค้าสื่อสารผ่านช่องทางนี้จำนวนมาก

ช่องทางติดต่อสื่อสารลูกค้าดีแทคแบบออฟไลน์

ศูนย์บริการดีแทค จัดระบบการขายแบบดิจิทัล ให้ลูกค้าดีแทคได้รับรู้ถึงความทันสมัยของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่อยู่รอบด้าน ด้วยบริการรูปแบบใหม่ ที่ครอบคลุมทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ผสานกับเทคโนโลยีใหม่ตอบรับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลการขายและบริการหน้าร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างชาญฉลาดและไร้รอยต่อ ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ และปรับกระบวนการให้บริการ จากเดิมที่เป็นการบริการจากเคาน์เตอร์โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนมาเป็นการให้บริการกับลูกค้าได้ถึงตัว โดยใช้โมบายล์แทปเล็ต ผ่านแอปพลิเคชันที่จะทำให้พนักงานมีความตื่นตัวและพร้อมให้บริการ ช่วยลดเวลาและเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการรับบริการ

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการเกมออนไลน์และแพลตฟอร์มการสื่อสารชั้นนำ ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์  ร่วมกันเปิดตัวงานแข่งขัน Free Fire Thailand Championship 2019 Presented by dtac” ณ ลานแฟชั่นฮอล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน อย่างเป็นทางการเพื่อตอกย้ำกระแสความแรงของเกม  Garena Free Fire อีกทั้งยังเป็นการผลักดันนักกีฬา และวงการ E-Sportsของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก พิเศษสุดสำหรับลูกค้าดีแทคทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน ซื้อแพ็กเสริมเน็ตที่กำหนด รับไอเทมสุดพิเศษในเกม และรับไอเทมสุดพิเศษอีกมากมาย เมื่อซื้อไอเทมในเกมผ่านระบบชำระเงินของดีแทค (Pay via dtac) ตามระยะเวลาที่กำหนด

ปัจจุบันอัตราการเติบโตของผู้เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือนั้นเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ Newzoo.com ระบุว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา ตลาดอุตสาหกรรมเกมทั่วโลกนั้นขยายตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยให้ตลาดอุตสาหกรรมเกมนั้นเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือกลุ่มเกมบนโทรศัพท์มือถือ เมื่อเปรียบเทียบการขยายตัวที่เกิดขึ้นในปี 2561 กับปี 2560 แล้ว เห็นได้ว่ามีการขยายตัวของเกมบนโทรศัพท์มือถือมากกว่า 50%  ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการเล่นเกมผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือนั้นเข้าถึงได้ง่าย สามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งยังไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยเพศ หรือช่วงอายุอีกต่อไป

นางสุกัณณี เลิศสุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการ สายงานการตลาดระบบเติมเงิน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคเห็นแนวโน้มกระแสความแรงของตลาดเกมบนโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าดีแทค ปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่สนใจเกมมากกว่า 30% ฐานเกมเมอร์ผู้หญิงค่อนข้างเติบโตขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่ฐานลูกค้าผู้ชายยังคงเยอะกว่า โดยกลุ่มช่วงอายุจะอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 24 ปี และ 25 - 39 ปี มากกว่า 50% อาศัยอยู่ในบริเวณ กรุงเทพมหานคร  และข้อมูลที่น่าสนใจ คือค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายเงินในลูกค้าเติมเงินเกมเมอร์จะสูงกว่าลูกค้าเติมเงินปกติถึง 1 เท่าตัว 

เกมออนไลน์ถูกจัดให้เป็นกีฬา E-Sports กีฬาประเภทนี้สามารถส่งเสริมให้คนพัฒนาแนวคิด วิเคราะห์สถานการณ์ เป็นการเพิ่มทักษะและการแก้ไขปัญหา ดีแทคมุ่งนำเสนอบริการที่เป็นมากกว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความก้าวหน้าของวงการ E-Sports ไทย เพราะเราเชื่อว่าเกมเมอร์ทุกคน ต่างล้วนมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ภายในตัว และพัฒนาความสามารถนั้นเพื่อก้าวเข้าสู่สายอาชีพนักกีฬา E-Sports อย่างเต็มตัว ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับบริษัท การีนา ออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย ในการที่จะช่วยกันผลักดันให้นักกีฬา และวงการ E-Sports ของไทย สามารถก้าวไกลไปสู่ระดับโลก”

“ในความร่วมมือกับการีนาครั้งนี้ ดีแทคได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนกีฬา E-Sports อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยเป็นผู้สนับสนุนหลักตลอดรายการ “Free Fire Thailand Championship 2019 Presented by dtac” เริ่มตั้งแต่การเปิดตัวเต็มรูปแบบอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 6 และ 7 เมษายน 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ รวมทั้งงานแข่งขัน “Free Fire Proleague 2019 Presented by dtac” เพราะเราอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างพลังของเกมเมอร์ชาวไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับโลก” นางสาว สุกัณณี กล่าว

นายศรุต วานิชพันธุ์, Director of Sea (ประเทศไทย) บริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ การีนา (Garena) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเกม การีนามุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับเหล่าเกมเมอร์อยู่เสมอ เช่น การก้าวเข้าสู่การเป็นผู้พัฒนาเกม จากเกม Garena Free Fire ซึ่งเป็นเกมแรกที่การีนาพัฒนาและเปิดให้บริการเอง สำหรับความร่วมมือระหว่าง การีนา และ ดีแทค บนเกม Garena Free Fire นี้ ก็เป็นการตอบโจทย์และเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งมองหานวัตกรรมและประสบการณ์การเล่นเกมใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบในครั้งนี้รวมถึงความพิเศษบนตัวเกม Garena Free Fire เช่น ไอเท็มต่างๆ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้าดีแทค และ ความยิ่งใหญ่บนการแข่งขันอีสปอร์ต ซึ่งดีแทคได้เข้ามาสนับสนุนรายการแข่งขันทั้งระดับประเทศ อย่าง ‘Free Fire Thailand Championship 2019 Presented by dtac’’ นอกจากนี้ คอเกมชาวไทยยังสามารถติดตามอีกหนึ่งสุดยอดการแข่งขัน จาก การีนา และ ดีแทค ในรายการ  ‘Free Fire Proleague 2019 Presented by dtac’ ภายในกลางปี 2562 นี้ ได้อีกด้วย”

‘Garena Free Fire’  เป็นเกมแนว ‘Battle Royale’ บนมือถือเกมแรกที่พัฒนาและเปิดให้บริการเองโดยการีนา โดดเด่นด้วยดีไซน์ ควบคุมง่าย จบไว รองรับกับการเล่นบนสมาร์ทโฟนทุกรุ่น  มาพร้อมความตื่นเต้นในการเอาตัวรอดของเกมแนว ‘Battle Royale’ โดยภายในเกม ผู้เล่นจะต้องรับบทเป็นหนึ่งใน 50 ตัวละคร ที่เดินทางมายังเกาะร้าง และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด ผู้ที่เหลือรอดเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ชนะ  หลังจากได้เปิดให้บริการมาเป็น ระยะเวลา 1 ปี เกม ‘Garena Free Fire’  กลายเป็นเกม ‘Battle Royale’ มือถือ ที่ได้รับการตอบรับและความนิยมจากผู้เล่นทั่วโลกและชาวไทยอย่างดีเยี่ยม มียอดผู้ลงทะเบียนบนเกม ‘Free Fire’ สูงถึง 350 ล้านคนจากทั่วโลก มียอดผู้เล่นสูงสุดต่อวันถึง 40 ล้านคน ติดอันดับ ‘Top 5’ สำหรับแอพพลิเคชั่นยอดนิยม และได้รับการถูกเสนอชื่อเป็น ‘Game of the year’ 2018 บน ‘Google Play’ รวมถึง‘Top Free Games of the year 2018’ บน ‘App Store’  และกลายเป็นเกมที่ได้รับยอดดาวน์โหลดสูงสุด บน App Store อีกด้วย  เกม ‘Garena Free Fire’ พร้อมเติบโตต่อเนื่องไปพร้อมกับเกมเมอร์ทั่วโลกและเกมเมอร์ชาวไทยอย่างไม่หยุดยั้ง

ความร่วมมือระหว่างดีแทค และ การีนา ในครั้งนี้ได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าดีแทคทั้งระบบรายเดือนและเติมเงินทุกคนที่เล่นเกม Garena Free Fire โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ลูกค้าดีแทคทั้งแพ็กเกจเติมเงินและรายเดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจเสริมตามที่กำหนด รับทันที!ไอเทมสุดพิเศษในเกม
  2. ลูกค้าดีแทคที่ซื้อไอเทมในเกมผ่านระบบชำระเงินของดีแทค (Pay via dtac)รับทันที! ไอเทมสุดพิเศษในเกม

ลูกค้าดีแทคสามารถใช้บริการ Pay via dtac ให้ลูกค้าซื้อแอป เติมเกม ซื้อสติกเกอร์ไลน์ และสมัครบริการต่างๆ ผ่านเบอร์ดีแทคได้ง่ายๆ สะดวก ปลอดภัยไร้กังวล ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ใช้ได้ทั้งลูกค้าเติมเงินและรายเดือน สำหรับลูกค้าเติมเงิน ระบบจะตัดเงินจากกระเป๋าเงินในเบอร์ดีแทค ส่วนลูกค้ารายเดือน ยอดการซื้อจะถูกรวมไปกับค่าบริการรอบบิลนั้นๆ

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับโปรโมชั่นสำหรับเกม Garena Free Fire ได้ที่ http://dtac.co.th/s/ff

มาร่วมสนุกไปกับสุดยอดเกมมือถือสไตล์ Battle Royale ที่ต้องทำทุกวิถีทาง ให้อยู่รอด...เป็นคนสุดท้าย  Garena Free Fire สามารถดาวน์โหลดได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งบนระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ iOS และ Android

ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่างๆ จากเกม Garena Free Fire ได้ที่

Website:http://ff.garena.in.th/
Facebook: https://web.facebook.com/freefireth/

ดีแทคเผย 6 ทักษะสำคัญทางดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พร้อมชูนโยบายสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในองค์กร สร้างวัฒนธรรมเคารพซึ่งกันและกัน-ออฟฟิศปลอดภัย หนุนความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ความเท่าเทียมทางเพศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและโทรคมนาคมเป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงเป็นวงกว้างในระดับโลก เนื่องจากจำนวนเพศหญิงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังมีสัดส่วนที่น้อย เพราะอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยีของเพศหญิง ขาดการสนับสนุนของภาครัฐ การขาดแบบอย่าง (Role model) ในตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างเพศที่เกิดขึ้น รัฐบาล มหาวิทยาลัยและเอกชนจึงควรสนับสนุน 6 ทักษะสำคัญทางดิจิทัล เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างเพศในภาคเทคโนโลยี ได้แก่

  1. ความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์(Computer literacy) เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดทักษะทางดิจิทัลแก่ผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นบันไดก้าวแรกในการก้าวสู่สายอาชีพทางเทคโนโลยีชั้นสูงต่อไป นอกจากนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนยังก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้หญิง ดังนั้น การมีความเข้าใจในการใช้อุปกรณ์ไอทีและความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเทคโนโลยีต่างๆ ได้
  2. โปรแกรมมิ่ง(Programming) เป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัลที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน ซึ่งในสหรัฐอเมริกา รายได้ของโปรแกรมเมอร์สูงถึงปีละ 62,860-106,580 ดอลลาร์ต่อปี และที่สำคัญทักษะโปรแกรมมิ่งสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้จากคอร์สออนไลน์ต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีปริญญาในระดับมหาวิทยาลับรับรอง
  3. ปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence) เป็นทักษะที่มีความสำคัญและมีความต้องการอย่างมากในตลาด เนื่องจากเทคโนโลยี Smart Home ต่างๆ รวมถึงยานยนต์ไร้คนขับกำลังได้รับการพัฒนาอย่างก้าวหน้าในทุกปีๆ ซึ่งทักษะที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ Machine learning, Deep learning และระบบประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP)
  4. เทคโนโลยีเสมือน (Virtual Reality: VR) กำลังเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมบันเทิงและการแพทย์ การเข้าใจเทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยพัฒนากลยุทธ์และโมเดลทางธุรกิจ ตลอดจนโซลูชั่นใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งผู้หญิงสามารถร่วมกำหนดทิศทางไม่ว่าจะเป็นด้านโปรแกรมมิ่ง กลยุทธ์ทางธุรกิจ และการตลาด
  5. วิทยาศาสตร์ข้อมูล(Data Science) เป็นศาสตร์ที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงาน เพื่อประโยชน์ในการทราบความต้องการของลูกค้าและตลาด นอกจากนี้ ยังมีการนำวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมอีกด้วย
  6. การตลาดดิจิทัล(Digital Marketing) ถือเป็นทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล เนื่องจากการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลมีปริมาณมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคหันไปใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น ดังนั้นทักษะที่เกี่ยวกับการตลาดดิจิทัลจึงมีความสำคัญอย่างมาก เช่น SEO Content marketing Video search Video content Conversion optimization เป็นต้น

“เพื่อลดช่องว่างทางเพศที่เกิดขึ้นในภาคเทคโนโลยี องค์กรต่างๆ จึงควรให้ความสำคัญกับการอบรมและให้คำปรึกษา (Mentorship) และการให้โอกาสที่เท่าเทียม เพื่อให้ผู้หญิงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาทางเทคโนโลยีในอนาคต” นางนาตาลีกล่าว

นางอเล็กซานดรา กล่าวเสริมว่า เพื่อตอกย้ำจุดยืนของดีแทคในการสนับสนุนความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างไม่เพียงเรื่องเพศ แต่ยังรวมไปถึงชาติพันธุ์ ศาสนา ดีแทคจึงได้กำหนดนโยบายต่างๆ ที่สนับสนุนความหลากหลายในองค์กร (Diverse workplace) ต่างๆ เช่น นโยบายลาคลอด 6 เดือน สิ่งอำนวยความสะดวก การสร้างวัฒนธรรมเคารพในความแตกต่าง และนโยบายออฟฟิศปลอดภัย

“ความแตกต่างทางเพศนั้นจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ตลอดจนการพิจารณาการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งดีแทคได้มุ่งเน้นให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างเพศชายและหญิงผ่านนโยบายต่างๆ ที่สร้างสมดุลและเอื้อให้เกิดสภาวะการทำงานที่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ ตัวอย่างเช่น นโยบายลาคลอด 6 เดือน ซึ่งดีแทคถือเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้พนักงานที่มีบุตรสามารถลาคลอดได้ 6 เดือน โดยยังรับเงินเดือนเต็มอัตรา การอำนวยความสะดวกของคุณแม่ผ่านห้องให้นมบุตร ห้องเด็กเล่น เป็นต้น” นางอเล็กซานดรา กล่าว

นอกจากนี้ ดีแทคยังมีแนวนโยบายในการสร้างออฟฟิศปลอดภัย ผ่านการให้ความรู้และขั้นตอนการรายงานเมื่อเกิดเหตุ เพื่อป้องกันการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน (Prevention to Sexual Harassment) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งขององค์กร

“การให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันจะเป็นกุญแจสำคัญของการความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันในองค์กร และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า” นางอเล็กซานดรา กล่าว

ดีแทคชูต้นแบบการใช้งาน 5G ร่วมทดสอบที่ศูนย์ 5G IoT & AI Innovation Center ภายใต้ความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมชวน CAT และทีโอที ร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างกรณีการใช้งานในภาคธุรกิจจริง ทั้งศึกษาแนวทางและคุณสมบัติ 5G เพื่อสร้างต้นแบบการใช้งาน ทดลองใช้จริง

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นอย่างไม่หยุดเพื่อวางรากฐานสำหรับโครงข่ายสู่อนาคตในประเทศไทย อาทิ ดีแทคเป็นรายแรกที่การนำเทคโนโลยีโครงข่ายระบบชุมสายเสมือน (Visualized Core Network: VCN) มาดำเนินงาน และนำอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบ Massive MIMO 64x64 ที่ทันสมัยที่สุดในโลกมาให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกในไทย การนำประเทศไทยเข้าสู่ยุค 5G จะต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านสู่ 3G หรือ การมาของ 4G ดังนั้น ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่จะต้องวางแผนขยายโครงข่ายตอบโจทย์ในการรองรับอุตสาหกรรมและรูปแบบการใช้งาน นี่คือความสำคัญสำหรับเราในการมุ่งสู่การทดสอบเทคโนโลยีเพื่อค้นหาการใช้งานด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนสู่กลยุทธ์ 5G ของไทย”

ดีแทคร่วมกับ CAT และ ทีโอที ในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกับทาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงาน กสทช. ในการเปิดศูนย์ 5G IoT & AI Innovation Center เพื่อทำการทดสอบ 5G ด้วยรูปแบบการใช้งานจริงต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำบริการ 5G ขับเคลื่อนประเทศไทย โดยศูนย์แห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจร่วมทดสอบและพัฒนาสู่ความพร้อมของการทำงานดิจิทัล

สำหรับในช่วงทดสอบ 5G ดีแทคได้วางแผนเบื้องต้น ที่จะมีแนวทางทดสอบกรณีการใช้งาน (Use Cases) กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคาดว่ามีรูปแบบการใช้งาน (Use cases) ในกลุ่มฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farming) อาคารอัจฉริยะ (Smart Building Solutions) บรอดแบนด์ไร้สายประจำที่ (Fixed Wireless Access) การวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Measurement) บริการสื่อขั้นสูง (Advanced media services) โดรนเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Drones) สมาร์ทเฮลธ์แคร์(Smart Healthcare) อุตสาหกรรมอัจฉริยะ(Smart Industry) สมาร์ทซิตี้แอปพลิเคชัน (Smart City Application)

ที่ผ่านมา ดีแทคได้จัดทำโซลูชัน “ฟาร์มแม่นยำ” ซึ่งถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Internet of Things เพื่อการทำเกษตรที่มีความแม่นยำที่ดีแทคได้พัฒนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสุ่ 5G สามารถปลดล็อกมูลค่ามหาศาลให้แก่เกษตรกรของประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าการทำเกษตรกรรมยุคใหม่จะต้องใช้ประโยชน์ของดิจิทัลและความสามารถของ 5G มาต่อยอดเพื่อทำรายได้เพิ่มมากขึ้น

ดีแทคมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ที่พร้อมจะนำคนไทยสู่ความยั่งยืนของยุค 5G ดีแทคมีจุดยืนและให้ความสำคัญที่จะทำให้ 5G เกิดขึ้นในไทย คือ

  1. แนวทางการกำกับดูแล (Regulation) กฎระเบียบต่างๆ ต้องเอื้อให้5G สามารถเกิดได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการที่ซับซ้อนและระยะเวลาในการขออนุญาต เป็นปัจจัยในการจำกัดความสามารถในการเร่งขยายสัญญาณในประเทศไทย และควรมีแนวทางในการใช้ทรัพยากรเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สูงสุด เช่น การคำนึงถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน และมีความสะดวกในการปฏิบัติ
  2. แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) ต้องกำหนดว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใด เมื่อไร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแผนและการนำคลื่นย่านความถี่ต่างๆ ที่ชัดเจนมาใช้งาน เพราะการจะให้บริการ5Gได้นั้นต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพอ ผู้ให้บริการจึงไม่สามารถวางแผนการใช้งานที่ชัดเจนรวมถึงประสิทธิภาพการวางแผนลงทุน
  3. สร้างความร่วมมือ (Enhanced collaboration) จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันอย่างยั่งยืน ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการและผู้บริโภค ในการสร้างระบบนิเวศน์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน และช่วยกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นตลอดเวลา

นอกจากความร่วมมือที่ดีแทคพร้อมสำหรับทุกภาคส่วนแล้ว ดีแทคยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ให้บริการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบมจ.ทีโอที  เพื่อประสานความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนารูปแบบบริการสู่ 5G ในอนาคตอีกด้วย

ครั้งแรกในไทยกับการจับมือระหว่างสองบริษัทใหญ่ของประเทศ ดีแทคและอีริคสัน ร่วมมือกันนำ 5G Ready Massive MIMO 64T6R ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จะใช้เทคโนโลยีนี้บนเครือข่าย 4G TTD โดยเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางบริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) ร่วมมือกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค  พันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดีแทค เทอร์โบ นำเทคโนโลยี 5G-Ready Massive MIMO บนเครือข่าย 4G TDD ที่โรมมิ่งบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของทีโอทีมาทดลองใช้งานครั้งแรกในประเทศไทย

ทางสองบริษัทได้เผยว่าการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้นั้นเป็นนวัตกรรมด้านการอุปกรณ์สื่อสารของอีริคสันที่ไม่ใช่แค่ยกระดับประสบการณ์ใช้งานดาต้าในวันนี้ แต่ยังพร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G บนบริการดีแทค เทอร์โบได้ในอนาคต ทางดีแทคเองก็ได้เผยถึงแผนการในอนาคตที่จะขยายการให้บริการกับลูกค้าบนเครือค่ายดีแทค เทอร์โบ ด้วยการเร่งขยายเสาสัญญาณคลื่น 2300 MHz แล้วยังนำ Massive MIMO 64R64R ที่เหนือกว่าในการรับส่งสัญญาณดาต้ามาให้ลูกค้าได้ใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้การใช้งานดาต้าในพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการหนาแน่นมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น และยังเหมาะกับพื้นที่ใช้งานดาต้าสูงที่มีความต้องการใช้งานในรูปแบบต่างกัน โดยอุปกรณ์จะรับส่งสัญญาณเฉพาะจุด หรือ Beam forming เจาะจงเฉพาะให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่กำลังใช้งานขณะนั้นอย่างแม่นยำ และยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสัญญาณไปยังอุปกรณ์อีกหลายจุดในพื้นที่เดียวกัน ภายในเวลาและความถี่เดียวกัน ทำให้เพิ่มขีดความสามารถการครอบคลุมของโครงข่ายได้มากขึ้นบนคลื่น 2300 MHz โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ทางบริษัท อีริคสัน ยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้าน Radio Systemเพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่เทคโนโลยี 5G ได้อย่างไร้รอยต่อ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขยายเพิ่มเติมนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น เข้าถึง 5G แบบ end-to-end ซึ่งรวมไปถึง 5G NR Radio ครั้งแรกในอุตสาหกรรมระดับโลก

Page 1 of 4

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries