Ad Top Header

การทำงานร่วมกันของกลุ่มบุคคลจากหลากหลายเพศสามารถนำมาซึ่งโซลูชันที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ด้วยมุมมองที่แตกต่างจะส่งผลให้เกิดผลงานที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการเหมารวมว่าวงการเทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมสำหรับผู้ชายเป็นหลักนั้นอาจทำให้บุคคลากรหญิงไม่เลือกที่จะเดินในสายนี้ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคของความก้าวหน้าด้านการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เกิดความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการสนับสนุนให้ผู้หญิงหันมาสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้

ไมโครซอฟท์จัดกิจกรรม #MakeWhatsNext – DigiGirlz 2019 Thailand โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียนหญิงไทยให้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองและรับรู้ถึงทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อสามารถทำตามความฝันด้านสะเต็มศึกษาให้สำเร็จ ผ่านการแข่งขันการใช้ทักษะดิจิทัล ซึ่งปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้นำ micro:bit เข้ามาใช้เป็นปีแรก โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม จังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้สร้างสรรค์โครงงาน “แบบจำลองการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ด้วยระบบ IoT” โดยเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในบริเวณที่ติดตั้งอุปกรณ์ อุปกรณ์จะสามารถตรวจจับได้ว่าอุณหภูมิสูงเกินค่าที่กำหนดไว้หรือไม่ จากนั้น อุปกรณ์จะทำการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ผ่านแอปพลิเคชันการส่งข้อความ พร้อมส่งข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่ แผนที่พิกัดที่ติดตั้งอุปกรณ์ อุณหภูมิที่เกิดเหตุ ชื่อของผู้ใช้งาน และเบอร์ติดต่อ ไปที่เว็บไซต์ที่จัดทำให้สำหรับสถานีดับเพลิง โดยในขณะเดียวกัน ตัวอุปกรณ์ก็จะสามารถสั่งงานให้เปิดน้ำเพื่อดับไฟแบบเบื้องต้นได้อีกด้วย โดยทีมผู้ชนะ ซึ่งได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท ได้แข่งขันร่วมกับทีมนักเรียนทั้งหมด 13 ทีม และมีนักเรียนหญิงผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 145 คน

 

นางสาวรัชนี จณะวัตร ผู้อำนวยการฝ่ายการบริการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนของไมโครซอฟท์ ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนเด็กผู้หญิงในการเรียนรู้และการประกอบอาชีพในสาขาสะเต็มศึกษา ผ่านการมอบความรู้และฝึกอบรมทักษะเชิงดิจิทัลที่จำเป็นให้กับพวกเขา และในฐานะที่ดิฉันเองก็เป็นผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในวงการเทคโนโลยี ดิฉันรู้สึกชื่นชมเด็กๆ ทุกคนที่เข้าร่วมในงานนี้ ทุกคนมีความตั้งใจ มีความสามารถ และมาเติมพลังด้วยกันในงาน ดิฉันหวังว่าโครงการ #MakeWhatsNext DigiGirlz จะเป็นอีกหนึ่งโอกาสครั้งสำคัญในการสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงหันมาสนใจเรียนรู้และประกอบอาชีพในสาขาสะเต็มศึกษามากขึ้น และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงานของพวกเขาในอนาคตได้ ดิฉันต้องขอขอบคุณทางสิริเวนเจอร์ที่ได้ให้การสนับสนุนงานด้านการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลของไมโครซอฟท์มาโดยตลอด รวมไปถึงภาครัฐอย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เป็นกำลังสำคัญอย่างแน่นแฟ้นของเราค่ะ ”

 

นางสาวจุฬาลักษณ์ แตงเอี่ยม หนึ่งในสมาชิกของทีมนักเรียนที่ชนะเลิศการแข่งขัน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม จังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า “ก่อนที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ สมาชิกทุกคนในทีมของเราไม่เคยมีทักษะด้านการเขียนโค้ดมาก่อนเลย ซึ่งเราได้มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านการเขียนโค้ดเป็นครั้งแรกจากการฝึกอบรมที่ทางไมโครซอฟท์จัดขึ้นในวันแรกของการแข่งขัน และเรารู้สึกว่าการเข้าร่วมโครงการนี้เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับเรา มันไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถ เมื่อเอามาประกอบความคิดสร้างสรรค์ทำให้เรารับรู้ว่าเราทำได้ โครงงานแบบจำลองการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ด้วยระบบ IoT ถูกจัดทำขึ้นเพราะเราเห็นว่าในปัจจุบัน มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้มากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันหรือลดการสูญเสียได้ด้วยการใช้งานเทคโนโลยีเข้ามาช่วย”

โครงการ #MakeWhatsNext – DigiGirlz 2019 Thailand เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และบริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด

 

นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเด็กหญิงวัยรุ่นชาวสวีเดนวัย 16 ปี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้ จากการเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ซึ่งทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเยาวชน รวมถึงเด็กผู้หญิง เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้วยการใช้เทคโนโลยีในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกของเราได้ หากได้รับการสนับสนุน และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ #MakeWhatsNext – DigiGirlz 2019 จะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับน้องที่เข้าร่วมการแข่งขันทุกคนในการพัฒนาทักษะเชิงดิจิทัลต่อไป”

เอสซีจี โดยนายชนะ ภูมี Vice President-Cement and Construction Solution Business เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และนายศาณิต เกษสุวรรณ ผู้อำนวยการ-ธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ร่วมกับกองทัพบก และเครือข่ายจิตอาสา ส่งมอบถังเก็บน้ำผลิตด้วยวัสดุพอลิเมอร์ “เอลิเซอร์” ของเอสซีจี จำนวน 115 ถัง ให้แก่ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 50 ถัง และนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง จำนวน 65 ถัง เพื่อช่วยเหลือเเละบรรเทาภัยแล้งระยะเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำปาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” ที่ร่วมเฉลิมพระเกียรติเเละถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จขึ้นครองราชย์ พร้อมเชิญชวนจิตอาสาระดมพลังสร้างฐานติดตั้งถังเก็บน้ำจากวัสดุรีไซเคิลที่เหลือจากการก่อสร้าง ซึ่งออกแบบโดยทีมงานเอสซีจีให้สอดคล้องกับแนวทาง SCG Circular Way หรือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.scg.com/volunteerproject

 

เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผ่านการดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” และกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การผลักดันสังคม และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดความยั่งยืน และสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ผลิตต่างก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด โดยการใช้ให้น้อยและนานที่สุด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่เราสามารถร่วมกันทำในสถานที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน ห้างสรรพสินค้า ไม่เว้นแม้แต่สนามกีฬา

เช่นเดียวกับสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ที่แต่ละนัดของการแข่งขันจะมีแฟนบอลเข้ามาชมในสนามเฉลี่ยเกือบ 1 หมื่นคน ทำให้สร้างขยะแต่ละครั้งมากถึง 1,000 กิโลกรัม เอสซีจี จึงร่วมกับ สโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในการผลักดันสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม สู่การเป็น Circular Economy Stadium ที่เชิญชวนแฟนบอลร่วมเป็น แชมป์รักษ์โลก ด้วยการแยกขยะตามแนวทาง SCG Circular Way โดยเริ่มต้นจากการจัดเตรียมถังขยะ 4 ประเภท ได้แก่ ขยะพลาสติก กระดาษ เศษอาหาร และขยะปนเปื้อน วางไว้ตามจุดต่างๆ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการแยกขยะที่ถูกต้องแก่แฟนบอลก่อนจะทิ้งให้ถูกถัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการขยะ (Waste Management) ให้สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 “Football’s Coming Home คือแนวคิดการทำทีมของเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยต้องการให้นักฟุตบอลและแฟนบอลของเอสซีจี เมืองทองฯ ร่วมทำสิ่งดีๆ เพื่อทีมที่รักของเรา แนวคิดเรื่องการทำ Circular Economy Stadium จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยสะท้อนให้เห็นว่า เอสซีจี เมืองทองฯ ไม่เพียงแต่มีศักยภาพที่สามารถเป็นแชมป์ในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังสามารถเชิญชวนให้แฟนบอลทุกคนมาช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคมได้ จึงได้ร่วมกับเอสซีจี จัดแคมเปญ “แชมป์รักษ์โลก” ซึ่งเป็นการปรับใช้แนวปฏิบัติ SCG Circular way กับกิจกรรมการเชียร์ฟุตบอลของแฟนคลับเอสซีจี เมืองทองฯ และแฟนๆ ของทีมอื่นๆ ที่เข้ามาใช้บริการภายในเอสซีจี สเตเดี้ยม

ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้แฟนบอลแยกขยะประเภทต่างๆ ที่นำเข้ามาในสนามฟุตบอลให้ถูกที่ถูกถัง เพื่อให้สามารถนำขยะเหล่านี้กลับไปหมุนเวียนใช้ให้เกิดคุณค่าได้ต่อไป โดยมีเป้าหมายว่าหางบัตรเข้าชมฟุตบอลและเศษกระดาษในสนามจะสามารถนำไปทำชั้นวางหนังสือและเฟอร์นิเจอร์ ฝาขวดน้ำพลาสติกสามารถนำไปทำบ้านปลารีไซเคิล ช่วยอนุบาลปลาและคืนสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ส่วนขยะอื่นๆ ก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Circular Economy Stadium ได้อย่างแท้จริง นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้อำนวยการสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการร่วมรณรงค์ครั้งนี้

ด้านนางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี กล่าวเสริมว่า “ด้วย Passion ที่ต้องการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นอกจากการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เอสซีจียังเริ่มผลักดันแนวคิดนี้ในกลุ่มพนักงาน ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการแยกขยะตามแนวปฏิบัติ SCG Circular way และได้ขยายแนวปฏิบัตินี้ไปสู่หน่วยงานและกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงการเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลของทีมเอสซีจี เมืองทองฯ ที่มีทุกสัปดาห์ตลอดปี เพราะเอสซีจีเชื่อว่าด้วยพลังของแฟนบอล นอกจากจะช่วยเป็นกำลังใจให้นักฟุตบอลคว้าแชมป์ได้แล้ว ยังสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการขยะ (Waste Management) ให้เกิดผลจริง และสามารถนำขยะเหล่านี้กลับไปหมุนเวียนใช้ให้เกิดคุณค่าต่อไป โดยเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆ ด้วยการลดการนำขยะเข้ามาในสนาม และแยกขยะลงถังที่วางไว้ตามจุดต่างๆ ในสนามหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ซึ่งเอสซีจีอยากให้เกิดพฤติกรรมนี้ไม่ใช่แค่ในสนามเอสซีจี สเตเดี้ยมเท่านั้น แต่ทุกคนยังสามารถนำแนวทางนี้กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน และขยายสู่คนใกล้ตัว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญ “แชมป์รักษ์โลก” นี้ จะเป็นต้นแบบหนึ่งที่สามารถขยายไปสู่ทีมอื่นๆ รวมถึงกีฬาชนิดอื่นๆ ได้ต่อไป”

แม้ว่าผลการแข่งขันในฤดูกาลนี้ยังต้อรอลุ้นต่อไป แต่เชื่อว่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และแฟนบอล จะร่วมกัน “เป็น” และ “รักษา” “แชมป์รักษ์โลก” นี้ได้โดยไม่ต้องรอ และเอสซีจีก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเผยแพร่การปฏิบัติตามแนวทาง SCG Circular way นี้ต่อไป ด้วยเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม ตลอดจนวงการกีฬาของไทยและอาเซียนให้ก้าวสู่การเป็น “แชมป์รักโลก” ได้อย่างยั่งยืน

ความตื่นตัวในเรื่องของการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) มีปัจจัยจากแรงขับดันหลักในสองขั้ว คือ การทำตามกระแส ทั้งที่เกิดจากองค์กรข้างเคียงในอุตสาหกรรม จากคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจ และจากกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นขั้วของการทำ CSR ในเชิงรับ กับการทำเพราะเห็นคุณค่า ที่เกิดจากการได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งแก่องค์กร (อาทิ ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มผลิตภาพ ขยายโอกาสทางธุรกิจ) และสังคม (อาทิ ช่วยกระจายรายได้ เพิ่มทักษะอาชีพคนในชุมชน สิ่งแวดล้อมดีขึ้น) เป็นขั้วของการทำ CSR ในเชิงรุก

สถาบันไทยพัฒน์ ได้ทำการสำรวจระดับความก้าวหน้าในการทำ CSR ของบริษัทจดทะเบียนราว 600 บริษัท ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 พบว่า ร้อยละ 73 มีการทำ CSR ในแบบเบื้องต้นที่เป็นเชิงรับ ขณะที่อีกร้อยละ 27 เป็นการทำ CSR ในแบบก้าวหน้าที่เป็นเชิงรุก และตัวเลขในปี พ.ศ.2561 มีสัดส่วนของ CSR แบบเบื้องต้นอยู่ราวร้อยละ 71 และมีสัดส่วนของ CSR แบบก้าวหน้าอยู่ราวร้อยละ 29 คือ มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ซึ่งถือว่ายังมีระดับความก้าวหน้าที่ไม่มากนัก

ในขั้วที่ทำตามกระแสนิยม รูปแบบที่เห็นบ่อย คือ เป็นกิจกรรม (Event) รายครั้ง เช่น กิจกรรมรักษ์โลก รวมพลเก็บขยะ ปลูกป่า สร้างฝาย ฯลฯ เป็นกิจกรรมซึ่งสามารถทำเป็นหมู่คณะ เน้นจิตอาสา และสามารถประชาสัมพันธ์ให้เห็นเป็นรูปธรรมง่าย แต่ไม่เกี่ยวกับกระบวนงานทางธุรกิจที่ทำอยู่ปกติ

ในขั้วที่ทำเพราะเห็นคุณค่า รูปแบบที่เกิดขึ้น คือ เป็นกระบวนการ (Process) ที่ต่อเนื่อง เช่น การลดขยะในการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการจำหน่ายสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำใช้ไฟ ฯลฯ เป็นกระบวนการซึ่งอยู่ในสายงานหรือการปฏิบัติงานปกติ เน้นปลูกฝังให้อยู่ในหน้าที่ เป็นกิจกรรมรักษ์โลกเหมือนกัน แต่ทำอยู่ในกระบวนการธุรกิจปกติ ซึ่งในแบบหลังนี้ องค์กร จะได้คุณค่าร่วม ในแง่ของการเพิ่มผลิตภาพ การประหยัดต้นทุน นอกเหนือจากการช่วยโลก

ผลที่ได้รับในแบบที่ทำเพราะเป็นกระแส จะเน้นเรื่องการได้มาซึ่ง ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ (Reputation และ Image) ขณะที่ผลลัพธ์ในแบบหลัง จะเน้นเรื่องการได้มาซึ่ง คุณค่าและผลกระทบ (Value และ Impact) ทำให้การเปรียบเทียบผลระหว่างสองแบบนี้ จึงวัดกันไม่ได้ตรงๆ เพราะจุดหมายปลายทางต่างกัน

แน่นอนว่า องค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์เต็มจากการทำ CSR จะต้องยกระดับจากกิจกรรม (Event) มาเป็นกระบวนการ (Process) นั่นหมายความว่า กิจการเหล่านี้ จำต้องปรับเป้าหมายของการทำ CSR ให้มุ่งไปที่การได้มาซึ่งคุณค่าและผลกระทบมากขึ้นจากเดิม

เรื่อง Value x Impact ถือเป็นแนวทางหลักของการทำ CSR สำหรับองค์กรที่ต้องการได้ประโยชน์เต็มจากการทำ CSR ทั้งในบริบทที่ช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืน และช่วยเสริมสร้างผลประกอบการในระยะยาวให้แก่กิจการ

Value Driver Model

Value Driver Model

หน่วยงาน UN Global Compact และ Principles for Responsible Investment (PRI) ได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า Value Driver Model สำหรับชี้แนะแนวทางให้องค์กรออกแบบงาน CSR ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน และสร้างคุณค่าให้กับกิจการ โดยเชื่อมโยงกับผลประกอบการขององค์กร (อาทิ ผลตอบแทนจากทุนที่ใช้ดำเนินงาน หรือผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ)

เครื่องมือ Value Driver Model แนะนำให้องค์กรพิจารณางาน CSR ด้วยบริบทของความยั่งยืน ใน 3 ด้าน ได้แก่

การเติบโตของรายได้ จากผลิตภัณฑ์ บริการ และ/หรือ กลยุทธ์ที่ใช้เรื่องความยั่งยืนเป็นฐานในการพัฒนา (Sustainability-Growth หรือ S/G)

การประหยัดต้นทุน จากการดำเนินงานปรับปรุงผลิตภาพ ที่ขับเคลื่อนด้วยความริเริ่มด้านความยั่งยืน (Sustainability-Productivity หรือ S/P)

การลดความเสี่ยง  ที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืน ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ (Sustainability-Risk Management หรือ S/R)

Impact Management

องค์กรจัดทำมาตรฐานชั้นนำหลายแห่ง อาทิ UNDP, OECD, GRI ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม IMP (Impact Management Project) และพัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า Impact Management เพื่อเสนอแนะให้องค์กรได้มีวิธีวัดและบริหารผลกระทบอย่างรอบด้านและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

Enterprises’ intentions relate to three types of impact: A, B or C

 

เครื่องมือ Impact Management แนะนำให้องค์กรเริ่มต้นด้วยการพิจารณาระดับเจตจำนง (Intention) ขององค์กรต่อผลกระทบที่คาดหวัง ว่าจัดอยู่ในรูปแบบใด ใน 3 รูปแบบ ได้แก่

ระดับ A (ขั้นต้น) เรียกว่า “Act to avoid harm” หรือ การดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อผู้มีส่วนได้เสีย เช่น การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เป็นองค์กรที่ได้ชื่อว่า มีความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน หรือที่จะกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร (มักเรียกว่าเป็น การจัดการความเสี่ยงด้าน ESG)

ระดับ B (ขั้นกลาง) เรียกว่า “Benefit stakeholders” หรือการดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสีย เช่น การพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานในเชิงรุก การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สร้างเสริมสุขภาวะ หรือเพิ่มวุฒิภาวะให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เป็นองค์กรที่ได้ชื่อว่า มีความยั่งยืน และมุ่งหวังผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่นในระยะยาว (มักเรียกว่าเป็น การแสวงหาโอกาสด้าน ESG)

ระดับ C (ขั้นปลาย) เรียกว่า “Contribute to solutions” หรือการดำเนินการที่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยใช้สมรรถภาพขององค์กร ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่เพียงแค่ผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในการยกระดับสุขภาวะ การได้รับการศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง การจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้ว่างงานหรือตกงาน เป็นองค์กรที่ได้ชื่อว่า มีจิตสาธารณะ และช่วยเสริมสร้างความเป็นปกติสุขของสังคมส่วนรวม (มักเรียกว่าเป็น การสร้างบทบาทนำด้าน ESG)


รายละเอียดของแนวทางการดำเนินงานในเรื่อง Value x Impact ศึกษาได้จากหนังสือ “พลังแห่งความยั่งยืน: The Power of Sustainability” ที่สถาบันไทยพัฒน์ จัดทำขึ้นสำหรับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่สนใจนำเครื่องมือและวิธีการในการเพิ่มคุณค่าและผลกระทบจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมมาใช้ตอบโจทย์ความยั่งยืน และเสริมสร้างผลประกอบการในระยะยาวให้แก่กิจการ ผู้สนใจหนังสือ สามารถดาวน์โหลด (ฟรี) ได้ที> https://thaicsr.sharefile.com/d-s10feebdf6c04a5aa 


บทความโดย : ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ | ประธานสถาบันไทยพัฒน์

 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น หรือ ซี.พี. เวียดนามคว้า 7 รางวัลระดับโลก Total Productive Maintenance : TPM 2018 สะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่ประสบความสำเร็จด้านการควบคุมและจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตองค์กร และมีระบบงานตามแนวคิด “การป้องกัน” ส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน พร้อมเอื้อประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชน

 

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกของซีพีเอฟ 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานบางนา กม.21, โรงงานพิษณุโลก, โรงงานหนองแค และโรงงานปักธงชัย ผ่านการประเมินรางวัล TPM จากผู้เชี่ยวชาญ TPM Assessor ของสถาบัน JIPM (Japan Institute of Plant Maintenance) โดยวิธีการประเมิน 5 ด้าน คือ 1.ด้านการบริหารจัดการโรงงาน ที่มีการถ่ายทอดนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (Policy Deployment) เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ไปจนถึงการกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายการดำเนินงาน 2.ด้านระบบ ประเมินความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผลของระบบที่ถูกสร้างขึ้น ที่สามารถนำมาปฏิบัติและสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้จริงเป็นไปตามแนวทางของ TPM 3.ด้านบุคลากร ประเมินทักษะความสามารถของพนักงานทุกระดับในการวิเคราะห์ ปรับปรุง (Kaizen) เพื่อกำจัดความสูญเสียผ่านโครงการต่างๆ โดยเฉพาะผู้ควบคุมเครื่องจักร (Operator) 4.ด้านผลลัพธ์ ประเมินผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับระบบและทักษะความสามารถของบุคลากร ทั้งความสมเหตุสมผลของตัวชี้วัด ความท้าทายของเป้าหมายและผลสำเร็จ 5.ด้านการมีส่วนร่วม ประเมินความมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อกำจัดความสูญเสียของพนักงานทุกคน ทุกระดับ ทุกหน่วยงาน

“กระบวนการประเมินทั้ง 5 ด้าน นอกจากจะส่งผลให้โรงงานมีประสิทธิภาพการผลิตที่ดี ลดการสูญเสีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว ยังส่งผลถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชน อาทิ การลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ลดการเกิดมลภาวะภายในชุมชน พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” นายเรวัติ กล่าว

 

ขณะเดียวกัน โรงงานอาหารสำเร็จรูปสระบุรี ยังสามารถคว้ารางวัล Award for TPM Excellence, Category A ได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย ทั้งนี้นอกจากประเทศไทยแล้วซีพีเอฟยังขับเคลื่อนให้สถานประกอบการของบริษัทในต่างประเทศมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

 

นายชำนาญ หวังอัครางกูร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์และพันธุ์สัตว์ ซี.พี.เวียดนาม เปิดเผยว่า โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกของบริษัท 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานด่องนาย และโรงงานบิ่นเยือง ผ่านการประเมินรางวัล Award for TPM Excellence, Category A นับเป็นสถานประกอบการ 2 แห่งแรกของ ซี.พี.เวียดนาม ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

“การมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมตามแนวทางและเป้าหมายของ TPM ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง จนถึงพนักงานหน้างานทุกระดับ และทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าพนักงานทุกระดับของบริษัทมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันในเรื่อง 3 Zero คือ Zero Accident, Zero Defect และ Zero Breakdown ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัย และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า” นายชำนาญ กล่าว

 

ทั้งนี้ ในปี 2015-2016 ธุรกิจอาหารสัตว์บกซีพีเอฟ สามารถคว้ารางวัล Award for TPM Excellence, Category A รวม 11 รางวัล สำหรับรางวัล TPM 2018 สถาบัน JIPM จะจัดพิธีมอบรางวัลในวันที่ 21 มีนาคม 2562 ณ เกียวโต อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเฟอร์เรนท์ เซ็นเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น

Page 1 of 3

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries