Ad Top Header

นายเอ็มมานูเอล  แมนนี่  ปินยอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และ นายวศิน เรืองประทีปแสง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา นำเจ้าหน้าที่จากกรมประมง เจ้าหน้าที่ธนาคาร BDO, RCBC, Metro Bank, DPB, LANDBANK และนักธุรกิจท้องถิ่น ในพื้นที่เขตมินดาเนา เข้าเยี่ยมชมนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งในฟาร์มกุ้งดาเวา ซึ่งเป็นฟาร์มกุ้งต้นแบบบ่อขนาดเล็ก (BEST SMALL POND) ที่มีระบบการอนุบาลลูกกุ้งก่อนการปล่อยลงเลี้ยงในบ่อ มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ฟิลิปปินส์ คอร์ปอร์เรชั่น หรือ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ส่งเสริมการเลี้ยงทั่วประเทศ โดยใช้ลูกกุ้ง CPF Turbo ที่มีคุณสมบัติเติบโตแตกต่างจากลูกกุ้งทั่วไป โดยมี นายสุนทร ตันทนะเทวินทร์ รองประธานกรรมการ และ นายอุดมศักดิ์ อักษรภักดี กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสัตว์น้ำ และพนักงานซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ให้การต้อนรับ ณ เมืองดิกอส จังหวัดดาเวา เดลซอร์ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

“สิ่งที่ทำให้ครูตัดสินใจทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือเด็กพิเศษกลุ่มนี้ก็คือ ครูมองเห็นความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขา หากเรามีวิธีการสอนด้วยความเข้าใจและมอบโอกาสที่พวกเขาสมควรได้รับ พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ซึ่งครูเชื่อว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ คือสิ่งที่ดึงศักยภาพของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะนี่คือแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงที่จะทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคตข้างหน้า”

นี่คือคำกล่าวของ ครูบุญชู ม่วงไหมทอง อดีตข้าราชการครูที่ตัดสินใจเกษียณอายุล่วงหน้า เพื่อนำทรัพย์สินส่วนตัวมาก่อตั้ง มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยที่บ้านหลังนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวมเด็กพิเศษจากทั่วประเทศ แต่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สามารถประกอบอาชีพหารายได้ หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือดูแลพี่น้องในครอบครัวแห่งนี้ ครูบุญชูมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่และก็มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้เด็กเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข ด้วยการน้อมนำเอา “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้เพื่อทำการเกษตรหล่อเลี้ยงปากท้องกว่า 190 ชีวิต และสร้างห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการแก่เด็กทุกคนในบ้านครูบุญชู

 

“เป้าหมายสูงสุดของครูก็คือ การที่เด็กทุกคนในบ้านครูบุญชูเติบโตขึ้นอย่างมีพัฒนาการ ครูและพี่เลี้ยงทุกคนจึงพยายามดูแลและส่งเสริมให้พวกเขาได้มีโอกาสทางการศึกษา มีอาชีพการงานที่ก่อให้เกิดรายได้สำหรับเลี้ยงดูตนเอง สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอความช่วยเหลือหรือพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป้าหมายของครูก็สอดคล้องกับศาสตร์พระราชาที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนเพื่อความพออยู่พอกินและเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหลังจากที่เด็กๆ ของครูได้เข้ารับการอบรมและเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง ครูสังเกตเห็นว่าพวกเขาก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติได้ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ เช่น การทำน้ำยาล้างจานและน้ำยาปรับผ้านุ่ม การถักพรมเช็ดเท้า และการทำงานฝีมือเปเปอร์มาเช่เพื่อสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาได้นำเอาแนวทางที่ได้รับการปลูกฝังมาปรับใช้ในการดูแลพื้นที่การเกษตรตรงนี้ ทำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนด้วยการปลูกผักปลอดสารพิษ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นข้อยืนยันว่า ศาสตร์พระราชาได้สอนให้พวกเขาพึ่งพาตนเองได้จริง ขอเพียงแค่พวกเขาได้รับการอบรมและโอกาสในการเรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสม” ครูบุญชู ม่วงไหมทอง กล่าว

 

เชฟรอนรวมพลังจิตอาสาน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่บ้านครูบุญชู

ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เด็กๆ จากบ้านครูบุญชูจำนวน 20 คน พร้อมด้วยพี่เลี้ยงอีก 10 คน จึงได้เข้าไปรับการอบรมศาสตร์พระราชา ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก เพื่อเรียนรู้หลักการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสครั้งแรกที่เด็กๆ จากบ้านครูบุญชูได้เรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กปกติจากโรงเรียนบ้านโป่งเกตุ จังหวัดสระบุรี และโรงเรียนบ้านแก่งหินปูน จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมจำนวน 30 คนอีกด้วย

“พื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม” เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ

และเมื่อได้รับการอบรมศาสตร์พระราชาขั้นพื้นฐานแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริง โดยคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาจากเชฟรอนประเทศไทย 150 คน พร้อมด้วยเครือข่ายจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติรวมทั้งสิ้น 173 คน ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ขนาด 1 ไร่ 1 งาน ที่บ้านครูบุญชู ภายใต้งบประมาณการจัดกิจกรรม จำนวน 525,000 บาท โดยได้นำแนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” มาเป็นแนวทางจัดการบริหารพื้นที่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้สร้างห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ จนได้ออกมาเป็น “พื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม” สำหรับเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ที่นอกจากจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้แล้ว ยังเป็นสถานที่ที่เด็กพิเศษทั้งหมดจะได้ เรียน เล่น รู้ ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยกล่อมเกลาอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งเสริมพัฒนาการให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองได้

 

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “5 ปีที่แล้ว เชฟรอนได้สนับสนุนการสร้างอาคารนอนแก่บ้านครูบุญชู มาในปีนี้ จึงมองหาโอกาสต่อยอดการสนับสนุนมูลนิธิที่ตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ จึงเกิดเป็นโครงการ ‘สร้างพื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม’ โดยเริ่มจากนำเด็กพิเศษไปอบรมศาสตร์พระราชา อันเป็นหนึ่งในแผนงานของโครงการ “ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ” ที่มุ่งเน้นการอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามแนวทางศาสตร์พระราชา มาในวันนี้ ก็ได้พาพนักงานจิตอาสามาร่วมลงมือกับน้องๆ บ้านครูบุญชู ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้าง ตามแนวคิด ‘โคก หนอง นา โมเดล’  ให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ทำการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารสำหรับเป็นอาหารให้ทุกคนในบ้าน มีการบริหารจัดการน้ำไว้ใช้ในการเกษตรอย่างมีระเบียบแบบแผน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือทำกิจกรรมเสริมพัฒนาการต่างๆ ให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งตรงกับเป้าหมายของมูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด”

 

ส่วน นายปริพนธ์ วัฒนขำ วิทยากรเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ได้กล่าวว่า “จากการจัดค่ายอบรมศาสตร์พระราชาขั้นพื้นฐานและการฟื้นฟูพื้นที่รกร้างในบริเวณบ้านครูบุญชูให้กลายเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรอย่างพอเพียงนั้นได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กพิเศษและเด็กธรรมดาทั่วไปสามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข แม้ว่าเด็กพิเศษอาจจะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเรียนรู้ผ่านทางการฟังหรือการอ่านได้เหมือนกับเด็กธรรมดาทั่วไป แต่พวกเขาก็สามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงได้ หากเด็กพิเศษได้รับการปลูกฝังด้วยศาสตร์พระราชาอย่างถูกวิธี ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไม่เป็นภาระสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดอย่างแน่นอน”

โครงการสร้างพื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม ที่มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาคือแนวคิดที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต แก้ปัญหาและก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือเด็กพิเศษก็ตาม สิ่งสำคัญคือ การมอบโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อที่เขาจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จับมือ “ยูเอฟเอ็ม” โรงเรียนสอนการผลิตอาหารและขนมมาตรฐาน เปิดคอร์สเอ็กซ์คลูซีฟสอนทำไอศครีมโฮมเมดสูตรพิเศษ อร่อยเข้มเต็มคำกับ 2 รสยอดนิยม รสทุเรียนกับรสมะม่วง ให้กับสมาชิกบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อเป็นทางเลือกในการนำไปประกอบอาชีพเสริมและสร้างรายได้ต่อไป กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 โดยสามารถสมัครเรียนได้ในราคาพิเศษเพียง 499 บาทต่อท่าน (ปกติ 3,000 บาท) หรือใช้คะแนน KTC Forever ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินสดมูลค่า 100 บาท สมาชิก 1 ท่านลงทะเบียนได้ 2 ที่นั่ง สำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 0-2123-5420 ตั้งแต่วันที่ 9-10 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.30 น. – 17.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือสมัครเป็นสมาชิก “เคทีซี พราว” ได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทั่วประเทศ #สุขได้ไม่จำกัด กับบัตรเคทีซี

ลอรีอัล ฉลองครบรอบ 10 ปี ลอรีอัล ซิติเซ่น เดย์ (L’Oréal Citizen Day) ในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีจิตสาธารณะ ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์คืนสู่สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ล่าสุด ชวนนักแสดงหนุ่มชื่อดัง อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ กิจการเพื่อสังคม GEPP และพนักงานกว่า 420 ชีวิต ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมประจำปี โดยมีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ในบริเวณพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู จังหวัดสมุทรปราการ

นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนพนักงานของ ลอรีอัล ประเทศไทย การมีโอกาสได้มาทำกิจกรรมจิตอาสานั้นนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในปีนี้การมีส่วนร่วมในการปลูกป่าโกงกาง และการเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ในบริเวณพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู นั้นช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในหลากหลายแง่มุม ทั้งช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ดูแลภูมิทัศน์ให้สวยงามมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดจำนวนขยะที่อาจจะเล็ดลอดจากชายฝั่งออกสู่ทะเลไปได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย ทั้งนี้ลอรีอัลได้มุ่งส่งเสริมให้พนักงานทั่วโลกออกมารวมพลังจิตอาสาทำความดีและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรม L’Oréal Citizen Day มาโดยตลอด สอดคล้องกับแนวคิด ‘พันธสัญญาแห่งความยั่งยืน’ หรือ Sharing Beauty with All ของ ลอรีอัลกรุ๊ป”

โดยในโอกาส 10 ปี กิจกรรม L’Oréal Citizen Day พนักงานของ ลอรีอัล ประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู ซึ่งนับเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งแรกที่เริ่มเปิดบริการด้านการศึกษาธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2548 อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนให้เป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการเข้าร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์นกน้ำอพยพ และการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางอพยพเอเชีย-ออสเตรเลีย ซึ่งมีความสำคัญระดับโลก และเป็นมรดกธรรมชาติของจังหวัดสมุทรปราการที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง โดยการเข้ามาทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลนจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ลดความรุนแรงของพายุ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภูมิทัศน์บริเวณป่าชายเลยให้สะอาดยิ่งขึ้น พร้อมบริหารจัดการขยะ นำมาสร้างพลังงานสะอาดหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ

 

อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ พรีเซนเตอร์การ์นิเย่ เมน ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม ลอรีอัล ซิติเซ่น เดย์ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสากับลอรีอัล ประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงการร่วมแรง ร่วมใจ การมีส่วนร่วมร่วมกันในการทำความดี สร้างประโยชน์คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานลอรีอัล ประเทศไทยอย่างแข็งขัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากๆ โดยครั้งนี้นับเป็นการร่วมกิจกรรม L’Oréal Citizen Day เป็นครั้งแรก ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน”

 

สำหรับกิจกรรมเก็บขยะบริเวณป่าชายเลนในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกิจการเพื่อสังคมที่กำลังมาแรงอย่าง GEPP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรับซื้อขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล “ต้องขอขอบคุณ ลอรีอัล ประเทศไทย ที่ชวน GEPP มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน โดยขยะที่เก็บได้ทั้งหมดราว 250 กิโลกรัม จะถูกนำเข้ากระบวนการของ GEPP ในการคัดแยก ทำความสะอาด และนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งพลังงานที่ได้จากการรีไซเคิลเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์มือถือได้มากถึง 43,000 ครั้ง ซึ่งนับเป็นพลังงานสะอาดที่เกิดจากการนำของเหลือทิ้งอย่างขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นายจาตุรงค์ แตรวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญการเก็บ หรือ GEPP Master กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม

 

นางอินเนส กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของกิจกรรม L’Oréal Citizen Day พนักงานลอรีอัล ทั่วโลก ทำกิจกรรมเพื่อคืนประโยชน์คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมกันกว่า 1 ล้านชั่วโมง โดยแต่ละปีมีพนักงานกว่า 30,000 คน จาก 65 ประเทศร่วมกิจกรรม  และในประเทศไทย เราตั้งใจให้กิจกรรมสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมและชุมชนในด้านต่างๆ ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมและแสดงพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง”

จากสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน หรือปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง ตลอดจนกระทบถึงภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ปัญหาดังกล่าวจึงถูกยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

 

คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมมือกับคณะปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และอาศรมความคิดด้านระบบโลกศาสตร์และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ราชบัณฑิตยสภา จัดงานเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศด้านการจัดการมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ทั้งระบบ” ณ ห้องประชุมศรีสุริยวงศ์บอลรูม ชั้น 11 โรงแรมตวันนา สุรวงศ์ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเปิดงานเสวนาในครั้งนี้

 

Temperature Inversion ปรากฏการณ์ฝาชีอากาศผกผัน

 

ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ระบุว่า มลพิษทางอากาศที่ล้วนมีสาเหตุหลักจากมนุษย์เป็นผู้สร้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในอนาคต หากไม่ดำเนินมาตรการจัดการกับปัญหาฝุ่นละอองก็จะเกิดการสะสมไปเรื่อยๆ เมื่ออากาศเปลี่ยนผันเข้ามาก็กลายเป็นฝาชีครอบเอาไว้ ทำให้ฝุ่นละอองจะไม่สามารถกระจายไปไหนได้ จนท้ายที่สุดฝุ่นละออง PM 2.5 ก็มีการสะสมในปริมาณมาก และส่งผลกระทบต่อประชาชน ถึงขั้นก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพได้

ความมุ่งหวังต่ออายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี...ที่ดียิ่งขึ้น

บนเวทีเสวนา นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดประเด็นเกี่ยวกับความมุ่งหวังในอีก 20 ข้างหน้า กับการได้เห็นคนไทยมีช่วงอายุของการมีสุขภาพดีที่ยืนยาวขึ้น มีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่ต่ำกว่า 75 ปี และมีอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ เพราะปัจจุบันมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาสุขภาพตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 50 ปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมลพิษอากาศที่กระตุ้นให้เกิดโรคภัยได้ง่ายขึ้น โดยมลพิษทางอากาศนั้นจัดเป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเกิดโรคไม่ติดต่อรองจากการสูบบุหรี่ ทั้งโรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด และมะเร็งปอด ซึ่งมีประชากรปีละกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศ

 

บนเวทีเสวนา นายแพทย์พันศักดิ์ ได้เผยถึงการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขตลอดช่วงที่ผ่านมาว่า “จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เกิดขึ้น เรามีการประเมินสถานการณ์ในทุกๆ วัน ผ่านการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองจากกรมควบคุมมลพิษ และนำข้อมูลเหล่านั้นแปลงเป็นสาระสำคัญสื่อสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต่อไป ขณะเดียวกันเรามีการเฝ้าระวังโรค โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็กหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่าง หอบหืด หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง หัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งจัดทําแนวทางการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) และยังดำเนินการสื่อสาร แจ้งเตือนประชาชน ให้ข้อมูลความรู้กับทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนการใช้ พ.ร.บ.สธ. 2535”

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวทิ้งท้ายถึงภาพรวมที่มุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง นั่นคือการบริหารจัดการ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ และการวิจัยของประเทศไทยเองที่จับต้องได้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นได้ชัดเจนว่า มลพิษทางอากาศก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยจริงๆ ไม่ใช้เพียงค่าประมาณการ หรืองานวิจัยอ้างอิงจากต่างประเทศ ที่อาจจะไม่ใช่บริบทของคนไทย

สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับ...ทรัพยากรฯ และสิ่งแวดล้อม

 

ด้านผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ชี้ให้เห็นในเบื้องต้นว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาในช่วงต้นปีที่มีสภาวะอากาศนิ่ง ลมสงบ ไม่เอื้อต่อการกระจายตัว ได้ส่งผลต่อการสะสมของฝุ่นในบรรยากาศอีกทั้งจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอันเกิดจากแหล่งกำเนิดต่างๆ อาทิ การคมนาคมและขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง และหมอกควันข้ามแดนจากประเทศใกล้เคียง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ PM 2.5 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยมีสาระสำคัญภายใต้กรอบแนวคิดที่จะใช้หลักการจัดการเชิงรุก เน้นการป้องกันผลกระทบล่วงหน้า ด้วยการสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับทรัพยากรฯ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษ เพื่อนํามาใช้เป็นแนวทางในการป้องกันความเสียหายหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมคํานึงถึงกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยง และเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยหรือสิ่งแวดล้อม ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่

มาตรการที่ 1 : การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ โดยกําหนดเป็นแนวทางการดําเนินงานในระยะเร่งด่วน รวมถึงแนวทางปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤตในพื้นที่ที่มีปัญหาหรือพื้นที่เสี่ยง โดยอาศัยกลไกของระบบศูนย์สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ มาตรการที่ 2 : การป้องกันและลดการเกิดมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายออกกฎระเบียบ หรือแนวทางข้อบังคับในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง มาตรการที่ 3 : การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ ผ่านการพัฒนาระบบ เครื่องมือ กลไกในการบริหารจัดการ รวมถึงศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและกําหนดแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต

เมื่ออุตสาหกรรมเติบโต ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นางสาวพะเยาว์ คำมุข ผู้อำนวยการกองวิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงาน ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม บอกเล่าถึงความคาดหวังในอีก 20 ปีข้างหน้าที่อยากเห็นการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบของ Green Industry ที่สามารถอยู่ร่วมกับประชาชนได้อย่างยั่งยืน โดยชี้ให้เห็นถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 จากภาคอุตสาหกรรม ผ่านการดำเนินงานการกำกับดูแลให้โรงงานระบายอากาศตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทั้งในกลุ่มโรงงานทั่วไป กลุ่มโรงงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษสูง พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังโรงงานเพื่อป้องกันการเกิดฝุ่นและมลพิษทางอากาศทั่วประเทศ รวมถึงการสุ่มตรวจวัดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่มีโรงงานหนาแน่น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ (S-Curve) ในการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ไบโอดีเซล เร่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ภายในประเทศ พร้อมพัฒนามาตรฐานการควบคุมปริมาณสารมลพิษอเสียของเครื่องยนต์จาก EURO 4 เป็น EURO 5 และยังมีการร่วมมือกับ METI ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและผลกระทบของ PM 2.5 ในภาคอุตสาหกรรมไทย

 

มากกว่านั้น ภาคอุตสาหกรรมยังร่วมกับ ปตท. และ กทม. สร้างและติดตั้งเครื่องต้นแบบ “ระบบขจัดมลพิษแบบเคลื่อนที่” ในพื้นที่สาธารณะ 11 เครื่อง ควบคู่กับการขอความร่วมมือรณรงค์ประชาสัมพันธ์และกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดให้ “ชาวไร่อ้อยไม่เผาอ้อย” และขอความร่วมมือจากสมาชิด ส.อ.ท. ดำเนินมาตรการการหยุดหรือลดกำลังการผลิตในบางช่วงเวลา การบำรุงรักษาเครื่องจักร และ Big Cleaning โรงงาน ร่วมด้วย

งบประมาณที่เสียไป… ต้องได้กลับมาอย่างคุ้มค่า

จากการกำหนดนโยบายต่างๆ หรือแม้แต่มาตรการจัดการที่แต่ละหน่วยงานได้จัดทำออกมานั้น ล้วนแล้วแต่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ แต่ประเด็นคือ เราจะใช้งบประมาณเหล่านั้นอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด? ดังนั้น นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จึงทำการตีมูลค่าจากมลพิษที่เกิดขึ้นว่าก่อให้เกิดต้นทุนกับสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การเลือกใช้มาตรการที่ดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรและงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยใช้วิธีทางเศรษฐมิติประมาณค่าความเต็มใจที่จะจ่ายต่อครัวเรือนสำหรับความเสียหายขั้นต่ำ อิงจาก PM 10 จำนวน 1 ไมโครกรัม/ลบ.ม. = 6,380 บาท/ปี และจากยอดจำนวนครัวเรือนในกรุงเทพจาก 2.89 ล้านครัวเรือน ดังนั้น สำหรับกรุงเทพฯ ทุกๆ 1 ไมโครกรัมต่อลบ.ม. ของ PM10 ที่เกินระดับปลอดภัย จึงสร้างความเสียหายมูลค่า 18,420 ล้านบาท/ปี ซึ่งในปี 2560 กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ย PM10 = 44.21 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม./ปี ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศจึงตีเป็นมูลค่าได้สูง 446,023 ล้านบาท/ปี

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้เสนอมาตรการจัดการผ่านการออกกฎหมายโดยใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่อาศัยกลไกในการควบคุมพฤติกรรม หรือการสร้างแรงจงูใจ ไม่เน้นการบังคับอย่างเดียว โดยให้มีการจัดทำมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษ ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ ลดมลพิษจากการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ ลดมลพิษจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ลดมลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเมินผลสัมฤทธิ์ของมาตรการ

 

“มาตรการที่เสนอข้างต้นจะประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อ เรามีงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการริเริ่มนำกฎหมายอากาศสะอาดมาบังคับใช้ (Clean Air Act) พร้อมจัดตั้งหน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) และสำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน” รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิชกล่าวทิ้งท้าย

Page 1 of 4

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries