December 16, 2018

จากการคาดการณ์ความเสี่ยงของโลกโดย World Economic Forum ในปี 2018 จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศและภัยธรรมชาติเป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด (World Economic Forum, 2018) อีกทั้งรายงานของ www.ranker.com พบว่าในปี 2018 เกิดภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงเป็นจำนวนมาก (Slocum, 2018) สำหรับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น น้ำท่วมและดินโคลนถล่มในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่ประสบภัยต้องหยุดชะงัก จากรายงานข่าว จังหวัดฮิโรชิมะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดและพบผู้เสียชีวิตมากที่สุด (Workpoint News, 2018) ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น การสูญเสียสินค้าคงคลัง ผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ เป็นต้น ธุรกิจจะสามารถฟื้นฟูจากภัยธรรมชาติได้เร็วขึ้นถ้ามีแผนฉุกเฉินรองรับ (Glassman, 2018) ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความเสียหาย (NTT Communications (Thailand) Co. Ltd., 2018) ตัวอย่างของภัยพิบัติ เช่น

  1. ภัยพิบัติจากการกระทำของมนุษย์ (Man-made disaster) :

เป็นการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลต่อความเสียหายของธุรกิจ เช่น อัคคีภัย, การรั่วไหลของน้ำมัน, การโจรกรรมข้อมูล เป็นต้น

  1. ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Natural Disasters) :

เป็นการเกิดภัยที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติ เช่น อุทกภัย, วาตภัย, แผ่นดินไหว, คลื่นสึนามิ, ไฟป่า เป็นต้น ซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลต่อความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของธุรกิจ

  1. ภัยพิบัติด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) :

เป็นภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เช่น การจู่โจมของผู้ก่อการร้าย การประท้วงขนาดใหญ่ และสงคราม เป็นต้น ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาถึงการย้ายกิจกรรมทางธุรกิจไปยังพื้นที่อื่นๆ

เมื่อความเสี่ยงและภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้เสมอและธุรกิจไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management : BCM) จึงเป็นแนวทางที่สำคัญอย่างยิ่งในการลดโอกาสเกิด การเตรียมการ การตอบสนอง และฟื้นฟูธุรกิจจากความเสี่ยงและภัยพิบัติต่างๆ ที่จะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียรายได้หรือลูกค้าที่รับไม่ได้จากการหยุดชะงักของการให้บริการ และทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียต่อธุรกิจ (Sasawat Malaivongs, 2018) ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายให้เกิดน้อยที่สุดและธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานต่อไปได้รวดเร็วที่สุด

                กรอบแนวทางการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ BCM ตามมาตรฐาน ISO 22301:2012 มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง 6 องค์ประกอบหลัก คือ

องค์ประกอบที่ 1 การบริหารโครงการจัดการความต่อเนื่อง (BCM Program Management) เป็นองค์ประกอบหลักของการสร้างความต่อเนื่อง โดยการจัดทำกรอบนโยบายและกำหนดโครงสร้างหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรในระดับต่างๆ

องค์ประกอบที่ 2 การศึกษาและทำความเข้าใจองค์กร (Understanding the Organization) เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจสภาพและการดำเนินงานขององค์กร ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis – BIA) และการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment - RA) เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการจัดระดับความสำคัญของกระบวนงาน การกำหนดแนวทาง และกลยุทธ์ในข้อต่อไป

องค์ประกอบที่ 3 การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความต่อเนื่อง BCM (Determining BCM Strategy) กำหนดแนวทางในการตอบสนองต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงานขององค์กร เช่น กลยุทธ์กู้คืนการดำเนินงาน (Recovery Strategy) และการกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมตามข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA)

องค์ประกอบที่ 4 การพัฒนาและเตรียมการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในภาวะฉุกเฉิน (Developing and Implementing BCM Response) เมื่อมีการกำหนดกลยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ต้องจัดทำแผนงานเตรียมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน โดยให้เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ เช่น Incident Management Plans (IMP) หรือ แผนจัดการอุบัติการณ์ฉุกเฉิน, Business Continuity Plans (BCP) หรือ แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ, Recovery Plans (RP) หรือ แผนกู้คืนธุรกิจหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 5 การทดสอบ ปรับปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing) เป็นขั้นตอนที่จะทำให้แน่ใจว่า BCM ที่จัดทำขึ้นสามารถใช้ได้จริงรวมทั้งเพื่อเตรียมความพร้อม ตรวจสอบความสามารถของบุคลากร และประสิทธิภาพของแผนในการตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ ด้วยรูปแบบการทดสอบ เช่น Call Tree, Tabletop Testing, Simulation เป็นต้น

องค์ประกอบที่ 6 การปลูกฝัง BCM ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร (Embedding BCM in the Organization’ s Culture) เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการทำให้ BCM เข้าไปเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและจิตวิทยาที่จะทำให้บุคลากรทุกคนซึมซาบและเข้าใจถึงความสำคัญของ BCM ตลอดจนบทบาทหน้าที่ของตัวเอง (NSM, 2018)

โดยที่ผ่านมาการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ต่อธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น ในปี 2561 ได้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยได้ออก 2 มาตรการช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว เป็นต้น ได้แก่ มาตรการที่ 1 การพักชำระหนี้ เพื่อลดภาระให้กับผู้ประกอบการ และ มาตรการที่ 2 สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเป็นเงินทุนฟื้นฟูและหมุนเวียนในกิจการสำหรับลูกค้าเดิมของธนาคาร (MGR Online, 2018)

หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงและความรุนแรงก็จะลดน้อยลง เพราะความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด คือ การขาดความตระหนัก ไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือ และขาดแนวทางการจัดการในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ธุรกิจพึงมีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในปัจจุบันมีเส้นแบ่งกั้นสูงระหว่างภาควิชาการและภาคปฏิบัติ ภาควิชาการโดยส่วนใหญ่จะสนใจเฉพาะการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งเน้นกระบวนการวิจัยที่มีกระบวนการขั้นตอนที่กำหนดอย่างชัดเจนและจุดประสงค์คือการสร้างหรือทดสอบทฤษฎี ส่วนภาคปฏิบัติจะสนใจเฉพาะการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) ซึ่งเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก โดยทั่วไปงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) และ การวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) ไม่สามารถที่จะทำร่วมกันได้เนื่องจากมีความต้องการที่แตกต่างกัน บทความนี้ขอเสนอทางเลือกในการทำวิจัยที่สามารถเชื่อมต่องานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยเชิงประยุกต์ได้ นั่นคือ Action Research บทความนี้อธิบายถึงความหมาย ที่มา ความแตกต่างระหว่าง Action Research กับ งานวิจัยทางปริมาณ (Positivist Research) ความเหมาะสมของ Action Research และกระบวนการของ Action Research

  1. ความหมายของ Action Research

Action  Research (AR) เป็นกระบวนการวิจัยประเภทหนึ่งของการวิจัยเชิงคุณภาพ  AR เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในการทำวิจัยในการทำวิจัย โดยเฉพาะในสาขา ครุศาสตร์ บริหารธุรกิจและรัฐกิจ จิตวิทยา และเทคโนโลยีสารสนเทศ  จุดประสงค์หลักของ AR คือ การแก้ปัญหาขององค์กร พร้อมกับนำบทเรียน (Lessons Learned) ของกระบวนการแก้ปัญหา มาเป็นองค์ความรู้ (Baskerville and Myers, 2004)  AR มีความคล้ายคลึงกับ Case Study Research เนื่องจากเป็นการศึกษาองค์กร สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับ AR คือ AR นอกจากศึกษาองค์กรแล้วยังสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กรเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง พร้อมทั้งสร้างองค์ความรู้ในเวลาเดียวกัน

  1. ที่มาของ Action Research

ที่มาของ AR คือการที่มีข้อแตกต่างอย่างสูงระหว่าง งานวิชาการ และ ความต้องการจริงขององค์กร ในงานวิชาการหรืองานวิจัย จุดประสงค์หลักของนักวิจัยคือ การสร้างทฤษฎีใหม่ หรือทดสอบทฤษฎีที่มีอยู่ แต่สำหรับผู้ปฏิบัติ (Practitioners) สิ่งที่ต้องการคือการแก้ปัญหาขององค์กร ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในเกือบทุกสาขา จะมีการแบ่งเส้นระหว่าง นักวิจัย และ ผู้ปฏิบัติ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง

Davisson et al. (2004) ระบุว่า AR สามารถเชื่อมความแตกต่างระหว่าง นักวิจัย และ ผู้ปฏิบัติได้ เพราะผลลัพธ์ของ AR คือ ทฤษฎีที่ได้จากกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กร และการที่องค์กรสามารถแก้ปัญหาได้จากการเปลี่ยนแปลง คุณลักษณะนี้ยากที่จะมีในงานวิจัยอื่นๆ ที่นักวิจัยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างหรือทดสอบทฤษฎี แทนที่จะแก้ปัญหาขององค์กร

  1. ความแตกต่างระหว่าง Action Research กับ การวิจัยทั่วไป

เป้าหมายหลักของ AR คือการศึกษาองค์กรและสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร หลักเกณฑ์ในการประเมินการวิจัยทั่วไปอาจไม่สามารถใช้ในการประเมิน AR ได้ เนื่องจาก AR ศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กร ทฤษฎีที่เกิดขึ้นจาก AR นั้นอาจไม่สามารถใช้ประยุกต์ได้ในทุกสถานที่หรือเหตุการณ์ เหมือนกับทฤษฎีที่เกิดจากการวิจัยโดยวิธีการทางสถิติ ทฤษฎีที่เกิดจาก AR มีความเกี่ยวพันสูงกับองค์กรและสิ่งแวดล้อมขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น คนในองค์กร โครงสร้างขององค์กร และ กระบวนการทำธุรกิจในองค์กร Table 1 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Action Research กับ Positivist Research (งานวิจัยทางสถิติ)

 

Table 1 ตารางเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง Action Research กับ Positivist Research (Coughlan & Coghlan, 2002, Susman & Evered, 1978, )

 

คุณลักษณะ

Action Research

Positivist Research

เป้าหมาย

·       ความรู้ได้จากการเปลี่ยนแปลง

·       สร้างและทดสอบทฤษฎีจากการเปลี่ยนแปลง

·       ความรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั่วไป (Universal Knowledge)

·       สร้างและทดสอบทฤษฎีจากข้อมูลและวิธีการทางสถิติ

ประเภทของความรู้ที่ได้จากงานวิจัย

·       เฉพาะทาง (Specific)

·       ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

·       ขึ้นอยู่กับองค์กรที่ทำวิจัย

·       ทั่วไป (General)

·       มีลักษณะเป็นกฎ

บทบาทของนักวิจัย

·       ผู้เปลี่ยนแปลงองค์กร (Change Agent)

·       ผู้สังเกตการณ์ (Observer)

ความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับองค์กร (Setting)

·       นักวิจัยมีความเกี่ยวพันในฐานะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงองค์กร สามารถมีอคติได้แต่ต้องมีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน

·       นักวิจัยต้องไร้ซึ่งอคติ

การเลือกกลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูล

·       องค์กรที่มีปัญหาและมีการเปลี่ยนแปลงสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้

·       กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ต้องสามารถเป็นตัวแทนของประชากร (Population) ที่ศึกษา

การประเมินคุณภาพของงานวิจัย

·       คุณภาพของ AR ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่

·       สามารถสร้างทฤษฎีที่สามารถอธิบาย ควบคุม หรือ ทำนาย สถานการณ์ได้

 

จาก Table 1 อาจสามารถสรุปความแตกต่างระหว่าง Positivist research กับ Action research ได้ว่า Positivist research ให้ความสำคัญกับการสร้างหรือทดสอบทฤษฎี (Testing or Creating Knowledge) แต่ Action Research ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้หรือทฤษฎีจากการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลง (Knowledge in Action) (Coughlan and Coghlan , 2002) 

Susman and Evered (1978) โต้แย้งว่า positivist research หรือการวิจัยทางปริมาณ (Quantitative Research) ไม่เหมาะสมกับการศึกษาองค์กร เพราะการวิจัยทางปริมาณไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมขององค์กรเช่น โครงสร้างขององค์กร วัฒนธรรมขององค์กร และการเมืองภายในองค์กรDavisson et al. (2004) ระบุว่า Action Research สามารถเชื่อมต่อรอยแตกแยกระหว่าง ภาควิชาการและภาคปฏิบัติได้ เนื่องจากใน Action Research ทั้งนักวิจัยและนักปฏิบัติมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการแก้ปัญหาและการสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร คุณลักษณะนี้ไม่สามารถมีได้ในงานวิจัย Positivist research หรือการวิจัยทางปริมาณ ที่เน้นเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ

  1. ความเหมาะสมของ Action Research

คุณลักษณะของ Action Research (Argyris,1982) โดยทั่วไปคือ

  1. เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและนักปฏิบัติ
  2. มีจุดประสงค์คือการแก้ปัญหาขององค์กร
  3. มุ่งเน้นที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กร
  4. มีกระบวนการที่เรียนรู้ต่อการเปลี่ยนแปลง

AR มีความเหมาะสมต่องานวิจัยที่ต้องการศึกษากระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขององค์กรและพฤติกรรมของคนในองค์กร  (Coghlan and Brannick, 2001)

  1. บทบาทของนักวิจัย

Coughlan and Coghlan (2002)  ระบุว่าบทบาทของนักวิจัยใน AR มีความแตกต่างอย่างมากกับบทบาทนักวิจัยในการวิจัยแบบอื่นๆ นักวิจัยใน AR มีบทบาทในลักษณะเป็นที่ปรึกษาในการเปลี่ยนแปลงองค์กร นักวิจัย AR ต้องทำงานร่วมกับคนในองค์กร และ ทีมงานที่สร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร (Change Agents) ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ความแตกต่างอย่างหนึ่งของ นักวิจัย AR กับนักวิจัยประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะการวิจัยทางสถิติ คือ นักวิจัย AR อาจมีความเห็นส่วนตัว ความเชื่อ หรืออคติ ต่อเรื่องของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่อคติหรือความเห็นต้องมีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนในงานวิจัย สำหรับประเด็นนี้ถ้าเป็นงานวิจัยทางสถิติ สมมุติฐานของการทำวิจัยคือ นักวิจัยไม่สามารถมีอคติใดๆ ทั้งสิ้นต่อหัวข้อวิจัยได้

  1. กระบวนการของ Action Research

Checkland และ Holwell (1998) กำหนดสามองค์ประกอบของ AR ซึ่งประกอบด้วย

  1. ปัญหา (area of concern)
  2. กระบวนการแก้ปัญหา (methodology)
  3. กรอบแนวความคิด หรือ ทฤษฎีframeworks of idea

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาที่นักวิจัยต้องการศึกษาคือการผลิตยารักษาโรค (Area of concern) หลังจากนักวิจัยทราบว่าอะไรคือปัญหาแล้ว นักวิจัยกำหนด กรอบแนวความคิด หรือ ทฤษฎี (Frameworks of idea) ซึ่งอาจจะเป็น ทฤษฎีที่เกี่ยวกับส่วนประกอบของโมเลกุลในตัวยา จากนั้นนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการแก้ปัญหา (Methodology) ซึ่งอาจจะเป็นการทำโมเดลลิ่งในคอมพิวเตอร์ (Computer Modeling) เพื่อที่จะหาแนวทางที่ดีที่สุดในการผลิตยารักษาโรค

Checkland และ Holwell (1998) ระบุว่าอย่างแรกนักวิจัย AR ต้องกำหนดกรอบแนวคิด หรือ ทฤษฎี และกระบวนการแก้ปัญหา จากนั้นนักวิจัย AR ทำงานควบคู่กับ ผู้ปฏิบัติ (practitioners) ในองค์กรเพื่อที่จะสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาขององค์กร โดยระหว่างที่มีการแก้ปัญหาและสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์กรนักวิจัยต้องมีการบันทึกกระบวนการดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายนักวิจัยต้องสามารถระบุว่าอะไรคือบทเรียน (Lesson Learned) ของกระบวนการแก้ไขปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ซึ่ง บทเรียน (Lesson Learned) สามารถนำมาเสริมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องได้  กระบวนการของ Action Research สามารถสรุปได้ตาม Figure 1

 

Figure 1 กระบวนการของ action research ดัดแปลงจาก (Checkland & Holwell, 1998)

 

นอกจาก Checkland และ Holwell (1998) แล้ว กระบวนการของ Action Research ที่เป็นที่นิยมอย่างสูงคือ Five phrases action research cycle โดย Susman และ Evered (1978) โดยแบ่งกระบวนการวิจัยออกเป็น 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. Diagnosing – ในขั้นตอนนี้นักวิจัยร่วมกับผู้บริหารในองค์กร ทำการระบุสถานภาพและปัญหาขององค์กร รวมทั้งศึกษาสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกขององค์กรที่มีผลต่อปัญหา
  2. Action Planning- หลังจากที่ได้รับทราบปัญหาและสถานภาพขององค์กร นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้สร้างระบบ หรือผู้ปฏิบัติ กำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา โดยนักวิจัยควรมีการกำหนดกรอบแนวความคิดให้ชัดเจนสำหรับทางเลือกต่างๆ ควรนำทฤษฎีหรือ Best Practices มาใช้ในการกำหนดกระบวนการแก้ปัญหา รวมถึงระบุวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหา
  3. Action Taking- นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้สร้างระบบ นำทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาไปปฏิบัติ หรือไปสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร
  4. Evaluating- นักวิจัย ผู้บริหาร ผู้สร้างระบบ รวมถึงผู้ใช้ระบบ ประเมินว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะอะไร การประเมินสามารถกลับไปทบทวนวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในขั้นตอน Action Planning
  5. Specifying Learning- นักวิจัยทำการระบุองค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้จากกระบวนการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลง และควรระบุด้วยว่าองค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใดบ้าง

 Figure 2 แสดงถึงวงรอบ Action Research 5 ขั้นตอน โดย Susman และ Evered (1978)

Figure 2 Action Research Cycles (R. L. Baskerville, 1999; Susman & Evered, 1978)

สรุป

ผู้เขียนเชื่อว่าการวิจัย Action Research สามารถเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาควิชาการและภาคปฏิบัติ เนื่องจากผลลัพธ์ของ Action Research สามารถตอบสนองได้ทั้งสองภาค นั่นคือสำหรับภาควิชาการ Action Research สามารถนำผลศึกษามาเพิ่มองค์ความรู้ในรูปแบบทฤษฎีในการศึกษาปัญหาและการเปลี่ยนแปลงองค์กร สำหรับภาคปฏิบัติ Action Research สามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในองค์กรได้จากกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ปฏิบัติในองค์กร            

บทความนี้อธิบายความหมาย ความเป็นมา ความแตกต่างระหว่าง Action Research กับงานวิจัยอื่นๆ รวมทั้งได้อธิบายถึง ความเหมาะสมของ Action Research ในการศึกษากระบวนการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรบทความนี้ยังได้ระบุถึงขั้นตอนกระบวนการทำวิจัย Action Research ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้สามารถเป็นแรงดลใจให้กับนักวิจัยในการเพิ่มทางเลือกในการทำวิจัยในการศึกษาวิจัยปัญหาและกระบวนการปัญหาในองค์กรได้  

จากบทความเรื่อง “วันโอโซนโลก ตอนที่ 1” ที่กล่าวถึงภาพรวมของชั้นโอโซน อาทิ ความสำคัญของชั้นโอโซน ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อชั้นโอโซนถูกทำลาย ไปจนถึงการร่วมมือกันของนานาประเทศในการจัดทำข้อกำหนดและมาตรการเพื่ออนุรักษ์และยับยั้งการทำลายชั้นโอโซน ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ “พิธีสารมอนทรีออล” อันเป็นที่มาของวันโอโซนโลกจนถึงทุกวันนี้กันไปแล้วนั้น ในบทความนี้ซึ่งเป็นตอนที่ 2 จะกล่าวถึงรายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างโอโซน ชั้นบรรยากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในการร่วมกันดูแลรักษาชั้นโอโซนและสิ่งแวดล้อม

อย่างที่ทราบกันดีว่าชั้นบรรยากาศของโลกประกอบไปด้วย โอโซน ไอน้ำ และก๊าซหลากหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่ในการกรองรังสีจากดวงอาทิตย์ที่จะผ่านมาตกกระทบพื้นผิวโลก โดยรังสีที่ตกกระทบพื้นผิวโลกส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับออกนอกชั้นบรรยากาศไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะถูกดูดกลืนไว้ที่ชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลก จากนั้นก็จะคายพลังงานออกมาในรูปรังสีอินฟราเรด แผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นชั้นบรรยากาศก็จะดูดกลืนไว้และคายพลังงานความร้อนออกมา ด้วยกลไกดังกล่าวจึงทำให้โลกสามารถรักษาสภาพสมดุลทางภูมิอากาศไว้ได้ แต่ในปัจจุบันมีการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) ในชั้นบรรยากาศมากขึ้นจนเกินสมดุลของธรรมชาติ อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งก๊าซเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับก๊าซอื่นๆ เกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดใหม่ขึ้นมา หรือสามารถรวมตัวกับโอโซนได้จนทำให้ปริมาณของโอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง อีกทั้งมีความสามารถในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี และจะคายความร้อนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นไปด้วยก๊าซเรือนกระจก จึงเกิดการกักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศและแผ่กลับมายังพื้นผิวโลก อุณหภูมิของโลกจึงสูงขึ้น หรือที่รุ้จักกันในนาม “ภาวะโลกร้อน (Global warming)” อันเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ (Climate change) ซึ่งก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนไปจากฤดูกาล เช่น การที่น้ำแข็งขั้วโลกและบนยอดเขาสูงละลาย ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะ การพังทลาย และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง การเกิดภัยแล้งหรือการเกิดอุทกภัย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝนและการระเหยของน้ำจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เป็นต้น

 

รูปที่ 1 กลไกรักษาสภาพสมดุลและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลก
(ที่มา: IPCC, 2007)

ปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรม (Department of industrial works, DIW) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ชั้นโอโซนและรณรงค์การลดใช้สารทำลายชั้นโอโซน โดยมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์โอโซน สังกัดกองบริหารจัดการวัตถุอันตรายขึ้นสำหรับเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับองค์กรภายในและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามพิธีสารมอนทรีออล รวมไปถึงศึกษาและติดตามงานนโยบายของคณะกรรมการบริหารกองทุนพหุภาคี (Executive committee of the multilateral fund) ซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือโครงการเพื่อการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนของประเทศภาคีสมาชิก เพื่อให้การดำเนินการจัดทำโครงการขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนดังกล่าวของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและภาคอุตสาหกรรมของไทยได้ประโยชน์สูงสุด

สำหรับแนวทางและบทบาทของประชาชนในการลดใช้สารทำลายชั้นโอโซนสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่ใช้ หรือมีส่วนประกอบของสารทำลายชั้นโอโซน อาทิ การเลือกใช้น้ำยาแอร์ให้ถูกประเภทเพื่อยืดอายุการใช้งานของระบบปรับอากาศ การเลือกใช้อุปกรณ์ดับเพลิงชนิดสารทดแทน เช่น ผงเคมีแห้ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือโฟมน้ำ หรือการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารกลุ่ม CFCs ซึ่งสามารถสังเกตได้จากฉลาก CFCs free หรือ Ozone friendly เป็นต้น เพียงเท่านี้เราก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันดูแลรักษาชั้นโอโซนและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การดำรงชีวิตต่อไป

รูปที่ 2 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนประกอบของสารกลุ่ม CFCs
(ที่มา: http://ozoneal.com/home และ http://www.thailandtrustmark.com)

ซุปเปอร์ริช เคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ทูซีทูพี พลัส (ประเทศไทย) จำกัด และมาสเตอร์การ์ด ได้ประกาศเปิดตัวบัตร ‘Visit Thailand’ เจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย นำเสนออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ดีที่สุด เสริมความวางใจไปกับการซื้อสินค้าและบริการแบบไร้เงินสดที่ทั้งสะดวกและปลอดภัยครอบคลุมทั่วประเทศ

บัตร Visit Thailand ได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมักจะทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อบัตรดังกล่าวได้ที่ซุปเปอร์ริชทุกสาขาทั่วประเทศ รวมไปถึงสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างชาติเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดของซุปเปอร์ริช  เพื่อเติมเงินลงในบัตร Visit Thailand นับเป็นอีกทางเลือกของการจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยแทนเงินสด เพิ่มความวางใจให้กับผู้ถือบัตรและลดความเสี่ยงของการถือเงินสดระหว่างเดินทาง ทั้งยังเสริมความปลอดภัยและความสะดวกสบายไปกับการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดได้ในทุกร้านค้าที่มีสัญลักษณ์มาสเตอร์การ์ด

ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Visit Thailand Card บนโทรศัพท์มือถือทั้งบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS เพื่อทำการตรวจสอบยอดเงินในบัตร ตรวจสอบรายการใช้จ่าย รวมทั้งเปิด-ปิดการใช้บัตรได้ง่ายๆ นอกจากนี้ หากนักท่องเที่ยวมีความจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเงินสำรอง ยังสามารถเติมเงินสกุลบาทลงในบัตร Visit Thailand ได้ที่ซุปเปอร์ริชทุกสาขา ซึ่งมีอยู่กว่า 49 สาขาทั่วประเทศไทย

ประเทศไทยนับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก โดยมีสามจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ ภูเก็ต และพัทยา ติดอยู่ใน 20 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางที่มีนักเดินทางเข้าพักแรมมากที่สุดในโลก และอีกกว่า 17 จังหวัดที่ติด 50 อันดับแรกของเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในทวีปเอเชีย กรุงเทพฯ ยังได้รับการจัดให้เป็นอันดับหนึ่งของจุดหมายปลายทางโลก จากผลการสำรวจสุดยอดเมืองจุดหมายปลายทางโลกที่จัดโดยมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Global Destination Cities Index - GDCI) เป็นเวลาสามปีติดต่อกัน โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกว่า 20.05 ล้านคนในปี 2560 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสองจังหวัดติดอยู่ในสิบอันดับแรกของเมืองที่นักท่องเที่ยวมียอดการใช้จ่ายสูงที่สุดในโลก (กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 5 ส่วนภูเก็ตติดอันดับที่ 10) โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับการช้อปปิ้ง อาหาร และที่พัก ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นับเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ถือบัตรได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นจากการใช้จ่ายที่ราบรื่นผ่านบัตร Visit Thailand

 

 

คุณปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช เคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัดกล่าวว่า ซุปเปอร์ริช อยู่ในตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมานาน กว่า 53 ปี ดังนั้น จึงทราบดีถึงความต้องการหลักในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและชาวไทย การเปิดตัว Visit Thailand Card นี้นอกจากจะมีจุดมุ่งหมายหลักให้บัตรเป็นนวัตกรรมทางการเงินในการตอบรับนโยบายของภาครัฐในการนำประเทศไทยไปสู่สังคมดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวไทยและชาวต่างประเทศแบบไร้เงินสด  Visit Thailand Card ยังมีจุดประสงค์อีกประการคือเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกและคนไทยสามารถแลกสกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลเงินไทยเก็บไว้ในบัตร ปลอดภัยและใช้จ่ายอย่างสะดวก โดยผู้สนใจเพียงติดต่อที่ซุปเปอร์ริชกว่า 49 สาขาทั่วประเทศ ลงทะเบียนด้วยพาสปอร์ต โดยจะได้รับอัตราแลกเงินสกุลที่ดีกว่าการแลกเป็นเงินสด”

นายปิยชาติ รัตน์ประสาทพร กรรมการบริหาร บริษัท ทูซีทูพี พลัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมVisit Thailand Card จะเป็นบัตรที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกคนทั้งไทยและต่างประเทศ เพียงเติมเงินเข้าไปก็ใช้ได้ทันทีทุกร้านค้าที่รับบัตรมาสเตอร์การ์ด ทั้งร้านค้าทั่วไปและร้านค้าออนไลน์ แพกเกจบัตรยังมาพร้อมซิมการ์ดที่สามารถเปิดใช้งานเน็ตไม่อั้น 1 วันเต็ม และยังมีแอปพลิเคชัน Visit Thailand Card ที่สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านสมาร์โฟนระบบ iOS และ Android เพื่อทำการตรวจสอบยอดเงินในบัตร ตรวจสอบรายการใช้จ่าย เติมเงินเข้าซิมการ์ด ที่สำคัญสามารถทำการเปิด-ปิดการใช้บัตรได้ ทำให้ไม่ต้องกังวล หรือเสี่ยงกับความสูญหายของบัตร นอกจากนี้ Visit Thailand Card ยังให้สิทธิประโยชน์มากมาย โดยมอบส่วนลดพิเศษจากพาร์ทเนอร์ของเรา อาทิ สยามนิรมิต สนามมวยราชดำเนิน ทิฟฟานี่ เจ้าพระยาปริ้นเซส Cartoon Network Amazon Waterpark  สามพรานริเวอร์ไซด์ โอเอซีส สปา บิ้วตี้บัฟเฟ่ต์ บิ้วตี้มาร์เก็ต บิ้วตี้คอทเทจ และ Marvel Experience Thailand เรียกได้ว่า บัตรเดียวเที่ยวไทย คุ้มมาก”  

นายโดนัลด์ ออง ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า บัตร Visit Thailand คือข้อเสนอสุดพิเศษที่มุ่งมอบความคุ้มค่าและความสะดวกสบายสูงสุดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การถือเงินสดและการใช้จ่ายด้วยเงินสดถือเป็นประเด็นสำคัญที่นักท่องเที่ยวยังคงมีความกังวลอยู่ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ ทูซีทูพี พลัส และ ซุปเปอร์ริช ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยอดเยี่ยมขึ้นอีกขั้นให้กับนักท่องเที่ยวในประเทศไทย”

สำหรับแพ็คเกจบัตร Visit Thailand ผู้ถือบัตรจะได้รับซิมโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถใช้ได้แบบไม่จำกัดสัญญาณ เป็นระยะเวลา 1 วัน โดยสามารถเติมเงินเพื่อใช้งานต่อได้ในภายหลัง และสามารถตรวจสอบยอดเงินคงเหลือในบัตรได้เพียงล็อกอินเข้าแอปพลิเคชัน Visit Thailand ทางโทรศัพท์มือถือ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการลงทะเบียนบัตร Visit Thailand สามารถสอบถามได้ที่ซุปเปอร์ริชสาขาใกล้เคียง หรือติดต่อสอบถามได้ที่ 02 655 2488 และ 02 655 2400 หรือที่ http://www.superrich1965.com/visitthailandcard

ความรู้และศาสตร์ในด้านการศึกษา ที่ต้องปรับตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เป็นความท้าทายอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด   ผศ. ดร. นาถรพี ชัยมงคล  คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี)  ได้เปิดเผยถึงภาพรวมของคณะฯ กับ “นิตยสาร MBA” ถึง แนวคิดของการสร้างหลักสูตรการเรียนและการสอน  เพื่อให้ทันกับกระแสของโลกในยุค Disruptive Technology

ห้องปฏิบัติการฝึกความพร้อมในทุกสาขาวิชา
นทุกสาขาของระดับปริญญาตรี ที่เปิดสอนถึง 11 หลักสูตร  อันได้แก่ สาขาการตลาด, การจัดการ, การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, การเงิน, การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน, บัญชี ,เศรษฐศาสตร์ รวมทั้งหลักสูตรนานาชาติ (Marketing, International Business Administration, Business English) ที่นอกจากจะมีความโดดเด่นในด้านทฤษฎีแล้ว ยังเน้นการเรียนในภาคปฏิบัติที่มีชั่วโมงปฏิบัติมากถึง 60%  ซึ่งหมายความว่านักศึกษาจะได้ฝึกหัดทดลองใช้เครื่องมือจริงจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะให้นักศึกษามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือตามสายงานและสาขาทางวิชาการ”   ผศ.ดร.นาถรพี  กล่าว

ทั้งนี้  ผศ.ดร นาถรพี ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ โดยเฉพาะห้องปฏิบัติการจำลองสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์ (Logistics Simulation LAB) เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้เพื่อสร้างโมเดลจำลองหลากหลายรูปแบบเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และวัดผลการทำงานที่เกิดขึ้นให้มีประสิทธิภาพมากสุด เห็นถึงผลดี – ผลเสียเพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุดก่อนลงมือปฏิบัติจริง เช่น ส่วนงานคลังสินค้า สามารถสร้างโมเดลที่เกี่ยวข้องกับการขนย้าย (Material Handling) ภายในคลังสินค้า หรือในส่วนการขนส่ง สามารถสร้างโมเดล ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า และปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งเพื่อหาต้นทุนการขนส่ง”

หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนนี้นักศึกษาจะมีโอกาสเรียนรู้การปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการจากการฝึกงานในภาคฤดูร้อน การฝึกสหกิจศึกษา 1 ภาคเรียน รวมไปถึงการทำโครงงานเพื่อแก้ปัญหาจริงจากสถานประกอบการกรณีศึกษา และมีหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ให้จัดทำการเรียนการสอนเพื่อตอบโจทย์นโยบายการผลิตและพัฒนากำลังคนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน รองรับอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ที่มีการฝึกปฏิบัติงานจริงมากกว่าหลักสูตรอื่นๆ

ขณะเดียวกันมีห้องปฏิบัติการทรัพยากรมนุษย์ที่มีโปรแกรม My HR รวมถึงการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ มีการพัฒนาซอฟท์แวร์ดิสคัฟเวอรี่ต่างๆ เพิ่มขึ้นจากที่มีห้องปฏิบัติการโปรแกรม SAP (SAP Room) และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์หุ้น ในสาขาการตลาด การจัดการ การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ  โดย ผศ.ดร.นาถรพี  ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในประเด็นนี้ว่า

“ เพราะเรามีเป้าหมายว่านักศึกษาของ คณะบริหารธุรกิจ  มทร. ธัญบุรี ต้องสามารถที่จะปฏิบัติได้จริง”

สำหรับการพัฒนาหลักสูตรของคณะฯ ตอนนี้มีการปรับทิศทางเพื่อสนับสนุนและเน้นการสร้างผู้ประกอบการ เพื่อรองรับนักศึกษาที่มุ่งการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น โดยขั้นตอนของการส่งเสริมนั้น นักศึกษาทุกชั้นปีจะได้รับการฝึกและปฏิบัติการเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง โดยให้นักศึกษาฝึกงานสหกิจ (Internship) ในต่างประเทศ โดยการฝึกภาคปฏิบัตินี้ เพื่อให้มีความรู้และความพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงมีการเพิ่มเนื้อหาวิชาทางด้านอีคอมเมิร์ซเข้าไปในทุก ๆ หลักสูตรอีกด้วย

“คณะผู้บริหารให้นโยบายถึงการปรับหลักสูตรเรื่องการเตรียมความพร้อมเป็นผู้ประกอบการให้กับนักศึกษาที่เข้ามาเตรียมความพร้อมเลย เป็นหลักสูตรที่นักศึกษาทุกคนจะได้เรียน  จากนั้นนักศึกษาที่สนใจเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ทางคณะฯ จะมีกระบวนการสนับสนุนตามขั้นตอนของการเป็นผู้ประกอบการต่อไป” ผศ.ดร นาถรพี กล่าว

 

 

2 กองทุนเปิดโลกทัศน์เรียนและฝึกงานในต่างประเทศ

ในภาคการปฏิบัติ  คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี ยังเน้นให้นักศึกษาได้มีโอกาสไปฝึกงานในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นอีกรูปแบบที่สำคัญของการเรียนการสอนของที่นี่ โดย  ผศ. ดร. นาถรพี กล่าวและให้รายละเอียดในเรื่องของทุนต่างประเทศว่า มี 2 ทุน คือ กองทุนสหกิจ (กองทุนส่งเสริมประสบการณ์วิชาชีพ) ที่ให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาฝึกงานในต่างประเทศคนละ 50,000 บาท โดยปีนี้ได้สนับสนุนการปฏิบัติงานสหกิจศึกษาในต่างประเทศในทุกภาคการศึกษา เช่น การปฏิบัติงานในโรงแรม Hotel- Restaurant Zum Reussenstein ประเทศเยอรมนี รวมทั้งการปฏิบัติงานด้าน E-Commerce และ Logistic กับบริษัทขนาดใหญ่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งนักศึกษาสามารถนำทักษะที่ได้ มาใช้ในการปฏิบัติงาน และต่อยอดเป็น Startup ของตนเองได้

นอกเหนือจากการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว คณะบริหารธุรกิจได้ลงนามความร่วมมือทางด้านวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่น University of Electronic Science and Technology of China เมืองเฉิงตู  Wuhan University และ Huazhong University of Science and Technology เมืองอู่ฮั่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการด้านการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาด ระบบการขนส่งและ Logistic การทำวิจัยและแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา และพัฒนาหลักสูตรร่วมกันในอนาคต

ผศ. ดร นาถรพี  ได้เผยถึงแนวทางที่คณะฯ มุ่งมั่นที่จะแนะนำให้นักศึกษามองเห็นถึงโอกาสและประโยชน์ที่ได้จากการไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์จริงให้นักศึกษา แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องสอบภาษาอังกฤษให้ผ่าน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ทางคณาจารย์ได้ไปเยี่ยมนักศึกษาที่ฝึกงานอยู่ในแหล่งค้าส่งประเทศจีน ที่พบว่าวันนี้มีความก้าวหน้ามาก  นักศึกษาไปฝึกงานในระยะเวลา 2 เดือน แต่มีมุมมองที่กว้างขึ้น บ้างก็วางแผนจะกลับมาทำธุรกิจ เพราะรู้และเห็นในกระบวนการจริง ตั้งแต่เริ่มฝึกการทำเว็บไซต์

นอกจากนี้ทางคณะฯยังมีโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยทั่วโลกแบบ Credit Transfer เป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา  ซึ่งคนที่จะได้รับทุนต้องผ่านเกณฑ์กองทุนพัฒนานักศึกษา มีระดับคะแนนเฉลี่ยและคะแนนมาตรฐานภาษาอังกฤษ (TOEIC) ตามที่กำหนด  ซึ่งจะให้ทุน  2  หมื่นบาทต่อคน เพื่อเดินทางไปศึกษาในประเทศต่างๆ  โดยปีนี้มีไปในหลายประเทศ อาทิเช่น University of Wurzburg ประเทศเยอรมัน National Pintung University ประเทศไต้หวัน   

ทั้งนี้ ทางคณะฯ ยังขยายเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรเอกชนต่างๆ ในประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อให้ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และเมื่อกลับมาจากฝึกงานแล้ว Mindset ของนักศึกษามักจะเปลี่ยนไป  ซึ่งในขณะเดียวกันยังได้รับการเสริมศักยภาพในเรื่องของภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างแน่นอนในอนาคตการทำงาน

ปริญญาโท

ผศ.ดร นาถรพี   ยังได้เผยถึงการศึกษาในระดับปริญญาโทนั้น ทางคณะได้มีการปรับปรุงเนื้อหาในแต่ละรายวิชาใหม่เพื่อให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบัน โดยในปีที่ผ่านมา มีการปรับหลักสูตรเพื่อรองรับ Disruptive Technology มีการเปิดสาขาโลจิสติกส์ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนั้นยังมีการเสริมความรู้ทางด้าน  Marketing Technology และ Digital Marketing ควบคู่ไปกับศาสตร์ทางด้านการตลาด มีเสริมความรู้ด้าน Change Management การเป็น Change Agent และนวัตกรรมทางการจัดการ และการเงิน

หลักสูตรของเราเน้นการสร้างให้นักศึกษามีความสามารถในการบริหารจัดการโดยมีความรู้ครอบคลุมศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจอย่างครบถ้วน ควบคู่ไปกับการพัฒนา Soft Skill ของนักศึกษา ซึ่งต้องมองว่าความต้องการของผู้เรียนในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต จึงต้องปรับหลักสูตรให้ผู้เรียนได้ศึกษาผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีการเชิญวิทยากรจากภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานชั้นนำของประเทศ  และยังมีการเสริมวิชาโครงการระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมานักศึกษาของเราได้มีโอกาสไปดูงานที่องค์กรชั้นนำระดับโลก เช่น โรงงานโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ในประเทศอังกฤษ และได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายทางด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ใน University of  Derby ที่มีชื่อเสียง ซึ่งในปีหน้าหลักสูตรของเราวางแผนที่จะนำนักศึกษาไปดูงานโลจิสติกส์ที่ประเทศเยอรมนี”

การส่งนักเรียนไปฝึกงานในต่างประเทศ นอกจากอินเตอร์โปรเจคส์แล้ว ทางคณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญญบุรี ยังมีความร่วมมือกับ  Auckland University of Technology (AUT) ประเทศนิวซีแลนด์ ในการเปิดหลักสูตรการอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมตัวไปศึกษาต่อ ณ ประเทศนิวซีแลนด์  โดยเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรภาษาอังกฤษที่ได้ริเริ่มเอาไว้  ซึ่งมีโครงการที่จะขยายต่อไปในประเทศเยอรมันและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาที่สูงสุด

 

 

หลักสูตรรองรับเทคโนโลยี 5 G

เมื่อกล่าวถึงการปรับหลักสูตรเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5 G  ผศ.ดร นาถรพี  เผยถึงเรื่องนี้ว่า “ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การสอนเราจึงต้องตอบโจทย์ Lifelong Learning    ซึ่งโดยความเห็นคิดว่า ในอนาคตการศึกษาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนเสมอไป  ซึ่งเรากำลังจะมีหลักสูตรออนไลน์ทั้งระดับปริญญาตรีและโท เพื่อรองรับคนที่ทำงานด้วยเครดิตแบงก์เทียบโอนประสบการณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการนำร่อง คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2563 มีภาคเอกชนที่ให้ความสนใจค่อนข้างมาก เพราะตอบโจทย์คนยุคใหม่เป็นอย่างดี เพื่อให้คนได้สามารถพัฒนาตนเอง บริหารเวลาได้ง่าย และสร้างความมั่นใจว่าการเรียนรู้สามารถทำได้ตลอดชีวิต”

การเทียบโอนประสบการณ์หรือที่เรียกว่า เครดิตแบงก์นั้น จะมีมาตรฐานในการคัดกรอง โดยนำประสบการณ์การอบรม หลักสูตรต่างๆที่ผ่านมา โดยนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาเพื่อการเทียบโอน ซึ่งการเทียบโอนจะสามารถให้หน่วยกิตได้โดยไม่ต้องมีการเรียน ซึ่งการเทียบโอนประสบการณ์หรือเครดิตแบงก์ เป็นวิธีการที่ตอบโจทย์คนที่อยู่ในระบบการทำงาน ซึ่งในอดีตไม่มีโอกาสศึกษาต่อ ในบางกรณีอาจจะแค่ต้องการปริญญา แต่ในบางกรณีเมื่อเทียบโอนก็มาศึกษาต่อเพิ่มเติมกับทางสถาบัน

 สำหรับระดับปริญญาตรีมีวิชาหลักการจัดการและองค์การ การบริหารทรัพยากรมนุษย์  ขณะที่ในระดับปริญญาโท เราจะมี  3 วิชาหลักๆคือ การจัดการเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหาร พฤติกรรมองค์การสมัยใหม่ และการจัดการตลาดสำหรับผู้บริหาร และในส่วนของปริญญาเอกนั้น ส่วนใหญ่คนที่มาเรียนจะมีทั้งภาคเอกชนและนักวิชาการ จึงเป็นการมองเรื่องของการสร้างองค์ความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ รวมไปถึงเรื่องเชิงวิชาการ อย่างไรก็ตามงานวิจัยในวันนี้ก็ต้องเน้นในเรื่องของการตอบโจทย์ของประเทศชาติเป็นหลัก

ผศ. ดร. นาถรพี   ได้กล่าวสรุปในท้ายที่สุดว่า ด้วยบทพิสูจน์ของจุดยืนที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถอยู่มายาวนานกว่า 42 ปี  ภายใต้แนวทางการจัดการเรียนการสอนเปิดแยกตามสาขาวิชา ทำให้นักศึกษาสามารถได้เรียนตามสาขาวิชาที่ต้องการ  โดยทางคณะฯมีคณาจารย์รองรับกับหลักสูตรนับ 100 ท่าน  ซึ่งเป็นบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา อย่างล่าสุด ทางคณะฯได้จัดส่งบุคลากรไปศึกษาดูงานฟินแลนด์โมเดล ซึ่งเป็นโมเดลการศึกษาที่ได้รับการจัดอันดับและยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นต้น

เหล่านี้ถือเป็นจุดเด่นของเรา ที่กล่าวได้ว่า เมื่อเข้ามาแล้ว เป็นหน้าที่ของเราในการปั้นเด็กให้ประสบความสำเร็จ ออกจากรั้วการศึกษาของคณะบริหาร (มทร.) ธัญบุรี ไปสู่โลกใบกว้างสำหรับการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ

การจัดวางหลักสูตร MBA ของยุคสมัยในปัจจุบันได้มีการปรับเป้าหมายเปลี่ยนแนวทางที่แตกต่างไปจากอดีต  เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับพฤติกรรม  และวิถีชีวิตของคนในสังคม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ยังคงสามารถตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของศาสตร์ที่จะช่วยผู้ประกอบการและนักบริหารของยุคสมัย  และนั่นคือทิศทางของหลักสูตร MBA ของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ ในยุคนี้

หลักสูตรรองรับการมองภาพแบบองค์รวม

ผศ.ดร วิพุธ  อ่องสกุล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยกับนิตยสาร MBA ถึงการปรับหลักสูตรMBA  ของนิด้า เพื่อรองรับกับแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น นอกจากการเปิดสอนให้กลุ่มผู้บริหารที่มีหน้าที่และบทบาทในการบริหารองค์กรเฉพาะด้านแล้ว ในปัจจุบันต้องมีการมองภาพแบบองค์รวมและการคิดนอกกรอบ เพื่อเสนอแนวคิดใหม่ๆ  “ในอดีตเราผ่านยุค MBA ที่เป็นศาสตร์เฉพาะด้าน ถ้าสังเกต MBA สมัยก่อนจะแยกย่อยสาขาต่างๆ เป็นสาขาต่างๆ เช่นการตลาด การเงิน  ในสมัยก่อนคนจะแยกเป็นนักการตลาด นักการเงินตามที่เรียนมา สนใจด้านไหนจะไปทำงานด้านนั้น แต่ปัจจุบัน MBA Program เปลี่ยนมาสู่ยุคของการมองภาพแบบองค์รวม  ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในยุคนี้ ที่เริ่มมีความคิดว่า ต้องการจะไปทำธุรกิจแนวใหม่ เช่น สตาร์ทอัพ  ซึ่งต้องตอบโจทย์สังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น  โดยพื้นฐานการคิดธุรกิจเกิดใหม่จะเน้นในประเด็นที่ว่า สังคมมีปัญหาทำให้เราต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์ทางออกของปัญหา  ธุรกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งของหนทางในการแก้ปัญหาสังคมให้ลูกค้า  และแน่นอนว่า ธุรกิจก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาของการสร้างรายได้ สร้างสินค้าหรือการบริการ ทำการตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ พร้อมๆกับหน้าที่ในการตอบโจทย์สังคมและความต้องการที่เกิดขึ้น เมื่อมองภาพรวมแบบนี้แล้ว แนวทิศและแนวทางของหลักสูตรMBA ย่อมต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ให้สอดคล้องกับการตอบสนองทางสังคมที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน”

 

 

Business Model ของธุรกิจเริ่มเปลี่ยนไป

ผศ.ดร.วิพุธ  คณบดี MBA นิด้า ยังกล่าวถึง แนวคิดการ integrated แบบรวบยอด ที่เปลี่ยนมุม และวิธีคิด ที่จะนำไปสู่การสร้าง Business Model ใหม่ๆ ในยุคนี้ที่แตกต่างจากโมเดลธุรกิจในอดีตที่มองการแก้ปัญหาให้ลูกค้าเป็นจุดๆเฉพาะที่มีปัญหา   แต่ทุกวันนี้จะเป็นการมองภาพแบบองค์รวม จากเดิมมีการตีกรอบรั้วของธุรกิจ  แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

มีหลายกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 2– 3 ปีที่ผ่านมา เช่น Alibaba ที่ทุกคนมองเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จากอี-มาร์เก็ตเพลส แต่อันที่จริง Alibaba คือ ธุรกิจฟินเทค ที่สร้างรายได้จากการปล่อยกู้ผ่าน Alipay  และหากทำการเปรียบเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในธุรกิจเดียวกัน ซึ่งก็พยายามสร้างธุรกิจ จะพบว่าในความเป็นจริง เกิดผลขาดทุนในเชิงของการขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต เพราะหากเทียบราคาสินค้าเช่น ทีวีที่วางขายในช่องทางดิสเคาน์สโตร์ จะพบว่าทีวีที่ขายผ่านอี-มาร์เก็ตเพลสมีราคาถูกกว่า นั่นหมายความว่า รายได้ของการขายสินค้าจึงไม่ใช่คำตอบของการขายผ่านอี-มาร์เก็ตเพลส และเมื่อ Alibaba ไม่มีรายได้จากธุรกิจการขายสินค้า ถามว่าแหล่งรายได้จะมาจากไหน?  คำตอบ คือ มาจากการเก็บค่า Transaction ที่เกิดขึ้นจากการวบรวมข้อมูลในระบบ โดยหากมีคนขายสินค้า (Seller) รายใดที่มีพฤติกรรมซื่อตรง ไม่เคยบิดพริ้ง หรือเบี้ยวลูกค้าในสถิติที่สูง เช่น 5-6 พันราย จะมีการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ขายรายนั้นๆ ผ่าน Alipay

อาจจะมีคำถามว่า ทำไมจึงกล้าปล่อยเงินกู้โดยไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน?  คำตอบคือ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินซื้อขายผ่าน Alibaba จะต้องจ่ายผ่าน Alipay  นั่นก็หมายความว่าในกระบวนการนั้น Alibaba ถือเงินไว้ก่อนแล้ว จากนั้นจึงส่งต่อเงินให้กับผู้ขาย  จุดนี้เอง ทำให้ Alibaba กล้าที่จะปล่อยกู้ให้ผู้ขายที่มีประวัติดีจากการค้าขายผ่านอี-มาร์เก็ตเพลสของตนเอง เรียกได้ว่า เป็นแพล็ตฟอร์มที่ไม่ได้กำไรจากการขาย และอาจขาดทุนด้วยซ้ำ  แต่มองเห็นเครดิตที่น่าเชื่อถือ จึงสามารถปล่อยกู้ผ่าน Alipay ที่ลูกค้าใช้ในการจ่ายเงินให้ผู้ขายหรืออีกกรณีตัวอย่าง ธุรกิจธนาคารที่ทุกวันนี้ได้รับผลกระทบ  เช่นเรื่องการปล่อยสินเชื่อหรือเงินกู้ยืม  ซึ่งทุกวันนี้ Alibaba เปรียบไปก็เสมือนกับธนาคารที่ปล่อยกู้ให้สินเชื่อกับลูกค้าที่มาค้าขาย  สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต ธนาคารจะไม่ใช่รูปแบบเดิมอีกต่อไป  โมเดลใหม่ที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะสามารถตอบโจทย์และแก้ไข Pain Points ของลูกค้าได้ วันนี้และอนาคตต่อไปทุกอย่างจะถูกผนึกเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นภาพที่เราไม่เคยมองในอดีต จากที่มองธนาคารเป็นธนาคาร มองบริษัททัวร์เป็นบริษัททัวร์ บริษัททัวร์เองในอนาคตก็อาจจะมีรายได้จากการปล่อยกู้ มากกว่ารายได้ของแพล็ตฟอร์มการทำทัวร์ก็เป็นได้ เป็นต้น”

เสริมหลักสูตรปี ‘62 ด้วย Design Thinking

รศ.ดร. วิพุธ กล่าวถึงแนวการสอนของ MBA ที่นิด้าในปี 2562 ว่าจะมีการนำเครื่องมือคือ Design Thinking  ซึ่งเป็นแนวคิดของมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา   ที่คณาจารย์ของ MBA นิด้าได้ไปศึกษาและร่วมอบรม  เพื่อจะนำเข้ามาเป็นหนึ่งในศาสตร์ของ MBA ในปีหน้า โดยมีความคืบหน้าของการปรับเข้าในหลักสูตร เริ่มการนำร่องเป็นกิจกรรม และต่อไปจะเริ่ม Integrate  เข้าไปในหลักสูตรทุกๆสาขาวิชา

DesignThinking คือ กระบวนการฝึกให้นักศึกษาคิด โดยเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีการ และจะเป็นตัวช่วยที่ดี ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือให้ยึดในประเด็นการแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งกรอบของแนวทางแก้ปัญหานั้น จะไม่มองกรอบแบบธุรกิจเดิม นั่นเพราะว่า “ขอบเขตของธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง”

ผศ.ดร.วิพุธ  ยังกล่าวในตอนท้ายว่า “ ผลกระทบของการถูก Disrupt อันสืบเนื่องมาจากเรื่องเทคโนโลยี กระทบไปถึงพฤติกรรมผู้คนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม  จนมาถึงโมเดลการทำธุรกิจจากเก่าสู่ใหม่  ในส่วนของ MBA นิด้า ที่เป็นภาคการศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยนั้นก็ถูก Disrupt จากกรอบที่เคยกำหนดขอบเขตไว้ด้วยเช่นกัน  ดังนั้นจุดเด่นหนึ่งของ MBA นิด้านับจากนี้ไป นอกเหนือไปจากการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคสมัยแล้ว  เครื่องมือใหม่ คือ DesignThinking  จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับเพื่อสร้างกระบวนการคิดเพื่อการสร้างคนที่นอกจากความรู้ แล้วยังเป็นนักคิดที่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาให้ลูกค้า เพื่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้  เพราะ เชื่อว่าความสามารถในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเป็นปัจจัยแข่งขันที่สำคัญ  เพราะองค์กรธุรกิจเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งจุดยืนนี้คือสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไป

เครื่องมือ DesignThinking 5 สเต็ป

1. Empathize คือ มองปัญหาของลูกค้าว่ามีความสำคัญ ต้องเห็นอกเห็นใจ และพยายามเข้าใจลูกค้าว่ามีปัญหาอะไร ไม่ใช่เพียงแค่ในธุรกิจของเรา แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ความต้องการ และลักษณะพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ผ่านการสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ ต้องสามารถนำตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานะของผู้ใช้ ต้องมีความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมาย ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เป้าหมายคืออะไร อะไรคือปัญหาที่ประสบอยู่ ช่วง Empathize นั้นมีความสำคัญมาก เพราะจะนำไปสู่การระบุปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้ หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเข้าไปช่วยแก้ปัญหา

2. Define คือ การระบุถึงปัญหาว่าเรื่องใดที่มี Potential ที่จะหยิบขึ้นมาทำธุรกิจได้บ้าง ลูกค้ากลุ่มไหนมีกำลังซื้อจะนำมาสู่ในสเต็ป 3-5 โดยจะมีการระบุถึงปัญหาสำคัญ และกำหนดสมมุติฐานเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังรวมถึงการตีกรอบปัญหา ขั้นตอนนี้จะทำให้เราเข้าใจความต้องการของคนหรือผู้ใช้ เข้าถึงสาเหตุของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกต้องตรงจุด และเกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยขั้นตอนนี้เราต้องระบุให้ได้ถึง Root Cause หรือสาเหตุของปัญหา ถ้าสามารถแก้ที่สาเหตุได้ปัญหาก็จะหมดไป ขั้นตอนนี้คือการนำข้อมูลที่เก็บจากกลุ่มเป้าหมาย มาทำการวิเคราะห์ และดูว่ามี Pattern หรือ Meaning อะไรซึ่งสามารถใช้อธิบายปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายต้องการแก้ไข

3. Ideation คือการระดมสมอง (Brainstorming) เพื่อหา Idea ในการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมๆ กับการเลือก Idea ที่ดีที่สุดมาใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาเป็น Solution ขั้นตอนนี้คือการเปิดรับในทุก Idea โดยเน้นไปที่ปริมาณของ Idea ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ การระดมสมองเน้นไปที่ What โดยยังไม่ต้องสนใจ How หลังจากได้ Idea ที่มากพอ ขั้นตอนต่อไปคือการตัดสินใจเลือก Idea ที่ดีที่สุดมาทำการพัฒนา การตัดสินใจสามารถทำได้โดยการให้ทีมงานทำการ Vote ให้กับ Idea ที่คิดว่าน่าจะแก้ปัญหา และตอบโจทย์ของกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด

4.Prototype คือการนำ Idea ที่เลือกมาจัดทำ ต้นแบบ (Prototype) โดยเน้นการจัดทำต้นแบบที่มีต้นทุนต่ำ และทำได้ในเวลาอันสั้น สาเหตุที่ Design Thinking ต้องมีการจัดทำ Prototype เพราะต้องการให้ Idea นำไปสู่สิ่งที่จับต้องได้ (Tangible) ผู้ใช้สามารถเห็น และสัมผัสได้ การใช้ Prototype ทำให้ผู้ใช้ได้เห็นภาพของ Product ถึงแม้ว่า Prototype ยังไม่สมบูรณ์ แต่สามารถเป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้ Feedback นำไปพัฒนาต่อยอดได้ อีกสาเหตุที่ใน Design Thinking ต้องมีการใช้ Prototype เพราะผู้ใช้อาจไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่เมื่อได้เห็นต้นแบบแล้วจึงสามารถนึกออกว่าตนเองต้องการอะไร หรือที่เรียกว่า IKIWISI (I Know It When I See It)

5. Test คือการนำต้นแบบ (Prototypes) ไปทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย นำ Prototype ให้กลุ่มเป้าหมายใช้จริง และนำเอา Feedback มาทำการปรับปรุง Prototype เพื่อนำผลตอบรับที่ได้ กลับไปปรับปรุง

โดย นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล รับรางวัลนักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น ประจำปี 2561 จากโครงการสรรหาและคัดเลือกรางวัลสำหรับนักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น (PMAT HR Awards) ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาวิชาชีพทรัพยากรบุคคล (IHPD) และสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ในงาน Thailand HR Day 2018 โดยมีดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นผู้มอบรางวัล

 

 

รางวัลนักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับประกาศเกียรติคุณผู้ประกอบวิชาชีพการบริหารงานบุคคล เพื่อส่งเสริม และยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพนี้ โดยผู้รับรางวัลนี้จะต้องมีคุณสมบัติและผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักต์ มีประวัติการทำงานและจริยธรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกัน หรือชุมชน สังคม และประเทศชาติ

บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี เปิดตัว Global Campaign “NEVER STOP” ตอกย้ำสร้าง Branding ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเติบโตทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดั่งสโลแกน “FUJIFLIM Value from Innovation” โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งไม่มีเพียงกลุ่มสินค้าทางด้านการถ่ายภาพเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้าทางด้านการดูแลสุขภาพและเครื่องมือทางการแพทย์ (Medical System) โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อมารองรับความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

 

 

โดยเฉพาะงาน Photo Fair 2018 งานแฟร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการถ่ายภาพ สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านกล้องดิจิตอล โดยทำการเปิดตัว กล้องFUJIFILM GFX50R กล้อง Medium Format ภายใต้ Concept Passion Never Stop อีกกลุ่มหนึ่งผลิตภัณฑ์ไฮไลท์คือ Instax BNK48 Limited Edition โดยมีสมาชิก BNK48 ทั้ง11 คน ร่วมเป็นBrand Ambassador พร้อมด้วย กล้อง Hybrid Instax SQUARE SQ20 สามารถ่ายภาพเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกในกล้องอินแสตนท์ นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์มยังประกาศเป็นผู้นำทางด้านพริ้นท์ติ้ง ขยายธุรกิจการปรับเปลี่ยนร้านแล็บสีในรูปแบบใหม่ชื่อ “ฟูจิฟิล์ม โฟโต้สเตชั่น” หรือ FPS เป็นแฟลกชิพสโตร์ต้นแบบของร้านแล็บสีที่ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคดิจิตอล ปิดท้ายด้วยแคมเปญ ฟูจิฟิล์มฉลองครบรอบ 30 ปีในประเทศไทย ในปีหน้านี้จัดนิทรรศการภาพถ่ายครั้งยิ่งใหญ่สุดในเมืองไทย Photo Exhibition “Power of Print” ปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ภาพถ่ายของคุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่สร้างพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งหมดนี้จะนำมาจัดแสดงในงาน Photo Fair2018 ภายใต้ concept “Never Stop”

 

 

มร.ชิโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟูจิฟิล์มเปิดตัวGlobal Campaign “NEVER STOP” หัวใจหลักแคมเปญนี้คือการตอกย้ำสร้าง Branding ของฟูจิฟิล์มให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจของฟูจิฟิล์ม โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงกลุ่มสินค้าทางด้านการถ่ายภาพเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้าทางด้านการดูแลสุขภาพ (Health Care) และเครื่องมือทางการแพทย์ (Medical System) โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอกย้ำแสดงให้เห็นว่าฟูจิฟิล์ม มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งสโลแกน “FUJIFILM Value from Innovation”

 

 

และในโอกาสที่ ฟูจิฟิล์มฉลองครบรอบ 30 ปี ในปีหน้านี้เราได้จัดแคมเปญ นิทรรศการถ่ายภาพที่ใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งแรกในประเทศไทย Photo Exhibition ภายใต้แนวคิด “Power of Print” ให้รูปมีความหมาย เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ภาพถ่ายของคุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่สร้างพลังครั้งยิ่งใหญ่สุด เพื่อสะท้อนภาพถ่ายที่สัมผัสได้ถึงพลัง และยังคงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจถึงคุณค่าของการบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย ในแคมเปญนี้ เราได้ Brand Ambassador คือ คุณแป้งโกะ จินตนัดดา ลัมมะกานนท์ นักร้อง นักแสดงมาร่วมส่งภาพที่มีพลังในนิทรรศการครั้งนี้ เพียงนำรูปถ่ายที่คุณชื่นชอบที่สื่อถึงพลัง Power of Printที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลยี่ห้ออะไรก็ได้ กล้อง Instaxหรือภาพจากมือถือ นำภาพไปพริ้นท์ลงบนกระดาษสีฟูจิฟิล์ม ขนาด 8x10 นิ้ว และ 8x12 นิ้วที่ร้าน Wonder Photo Shop, FUJIFLIM Photo Station หรือร้านอัดภาพที่ร่วมรายการภาพของคุณเป็น 1 ใน 5,000 ภาพกับนิทรรศการครั้งนี้ เปิดรับภาพตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 – 13 มกราคม 2562 จัดแสดงภาพถ่าย Photo Exhibition “Power of Print” จะจัดขึ้นในวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นายวาตานะเบ้ กล่าว

 

 

ฟูจิฟิล์มไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดNever Stopยืนยันในความเป็นผู้นำที่ไม่เคยหยุดยั้งตลอดเวลา

บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด โดยผู้บริหารและพนักงานเชสเตอร์จิตอาสา 120 คน จัดกิจกรรมมอบความสุขและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุ มูลนิธิธารนุเคราะห์ สถานพักฟื้นคนชราบางเขน ในโครงการ "เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ" ปีที่ 6 โดยกิจกรรมประกอบด้วย การจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน กิจกรรมสันทนาการร่วมกับผู้สูงอายุ และการปรับทัศนียภาพในสถานพักฟื้นฯ พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และเงินบริจาค มูลค่ารวม 80,000 บาท ที่ได้จากการร่วมสมทบทุนของ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้าเชสเตอร์ ให้แก่มูลนิธิฯได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

 

 

นายธิติธัช ไกรเกรียงศรี ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิธารนุเคราะห์ สถานพักฟื้นคนชราบางเขน กล่าวว่า มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นโดย นาย ยก ตั้งตรงศักดิ์ นักธุรกิจและนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและอุปการะคนชรายากไร้และด้อยโอกาสที่ไม่มีผู้เลี้ยงดู ตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ให้การอุปการะคนชราชายอยู่ 65 คน จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับน้ำใจจากจิตอาสาเชสเตอร์ ร่วมกันเลี้ยงอาหารกลางวัน จัดกิจกรรมสันทนาการ และมอบเงินพร้อมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น แก่มูลนิธิฯ ให้สามารถดูแลผู้สูงวัยที่อยู่ในมูลนิธิฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประชากรผู้สูงวัยต้องการความเอาใจใส่ด้วยความรักจากลูกหลาน ดังนั้น การที่จิตอาสาเชสเตอร์เข้ามาจัดกิจกรรมในวันนี้ ช่วยสร้างรอยยิ้ม ความสุข ความอบอุ่น กับคนชราในสถานพักฟื้นฯ แห่งนี้ ให้ได้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี และมีกำลังใจพร้อมดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายได้ต่อไป” นายวิสุทธิ์กล่าว

 

 

นางรุ่งทิพย์ พรหมชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารเชสเตอร์ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า เชสเตอร์ จัดกิจกรรม “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” เป็นประจำทุกปี ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 6 เป็นความตั้งใจของเชสเตอร์ฟู้ดที่จะสร้างการมีส่วนร่วม ระหว่างผู้บริหาร พนักงาน และกลุ่มลูกค้าให้ได้ทำกิจกรรมแบ่งปันน้ำใจแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ปีละ 2 ครั้ง โดยในปีนี้กิจกรรมครั้งแรกจัดขึ้นที่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด (บ้านภูมิเวท) นนทบุรี และวันนี้เป็นกิจกรรมครั้งที่ 2 ที่เชสเตอร์นำเงินรับบริจาคจากผู้บริหารและเพื่อนพนักงานชาวเชสเตอร์ฟู้ด รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ร่วมสมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาคที่ร้านเชสเตอร์ 200 สาขาทั่วประเทศ มามอบให้สถานพักฟื้นคนชราบางเขน สำหรับการดูแลคนชราและทำกิจกรรมต่างๆ ต่อไป

 

 

“เชสเตอร์ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานเชสเตอร์มีจิตสาธารณะ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเพิ่มความสุขให้กับคนในชุมชน ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม โดยในปีหน้า เชสเตอร์ยังคงจัดกิจกรรม “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบอื่นๆ เพื่อขยายโอกาสให้ชาวเชสเตอร์จิตอาสาสร้างความสุขให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น” นางรุ่งทิพย์กล่าว./

“คุณเชื่อในรักแรกพบ และรู้สึกเหมือนว่ามันอยู่กับเราตลอดไปไหม” เพราะการทำงานออกแบบก็เช่นเดียวกับความรัก เมื่อคุณพบสินค้าที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี คุณจะรู้สึกตกหลุมรักและอยากใช้สินค้านั้นขึ้นมาทันที

เมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ได้จัดงาน “Design Talks 2018” กิจกรรมสัมมนาเสริมการเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้กับนักออกแบบและผู้ที่สนใจมาอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยครั้งที่ 4 นี้ ได้รับเกียรติจาก คุณปุ้ม (Ms.Pum Lefebure) นักออกแบบไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Design Army บริษัทออกแบบที่มีชื่อเสียงในวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐฯ อเมริกา และมีผลงานออกแบบให้กับแบรนด์ระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ Academy Awards, Adobe, GE และ Disney เป็นต้น รวมทั้งได้รับการยกย่องจาก Washington Business Journal ให้เป็นนักธุรกิจหญิงที่น่าจับตามอง และเป็นหนึ่งใน Adweek’s Creative 100 ในปี 2016 มาร่วมถ่ายทอดวิธีคิดและกระบวนการออกแบบ ที่เป็นเบื้องหลังแห่งความสำเร็จของแบรนด์สินค้า ผ่านมุมมองและประสบการณ์ตรง ณ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

 

 

“I am not a Designer. I am a Seducer” คือคำจำกัดความใหม่ของอาชีพนักออกแบบที่คุณปุ้มได้ให้ไว้อย่างน่าสนใจ ก่อนจะชวนให้ทุกคนคิดต่อว่า ถ้าอยากจะให้คนตกหลุมรักแบรนด์หรือสินค้าสักชิ้นต้องทำอย่างไรบ้าง ในยุคที่ความสวยงามอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว เหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ต้องมีความคิดและวางแผนเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับโจทย์ที่เราได้รับ เพราะเสน่ห์ไม่เพียงแต่จะทำให้งานออกมาโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณค่าของตัวนักออกแบบเองด้วย

โดยหลัก 3 ข้อที่หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Design Army ใช้สร้างสรรค์งานมาโดยตลอดคือ เกี้ยวพาราสี (Flirt) ความดื่มด่ำ (Romance) และยั่วยวน (Seduce) ซึ่งคุณปุ้มเปรียบเทียบกับขั้นตอนการเดต โดยเริ่มจากการกวาดตามองหาบุคคลที่เราสนใจศึกษาความชอบของเป้าหมาย และวิธีการเข้าหา จากนั้นจึงเข้าไปแนะนำตัวทำความรู้จักตามวิธีที่เหมาะสม ก่อนจะโปรยเสน่ห์ในแบบที่คาดไม่ถึง ด้วยหลักการเหล่านี้ก็จะทำให้บุคคลนั้นหันมาสนใจและตกหลุมรักคุณได้

 

 

และเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น คุณปุ้มได้หยิบเอาผลงานก่อนหน้านี้มายกตัวอย่างให้เห็นความสำคัญของเสน่ห์แห่งการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนบัลเลต์ที่ดูเป็นศิลปะเฉพาะกลุ่มให้กลายเป็นศิลปะร่วมสมัย ด้วยการถ่ายภาพนางแบบและนายแบบใส่เสื้อผ้าที่ดูสปอร์ตและทันสมัย ภายใต้แรงบันดาลใจจากแลนด์มาร์คในแต่ละประเทศ หรือการทำให้บริษัทแว่นตาที่ไม่น่าสนใจกลายเป็นแบรนด์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น จากโฆษณาที่เล่าเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นที่ส่งต่อความรักในเรื่องแว่นตาอย่างมีสไตล์ รวมไปถึงตัวอย่างการแก้ปัญหาช็อกโกแลตที่ขายไม่ดีในช่วงหน้าร้อน โดยนำความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อพรรคการเมืองในประเทศ มาเปรียบเป็นรสชาติต่างๆ ของทางแบรนด์ พร้อมออกแบบแพคเกจจิ้งจากสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกัน
ส่งผลให้ช็อกโกแลตซีรี่ส์การเมืองที่เธอออกแบบมียอดขายสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

อีกเคล็ดลับที่คุณปุ้มได้เล่าให้ฟัง คือ อยากให้นักออกแบบได้ลองร่างแบบ (Sketch) ด้วยมือ แทนการใช้เฉพาะเทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์ โดยให้เหตุผลว่า หากไม่ลองวาดหรือเขียนลงไปจริงๆ เราจะไม่สามารถเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นได้เลย และนั่นจะทำให้การทำงานยากทั้งกับตัวเองและการอธิบายคนอื่นต่อด้วย นอกจากนี้การร่างแบบด้วยมือยังเป็นสไตล์ส่วนตัวที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ เพราะน้ำหนักมือของแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงเป็นอีกเสน่ห์ที่จะสร้างความพิเศษให้กับงานได้

 

 

ตลอดการสัมมนาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คนได้เป็นอย่างดี ภายใต้ความมุ่งมั่นตั้งใจของเอสซีจี ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ พร้อมผลักดันพัฒนาวงการออกแบบของไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของบรรจุภัณฑ์ให้เติบโตและยั่งยืนต่อไป ทั้งในประเทศไทยจนก้าวไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะจบการสัมมนาในครั้งนี้ คุณปุ้ม (Ms.Pum Lefebure) ได้ฝากข้อคิดไว้ให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ว่า “การออกแบบให้ตอบโจทย์แบรนด์ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญมากกว่าแค่การออกแบบให้สวยงาม คือ ทัศนคติ และความเข้าใจในธุรกิจนั้นๆ ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกด้วยใจ ให้ลูกค้าสัมผัสและตกหลุมรักด้วยการมองเห็น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าจะทำอะไร หาตัวเองให้เจอว่าอยากเป็นอะไร จากนั้นก็พาตัวเองไปสู่พื้นที่ที่คุณจะได้แสดงฝีมือ”

Page 1 of 18