February 18, 2019

บริษัท เชสเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ขยายไลน์ธุรกิจ ส่งเครื่องดื่มชานมไข่มุกสูตรไต้หวัน "Crown Bubble" อร่อยระดับมงลง มาให้สาวกชานมไข่มุกชาวไทยได้อร่อยสดชื่นโดยไม่ต้องลงทุนบินไกล กับชานมต้นตำรับที่ใช้วัตถุดิบชั้นดีจากไต้หวัน ที่สาขาแรก ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ พร้อมมีโปรโมชั่น ซื้อแก้วที่ 2 ลดไปเลย 50% รีบหน่อย! วันนี้-31 มีนาคม 2562 นี้ เท่านั้น

ในแวดวงภาคการศึกษาเรามักจะเห็นสถาบันต่างๆ มีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนมาอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น หลายแห่งมีความมุ่งมั่นที่จะเปิดประตูสู่ระดับสากลเพื่อต้องการก้าวขึ้นไปมีบทบาทบนเวทีระดับโลก

ทางคณะการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ FAM (Faculty of Administration and Management) ได้ตอกย้ำความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวตามพันธกิจ โดยการนำทัพของคณบดี ดร.สุดาพร สาวม่วง ซึ่งได้รับรางวัล Thailand Education Leadership Awards 2019 หรือผู้นำการศึกษาต้อนรับพุทธศักราชใหม่ปี 2562 จาก COM Asia เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ณ ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ

COM Asia ถือเป็นองค์กรระดับโลกที่มีการพิจารณาผู้นำหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นผู้นำในการสร้างแบรนด์ ผู้นำหญิงยอดเยี่ยม ผู้นำด้านนวัตกรรม ผู้นำด้าน Outsourcing ผู้นำด้าน Smart City ผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิต ผู้นำองค์กรเอกชน ผู้อำนวยการสายการเงิน ผู้นำด้านพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต ผู้นำธุรกิจการส่งออก ผู้นำด้านกระบวนการบรรจุภัณฑ์ ผู้นำโครงการเพื่อสังคม และผู้นำด้านการศึกษา โดยจะมีการประเมินจากผลงาน หน้าที่และบทบาทที่สามารถเพิ่มพูนพัฒนาทักษะของคนทั้ง Mental, Emotional และ Physical เป็นผู้นำที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถใช้งานและนำไปพัฒนาสังคมได้จริง 

ดร.สุดาพร สาวม่วง คณบดี คณะการบริหารและจัดการ มีประสบการณ์ด้านการวิจัยโดยมีผลงานตีพิมพ์ทั้งระดับชาติและนานาชาติมากกว่า 50 เรื่อง และยังมีส่วนร่วมทำโครงการจดสิทธิบัตรเครื่องสีข้าวเคลื่อนที่ขนาดเล็กซึ่งเหมาะสำหรับเกษตรกรในการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ มีกำลังผลิต 10 กิโลกรัมต่อหนึ่งชั่วโมง ใช้ไฟราว 87 สตางค์ต่อชั่วโมง หรือสามารถนำไปใช้ในครัวเรือนสำหรับสีข้าวบางส่วนที่เก็บไว้เพื่อบริโภคได้ นอกจากนี้ ดร.สุดาพร ก็ยังได้ทำงานเชิงวิชาการต่างๆ รวมไปถึงการเป็นวิทยากรที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อชุมชน สังคมและกลุ่มสตรี สอนให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้เชิงการบริหารจัดการธุรกิจ รู้จักการเขียนแผนธุรกิจ คำนวณต้นทุน กำไร การทำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด สามารถขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้ รวมไปถึงการสร้างเสริมบุคลิกภาพ และในภาคการศึกษาที่เห็นได้ชัดคือความสามารถที่จะจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก ทำให้นักศึกษาจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษา ส่งเสริมและเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกในการทำวิทยานิพนธ์ที่สามารถใช้งานได้จริง แก้ไขปัญหาให้กับองค์กรและสังคมได้ เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าทั้งระดับชาติและในระดับโลก ส่งผลให้คุณภาพทั้งของผู้เรียนเองและคนในสังคมดีขึ้นแบบองค์รวม โดยองค์ประกอบในการพิจารณามอบรางวัลผู้นำทางการศึกษานี้จะมีการประเมินจากผลการทำงานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีต รวมถึงการสัมภาษณ์จากตัวแทนคณะกรรมการทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ดร.สุดาพร ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์หลังการได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า

“อาจารย์มีความตั้งใจที่จะทำงานทางด้านวิชาการต่อไปเพื่อให้เกิด Impact ต่องานวิชาการ พยายามคิดว่าจะมีการเพิ่มบทบาทอย่างไรในการช่วยพัฒนางานวิจัยต่างๆ ให้มีคุณภาพมายิ่งขึ้น สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในองค์กรหรือภาคส่วนสังคมได้จริง สำหรับภาคการศึกษา ก็ต้องมีการพัฒนาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ยกระดับหลักสูตรไปสู่ระดับอาเซียนและระดับโลก ตอนนี้เราก็มีหลักสูตรอินเตอร์ในทุกระดับตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก ซึ่งบัณฑิตที่จบไปแล้วสามารถทำงานในองค์กรต่างๆ ได้ทั่วโลก หรือแม้แต่ระดับ Vocational course ก็พยายามผลักดันให้ FAM ของ สจล. มีบทบาทในการเป็นผู้นำการพัฒนาหลักสูตรในลักษณะนี้ให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล เรากำลังจะเปิดหลักสูตรเรียนต่อเนื่องสองปีเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาสายอาชีพจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมารับการศึกษาต่อจนได้รับปริญญา เพื่อให้ได้ความรู้และมีศักยภาพที่จะไปทำงานตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศของเขา สิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก และในส่วนสังคม เราก็มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศและประชาคมโลกด้วยคุณภาพของการศึกษาที่ดี ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อาจารย์ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานมาโดยตลอด ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสถาบัน

โดยอาจารย์มีวิสัยทัศน์หลัก คือ FAM to the next generation, to ASEAN, and to the world เพราะเราถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือต้องทำงานให้มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริงและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่พันธกิจ FAM to Famous โดยที่ FAM ย่อมากจาก Faculty of Administration and Management ซึ่งมีการทำงานในลักษณะครอบครัว (Family) ทำให้ famous โดย O คือ Out Standing ต้องทำให้องค์กรมีความโดดเด่นอยู่ในชั้นแนวหน้า U คือ Universal เน้นความเป็นสากล มีทีมงานและหลักสูตรที่มีความเป็นสากล และ S คือ Standardize ด้วยการได้รับการรับรองจากองค์กรสากล เช่น ASEAN University Network-Quality Assurance (AUN-QA) เหล่านี้เองที่ทำให้ COM Asia เล็งเห็นถึงความสำคัญและต้องการมอบรางวัลนี้ให้ อย่างไรก็ตามการได้มาซึ่งรางวัลไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ แต่จะเป็นเหมือนกำลังและแรงบันดาลใจที่จะทำให้อาจารย์ทำงานต่อไปอย่างมุ่งมั่น โดยมีสิ่งที่คอยเตือนใจอยู่เสมอว่า We develop people, People develop country”


เรื่อง  ณัฐพัชธ์  สุมา

หลังจากที่ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดบริษัทลูก “บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด” ก็เตรียมเดินหน้าตามแผน ระดมทุนผ่าน ไอซีโอ ในไตรมาส 2 โดยเตรียมเปิดตัวเหรียญ ARK โทเคนแรกของอุตสาหกรรมขนส่งสาธารณะไทย เพื่อนำมาลงทุนใน 2 ธุรกิจ คือ รถเมล์อัจฉริยะ (SMART BUS) และบริษทดาต้าไทย ในด้านฐานข้อมูลของธุรกิจไทยและต่างประเทศ

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) เผยกับนิตยสาร MBA ถึงความเป็นมาของการก่อตั้ง บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด โดยมีที่มาจากมุมมองและวิสัยทัศน์เรื่องการขนส่งมวลชนว่า เป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย โดย สุรเดชกล่าวว่า “ประเทศที่เจริญแล้วนั้น ไม่ใช่เมืองที่คนจนมีรถแต่เป็นเมืองที่คนรวยใช้บริการรถสาธารณะ การที่ประเทศไทยจะแสดงให้ถึงการเป็นประเทศที่เจริญแล้ว เราต้องมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลก็ทำส่วนใหญ่ คือ รถไฟฟ้า 10 สายในกรุงเทพฯ แต่รถเมล์ ขสมก. และรถร่วมบริการต่างๆ ยังไม่มีการปรับปรุงเป็นกิจจะลักษณะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า รถขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยเฉพาะรถเมล์ในกรุงเทพฯ ควรจะมีการปรับปรุง และยกระดับให้มีความทันสมัยและสามารถให้การบริการที่ดีต่อผู้ใช้รถ”

ในด้านโอกาสและความท้าทายของการดำเนินธุรกิจขนส่งสาธารณะกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น สุรเดช กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่เราเริ่มทำโครงการรถขนส่งมวลชนในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และอีกสาย คือ รถขอนแก่นซิตี้บัสสาย 24 เป็นเสมือนจุดเริ่มต้น และเปรียบเสมือนห้องแล็บเรื่อง Smart Bus ที่เรานำ 6 เทคโนโลยีเข้ามาทดลองใช้ ทั้งการจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ระบบนับคนขึ้นลง มี WiFi ให้บริการ เป็นรถเอ็นจีวีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและในอนาคตจะเป็นรถไฟฟ้า นอกจากนั้น แอพพลิเคชั่นยังตรวจสอบตำแหน่งได้ว่า รถสายที่จะขึ้นจะมาที่ป้ายรถเมล์เมื่อไร โดยที่ไม่ต้องไปยืนรอที่ป้าย และสุดท้ายคือ มีกล้องเพื่อช่วยเรื่องความปลอดภัย ในตัวรถที่หน้ารถและหลังรถ เรียกได้ว่า เป็นตัวช่วยตำรวจเมื่อ Smart Bus กว่า 4,000 คัน วิ่งไปมาในเขตกรุงเทพ พร้อมกล้องนั้นจะทำให้กรุงเทพฯ ปลอดภัยขึ้นมาก

เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา มีการหารือกันในกลุ่มรถร่วมบริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในเรื่องความร่วมมือเพื่อพัฒนาและยกระดับการให้บริการ ซึ่งมีประเด็นติดค้างอยู่หลายเรื่อง อาทิจุดร่วมของการรวมตัว การปรับเส้นทางต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ต่างคนต่างวิ่ง เมื่อเวลาผ่านไปรถเมล์ส่วนใหญ่ก็ค่อยๆ เสื่อมสภาพทรุดโทรมลงไปทุกปีๆ

อย่างไรก็ดีภายใต้นโยบายของรัฐบาลล่าสุดได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้สัมปทานของเหล่ารถร่วมบริการจากที่เคยต้องขึ้นตรงกับขสมก. แต่ปรับเปลี่ยนใหม่โดยให้มาขอสัมปทานจากทางกรมการขนส่งทางบก และภายใต้การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เป็นจังหวะที่บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) โดย สุรเดช ได้เดินสายออกตัวเจรจากับบริษัทรถร่วมบริการทั้ง 40 แห่งจนได้ข้อสรุปและเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัทอมรรัตนโกสินทร์ ที่มีชื่อย่อว่า ARK โดย ARK จะเป็นบริษัทร่วมทุนของ ช ทวี และอีก 40 บริษัทโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อที่จะดำเนินธุรกิจรถเมล์ร่วมบริการโดยบริหารกิจการเดินรถของทั้ง 40 บริษัทรถร่วมบริการ ภายใต้ความครอบคลุมการเดินรถกว่า 300 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยจำนวนรถเมล์ให้บริการกว่า 3,000 คัน ด้วยความสามารถบริการผู้เดินทางนับล้านคนต่อวัน

ทั้งนี้และทั้งนั้น เป้าหมายสำคัญของการก่อเกิด อมรรัตนโกสินทร์หรือ ARK คือความต้องการปรับปรุงและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนรถเมล์ร่วมบริการในกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างสมควรที่ประเทศที่เจริญแล้วพึงมี

โอกาสและความท้าทายของรถเมล์กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สุรเดช เผยว่าระบบรถรางของรัฐบาลที่กำลังก่อสร้างหลายเส้นทางนั้นถือว่า ดีและไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน เรียกได้ว่า เราเป็นอีกคนที่มาช่วยกรุงเทพทำเรื่อง Connectivity ซึ่งหมายถึงว่า ระบบรถรางต่อกับรถเมล์ ต่อกับสองแถว ต่อกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น

Connectivity ของประเทศไทยต้องทำให้ครบ เมื่อครบ คนก็ไม่จำเป็นต้องเอารถออกมาใช้ ช่วยแก้ปัญหาได้เรื่องรถติด ซึ่งเป็นช่วยสังคมในอีกทางหนึ่ง กล่าวคือ Partที่รัฐบาลพยายามทำอยู่ เปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ Part ที่พวกเราทำ คือ เส้นเลือดฝอย และเราจะเริ่มพัฒนาระบบในการนำโทเคนมาใช้ และถ้าระบบใช้ได้กับรถเมล์ของเราสมบูรณ์เมื่อไหร่ ก้าวต่อไปคือการประยุกต์ไปใช้กับส่วนอื่นเช่น แท็กซี่ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง หรือต่อเรือ เป็นต้น ซึ่งถ้าใช้ได้เมื่อไหร่ ก็จะเป็นอีก Eco System เรื่องการเดินทางที่สมาร์ท

สมาร์ทบัส ของ AMORN

รถเมล์ในระบบบริการเดินรถของบริษัท อมรรัตนโกสินทร์ หรือ AMORN จะถูกพัฒนาเป็นสมาร์ทบัส และมีจุดเด่นอย่างแรก คือ เวลาเราขึ้นไประบบจ่ายเงินจะใช้ แอปพลิเคชันที่เราดีไซน์ออกมา จุดเด่นต่อมาคือ มีระบบนับคนขึ้นลง อย่างที่ 3 คือ มี WiFi ให้ใช้ฟรีในตัวรถ ประการที่ 4 เป็นรถที่รักษาสิ่งแวดล้อมเอ็นจีวี และต่อไปจะพัฒนาเป็นรถไฟฟ้าในอนาคต ประการที่ 5 คือว่า มีแอปพลิเคชันที่ดูว่า เมื่อไหร่รถที่เราต้องการจะไป จะเข้าจอดที่ป้ายรถเมล์ ช่วยให้เราไม่ต้องไปยืนรอที่ป้ายรถเมล์

และประการสุดท้าย สมาร์ทบัสเหล่านี้จะมีกล้องเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัย กล้องในตัวรถ กล้องส่องออกไปข้างหน้า ข้างหลัง สมาร์ทบัสตัวนี้เรียกได้ว่า เป็นเสมือนผู้ตรวจอีกตัวช่วยของตำรวจ เพราะเรามีรถเมล์ร่วม 4,000 คัน วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในกรุงเทพ พร้อมกล้องที่ติดอยู่ แล้วกรุงเทพฯ จะปลอดภัยขึ้นขนาดไหน

แน่นอนว่า โครงการพัฒนาสมาร์ทบัส ต้องใช้เงินลงทุนเฉพาะตัวรถร่วมคันละประมาณ 4 ล้านบาท และค่าระบบที่ประมาณ 4 แสนกว่าบาท และนั่นหมายถึงเงินลงทุนโครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า หมื่นล้านบาทในการพัฒนาระบบรถเมล์ร่วมบริการให้เป็นรถเมล์อัจฉริยะสำหรับเมืองกรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งนี้

แผนระดมทุน ICO ออกเหรียญ ARK

สำหรับความคืบหน้าในวันนี้ สุรเดช บอกว่าเสียงส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการรถร่วมฯ เห็นด้วยว่า ต้องรวมกันถึงจะไปต่อได้ ส่วนในขั้นตอนเรื่อง M&A หรือการควบรวมและการซื้อกิจการนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับหลักการและระยะเวลาจากนั้นภายในไตรมาสที่ 2 เราจะใช้การระดมทุนแบบใหม่ ในรูปแบบ ICO (Initial coin offering) โดยจะออกเป็นโทเคน ชื่อว่า ARK

ใน White Paper จะระบุชัดเจนถึงเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุน ว่าจะนำมาลงทุนในโมเดลธุรกิจที่แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ธุรกิจรถเมล์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยเรื่องฮาร์ทแวร์ อาทิการเปลี่ยนรถใหม่ การติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ และตัวตรวจจับต่างๆ ฯลฯ คิดเป็นสัดส่วน 50% และอีก 50% เราจะนำไปทำเรื่อง Big Data โดยจะตั้งบริษัทชื่อว่า ดาต้าไทย ขึ้นมาดำเนินการในส่วนนี้

สุรเดช อธิบายถึง ARK อีกว่าจะเป็นเหรียญดิจิทัลโทเคนเหรียญแรก ที่จะใช้กับขนส่งมวลชนของไทยได้ โดยตั้งเป้าหมายการระดมทุนไว้ที่ประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังไม่ได้กำหนดราคา แต่ไอเดีย คือ ราคาของเหรียญจะต้องต่ำ และมี 2 ประเภท คือ Investment Coin โดยจะเป็นเหรียญเพื่อการลงทุน ซึ่งตรงนี้มีการขึ้นลง เหรียญพวกนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับขนส่งมวลชนได้ ส่วนเหรียญ ARK อีกประเภท จะเป็น Stable Coin เหรียญนี้จะมีที่ค่าที่มัดอยู่กับมูลค่าอย่างเช่น เงินบาทยกตัวอย่าง 1 เหรียญเท่ากับหนึ่งสลึง เพื่อเอาไว้ใช้ใน Eco System ในการจ่ายค่ารถเมล์ จ่ายค่าแท็กซี่ จ่ายค่าต่างๆ เหรียญที่ออกจากตรงนี้ จะถูกกลับนำมาใช้ในขนส่งมวลชนของ ARK และในเครือข่าย ซึ่งเรียกว่า Eco System จนครบ ซึ่งมีตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพ นนทบุรี สระบุรี และที่จะขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต

จาก Eco System ที่มีครบนั้น คือ โอกาสของการใช้เหรียญให้เกิดประโยชน์ได้จริง เพราะเรามีรถเมล์จำนวน 3,000 คัน มีคนที่กำลังจะขึ้นรถเมล์ เฉพาะในประเทศไทยที่อยู่ในวงจรนี้ ประมาณ 2.2 ล้านคน/เที่ยว มีระบบเตรียมจ่ายเงินที่เข้าใจง่าย เมื่อ Eco System ครบ นั่นหมายถึงเริ่มนำเหรียญ ARK มาใช้ได้เลย และวันนี้เป้าหมายของ ARK ไม่ใช่เหรียญของประเทศไทยอย่างเดียว แต่หวังว่าจะสามารถนำไปใช้ที่ต่างประเทศได้ ด้วย 2 โมเดลการเดินรถเมล์กับ Big Data สามารถขยายไปได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา

หลังการเปิดตัวเหรียญ ARK เข้าสู่ตลาด และมีงบประมาณเพื่อการลงทุน จากการระดมทุน ICO ตามเป้าหมายได้แล้ว เราก็จะเริ่มทำตามแผน โดยแผนที่วางไว้ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะเริ่มเห็นความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีต่างๆ ทั้ง Application, Software และระบบ Big Data นี่คือแผนธุรกิจในส่วนของดาต้าไทย

ขณะที่ในส่วนของรถเมล์ จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนรถร่วมใหม่ประมาณ 400 - 500 คันต่อปี ซึ่งหมายถึงจะมีรถร่วมใหม่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ประมาณ 2,000 คัน ภายใน 3 -4 ปี ในขณะที่ทางฝั่ง ขสมก.วันนี้ก็มีการเปลี่ยนไปแล้วถึง 400 คัน และกำลังจัดประมูลต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงภายใน 3-4 ปีสภาพรถเมล์ของกรุงเทพฯ จะเป็นรถใหม่ทั้งหมด

เมื่อถึงตอนนั้นบริษัทอมรรัตนโกสินทร์ จะเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการดี มีโอกาสในการขยาย จึงวางแผนต่ออีกว่า จะมีการทำ IPO ในธุรกิจรถเมล์ โดยเปิดระดมทุนเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในการดำเนินธุรกิจต่อไป

คุณค่าของ ARK ต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย

สุรเดช กล่าวในตอนท้ายถึง คุณค่าของการดำเนินธุรกิจแบบระบบขนส่งมวลชนว่า "นี่คือการแก้ปัญหาสังคม ที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล โดยภาคเอกชนเป็นคนทำ ลดทอนเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยความเหลื่อมล้ำคือ PLACE สถานที่ที่มนุษย์ทุกชนชั้นสามารถอยู่ด้วยกันได้ สถานที่ที่มนุษย์ทุกชนชั้น สามารถอยู่และ Conversation กันได้

Place เป็นสถานที่ อย่างเช่น สวนสาธารณะดีๆ ที่ดีๆ รถเมล์ก็คือหนึ่ง ในสถานที่นั้น ถ้าเราทำดีๆ คนทุกชนชั้นจะขึ้นไปอยู่บนนั้น ความเหลื่อมล้ำตรงนี้ไม่ใช่เรื่องไฟแนนซ์ ไม่ใช่การเงิน แต่เป็นความเหลื่อมล้ำด้านจิตใจ ซึ่งสำคัญที่สุด

ยิ่งกว่านั้นเราทำให้เกิดความเข้าใจในการพัฒนาเมือง พวกเราทำบริษัทขอนแก่น พัฒนาเมือง เราต้องการให้สังคมรับรู้ว่า เมืองที่ดี คืออะไร เมืองที่ดีไม่ใช่การแก่งแย่ง ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เงินมา หรือเป็นเมืองที่เห็นแก่ตัว เมืองที่ดี คือเมืองแห่งการแบ่งปัน เมืองที่ออกแบบถูกต้อง ออกแบบระบบขนส่งมวลชนที่ดีและเกิด Connectivity นี่คือการ Contribute กับสังคม และที่สำคัญที่สุด ทำให้ประเทศเห็นว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ดาต้าที่มีอยู่เป็นประโยชน์ได้อย่างไร


เรื่อง ชนิตา งามเหมือน

ภาพ ยุทธจักร

 

Do or Die, Now or Never

February 15, 2019

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีช่วงปีที่ผ่านมามีความรุนแรงและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างเป็นวงกว้าง เรากำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ต้องเรียนรู้และพัฒนากันทุกวินาที ไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษาก็ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ทำให้กระแสการเรียนรู้เปลี่ยนไปจากในอดีต วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายขึ้น มีแนวคิดและตัวเลือกในการเรียนรู้ที่มากขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เล็งเห็นถึงสถานการณ์ในปีที่ผ่านมาว่าเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติต่างๆ ที่มีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นทุกวัน เป็นมุมสะท้อนให้ต้องตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมเองก็ยังกำลังบีบคั้นให้มนุษย์ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ รวมถึงกระแสเรื่องออนไลน์ที่เริ่มเข้าถึงทุกคนทุกที่ทุกเวลา เพราะปัจจุบันคนไทยมีเบอร์โทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากร ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียได้มากขึ้น สิ่งนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเห็นชัดมากในปีที่ผ่านมา ขณะที่ด้านการศึกษาเริ่มเห็นได้ชัดเจนอีกประเด็นว่าจำนวนเด็กที่สมัครลงทะเบียน TCAS ในปี 2562 มีน้อยกว่า 3 แสนคน เทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีคนสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบกลางเกือบหนึ่งล้านคน มหาวิทยาลัยมีคนเรียนน้อยลง ต้องเจอความต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม อธิการบดีของสจล. ยังได้เผยต่อว่า แม้จำนวนผู้เรียนในปัจจุบันจะลดลงอย่างมีนัยก็ตาม แต่ความต้องการในการเรียนรู้กลับไม่ได้ลดตาม เพราะทุกวันนี้เราสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น เว็บไซต์ Master Class ที่มีหลักสูตรซึ่งเอาคนมีชื่อเสียงและมีความสามารถระดับโลกมาสอน คุณจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวเรียนได้ทุกคลาส หรือบางคนอาจจะเข้าไปเรียนรู้จากองค์กรบริษัทต่างๆ เพื่อให้ได้ประสบการณ์จากการทำงานโดยตรง ไม่จำเป็นต้องเรียนจนจบปริญญาก็สามารถประกอบอาชีพและประสบความสำเร็จได้ เหมือนคนดังระดับโลกที่มีให้เห็นอยู่มากมายเพราะฉะนั้น คู่แข่งของมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้เป็นใครก็ได้มหาวิทยาลัยจึงต้องเร่งการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์และเดินตามเกมที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ให้เท่าทัน

ศ.ดร. สุชัชวีร์ ได้แสดงแนวคิดและความเห็นถึงแนวทางการปรับตัวเข้าสู่อนาคตของสถาบันการศึกษาว่า ในปี พ.ศ. 2562 เราควรมีการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับในทันที มหาวิทยาลัยต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนแบบหักศอกเพื่อก้าวให้ทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงแบบปีต่อปี

อันดับแรก เราต้องทลายกำแพงระหว่างคณะ สาขา จากประสบการณ์การเป็นกรรมการรายการธุรกิจเพื่อสังคม Win Win War ช่องอมรินทร์ทีวี ผมเห็นวิศวกรออกมาปลูกผัก ทำโปรแกรมขายผักประสบความสำเร็จ แล้วแบบนี้คนเรียนเกษตรจะทำอย่างไรแสดงว่าวันนี้ไม่ใช่เรียนสาขาเดียวเป็น Background แล้วจะสามารถแข่งขันในโลกยุคนี้ได้ คนสนใจเรียนมากกว่าหนึ่งปริญญา ถ้าคนน้อย เลือกปริญญาเดียว มหาวิทยาลัยก็จะมีที่ว่างเหลือเยอะ ดังนั้น ต้องมีการบูรณาการระหว่างสาขาวิชา จากคนจำนวนแสนกว่าคนสามารถ Multiply เป็นล้านได้ จบเกษตรอย่างเดียวไม่รอดแล้ว ต้องเรียนวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมไอทีการออกแบบผลิตภัณฑ์ควบคู่ด้วย เด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยในยุคนี้อาจจะได้มากถึงห้าปริญญาอย่างเด็ก Stamford, MIT และ Harvard มีห้าปริญญาแล้วเด็กไทยเรามีแค่ปริญญาเดียวจะสู้เขาได้อย่างไร

ประการที่สอง บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุค disruption ต้องกล้าออกไปสู้กับในระดับโลก วัฒนธรรมที่กลับมาเก่งในบ้านอย่างเดียวไม่รอดแล้ว ยึดคติพจน์ที่ว่า เป้าหมายต้องชัด วิสัยทัศน์ต้องเว่อร์ แต่ถ้ายังไม่กล้าออกไปถึงอเมริกา ไปถึงญี่ปุ่น ก็ไปมาเลเซีย อินโดนีเซียก็ได้ ไม่ต้องนึกถึงเพียง CLMV เราต้องข้ามช็อต ทำให้เขารู้ว่ามหาวิทยาลัยไทยมีหลักสูตรนี้ ยกตัวอย่างเช่น สถาปัตยกรรมไทย สถาปัตยกรรมเขตร้อน ประเทศไทยสู้ได้ หรือแพทย์ทางด้านโรคเวชศาสตร์เขตร้อนก็สามารถไปปักธงได้ทั่วโลก

ประการที่สาม คือ คนที่จบออกไปแล้วสามารถกลับมาเรียนปริญญาตรีแบบปีครึ่งได้ เพื่อเติมทักษะ (Reskill) หรือ เพิ่มทักษะ (Up Skill) มีหลักสูตรปริญญาตรีหรือหลักสูตรที่มีใบรับรองที่ดีๆ

ประการที่สี่ หลักสูตรต้องมีความท้าทาย ปรับเปลี่ยนได้ เน้นผู้เรียนเป็นหลัก มหาวิทยาลัยต้องไปดูว่าตอนนี้สังคมกำลังมีกระแสอะไร อะไรเป็นที่ต้องการ ซึ่งตรงนี้มหาวิทยาลัยยังอ่อนอยู่เพราะคิดว่าที่ทำอยู่นั้นนี้ดีแล้วแต่ไม่รู้ว่าผู้เรียนชอบหรือเปล่า  ตรงกับความต้องการหรือไม่

สำหรับประการสุดท้าย หรือข้อที่ห้า  ทุกสาขาวิชาไม่ว่าสาขาไหนก็ตามต้องลดวิชาบังคับ เพราะบังคับไปก็ล้าหลัง ไม่มีประโยชน์ถ้าไม่เรียนรู้ต่อเนื่อง คนเรียนจบไปแล้วอาจจะไปทำงานประกอบอาชีพที่ไม่ตรงสาขา วิศวฯไปทำเกษตร สถาปัตย์ฯไปทำร้านกาแฟ เปิดร้านขนม เรียนจบบัญชีไปทำเสื้อผ้าก็ได้  เพราะฉะนั้น ต้องมีวิชาเลือกให้เยอะๆ วิชาบังคับลดลงให้ได้น้อยที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสสำหรับทางเลือกมากขึ้น”

โดยส่วนของ สจล. นั้น ศ.ดร.สุชัชวีร์  กล่าวว่าได้มีเริ่มมีการปรับเพิ่มวิชาเลือกใหม่ๆ ที่เข้ามาในหลักสูตร ที่แตกต่างไปจากในอดีต อาทิ วิชาโหราศาสตร์,  วิชา AI ในชีวิตประจำวัน  หรือศาสตร์การสร้างเสน่ห์ Charming School  เป็นต้น  แน่นอนว่าวิชาเลือกใหม่เหล่านี้ก่อนจะตกผลึกและเปิดสอน  ล้วนมีการสำรวจความสนใจและเป็นที่ต้องการของผู้เรียนมาก่อนหน้า  อย่างกรณี ศาสตร์การสร้างเสน่ห์  ที่ได้รับความสนใจจากไม่เพียงนักศึกษาภายในแต่ยังได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอก  เพราะนอกจากความรู้ที่เรียนทันกันได้ แต่เสน่ห์ต้องมีการฝึกฝนและยังถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผู้นำ เพราะต่อให้ผู้นำเก่งแค่ไหนถ้าขาดเสน่ห์  หรือสื่อสารไม่เป็นทำให้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ให้คนทั่วไปเข้าถึงและเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในหัวใจของคนได้ ทำให้การสร้างความสำเร็จยากขึ้น

Today Leader to Tomorrow

ต่อมุมมองเรื่อง ผู้นำ ซึ่ง ศ.ดร. สุชัชวีร์ จะเน้นความสำคัญของเรื่องมาโดยตลอด  ยิ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ต้องตลอดเวลาอย่างในทุกวันนี้   ศ.ดร. สุชัชวีร์  กล่าวถึงคุณสมบัติที่ผู้นำวันนี้พึงต้องมี  โดยสิ่งแรกเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากคือ ความรู้อย่างลึกซึ้งในสาขาใดสาขาหนึ่ง บางคนอาจจะมองว่ารู้ลึกเรื่องเดียวแล้วโง่กว้าง แต่จริงๆ คนที่รู้อะไรลึกซึ้งจะมี Format หรือ Logic ในการเรียนรู้ เพราะการที่จะไปถึงแก่นแท้ของสาขานั้นๆ ต้องมีกระบวนการเรียนรู้ ต้องเป็นนักอ่านและรู้จักค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน  หากต้องทำความเข้าใจเรื่องใหม่ๆ เขาจะนำเอา Format ในการเรียนรู้แบบนี้ไปใช้ และเมื่อรู้ลึกแล้วก็ต้องมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คิดแบบ System Dynamics ยิ่งในยุค Disruption ถ้าคิดว่าตัวเองถูก ไม่อ่านหนังสือไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็จะนำพาองค์กรไปในทางที่ผิด นอกจากนี้ ผู้นำที่ดีต้องเป็นนักเปลี่ยนแปลงโดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ ความกล้า เพราะการอยู่อย่างเดิมนั้นไม่เหนื่อย ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากเปลี่ยนแปลง ผู้นำจึงต้องกล้าและใช้พลังทางกายมหาศาล ลงพื้นที่จริงสำรวจปัญหาแล้วผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงเรื่องการสื่อสารกับคนในองค์กรก็สำคัญ และท้ายที่สุด คือ ต้องมีความเป็นสากล เพราะเราต้องทำมาหากินค้าขายกับคนอื่น ต้องกล้าออกไปเก่งนอกบ้าน สร้างความศรัทธาให้ต่างประเทศได้ สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของผู้นำยุคใหม่

เพื่อตอบข้อคำถามและความคิดเห็น  ศ.ดร.สุชัชวีร์   ได้แสดงทรรศนะต่อมุมมองของการเป็นผู้นำในระดับประเทศว่า “การพัฒนาประเทศจะหวังให้ผู้นำเพียงคนเดียวขับเคลื่อนคนทั้งประเทศไปข้างหน้านั่นเป็นไม่ได้  หากยกตัวอย่างในต่างประเทศ  ผู้บริหารประเทศที่ก้าวหน้ามักจะมี Science Advisor ซึ่งเป็น Professor เก่งๆ คอยให้คำแนะนำและบอกทิศทางความต้องการและข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้นำในด้านต่างๆ  เป็น Think Tank ของผู้นำให้สามารถพิจารณา และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ  ได้อย่างมีตรรกะและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่พึงจะเป็น หรือตรงใจกับความคาดหวังของสังคม  กล่าวอีกนัยคือการบริหารแบบ Bottom Up นั่นเอง

เมื่อกล่าวถึงบทบาทการเป็น ‘ผู้นำ’ ของสถาบันการศึกษา  ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้นั้น  ศ.ดร.สุชัชวีร์ ได้เผยว่า “ตั้งเป็นโจทย์และตั้งในใจอย่างมุ่งมั่นเพียงหนึ่งเดียวเลย คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนไทยพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืนในทุกรูปแบบ คนไทยมีความสามารถและทักษะไม่แพ้ชาติอื่น แต่สิ่งที่เรายังขาดไปคือ โฟกัสและความมุ่งมั่น”  

ต่อพันธะกิจของอธิการบดี ที่ สจล. ศ.ดร. สุชัชวีร์  กล่าวถึงหลักการทำงานตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเป้าหมายในอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นว่า “ตั้งแต่ผมเป็นผู้นำ ผมจะบอกเสมอเลยว่า Do or Die, Now or Never ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลง กำหนดเป้าหมาย เล็งเป้าหมายคู่แข่งขัน ตั้งให้ใหญ่ แล้ววิ่งไปให้ถึง  ผมเองก็เริ่มจากจุดเล็กๆ นำพามหาลัยมาจนถึงวินาทีนี้ ผ่านมา 3 ปี เป็นเหมือนหนังคนละม้วน ผลงานล่าสุดวันนี้ เราสามารถนำ Carnegie Mellon University ที่ Pittsburgh ประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นพาร์ทเนอร์ได้  หรือโดยส่วนตัวเอง ก็เพิ่งได้รับตำแหน่งเป็นประธานสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Institutions of Higher Learning: ASAIHL)  เราต้องเอาชนะใจต่างชาติ เพิ่มคุณค่าในระดับสากล เก่งในระดับโลกทำให้เขาเชื่อมั่น เหล่านี้คือสิ่งที่ผมพยายามพัฒนาให้เกิดขึ้น อาจมีถูกบ้างผิดบ้าง แต่ทุกอย่างคือการเรียนรู้

สำหรับเป้าหมายในระยะยาวของอธิการบดีท่านนี้คือ  การสร้างและเตรียมผู้นำในรุ่นต่อไป  เพราะงานบริหารมหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย  การต้องแบกรับทั้งมหาวิทยาลัยไว้ให้ได้  ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาต้องมีความพร้อม ซึ่งต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมการ  เพราะบทบาทนี้ไม่ใช่เพียงการวิ่งไปข้างหน้าแต่อย่างเดียว  บทบาทผู้นำยังต้องมีการ Facilitate, Coaching และ Dialogue  เพราะต้องอาศัยพลังของภาคส่วนต่างๆ มารวมกัน  ตอนนี้จะเห็นได้ว่าผู้บริหารหลายท่านของ สจล.เริ่มมีความฮึกเหิมและก็เริ่มกระจายพลังและการทำงานลงไปยังภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น อาจจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด  แต่ค่อยๆ ซึมลงไป  ในฐานะผู้นำต้องแข็งแรงและใจสู้ไปตลอด คงเส้นคงวา เพราะเรามีหน้าที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น  และที่สำคัญเราก็ต้องมีความต่อเนื่อง


เรื่อง : ณัฐพัชธ์ สุมา
ภาพ : ยุทธจักร

ในยุคสมัยที่สังคมธุรกิจเริ่มหวั่นไหวต่อสภาวะแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการของเทคโนโลยี ที่กล่าวกันว่าเริ่มส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภค จนถึง Lifestyle และที่สุดต่อมาคือเรื่องโครงสร้างการทำธุรกิจ (Business Model) ของหลายๆ กิจการในปี 2561 ได้เริ่มปรากฏภาพที่แจ่มชัดขึ้นว่า ถ้าไม่ปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง ผลสุดท้ายหมายถึงการถูกเปลี่ยนหรือล้มหายตายจาก กรณีตัวอย่างที่ใหญ่ยิ่ง อย่างอุตสาหกรรมการเงินในปีที่ผ่านมาจะพบว่า Fintech หรือเทคโนโลยีการเงินเริ่มขยายตัวและส่งผลต่อต่อวงการธนาคารและวงการธุรกิจธุรกรรมทางการเงินอย่างท้าทาย ภายใต้ความร้อนรุ่มของสภาวการณ์ในปีที่ผ่านมา คาดการณ์กันว่าบรรยากาศจะยิ่งร้อนเร่าและรุนแรงยิ่งขึ้นในปีนี้ 2019 และอนาคตในอีกไม่ช้านาน

Vision 2019

ระเทียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำของธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ได้เผยถึงได้เผยวิสัยทัศน์และความเห็นต่อประเด็นทิศทางและความท้าทายของอุตสาหกรรมการเงินในปี 2062 ว่า แน่นอนว่าอุตสาหกรรมการเงินในปี 2562 นี้จะถูก Disrupt มากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น เทคโนโลยีหลายอย่างที่ Mature บวกกับการเคลื่อนตัวของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันการเงินจำเป็นจะต้องปรับตัว คนที่ปรับตัวไม่ทันหรือปรับตัวช้าก็จะมีปัญหา ที่จริง E-Payment ที่นำมาใช้ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาก็เป็นตัวหนึ่งที่รัฐบาลเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและพยายามวางเพลตฟอร์ม แม้ในช่วงแรกจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเปลี่ยน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา นี่เป็นแค่ก้าวแรกของการเริ่มต้นเท่านั้นเอง ซึ่งคิดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะธนาคารที่เคยมีส่วนต่างที่มากๆ จะเริ่มมีน้อยลง รายได้ที่เคยได้จากหลายๆ ช่องทางก็จะเริ่มหายไป การที่จะหารายได้เพิ่มขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย รวมถึงการเข้ามาของคู่แข่งที่ไม่ใช่สถาบันการเงินก็จะทำได้ไม่ยาก

ทั้งนี้ ระเทียร ศรีมงคล ยังเผยว่าต่อ เป็นไปได้ว่าเราจะได้รับผลกระทบระดับหนึ่ง แต่เราพัฒนามาถึงจุดที่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบการเงินจะไม่ทำให้ธนาคารล้มหายตายจาก เพียงแต่ว่าจากที่ธนาคารเคยมีกำไรมี growth มาตลอดอาจจะไม่มี Growth หรือมีได้ยากขึ้นและถ้าปรับตัวได้ไม่ดี Margin ก็อาจจะลดลงไปเรื่อยๆ สิ่งนี้คือข้อควรกังวล แต่สำหรับ KTC เราก็ยังเชื่อว่าในปีนี้จะยังสามารถเติบโตได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาเราก็โตจากเดิมเยอะมาก ถ้าในปีนี้ถ้าสามารถทำได้ในอัตราเท่าเดิมก็ถือว่าน่าพึงพอใจ ซึ่งภายในปีนี้เรามีแผนที่จะวางรากฐานสำหรับการก้าวกระโดดในรอบห้าปีถัดไปอีกด้วย

Technology

ไม่น่ากลัว- เลือกให้ถูก -ใช้ให้เป็น

ต่อประเด็นที่เราจะเห็นว่ามี Startup กลุ่ม FinTech รายใหม่ๆ ตลอดจนกิจการในอุตสาหกรรมนอกกลุ่มการเงิน บางรายได้ก้าวเข้ามาสร้างส่วนแบ่งการทำกำไรในตลาดการเงิน ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำลง โดยเราจะเห็นกรณีตัวอย่างของการ ยกเลิกค่าธรรมเนียม รับชำระและค่าบริหาร โอนเงิน ‘ซึ่งเป็นตัวเลขทำกำไรมหาศาลของธนาคาร’ การถูก Disrupt ลักษณะนี้และที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจหมายถึงการเปลี่ยนเกมผู้เล่นในอุตสาหกรรมการเงินโดยรวมและสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไปหรือไม่อย่างไรนั้น CEO ใหญ่ของ KTC แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

สิ่งนี้ผมคิดว่ายังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ อย่างเรื่องของค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างๆ ที่บอกว่า FinTech เข้ามาแทรกตรงนี้ ถามว่าการที่ค่าธรรมเนียมนั้นหายไป เพราะFinTech นั้น ผมคิดว่า ที่จริงสิ่งเหล่านี้หายไปเพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องหายไป ถ้าไปดูดีๆ จะพบว่ามันหายไปเพราะว่า Players หนึ่งคนต้องการนำเทคโนโลยีที่ mature มา lead เพื่อสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาเพราะต้องการเติบโต มากกว่าการที่ถูก FinTech รายใดรายหนึ่งเข้ามาทำให้สิ่งนั้นหายไปซึ่งไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ในระลอกที่ผ่านมายังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นน้อยมาก ผลกระทบที่น่าจะมาและเกิดขึ้นมากที่สุดคือเรื่องการเปิดให้คนอื่นเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของตนเองหรือ Data Privacy นั่นคือสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่สุด

ระเทียร กล่าวว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยี Mature มาถึงในระดับที่เหมือนกับสินค้าในตลาดที่คุณเลือกซื้อได้ ซึ่งเราต้องเลือกให้ดีเท่านั้นเอง ที่สำคัญคือ Business Model ต่างหาก ทำอย่างไรจึงจะ Embrace เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Blockchain หรืออะไรก็ตาม แต่ข้อเสียของเทคโนโลยีคือเปลี่ยนเร็วมาก แต่ถ้าเราสามารถนำข้อดีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล แล้วก็จะเป็นจุดที่ตัดสินถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ สิ่งนี้ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีแต่เป็นความสามารถในการผนวกเทคโนโลยีเข้ากับตัวมนุษย์ที่ทำได้มากน้อยแค่ไหน ทำได้ดีแค่ไหนมากกว่า”

Business Model

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนไป สิ่งที่ส่งผลตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือ พฤติกรรมผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ไม่มีค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน คนเริ่มโอนเงินกันมากขึ้นโดยไม่ใช้เงินสดเท่าไหร่ นี่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามคือ เราจะทำงานและมองหาโอกาสในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด และสิ่งนี้ก็คือ Business Model คือประเด็นที่ ระเทียร ได้ยกให้เห็นและให้กล่าวต่อประเด็นนี้ว่า

“เราต้องมีการปรับ Business Model และกระบวนการในการทำงานให้สอดรับกับแนวโน้มของคนและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ผมว่าเทคโนโลยีจะช่วยเราในเรื่องของต้นทุน การนำเทคโนโลยีมาช่วย ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น เราต้องผนวกคนให้เข้ากับเทคโนโลยีให้ได้ ซึ่งสิ่งนี้ KTC ได้ทำมาตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการวาง Business Model ที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ก็เป็นโจทย์ที่เราจะค่อยๆ ปรับ เรื่องกำไรไม่ใช่ปัญหาของเรา เราสามารถทำกำไรได้ตลอดที่ผ่านมา โดยกำไรค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาตลอด แต่เราคิดว่าเรามีอีกหน้าที่สำคัญหนึ่งคือ ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับ KTC เป็นธุรกิจที่มีความท้าทายในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลอาจจะไม่ใช่ปัญหามากนัก เพราะว่ามีเรื่องของดอกเบี้ย อาจจะมีปัญหาบ้างในเรื่องของการแข่งขันกับโปรโมชั่นในหลายๆ แห่ง และผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ซึ่งในธุรกิจของเราก็มี Barrier Entry ระดับหนึ่งในเรื่องของใบอนุญาตเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับในธุรกิจบัตรเครดิตนั้น มีรายใหญ่ๆ อยู่ไม่ต่ำกว่าห้ารายที่แข่งขันกัน ซึ่งทุกรายอยู่ในระดับที่เขาไม่ได้ขาดทุน แต่เขาจะทำกำไรได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วมีธุรกิจนี้ไว้เพื่อเป็นธุรกิจที่ทำกำไรหรือเป็นธุรกิจสนับสนุนก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละที่ แต่สำหรับ KTC เนื่องจากเราอยู่ในธุรกิจนี้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นในเรื่องสนับสนุนอื่นๆ เราไม่มี เราจึงจำเป็นจะต้องทำกำไร รวมถึงอาจจะมีการเข้ามาของบัตรเดบิตและ Wallet ซึ่งจัดโปรโมชั่นแข่งขันกันดุเดือด แต่สำหรับผม คิดว่าการแข่งขันเป็นเรื่องที่ดีเพราะการแข่งขันทำให้เกิดการขับเคลื่อน

KTC Keyword 2019

Customer Service Through Technology

โดยในปีนี้ Keyword ที่เราจะใช้ขับเคลื่อน KTC คือ การเข้าใจความต้องการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีมาช่วย แม้ว่าหลายคนอาจมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่สิ่งนี้เป็นเรื่องของ Comparative Degree ถ้าดูบนพื้นฐานจริงๆ ภาพรวมก็ดีขึ้น เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาดีขึ้น หาก GDP ตกเราจะรู้สึกได้ อย่างเราเคยนั่งรถที่มีความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าวันนี้รถวิ่ง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราก็จะรู้สึกว่ามันช้า ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ถอยหลัง มันก็ยังคงวิ่งต่อไปข้างหน้าแค่วิ่งช้าลง นี่คือความรู้สึกของคน ถ้าเรามีความคาดหวังสูง พอไม่เป็นไปตามที่หวังก็จะทำให้เรารู้สึกว่าแย่ลง ถ้าคาดว่ามันจะแย่ แล้วไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้นเราก็จะรู้สึกว่าดีขึ้น โดยรวมผมยังมองบวก เพราะผมอยู่ในธุรกิจที่มองลบไม่ได้ ชีวิตผมต่อให้เกิดปัญหาหนักแค่ไหนก็ต้องมองบวกว่าเรายังสามารถไปได้ เพราะว่าถ้าเราไม่มีความหวังก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้

People Of the Future

เรื่อง ‘คน’ คือ หนึ่งใน Keyword สำคัญของดำเนินธุรกิจ ระเฑียร ศรีมงคล ได้กล่าวถึงมุมมองและแนวทางการสร้างคน และการเตรียมคน ของ KTC รวมถึงแนวคิดที่อยากขยายการพัฒนาจากภายในองค์กรสู่สังคมภายนอก โครงการ CSR ของ KTC ที่หลายปีมานี้ เริ่มดำเนินการภายใต้แนวคิดที่ว่า

การสร้าง ‘ผู้นำ’ หรือการบ่มเพาะ ‘คน’ ต้องอาศัยการใช้เวลา อย่างน้อยต้องหนึ่งเจนเนอเรชั่นในการสร้างคนขึ้นมา และที่สำคัญ หากว่าเราไม่มีระบบการศึกษาที่เหมาะสม เป็นไปแทบไม่ได้เลยที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ถ้ามองย้อนกลับไป KTC มีการปรับเปลี่ยนมาเยอะมาก อย่างในอดีตถ้ามาถามคน KTC เขาจะรู้จักเฉพาะงานและหน้าที่ในส่วนของเขา วันนี้ถ้าถามเขา เขาจะรู้เรื่องงานและบทบาทของแผนกอื่นๆ มากขึ้น เขาจะเข้าใจความเป็นไปภายในมากขึ้น เราส่งเสริมทัศนคติและแนวคิดต้องเป็นแบบ Holistic คือแนวคิดที่ว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อคุณทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วคุณก็ต้องศึกษาความเป็นไปของบริษัทต้องพยายามทำให้บริษัทพัฒนามากขึ้น ภายใต้สิ่งเหล่านี้ KTC ได้ทำเรื่องการศึกษาภายในองค์กร เรามีคอร์สอบรมที่มุ่งเป้าให้พนักงานได้รับการส่งเสริมความรู้และทักษะด้านต่างๆ โดยที่ผ่านมาเราเริ่มขยายเป้าหมายให้การพัฒนาคนขยายวงออกสู่สังคมภายนอก โดยไม่จำกัดเพียงพนักงานของ KTC กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาและ CSR ไปในแนวทางเดียวกัน เราเชื่อว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แล้วขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นได้ภายใต้ความร่วมมือของทุกคน

บทเรียนรู้ การก้าวข้ามวิกฤติการณ์

7 – 8 ปีก่อนที่เกิดวิกฤต เวลาใครขาดทุนก็มักจะ Downside ตอนนั้นผมการันตีว่าผมจะไม่เอาคนออกแม้แต่คนเดียว จากวันนั้นจนวันนี้ธุรกิจเราโตขึ้นมาเยอะมาก โดยที่เรามีคนจำนวนเท่าเดิม แล้วเราเชื่อว่าจากนี้ไป เราไม่จำเป็นต้องขยายจำนวนคน ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีมา เราก็จะเอาคนของเราเข้าไปเทรน หรือเป็นไปได้ว่าในที่สุดเราอาจจะเพิ่มคนมากขึ้นก็เป็นได้ เพราะว่าเทคโนโลยีมีจุดอ่อน คือ ไม่สามารถสื่อสารแบบเราได้

ผมบอกทีมงาน KTC เราเสมอว่า Technology is very smart but technology doesn't have wisdom, human has wisdom ดังนั้นแล้ว มนุษย์จะต้องใช้ความฉลาดของเทคโนโลยีแต่เอาภูมิปัญญาของเราแล้วใช้ความฉลาดของเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการรับใช้ภูมิปัญญาของเรา ในการสร้างความสำเร็จของเป้าหมายที่เราสร้างขึ้น


เรื่อง ณัฐพัชธ์ สุมา

ภาพ ภัทรวรรธน์ พงษ์บริพันธ์

ศรัทธา 5.0

February 14, 2019

ศรัทธา ในทางพุทธศาสนา เถรวาทตามขนบความเชื่อแบบดั้งเดิมมีเพียง 4 ข้อเท่านั้น ข้อแรก คือ ศรัทธาในเรื่องของ กรรม” ข้อต่อมาคือเชื่อในเรื่องของ วิบากกรรม” ข้อถัดไปคือ กัมมัสสกตา” เชื่อว่าคนเราเป็นเจ้าของกรรมและทายาทที่รับมรดกกรรม และสุดท้ายคือ ตถาคตโพธิ” เชื่อว่าหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ปฏิบัติตามแล้ว จะทำให้หลุดพ้นจาก กรรม-กิเลส-วิบาก” อย่างชัดเจน

พลังศรัทธาของคนไทยในเวลานี้ ไม่เหมือนเดิมเหลือเพียงแค่แนวคิด ศาสนาและไสยศาสตร์” ซึ่งเป็น ศรัทธา” ของครุ่นเก่า กับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นศรัทธาของคนรุ่นใหม่ ปะทะกัน โดยศรัทธาในศาสนา “เชื่อว่ามีอำนาจที่ควบคุมไม่ได้คอยบงการ เช่น พรหมลิขิต เป็นต้น” แต่ศรัทธาในไสยศาสตร์ “เชื่อว่าสามารถใช้อำนาจที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โหราศาสตร์ เป็นต้น” ส่วนศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ยังคงเป็นศรัทธาที่ไม่มีเสถียรภาพมุ่งนำเสนอข้อค้นพบใหม่หักล้างแนวคิดทฤษฎีเก่า เพื่อต่อยอดความคิดอ่านให้ทันสมัยเรื่อยไป ซึ่งกล่าวโดยสรุป ศรัทธา 5.0” โดยย่อคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน”

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ” และ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือจากธรรมชาติ” ส่วน พลังศรัทธา” ของคนหนุ่มสาวที่มีต่อ ศาสนา” และ การเมือง” ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะอิทธิพลของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย ส่วนใหญ่เกิดในปี Y2K (ปี พ.ศ. 2543) หรือปี 2000 คน รุ่น Generation Z เจน แซด” ซึ่งบ้างก็เรียกว่า ช่วงวัยที่เงียบ” Silent Generation หรือ สังคมก้มหน้า” เน้น แชะ แชต แชร์” การหยั่งเสียง การนับถือศาสนา” และวัดผลชี้ชัด พลังทางการเมือง” จึงทำได้ลำบาก เพราะโซเชียลมีเดียมีผลให้คนหนุ่มสาวรุ่นนี้หมกมุ่นกับ โลกส่วนตัว” ใช้เวลาส่วนใหญ่ปลีกตัวเองจากสังคมจริง เข้าสู่สังคมเสมือนไม่สนใจ ประชาธิปไตย” คนมีสีจึงปกครองประเทศได้อย่างสบายๆ

ศรัทธา 5.0” ในบริบทสังคมไทย จำต้องใช้ แนวคิดทฤษฎีทางมานุษยวิทยา” ตอบคำถาม เพราะ ศาสนา” ในสังคมไทยไม่ได้แน่นิ่งหรือตายไปแล้ว ทว่ายังคงเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งยังไม่มีข้อยุติเรื่อง ขาว” หรือ ดำ” อย่างถาวร เพราะ สยามประเทศ” มีลักษณะเป็น สังคมเปิด” มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันมาช้านานทุกอณูพื้นที่ของประเทศ ศาสนา+ไสยศาสตร์” พลังศรัทธาปะปนกันจนแทบจะแยกไม่ออกไม่ว่าจะเป็น โหราศาสตร์กับพุทธศาสตร์” “พระกับผี” พระกับเทพ” ฯลฯ

สังคมไทยมีพลวัตศรัทธาในศาสนาเปลี่ยนแปลงปรับตัว เป็นไปตามรุ่นของคน อายุ สมัย เวลา ยุค ในพื้นที่อันหลากหลาย ทั้งชนบทและสังคมเมือง ซึ่งศรัทธาคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คนในยุคนั้นยังไม่มีการจดบันทึกหรือถ่ายทอดเรื่องราวเนื้อหา และหลักธรรมไว้ชัดเจน ยกตัวอย่าง เครื่องมือหินแบบโฮบิเนียน ซึ่งอยู่ในยุคหินกลาง และบริเวณที่พบกระจายตัวในภูมิภาค อาเซียน” “โลงไม้ถ้ำผีแมน บริเวณวนอุทยานธรรมชาติ ห้วยน้ำดัง แม่ฮ่องสอน” “เทือกเขาหินปูนบริเวณประตูผา  จังหวัดลำปาง” “เทือกเขาหินปูน เขาปลาร้า อำเภอลานสาง จังหวัดอุทัยธานี” ซึ่ง พลังศรัทธา” คนไทยยุคต่อยุค เรียงราย จากยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ จนถึงยุคโลหะ ตามลำดับ กระทั่งถึงช่วงเวลา 2,500 ปีลงมา จึงพบหลักฐานตัวเขียน ในคัมภีร์เก่าแก่คือ ชาดก” วรรณคดีสำคัญทางพระพุทธศาสนา บอกเล่าเรื่องราว มหาชนกชาดก” กล่าวถึงตำนานชีวิต พระพุทธเจ้าครั้งเกิดเป็นพระโพธิสัตว์เคยเป็นพ่อค้าสำเภาล่อง เรือมาขายสินค้าที่สุวรรณภูมิ ขณะที่ตำนาน คัมภีร์มหาวงศ์”  ก็ยืนยันว่า จอมจักรพรรดิอโศก” ได้ทรงมีพระบรมราชโองการ จัดส่ง พระโสณะและพระอุตตระ” มาเผยแผ่พุทธศาสนาใน สุวรรณภูมิ เมื่อคราวสังคายนาพระพุทธศาสนาครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 218

ห้วงเวลานี้เองที่มีพัฒนาการ ทางเทคโนโลยีทันสมัยยุคนั้นคือ  การถลุงเหล็ก” เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับ การสร้างบ้านแปงเมืองต่างๆ ทั่วไทย หักล้าง แนวคิดทฤษฎีดั้งเดิม” ที่เคย เชื่อกันมาว่าผู้คนในแถบอาเซียนล้าหลัง ทางเทคโนโลยีและอารยธรรมต้องอาศัย ชาวอินเดีย” นำ ศาสนาพุทธและ พราหมณ์” มาให้จึงค่อยๆ กลายมาเป็น นครรัฐที่มีกษัตริย์ ศาสนา อักษรศาสตร์ โหราศาสตร์ จารึก ตัวเขียน การแพทย์ แผนไทย และวิทยาการต่างๆ เจริญ รุ่งเรืองขึ้น กล่าวโดยสรุป เทคโนโลยี ถลุงเหล็ก” ได้หักล้างสมมติฐานวง การวิจัยไทยศึกษาและยืนยันว่าสังคม ไทยมีความเจริญและเทคโนโลยีทันสมัย อยู่แล้ว ก่อนรับเอา ศาสนาอินเดีย”  ทั้งพุทธและพราหมณ์เข้ามาในชีวิต ประจำวัน

กระนั้น สังคมไทย ก็มี ศรัทธา” ใน ไสยศาสตร์” แบบไทยๆ ยกตัวอย่าง ความเชื่อใหม่ในรอบร้อยปีเศษเรื่อง พระสยาม เทวาธิราช” ปกปักรักษาคุ้มครองประเทศไทย ขณะเดียวกัน ชนชั้นสูง” ก็ใช้ พุทธศาสตร์” ควบคู่กันไปกับ ไสยศาสตร์”  ในการปกครองประเทศ กล่าวคือนักการเมืองระดับผู้นำในอุดมคติ จะต้องเป็น สมมติเทพ” เช่นเดียวกับ พระโพธิสัตว์” และ ต้องบำเพ็ญ ทศพิธราชธรรม 10 ประการ” เทวดาฟ้าดินภูตผี ปีศาจผีบ้านผีเมืองจึงจะอวยชัยให้พรปกปักรักษาคุ้มครองให้ พลังอำานาจ” ของรัฐบาลมีเสถียรภาพไม่สั่นคลอน

เหล่า โหราจารย์” มีอิทธิพลกำหนดฤกษ์ผานาทีและชี้นำ ชัยชนะ” นักการเมืองไทยในแต่ละยุค จึงยอมสยบและ เชื่อฟัง โหร” มากกว่า พระ” จนเกิดคำว่า ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่” พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศเราจึงพบเห็น ศาลเจ้า” มากกว่า  ศาลยุติธรรม” เหมือนกันกับ ญี่ปุ่น” โดยบังเอิญ ซึ่งพลังศรัทธา ใน เทวดา” พบในศาสนา ชินโต” และ พุทธ” ทุกหนทุกแห่งมี เทวดา” สถิตทั่วทั้งเกาะ เป็น อะไร” ที่ ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่” โดยญี่ปุ่นเองก็มีทั้ง ศาสนาและไสยศาสตร์” และ วิทยาศาสตร์ กับเทคโนโลยี” ไม่ต่างจากสยามประเทศ

นอกจากนี้ คนไทยเรายังรับเอาพลังศรัทธาแบบ  ขอม+แขก” โดย ไสยศาสตร์แบบไทยๆ” ได้รับเอา พลังอำานาจ” จาก เทพเทวา” ต่างๆ ทั้ง ครุฑ” พาหะของพระพรหม และ อัญเชิญเทวดามีชื่อเสียงต่างๆ เป็นต้นว่า พระพรหม” พระอินทร์” “พระศิวะ” “พระนารายณ์” “พระคเณศ” เพื่อลงมา ช่วยเหลือขจัดปัดเป่าปกปักรักษาปกป้องคุ้มครอง อำานาจรัฐ” ให้อยู่ในมือชั่วฟ้าดินสลาย เป็น อะไรๆ” ที่ ไม่ธรรมดา”  ขนาด เทพทันใจ” และ หมอดู” สายพม่า ตลอดทั้ง ครูบา”  ที่เป็นพระ คนไทยเรายังนับถือและศรัทธาโดยรับมาเป็นส่วน หนึ่งของ ศรัทธา” ในยุคดิจิทัลนี่เอง ไม่ใช่ยุคอื่นใด ไม่ต่างจาก วัฒนธรรมอาหาร” ซึ่งไทยรับเอาแขกและจีนมาปรับใช้จน กลายเป็น อาหารไทยรสเลิศ” อย่างแกงเขียวหวาน หรือ วัฒนธรรมกินเส้นต่างๆ ซึ่งมากกว่าเมืองจีน ทั้งเส้นเล็ก  เส้นใหญ่ เส้นหมี่ขาว เส้นหมี่ไข่ เส้นหมี่ปลา เส้นหมึกดำ  เส้นบะหมี่ สารพัดนานาชนิด ซึ่งเมืองจีนเองยังมีไม่ครบถ้วน เท่าที่ไทยมี

ศรัทธา 5.0 เป็นยุคที่ ผู้นำรัฐ” ต่างเชื่อกันว่า ตนเอง และพวกพ้อง” สามารถควบคุมอำนาจเหนือธรรมชาติคือ  เทวานุภาพ” และใช้หลัก โหราศาสตร์” มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการปกครองคนรุ่นเก่าที่ ศรัทธา” ในศาสนาและไสยศาสตร์รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ศรัทธาในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทันสมัย ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งพลังศรัทธาของคนไทยประกอบด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับ สิ่งนอกเหนือธรรมชาติ” โดยเฉพาะพลังศรัทธาแนวไสยศาสตร์ คนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ” นำไปสู่แนวคิด จักรวาลวิทยา” ของผู้คนในสังคมไทยที่รับรู้ร่วมกัน และปรารถนาอยากเห็น โลกพระศรีอาริย์ในยุคดิจิทัล” ซึ่งเทคโนโลยี AI Blockchain  และ รถไฟความเร็วสูง” กำลังย่นและย่อประเทศไทยให้เล็กลง

ปัญญาประดิษฐ์” หรือ บล็อกเชน” ฯลฯ ได้เริ่มโจมตี และทำลายล้างเทคโนโลยีและการจัดการแบบเก่า (Disrupt)  ด้วย นวัตกรรมทันสมัย” อันได้แก่ Quantum Computing  ซึ่งค่อยๆ ทดแทน Digital Computing ถึงกระนั้น ศาสนากับ ไสยศาสตร์” และ วิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี” ก็จะยังคงอยู่คู่ กับ Thailand 5.0 ต่อไป และตลอดไป ไม่แตกต่างไปจากญี่ปุ่น และเราอาจได้เห็น รัฐบาล” อยู่คู่กับ สังคมไทย” ตลอดอายุขัย ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามแนวคิด ไสยศาสตร์ 5.0”

Nothing is Impossibleไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้!!


เรื่อง ดร. อุทิส ศิริวรรณ

ภาพ ยุทธจักร

นับแต่อดีตแต่ไหนแต่ไรมางานบริหารจัดการสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยก็เรียกได้ว่าเป็นงานยากอยู่แล้ว  ยิ่งมาถึงยุคนี้และอนาคตข้างหน้าคำว่า Disruptive Education  ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความยากให้ท่วมทวีขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญหน้าทุกวันนี้เป็นความท้าทายใหญ่ยิ่ง  เพราะต้องเจอกับสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน  ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ ที่ใช้คอนเซ็ปว่า "ฟรี"  หรือ Course free ของมหาวิทยาลัยชั้นนำชื่อดังจากทั่วโลก ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเพียงแค่คลิ๊ก ก็สามารถเข้าสู่เรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ยังไม่นับกับหลักสูตร E-learning ของมหาวิทยาลัยนับร้อยๆและที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอีกจำนวนไม่น้อย ที่พัฒนาคอร์สและแพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อรองรับกับความต้องการ และความสนใจของผู้เรียนอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ค่าเล่าเรียนที่ถูกขึ้น สะดวกขึ้น และที่สำคัญคือความสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ใหม่  และยังมีอีกปัจจัยคือ  ทัศนคติ และค่านิยม ของผู้คนที่มีต่อระบบการศึกษาและการเรียนรู้ได้เริ่มเปลี่ยนไปและไม่เหมือนเดิม

ศ.ดร. กำพล  ปัญญาโกเมศ อธิการบดี’  คนใหม่ล่าสุดของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)  ได้กล่าวถึงประเด็นและความคิดเห็นเรื่องเทคโนโลยีทีสร้างผลกระทบต่อภาคการศึกษา  โดยผลกระทบนี้กำลังไล่ระลอกเข้าสู่วงการการศึกษา ทั้งในไทยและในต่างประเทศ

"หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป  จากอดีตนับร้อยร้อยปีที่การเรียนการสอนเคยดำเนินและตั้งอยู่บนรากฐานของการบรรยายโดยครู หรือผู้สอนที่จัดขึ้นภายในห้องเรียน  หรือหอประชุมที่สองฝ่ายมาพบเจอกัน  แต่ปัจจุบัน  Disruptive education  เป็นผลจากการที่เทคโนโลยีได้เข้ามาแทรก มาเป็นกลไกในการจัดการเรียนการสอน เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง เข้ามา Change รูปแบบการเรียนรู้ใหม่  และนับแต่นี้ต่อไปถ้าสถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับตัว หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เท่าทัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจหมายถึงการปิดตัวลงของสถาบันการศึกษาจำนวนมากมายในที่สุด  ประเด็นนี้เคยถูกคาดการณ์ ไว้ในหนังสือ The Innovative University :Changing the DNA of Higher Education from the inside out ที่เขียนโดย เคย์ตัน คริสเทนเซ่น ( Clayton Christensen)และทีม  ซึ่งได้ระบุไว้ว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจะปิดตัวและลดจำนวนลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ในปัจจุบันหากไม่สามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน  และสิ่งนี้คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น  และไม่ได้จำกัดขอบเขตเพียงที่อเมริกา แต่ว่ากระแสและแนวโน้มนี้กำลังแพร่ขยายออกไปในทุกภูมิภาคทั่วโลก"

อธิการบดีนิด้า กล่าวถึงเรื่องนี้และชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ในโครงสร้างสังคมของเราที่เริ่มก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging society) ในหลายปีที่ผ่านมาอัตราเพิ่มของประชากรเกิดใหม่ของเมืองไทยได้ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง  เด็กเกิดลดลงทุกปีและแน่นอนว่าผลที่จะเกิดขึ้นต่อมาคือ จำนวนนักเรียนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาย่อมต้องลดน้อยถอยลงอย่างไร้ข้อสงสัย ในขณะที่สถานศึกษาทุกวันนี้ก็เริ่มมีเก้าอี้โดยรวมกันมากกว่าผู้สมัครเข้าเรียนเป็นสถิติที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว   ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ล้วนส่งผลที่กำหนดและกดดันให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ศ.ดร กำพล กล่าวว่า ‘นิด้า’ ก็มิได้อยู่นอกเหนือไปจากวงจรของความท้าทายดังที่ได้กล่าวมา

Technology disruption and The Future education

เรื่องเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาททำให้เกิดรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ทำให้การเรียนรู้ในวันนี้และอนาคตสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ จะหมายถึงการ Disrupt ระบบการศึกษาในแบบเดิมได้นั้น ศ.ดร โกเมศ เผยความคิดเห็นในประเด็นนี้ว่า

เพราะออนไลน์ได้กลายเป็นเทรนด์  แต่ไม่ใช่ว่าทุกๆรูปแบบที่เป็น E-Learning หรือ Online Learning จะเป็น Disruptive Education  ยกตัวอย่าง MOOC ( Massive Open Online Courseware ) ที่ฮือฮากัน  วิเคราะห์กันจริงๆ  ก็เป็นเพียงติ่งเล็กๆ  เพราะ E-learning ที่จะแก้ pain point ในด้านการศึกษาได้นั้น  ต้องพิจารณาไปที่ 3  ปัจจัยสำคัญ อันได้แก่

1. การลดต้นทุน การเรียนการสอน เช่น MOOC ลดต้นทุนได้จริง แต่ยังเป็นเพียง one way learning ยังไม่ใช่ interactive

2. ความง่ายในการเข้าถึง ( Easier to access) ซึ่ง E-learning ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เพราะทำให้คนเข้าสู่การเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น แต่เพียงความง่าย ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมา disrupt ระบบการศึกษาทั้งหมดได้ ซึ่งเทรนด์จริงๆในเรื่องนี้นั้น อธิการบดีนิด้า ให้ความเห็นว่าจะเป็นปัจจัยในเรื่องที่ 3 คือ

3. Adaptive Learning  โดยโมเดลนี้เป็น  More effective learning ที่ให้ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนจริงๆ  ซึ่งคิดว่าตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีไหนที่สามารถตอบโจทย์ในข้อนี้ได้เต็มร้อย แต่มีความพยายามในการสร้างความเชื่อมโยงกับระบบ Smart classroom ซึ่งทางนิด้าเองก็กำลังทำในเรื่องนี้อยู่

ศ.ดร กำพล  เผยต่อว่า ในขณะนี้มหาวิทยาลัยในอเมริกาก็พยายามสร้างแพลตฟอร์ม E-learning ที่เป็นInteractive เพื่อเป็นระบบการเรียนการสอนแบบ2ทาง แต่จุดอ่อนก็คือ ต้นทุนสูงมาก เพราะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง  ซึ่งถ้าทำสำเร็จได้นั่นน่าจะคือความหมายของ Disruptive Technology ของภาคการศึกษาโดยแท้จริง 

"มีช่วงหนึ่งที่ MOOC  ฮือฮามาก เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก คือMIT และ Harvard  ได้ตัดสินใจที่จะ Disrupt ตัวเองโดยการนำคอนเทนต์ของโปรเฟสเซอร์ชื่อดังของตนมาทำเป็นหลักสูตรออนไลน์ให้ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้และที่สำคัญคือมีทั้ง ’ฟรี’และ’ จ่าย’  กลายเป็นที่มาของกระแสที่มหาวิทยาลัยนับร้อยๆ แห่งเข้ามาร่วมสร้างคอร์สเรียนออนไลน์มากมายเต็มไปหมด  คำถามต่อมาก็คือ ในขณะที่การทำ MOOC ของมหาวิทยาลัยอย่าง  MIT นั้นทั้งในด้านคอนเทนส์  ชื่อเสียงของโปรเฟสเซอร์   เมื่อรวมกับโปรดักชั่นส์ที่ MIT ใช้ผลิตซึ่งดำเนินการโดยมือหนึ่งของฮอลลีวูด อย่างสตีเว่น สปีลเบิร์ก(steven Spielberg)  ด้วยงบประมาณมหาศาล แล้วมหาวิทยาลัยทั่วๆไปจะสามารถทำMOOC ออกไปเทียบหรือไปแข่งกับเขาอย่างไร?"

ศ.ดร กำพล  กล่าวถึงความท้าทายเหล่านี้ที่ท้าให้สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยน้อยใหญ่ต่างต้องเตรียมพัฒนาแนวทางเพื่อตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลง  โดย 'นิด้า' ก็ได้เริ่มกระบวนการปรับเปลี่ยนของสถาบัน เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้  ภายใต้จุดแข็งของนิด้าซึ่งมีอยู่หลายประการ ดังเช่นการมี Local content โดยหลายปีที่ผ่านมา นิด้าได้ผลิตและเขียน Case study ซึ่งเป็นเคสของประเทศไทย โดยคณาจารย์ของนิด้าผู้ได้รับการฝึกฝนการเขียนเคสโดยโปรเฟสเซอร์ผู้เชี่ยวชาญ


"นิด้าใช้รูปแบบการเรียนผ่านกรณีศึกษาหรือ case study มายาวนาน ซึ่งในระยะแรกก็ใช้caseของต่างประเทศในการสอน แต่ต่อมาก็พบว่าเคสส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไกลตัว พอเรียนแล้วจะประยุกต์ใช้ก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมดเพราะบริบทของต่างประเทศกับไทยเรามีความต่างกัน จึงเป็นที่มาของการส่งเสริมและพัฒนาให้อาจารย์ของนิด้าเริ่มเขียนเคสของเราขึ้นมาเอง เป็นlocal case ซึ่งเป็นจุดเด่น เป็นจุดแข็ง และเป็นจุดขายที่สำคัญเพราะมีที่ ’นิด้า’ แห่งเดียว ถือได้ว่าเป็นความเข็มแข็งทาง content ที่เรามี นิด้าทำวารสารรวบรวมเคสเหล่านี้ไว้ เพื่อใช้ในการสอนและบริการวิชาการ และกำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลาง Case center ของประเทศไทย"

ศ.ดร.กำพลเผยว่านอกจากเรื่อง content ที่เป็นองค์ความรู้แล้ว  เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า นิด้าจึงพัฒนาแนวทางการเอาประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อมารับใช้และพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนแบบใหม่ โดยตอนนี้นิด้ากำลังจัดทำห้องเรียนอัจฉริยะ หรือ Smart Classroom ซึ่งเชื่อว่าเป็นแนวทางของการศึกษาของอนาคต

เมื่อกล่าวถึง ’นิด้า’ เป็นที่ยอมรับกันว่า ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและความเชื่อถืออันเป็นที่ยอมรับมายาวนากว่าครึ่งศตวรรษ  เป็นสถาบันการศึกษาที่ผลิตและพัฒนาบุคลากรให้กับประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 70,000 คนเป็นเครือข่ายศิษย์เก่าที่เข้มแข็งและมีจิตสำนึกรักสถาบันเป็นอันดี  การขับเคลื่อนนิด้าฟันฝ่าความท้าทายของ Disruptive Education ในช่วงเวลานี้นั้น  ศ.ดร กำพล กล่าวว่า "ผู้นำเพียงผู้เดียว คงไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ทั้งหมด แต่ความสำเร็จเกิดได้ ต้องภายใต้การสนับสนุนของทั้งองค์กร นิด้าวันนี้ได้เริ่มก้าวสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง ภายใต้แคมเปญ REDESIGN NIDA Together มีเป้าหมายสำคัญยิ่งคือต้องการเชิญชวนให้ประชาคมของนิด้าทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมมือร่วมใจร่วมกันออกแบบและสร้างอนาคตใหม่ เพื่อความเติบโตและยั่งยืนของ นิด้า’ สืบต่อไป"


เรื่องและภาพ กองบรรณาธิการ

การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุดและหยุดยั้ง อย่างแรกคือการมีความสงบ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นจุดหักเหสำคัญของประเทศ เพราะปัจจุบันมีหลายอย่างเกิดขึ้นในโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่มีความชัดเจนอย่างมาก ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่จุดที่เป็นได้ทั้งโอกาสและความท้าทาย ถ้าการเลือกไปในทิศที่ถูกทาง แต่ถ้าเลือกไปอย่างไม่เหมาะสมก็จะทำให้พลาดโอกาส ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายและปัญหาสั่งสมที่มีอยู่เดิมที่ต้องแก้ไข เพราะอาจกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศได้ในอนาคตซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข เพื่อที่คนไทยจะได้รับประโยชน์ มีความอยู่ดีกินดี คือแนวนโยบายหลักของ ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ภายใต้ภาพลักษณ์นักการเมืองป้ายแดงแกะกล่องของดร.อุตตม สาวนายน นักวิชาการสายแข็งผู้มีดีกรีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยภูมิหลังทางครอบครัวที่ไม่ธรรมดา และวันนี้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ทั้งประเทศไทยเข้าใจได้ว่าคือผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยในยุคสมัยรัฐมนตรี พลเอก.ประยุต จันทร์โอชา โดยดร.อุตตม สาวนายน ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคการเมืองป้ายแดงแกะกล่องที่น่าจับตา ของสนามการเลือกตั้งแห่งปี 2562 นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่หลายคนเฝ้าติดตามว่า จะมีรูปร่างหน้าตาออกมาแบบไหนบ้างนั้น ดร. อุตตม เปิดเผยกับ นิตยสาร MBA ว่า

แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐเราจะเป็นพรรคใหม่ แต่หากเราได้เข้ามาเป็นรัฐบาล มีโอกาสรับใช้พี่น้องประชาชน โดยยึดถือแนวนโยบายที่ตั้งอยู่บนความสงบสุข เราไม่ต้องการเข้ามาเพื่อการเมืองโดยการเมือง หมายความว่าเราไม่สนับสนุนการขัดแย้ง เราจะสนับสนุนการเคารพกติกาการเมือง กติกาสังคม พร้อมทั้งยึดมั่นใน 5 แนวทางสำคัญที่เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อการพัฒนา ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่อง สวัสดิการประชารัฐ ,สังคมประชารัฐ,เศรษฐกิจประชารัฐ, การต่างประเทศและนโยบายเรื่องการศึกษา”

สวัสดิการประชารัฐ

ดร.อุตตม เผยถึงแนวคิดเรื่องสวัสดิการประชารัฐว่า เราต้องการให้คนไทยมีโอกาสและทางเลือกสำหรับอนาคต ตลอดจนความมั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ภายใต้การมีสวัสดิการที่ดี ที่เรียกว่าสวัสดิการประชารัฐ เป็นสวัสดิการที่คนไทยสมควรจะมี ทั้งเรื่องอาชีพ การสร้างรายได้ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัยและการศึกษา เราจะทำการเติมเต็มให้ ภายใต้แนวคิดที่เราจะแบ่งเป็นกลุ่มตั้งแต่เกิด วัยทำงาน จนถึงผู้สูงวัย ตลอดชีพ โดยสวัสดิการที่มีอยู่ในวันนี้จะมีการเพิ่มเติมตามที่ควรจะเป็น และปรับให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

สังคมประชารัฐ

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ภายใต้การมีความพร้อมในทางสวัสดิการ สิ่งที่ตามต่อมาก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของสังคม และเศรษฐกิจไปได้ควบคู่กัน สังคมก็คือคนไทย เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 คนไทยต้องเตรียมตัวเพื่อก้าวไปข้างหน้า แล้วสังคมควรจะเป็นอย่างไรนั้น เราต้องมองครอบคลุมไปมากกว่าเรื่องการศึกษา หรือจะเรียกว่า Next Gen skill Development คือทักษะที่คนไทยในเจเนอเรชั่นต่อไปควรจะมี คืออะไร ตั้งแต่ทักษะด้านการทำงาน ทักษะในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคม เราต้องการสร้างสังคมที่รู้จักแบ่งปัน รู้จักเกื้อกูล ให้โอกาสต่อกัน เหล่านี้ถือเป็นทักษะที่ต้องช่วยกันส่งเสริมและสร้างขึ้นมา

 

“เราต้องไม่มองแต่เรื่องเศรษฐกิจ หรือมองแต่สังคม เพราะต้องยอมรับว่าปากท้องกับเรื่องของสังคมนั้นแยกจากกันไม่ได้ สังคมไทยจะต้องการมีสภาพแวดล้อมที่ดี พรรคพลังประชารัฐจึงนำเสนอ “สังคมสีขาว” ที่หมายถึงสังคมที่ปลอดยาเสพติด ซึ่งเมื่อปลอดยาเสพติดแล้วก็จะเป็นสังคมที่ปลอดโรค และปลอดภัย

นโยบายการรับมือเรื่อง Aging Society ซึ่งเริ่มปรากฏในหลายประเทศทั่วโลก เริ่มก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดย ดร.อุตตม กล่าวถึงนโยบายเรื่องนี้ว่า “ต้องจัดสวัสดิการผู้สูงวัย ซึ่งหมายรวมไปถึงการสร้างโอกาส และการสร้างสังคม เพราะอย่างไรก็ตามผู้สูงวัยก็ยังเป็นกลุ่มคนที่มีกำลัง มีศักยภาพ วันนี้คนอายุยืนขึ้น เรื่องของโอกาสจึงเป็นเรื่องที่เรามุ่งเน้น และมองเห็น การสร้างโอกาสเรื่องงานและอาชีพให้กลุ่มผู้สูงวัยที่ยังมีกำลัง ความสามารถ เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลย”

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการดูแลในระดับชุมชนที่จะยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะในต่างจังหวัดชุมชนไทยมีศักยภาพสูง อย่างเช่นวิสาหกิจชุมชน Social Enterprise ผู้สูงวัยในวันนี้จึงมีบทบาทอย่างมาก ที่จะต้องเข้าไปช่วยสนับสนุน

ส่วนเรื่องสวัสดิการ ต้องมีการจัดสรรโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพซึ่งต้องให้การดูแล ผู้สูงวัยบางรายถึงแม้จะมีทุนทรัพย์แต่ก็ต้องไปดูในรายละเอียดว่า เข้าถึงแพทย์ และเข้าถึงการดูแลสุขภาพหรือไม่ โดยพรรคพลังประชารัฐจะคิดระบบให้เข้าถึงแพทย์ เข้าถึงยาได้โดยสะดวกทั่วประเทศ เป็นสวัสดิการที่สมควรจะมี ซึ่งต้องคิดไปพร้อมๆ กับเรื่องการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ในระดับพื้นที่ และระดับชุมชน

เศรษฐกิจประชารัฐ

ดร.อุตตม กล่าวถึงแนวทางของเรื่องนี้ว่า ต้องสร้างความสามารถและภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ ที่ให้ประเทศและคนของเราสามารถจะเดินหน้าต่อในยุคที่โลกาภิวัตน์มีความเข้มข้น ส่งผลกระทบที่ชัดเจนรุนแรงและรวดเร็วมาก เรามีการพูดถึงโลกาภิวัตน์มาเป็นเวลากว่า 10 ปี และทุกวันนี้มีผลที่ปรากฏชัด มีรูปแบบออกมาหลากหลาย เศรษฐกิจไทยต้องปรับเปลี่ยน เราต้องก้าวให้ทัน ต้องเป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถ และมีความยืดหยุ่น

“เราถามตัวเองว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นอะไร วันนี้ผมตอบได้เลยว่า เรามีทั้งจุดเด่น และจุดแข็งอยู่มาก เป็นประเทศพื้นฐานการเกษตร มีพืชผลเกษตรกรรมเด่นๆ หลายตัว บางครั้งเราอาจจะมองว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาภาคเกษตรของเรามีรูปแบบการขายแบบยกล็อต เน้นไปที่ปริมาณ แต่ราคาที่ได้กลับถูกกำหนดจากปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นสถานการณ์จริงและเป็นความจริงที่สืบเนื่องต่อกันมาอย่างยาวนาน นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นเกษตรแบบเพิ่มมูลค่า เป็นเกษตรที่ยั่งยืนให้ได้ เรามีแรงงานจำนวนมากในภาคเกษตรกรรม และเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยเรา เป้าหมายเรื่องนี้คือ การเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคเกษตรที่มีมูลค่าสูง”

นอกจากนี้ยังมี ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นโจทย์ในการก้าวไปข้างหน้า โดยเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล 5G ที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้เฉพาะเป็นแต่เพียงเรื่องของโทรคมนาคม แต่สำหรับแวดวงอุตสาหกรรม 5G เป็นเทคโนโลยีที่มีผลต่อห่วงโซ่การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน เราต้องทำให้อุตสาหกรรมไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้โดยเร็ว และอย่างกว้างขวาง สร้างบุคลากร และแรงงานที่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้มากขึ้น พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าอุตสาหกรรมใดบ้าง และทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการ SME และถึงวิสาหกิจชุมชน อย่างครบพร้อม

ทุกวันนี้มีบทพิสูจน์แล้วว่าคนตัวเล็กเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี เพราะคิดและทำได้อย่างรวดเร็ว” เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ต้องมีการทำงานเรื่อง ‘คน’ คู่ขนานไปพร้อมๆ กัน เพราะในห่วงโซ่การผลิต เมื่อมีระบบดิจิทัล มีระบบอัตโนมัติ ระบบ Robotic จะเกิดคำถามตามมาว่าแล้ว “คน” ของเราจะทำอะไร”

 

นโยบายในเรื่อง 'คน' มีอยู่ 2 ส่วน คือ

  1. เร่งยกระดับทักษะคนที่อยู่ในกระบวนการผลิต ซึ่งจะมีแนวทางดำเนินการเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ เพื่อปรับทักษะเหล่านี้ให้เหมาะสม และ
  2. สร้างฐานผู้ประกอบการใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี คือ Tech Startup เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการลดผลกระทบ (Disruption) จากเทคโนโลยีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการใหม่หรือ Startup เป็นได้ทั้งผู้ประกอบการที่เกิดมาใหม่เลย หรือคนที่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งตอนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้พัฒนาโครงการที่ชื่อว่า Thailand InnoSpace ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่จะมาทำหน้าที่ส่งเสริมเรื่องผู้ประกอบการเริ่มใหม่ (Tech Startup) และส่งเสริมการมีนวัตกรรมในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ระดับฐานราก เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับผู้ประกอบการใหม่ เพื่อเป็นโครงการที่จะดึงเอาเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศไทย Thailand InnoSpace ประกาศจัดตั้งโดยมีพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ทั้งจากฮ่องกง ญี่ปุ่น อิสราเอล และองค์กรใหญ่ของประเทศไทย ภายใต้เงินทุนเริ่มต้นที่ 500 ล้านบาท โดย Thailand InnoSpace นี้จะจัดตั้งเครือข่ายกับพันธมิตรในประเทศในภูมิภาคต่างๆ อาทิ EECi จังหวัดระยอง หรือ EEC ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเครือข่ายความร่วมมือนี้จะขยายออกไปในทุกภูมิภาค ซึ่งแพลตฟอร์มของ Thailand InnoSpace นี้จะเป็นคำตอบของการunlocked เรื่องนวัตกรรมของประเทศไทยที่ติดกับมาอย่างช้านาน

ดร.อุตตม กล่าวต่อ เรื่องมิติทางด้านพื้นที่ ซึ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของการกระจายความเจริญให้กว้างขวางครอบคลุมทุกพื้นที่ นโยบายของพรรคจะต่อยอดในส่วนที่มีอยู่แล้ว เช่น EEC (Eastern Economic Corridor – เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็นจุดเริ่มของการสร้างฐานความเจริญ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจ โดยมีทั้งเรื่องของอุตสาหกรรม เรื่องการสร้างเมือง และเรื่องการพัฒนาคน ซึ่งเราจะปรับยอดให้เกิด EEC ในภูมิภาค เช่นภาคเหนืออาจจะเป็น ล้านนา 4.0 รวมไปถึงภาคอีสาน ภาคใต้ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งหมด ให้สอดรับกับจุดเด่น และวิถีในชุมชน เป็นการกระจายโอกาสเพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของการปรับเปลี่ยนรับความเจริญที่จะตามมา

วันนี้ทั่วโลกพูดถึงกระแส Urbanization คือการสร้างเมือง ที่เราไม่ได้หมายถึงเฉพาะการสร้างเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ต้องสร้างเมืองรองขึ้นมาไปพร้อมๆ กัน และยึดโยงกับเมืองใหญ่ เพื่อให้ความเจริญกระจายตัว อย่างส่งเสริมและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่องการท่องเที่ยว เรามีเมืองหลักในการท่องเที่ยว และเป็นเมืองหลักที่เป็นฐานการผลิตด้วย เราก็จะมุ่งสร้างเมืองรองที่ยึดโยงกัน ตามนโยบาย 15 เมืองหลัก 15 เมืองรองทั่วประเทศ ผ่านเศรษฐกิจใหม่

ลงมาที่รากฐานชุมชน เราเข้าต้องเข้าให้ถึงการผลิตและขีดความสามารถในระดับชุมชน โดยเอาเทคโนโลยีเป็นตัวนำ ตั้งแต่ดิจิทัล ไปจนถึงเรื่องอีคอมเมิร์ซโดยจะทำให้เป็นระบบ โดยต่อไปจะเห็นภาพได้ว่าในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น มี 3 มิติหลัก คือ 1. นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน และอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือการเข้าถึงต้องเป็นไปอย่างอย่างเร็ว และเรื่องที่ 2. เรื่องคน จะเป็นเรื่องการสร้างทักษะใหม่ (New skill) ปรับเปลี่ยนทักษะที่มี (Re skill) สร้างผู้ประกอบการใหม่ขึ้นมา ลดผลกระทบของเทคโนโลยีที่เข้ามา Disrupt 3. เชิงพื้นที่ ก็คือการดูแลให้เกิดความครอบคลุม

“การที่เราเปลี่ยนเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจที่สามารถมีความยืดหยุ่น มีการกระจายความเจริญ ทั้งในเชิงของอุตสาหกรรม พื้นที่ และคน เมื่อเกิดสถานการณ์ผันผวนจากโลกเราจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่จะต้านทานได้ แต่หากเรายังยึดอยู่กับอุตสาหกรรมเกษตร ที่ขายแต่เกษตรต้นทางเป็นหลัก เราจะหนีไม่พ้นปัญหาที่เราเคยเผชิญมาโดยตลอด เมื่อมีภูมิคุ้มกัน ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดเซไป แต่ส่วนอื่นยังยืนได้”

นโยบายต่างประเทศ

เป็นอีกเรื่องซึ่งสำคัญ ดร. อุตตมกล่าวว่า ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่คนไทยภาคภูมิใจได้ในเวทีนานาประเทศ ต้องสร้างขีดความสามารถที่จะค้าขายในเวทีโลกที่สามารถสะท้อนศักยภาพของประเทศไทย และคนไทย เพื่อให้ทั่วโลกสนใจ ไม่เพียงแต่ค้าขาย แต่มาร่วมมือเป็นพันธมิตร มาร่วมลงทุนกับเรา อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างเช่น การสร้างพื้นที่ฐานการเจริญใหม่ เช่น EEC ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ เหล่านี้ในการสร้างเราจะยึดโยงพื้นที่เหล่านั้นไปจนถึงระดับเมืองหลัก เมืองรองระดับภูมิภาค ยกตัวอย่างล้านนา 4.0 จะโยงไปถึงทางใต้ของจีน ลาว และพม่า โดย EEC เองนั้นในทางพื้นที่ มีศักยภาพสูงมาก เป็นศูนย์กลางของ Transshipment Ports หมายถึงเป็นทั้งฐานอุตสาหกรรม และฐานคมนาคมในตัว ซึ่งเรามองว่าเรามีความสามารถเป็นฐานของเอเชียได้เลย ดังนั้นในการพัฒนาของเราจะมองในมิติของต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีจุดยืนในเวทีโลกที่ชัดเจน

 

 

เมื่อถูกถามเรื่องความคิดเห็นถึงคุณสมบัติของผู้นำที่เหมาะสมในเวทีโลก ดร.อุตตม กล่าวตอบในเรื่องนี้ว่า ผู้นำที่จะเข้ามาทำงานทำการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาในภาวะที่ประเทศอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นดั่งในช่วงนี้นั้น คือผู้ที่จะต้องสามารถนำพามาซึ่งความสงบให้กับประเทศได้ เพราะหากไม่มีความสงบเรียบร้อย ความคาดหวังในเรื่องการพัฒนาก็จะเกิดได้ยาก ถ้าหากเรายังเป็นแบบเดิมนั้นจะยาก เพราะจะไม่มีความเชื่อถือในสายตาของนานาประเทศ สถานการณ์ในวันนี้พอจะเห็นความเชื่อถือที่ชัดเจน เพราะมีความสงบแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่เหมาะสมนั้น สำคัญมากที่จะต้องสามารถฉายภาพให้เห็นได้ถึงในอนาคต ทั้งแนวคิด นโยบายและแนวทางที่เราจะก้าวไปอันเป็นเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ไม่นับว่ายังจะต้องมีผลงานที่แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ชัด จับต้องได้ เช่นนี้ต่างประเทศจึงจะให้ความเชื่อถือ มีความมั่นใจ และในที่สุดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ก็จะตาม และนั่นคือโอกาสอันดีของคนไทย และประเทศไทย

นโยบายด้านการศึกษา

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าว “เป็นเรื่องการเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็นมิติหลัก แนวทางของพรรค คือการสร้างแนวทางการศึกษาให้ตรงตามวัยกลุ่ม ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเรามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องการสร้างความเติบโตของคนไทยแต่ละคน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่หยุดยั้ง ตั้งแต่เด็กจนโต รวมถึงการเรียนรู้ระหว่างทำงาน แม้กระทั่งในวัยชราก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องหยุดเรียนรู้ เรามีมาตรการและนโยบาย สำหรับแต่ละกลุ่ม อย่างสอดรับและเหมาะสม โดยยึดหลักว่า เป็นการศึกษาที่มาทำให้คนไทยแต่ละคนเติบโตต่อได้ และสร้างความภูมิใจในตนเอง อย่างมีคุณค่าในการร่วมพัฒนาสังคมและประเทศของเรา โดยหลักการนี้ การศึกษาต้องกระจายลงไปในพื้นที่ มีการส่งเสริมให้ในพื้นที่พัฒนาศักยภาพ และดูแลด้านการศึกษากันเองได้มากขึ้น และการปฏิรูปการศึกษาที่พูดถึงนี้เป็นการปฏิรูปทั้งระบบ เป็นการพัฒนาการศึกษาทั้งองคาพยพในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพขึ้นมา ในขณะที่ส่วนกลางปรับบทบาท เป็นผู้ดูแลด้านคุณภาพ มาตรฐาน และสนับสนุนเรื่องคอนเทนท์

ความเห็นของ ดร.อุตตมะ ในเรื่องบทบาทของผู้สอนวันนี้ที่มองว่า "Teacher จะต้องกลายมาเป็น Facilitator เพราะวันนี้นักเรียนหรือนักศึกษาสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้เองจากแหล่งข้อมูลหลากหลาย โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทำให้บทบาทและหน้าที่ของครูผู้สอนจึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นเสมือนโค้ช หรือผู้ชี้แนะเพื่อการสังเคราะห์ข้อมูล แล้วชี้ทางว่าจากข้อมูลจะนำมาสู่การเป็นองค์ความรู้ได้อย่างไร และจะนำองค์ความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งส่วนนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายและต้องเริ่มวันนี้เลย เพื่อให้เท่าทันกับโลกที่เปลี่ยนแล้ว"

และนี่คือนโยบายหลักที่ดร.อุตตมผู้นำทัพพรรคพลังประชารัฐ เตรียมไว้อย่างครอบคลุมการเข้าถึงคนทุกระดับ ทุกช่วงชีวิต ทุกเรื่องราว ซึ่งการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ที่แข่งขันกันด้วยนโยบายพรรคการเมืองนั้น พรรคพลังประชารัฐ จะฝ่าฟันอุปสรรค คว้าความสำเร็จเดินชูธงคว้าชัยชนะเข้ามาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตาม ส่วนข้อกังวลในปัญหาการไม่เคารพกติกาในสนามการเมืองและการเลือกตั้งนั้น ดร.อุตตม สาวนายน กล่าวในตอนท้ายว่า

“หากขอได้อยากขอให้ทุกพรรคเห็นร่วมกันในการเคารพกติกา เคารพในผลการเลือกตั้งที่ออกมา ใครชนะการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาลก็ให้เป็นไปตามนั้น โดยการเคารพกติกาต้องทั้งระบบและนอกระบบ นอกสภา หมายถึงต้องไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกกติกาทั้งใน และนอกสภา ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเองก็จะไม่มีการทำอะไรแบบนั้น เราจะไปตามกรอบที่ถูกต้อง


เรื่อง กองบรรณาธิการ

ภาพ ภัทรวรรธน์ พงษ์บริพันธ์

ดร.สุดาพร สาวม่วง  คณบดีคณะการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า คณะการบริหารและจัดการมีแผนการดำเนินงานเพื่อนำคณะก้าวไปสู่อันดับต้นๆของอาเซียนและโลก โดยยึดหลัก 5 P กับ 1 N  คือ Product-หลักสูตรสายพันธ์ใหม่ 

Place –สถานที่ใหม่ทันสมัย และเรียนแบบ Online/City Campus

Promotion - Agent ในต่างประเทศ 

People –เพิ่มสัดส่วนอาจารย์ชาวต่างชาติ 100 %  

Process -Profit Center 

Net Working -15 คณะ + MIT Sloan & Oxford

โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนหลักสูตร  จำนวนอาจารย์  Rank จำนวนงานวิจัย จำนวนนักศึกษา และรายได้ที่เพิ่มขึ้นในที่สุด

ดร.สุดาพร   สาวม่วง คณบดีคณะการบริหารและการจัดการ สจล.

ทั้งนี้  5 พันธกิจหลักในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1.พัฒนากระบวนการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ มีคุณธรรมกำกับความรู้ และมีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับและตรงความต้องการของสังคมและตลาดแรงงาน  2.พัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการและวิจัยในแนวทางที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.สุทธิ สูอำพัน รองคณบดีคณะการบริหารและการจัดการ สจล.

3.พัฒนาและส่งเสริมบุคลากรในทุกด้าน เน้นการเพิ่มศักยภาพสวัสดิการ ความมั่นคง และความก้าวหน้าในวิชาชีพ ด้วยระบบคุณธรรมและยุติธรรม 4.พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และมีความพร้อมที่จะเผชิญกับสภาวะเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม 5.ประสานความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกสถาบันให้มีความเป็น นานาชาติ (International Outlook)  อันจะนำไปสู่เป้าหมายของการเป็น   “คณะการบริหารและจัดการ เพื่อคนรุ่นใหม่ก้าวไกลสู่อาเซียนและโลก”

ผศ.ดร.สิงหะ ฉวีสุข  รองคณบดีคณะการบริหารและการจัดการ สจล.

ดร.สุดาพร กล่าวด้วยว่า ภายในระยะเวลา 4 ปี ของการบริหารงาน ตั้งเป้าให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีใน 4 มิติ ทั้ง เรื่องของงานวิชาการและงานวิจัยของอาจารย์ บุคลากร ตอบโจทย์แก้ปัญหาสังคม ผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ มีสิทธิบัตร เพื่อที่จะใช้ในเชิงที่จะก่อประโยชน์จริง (Academic  Impact) หรือการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรที่มีคุณภาพ  สรรหาอาจารย์คุณภาพเข้ามาสู่ขบวนการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เครื่องมือมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย  สจล.จะเป็นเจ้าแรกที่ทำหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ (Education Impact) รวมทั้ง ผลต่อภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งจะได้ผลผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ โดยนายจ้างจะต้องได้บัณฑิตที่มีคุณภาพเรียนจบแล้วสามารถทำงานได้เลย เป็นคนเก่งและดีของบริษัทและสังคม (Industrial Impact) และสุดท้ายผลลัพธ์ทีดีต่อสังคม โดยงานวิจัยที่ออกมาจะต้องนำพาสังคมให้ดีขึ้น มีรายได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมีความสุขมากขึ้น (Social Impact)

ดร.ทัศไนย ปราณี  รองคณบดีคณะการบริหารและการจัดการ สจล.

“การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้นโยบาย FAM to FAMOUS  อันหมายถึง คณะการบริหารและจัดการ เป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมมือกันนำพา สจล.สู่ Top 10 ในอาเซียนและระดับโลก(Family)  คณะการบริหารและจัดการ ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถ มีฝีมือ มีทักษะ มีสมรรถภาพ มีนวัตกรรม ( Ability)  และการจัดการเรียนการสอนแบบมืออาชีพจะเน้นการ ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย (Management) การพัฒนาไปถึงการติดอันดับต้นๆ ของประเทศ  ของอาเซียนรวมทั้งระดับโลก ( Outstanding) เข้าสู่ความเป็นนานาชาติในทุกด้าน( Universal) และ รูปแบบการบริหารและการจัดการเรียน การสอนที่มีคุณภาพ ตามหลักการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับสากล (Standardize)” ดร.สุดาพรกล่าวในตอนท้าย

ผศ.ดร.ปรเมศร์ อัศวเรืองพิภพ รองคณบดีคณะการบริหารและการจัดการ สจล.


 

 

ประมาณกันว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีของไทยมีสัดส่วนอยู่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ มีการจ้างงานกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ เอสเอ็มอีจึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และที่สำคัญธุรกิจขนาดกลางและย่อมคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต 

Page 1 of 16

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries