Ad Top Header

 รายงานดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ Dell Technologies Digital Transformation Index (the DT Index) จัดทำโดยเดลล์เทคโนโลยีส์ ร่วมกับอินเทล สำรวจความก้าวหน้าในการปรับตัวสู่ดิจิทัลขององค์กรธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่ทั่วโลกกว่า 4,000 แห่ง โดยมอบหมายให้ Vanson Bourne บริษัทวิจัยอิสระสำรวจผู้นำธุรกิจ 100 รายในประเทศไทยเพื่อประเมินกลยุทธ์ด้านไอที ความริเริ่มในการปฏิรูปของคนทำงาน และความสามารถที่รับรู้ได้โดยเทียบจากคุณลักษณะสำคัญที่ธุรกิจดิจิทัลต้องมี พร้อมประเมินความคาดหวังและมุมมองของผู้บริหารในเรื่องดิจิทัล

โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทลทำการสำรวจนี้ โดยได้ขยายกลุ่มขอบเขตงานวิจัยจาก 16 ประเทศเป็น 42 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่มีการสำรวจครั้งแรก

โดยผลสำรวจในส่วนของประเทศไทยที่น่าสนใจมีดังนี้

  

การเปรียบเทียบเพื่อแบ่งกลุ่ม

รายละเอียด

การวิเคราะห์ ระดับประเทศในปี 2018

(ประเทศไทย)

ผู้นำด้านดิจิทัล

(Digital Leaders)

มีการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ในหลากหลายรูปแบบ และถูกปลูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของธุรกิจ

7%

ผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล

(Digital Adopters)

มีแผนงานด้านดิจิทัลที่เป็นจริงเป็นจัง มีการลงทุนและมีนวัตกรรมในองค์กร

40%

ผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล

(Digital Evaluators)

ตอบรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนและลงทุนสำหรับอนาคต

 

25%

ผู้ตามในเรื่องดิจิทัล

(Digital Followers)

 

ลงทุนด้านดิจิทัลน้อยมาก เพิ่งเริ่มต้นวางแผนคร่าวๆ สำหรับอนาคต

23%

ผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล

(Digital Laggards)

ไม่มีแผนงานด้านดิจิทัล มีการลงทุนและความริเริ่มที่จำกัดในองค์กร

5%

นพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ตามดัชนี DT Index พบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจในไทย อยู่ในกลุ่มของผู้ที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Adopters) โดยบริษัทเหล่านี้ มีแผนงานและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าในองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่การปฏิรูปองค์กร (transformation) อย่างไรก็ตาม ผลการรายงานยังเผยให้เห็นว่า เกือบ 1 ใน 4 ของบริษัทยังอยู่ใน 2 กลุ่มหลัง ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้ กำลังก้าวไปอย่างช้าๆ หรือไม่ก็ยังไม่มีแผนงานด้านดิจิทัลเลย

 อุปสรรคที่กีดขวางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

 

  • 53% การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์
  • 49% วัฒนธรรมด้านดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอ ขาดความสอดคล้อง และการประสานความร่วมมือภายในบริษัท
  • 48% ขาดวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่สอดคล้องกัน
  • 45% ขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำงานให้ทันต่อธุรกิจ
  • 43% ขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร
  • 96% บอกว่าพบอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล
  • 90% เชื่อว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลควรแพร่หลายและครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรได้มากกว่านี้
  • 71% กังวลว่าองค์กรของตนเองจะต้องพยายามอีกมากเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
  • 33% กังวลว่าองค์กรจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไม่สามารถตามความเปลี่ยนแปลงได้ทัน
  • 61% เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่จะถูก disrupt

 การก้าวข้ามอุปสรรค

 งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจกำลังเดินหน้าเพื่อที่จะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับการคุกคามในการที่จะถูกเอาชนะจากผู้เล่นที่ไวกว่าและมีนวัตกรรมเหนือกว่า โดยเห็นได้จากประเด็นต่อไปนี้

  • 69 % ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยเร่งสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่
  • 68 % สร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไว้ในทุกอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และอัลกอริธึมทั้งหลาย
  • 65 % กำลังพยายามอย่างมากในการพัฒนาทักษะรวมถึงความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในองค์กร เช่นการสอนให้พนักงานเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด รวมถึงระดับบริหารที่ควรจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
  • 52 %แบ่งปันความรู้ในทุกฟังก์ชันงาน ด้วยการเตรียมพร้อมให้ผู้นำด้านไอที มีทักษะทางธุรกิจ และให้ผู้นำธุรกิจมีทักษะไอทีในขณะเดียวกัน
  • 45 % มีรูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่เหมาะกับการนำไปใช้แล้วปรับแก้อย่างรวดเร็ว

  ในส่วนของแผนการลงทุนที่วางไว้ภายใน 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า

  • 73 % ตั้งใจที่จะลงทุนในระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์
  • 63 % ตั้งใจว่าจะลงทุนด้านมัลติ-คลาวด์
  • 61 % ตั้งใจว่าจะลงทุนด้านการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้แนวทางมุ่งเน้นที่การประมวลผลเป็นหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล รวมถึงศักยภาพและการดำเนินการที่เหมาะสมและคุ้มค่าในเรื่องของเวิร์กโหลด
  • 56 % ตั้งใจว่าจะลงทุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • 55 % ตั้งใจว่าจะลงทุนในเทคโนโลยี IoT
  • 55 % กำลังจะลงทุนด้าน blockchain
  • 44 % จะลงทุนในระบบที่มีกระบวนการรับรู้ได้เอง (cognitive systems)
  • 40 % จะลงทุนใน Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR)

นพดลมองว่า องค์กรที่วางเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง จะได้รับประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นี่คือสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าเดลล์มีวิธีให้คำแนะนำกับผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีและสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลในองค์กรเขาตอบว่า จะใช้วิธีแนะนำให้ดูตัวอย่างจากองค์กรที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองรองรับโลกดิจิทัลได้ ซึ่งก็เป็นวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหนทางเปลี่ยนแปลงองค์กรของตนให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

 

งาน Thailand Focus เป็นหนึ่งในงานที่จัดมาอย่างต่อเนื่องโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมโยงโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันจากทั่วโลก พร้อมขยายฐานผู้ลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยธีมในการจัดงานปี 2018 นี้คือ The Future is Now

 เป็นประจำทุกปีที่ในงานนี้จะเชิญผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมาเล่าความคืบหน้า ความน่าสนใจของประเทศไทยให้กับผู้ลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้นอกจากผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนใหม่ ดร.ภากร ปิตธวัชชัย ก็ได้รัฐมนตรีมาถึง 3 ท่าน ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.อุตตม สาวนายน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเรื่องราวเกี่ยวกับภาพรวมและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุน

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “Thailand Focus 2018” ว่า 14 ปีก่อนที่มีการจัดงาน Thailand Focus ขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และหลังจากที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งดูแลงานด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาลชุดนี้เกือบ 4 ปี ก็สามารถบรรลุภารกิจแรกที่ประกาศไว้ คือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น โดยเศรษฐกิจขยายตัวจากร้อยละ 0.9 เมื่อปี 2014 สู่ ร้อยละ 4.8 ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ดัชนีต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ  มูลค่าการลงทุนที่ขอส่งเสริมจาก BOI เพิ่มจาก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2015 เป็น 19,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2017

ภารกิจอีกประการคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการแก้ไขจุดอ่อนและสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

รองนายกรัฐมนตรีบอกเล่าถึงจุดแข็งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่สามารถเชื่อมโยงอาเซียน CLMVT จีน และอินเดียเข้าด้วยกันได้ ด้วยปัจจัยที่ประกอบด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่ม CLMV ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง เป็นแหล่งแรงงานสำคัญของภูมิภาค นโยบาย Belt and Road ของประเทศจีนที่ไทยก็อยู่ในเส้นทางนี้ด้วย การที่ญี่ปุ่นพยายามผลักดัน CPTPP และความร่วมมือ Indo Pacific Partnership ที่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐ อินเดีย และญี่ปุ่น เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจ RCEP ซึ่งทุกแนวคิดอาเซียนและ CLMV คือจุดศูนย์กลางทั้งสิ้น ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นจุดศูนย์กลางการค้าการลงทุน

ประเทศไทยก็ยิ่งมีความน่าสนใจเพราะอยู่ในจุดที่เชื่อมโยงได้ทั้งอาเซียนและ CLMVจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน

โดยรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่กำลังเร่งขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ ทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย การทำโครงการ EEC เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และการขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ซึ่งในทุกด้านจำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างมหาศาล โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับประเทศในอนาคต

ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดร.อุตตม สาวนายน มาให้ข้อมูลความคืบหน้าโครงการ EEC ว่าเป็นไปตามแผนที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการลงทุนในช่วง 5 ปีแรกประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท โดยมีการลงทุนทั้งการเชื่อมระบบขนส่งต่างๆ โครงการอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลที่สามารถให้ประชาชนกว่าร้อยละ 60 เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แล้ว อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปก็เริ่มมีการขยับตัวมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนแล้ว เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเขต EEC

นอกจากนี้โครงการ EEC ยังจะช่วยเชื่อมโยงไทยกับภูมิภาคอาเซียน CLMV จีน และอินเดีย ด้วยโครงข่ายทั้งทางรถไฟ รถยนต์ และการขนส่งทางน้ำ ซึ่งไทยก็มีการพัฒนาริเริ่มโครงการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่นการเตรียมจัดตั้ง EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) ที่ จ.ระยอง ซึ่งจะเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม และ EEC Digital Park ซึ่งจะตั้งที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดิจิทัลและนวัตกรรม ช่วยส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ ก็เป็นส่วนที่จะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในอีกทางหนึ่ง

ขณะที่ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอกย้ำว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า อาเซียนโดยเฉพาะ CLMV จะน่าลงทุนที่สุดเพราะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง และเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ด้วยขนาดที่เล็กของแต่ละประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่จะร่วมมือกัน โดยไทยในฐานะที่มีภูมิศาสตร์สามารถเชื่อมโยงทุกประเทศได้ก็จะสามารถเป็นศูนย์กลางการลงทุนได้

โดยการเชื่อมโยงมีทั้งโครงการที่เสร็จแล้วเช่นสะพานเชื่อมประเทศไทยกับสปป.ลาวทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างกันถึง 5 เท่า และการเชื่อมโยงเช่นนี้ก็กำลังมีเพิ่มมากขึ้น ผ่านโครงการต่างๆ และนโยบายของต่างประเทศเช่น Belt and Road ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ทั้งการขนส่งสินค้า การเชื่อมโยงในด้าน Supply Chain ของบริษัทเอกชนที่สามารถใช้ภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิตสินค้าของตนได้

นอกจากการใช้ EEC ยังมีโครงการที่สำคัญคือ Southern Economic Corridor ที่จะเชื่อมประเทศไทยไปสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงภาคตะวันตกของไทยสู่ประเทศเช่นศรีลังกา อินเดีย รวมถึงแอฟริกา ยุโรปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะทำให้ไทยเป็นจุดที่สามารถเชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิค และมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกันได้อย่างสำคัญ

ทางด้านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ บอกว่าประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งช่วยให้เราสามารถกำหนดนโยบายทางการเงินได้อย่างอิสระ โดยธปท. ยังคงจับตาสถานการณ์ต่างๆ และคอยดูแลไม่ให้เกิดความเสี่ยงในระบบมากเกินไป

ในส่วนของ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนแถวหน้าของภูมิภาคอาเซียน โดยมีบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพจำนวนมาก ผ่านวิกฤตต่างมาหลายครั้งจนมีความยืดหยุ่น และแข็งแกร่งเป็นที่ประจักษ์ มีบริษัทจดทะเบียนไทยที่ก้าวสู่บริษัทชั้นนำของโลกเช่นในธุรกิจสนามบิน ธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจโรงแรม

ดร.ภากรเล่าถึงพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนไทยที่แข็งแกร่งน่าลงทุน มีการเติบโตและให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยผลการดำเนินงาน บจ. ครึ่งปีแรก กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 7.61% ขณะที่ยอดขายเพิ่ม 9.01% ในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึง บจ. ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดพาณิชย์ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ สอดคล้องการขยายตัวของ GDP ที่ 4.8% ในครึ่งปีแรก เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 3.2% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจาก 0.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เชื่อมั่นว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการลงทุนภาคเอกชน ที่สอดรับการลงทุนของภาครัฐ การบริโภคในประเทศ และการส่งออก

ดร.ภากร เปิดเผยว่า   “Thailand Focus 2018”  มีผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ 161 รายร่วมงาน ในจำนวนนี้มีผู้ลงทุนจากกลุ่มประเทศใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มสแกนดิเนเวีย และเอเชียตะวันออก เพิ่มเติมจากตลาดหลักคือยุโรปและอเมริกาที่ลงทุนในตลาดทุนไทยอยู่เดิมและมาร่วมงานเป็นประจำทุกครั้ง สะท้อนถึงการที่ไทยอยู่ในความสนใจลงทุน โดยผู้ลงทุนสถาบันที่เข้าร่วมงานมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีการประชุมในรูปแบบ one-on-one กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 115 บริษัท รวมทั้งสิ้น 2,248 ครั้ง

โดยผู้ลงทุนสถาบันยังได้รับฟังข้อมูลโดยตรงจากภาครัฐในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรม และในระยะใกล้ จะเห็นว่าตลาดทุนไทยและเศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการที่จะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่เป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐที่จะมีการลงทุนถึงกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างแรงส่งต่อเนื่องจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด และโครงการอื่นๆ ในระยะผ่านมา และยังเอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงกับภูมิภาคโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนในระยะยาวจากโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น  

 

การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลจะมีผลกระทบต่อเทคโนโลยีตั้งแต่เทคโนโลยีที่ประมวลข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้ในการตัดสินใจ ไปจนถึงเทคโนโลยีคลาวด์ระบบโมบิลิตี้ และการใช้ Internet-of-Things (IoT) ที่มาแรงในปัจจุบันจึงทำให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่ใหม่อีกครั้งเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลประกอบการทางธุรกิจให้ดีขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลจะทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลรวมเข้ากับกระบวนการจัดการข้อมูล

 เพื่อช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าใจปัญหาด้านความปลอดภัยของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้นฟอร์ติเน็ต ผู้ให้บริการความปลอดภัยออนไลน์จึงได้เผยรายงานผลกระทบด้านความปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลในปีพ.ศ. 2561

 โดยงานวิจัยนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงตำแหน่ง Chief Information Security Officer (CISO) และ Chief Security Officer (CSO) จำนวน 300 คนในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 2,500 คน จากหลายอุตสาหกรรมได้แก่ การศึกษา หน่วยงานราชการ การเงิน ค้าปลีก สาธารณสุข เทคโนโลยี และด้านพลังงานทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียและออสเตรเลียเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบดิจิทัล

  เป้าหมายทางธุรกิจของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล

องค์กรส่วนใหญ่เริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลแล้ว โดย 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามได้ระบุว่าองค์กรของตนเริ่มกระบวนการนี้นานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหลายองค์กรยังคงมีปัญหาเรื่องการที่ยังไม่สามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ได้ไม่ดีพอเท่าที่ควรจะเป็น

ผู้เข้าร่วมการสำรวจนี้เห็นว่าปัจจัยทางธุรกิจที่มีผลตัดสินใจจัดการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลมากที่สุด ได้แก่ 1. คลาวด์ (Cloud), 2. อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์ (Internet of Things: IoT) 3. ความคล่องตัวในโมบิลิตี้ (Mobility) นอกจากนี้ ผู้ตอบยังให้ความสำคัญแก่ปัจจัยด้าน 1.ความคล่องตัวทางธุรกิจที่จะต้องเพิ่มขึ้น 2. ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่ควรจะมี 3.ประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้น และ 4. ส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น

 เทรนด์ด้านไอทีที่ส่งผลกระทบมากที่สุด

เมื่อถามว่า เทรนด์ด้านไอทีใดที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุดนั้น 92% ของ CISOs เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลจะเป็นเทรนด์ที่ส่งผลกระทบมากที่สุด มากกว่า IoT (78%) และAI/Machine Learning (56%)

 ความท้าทายในด้านความปลอดภัยที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล

เมื่อองค์กรเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลและนำเทคโนโลยีรวมถึงกระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ มาใช้ ปัญหาด้านความปลอดภัยจะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน  85% ของ CISOs กล่าวว่าปัญหาด้านความปลอดภัยในระหว่างการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลนั้นมี "ค่อนข้างมาก" ถึง"มากมาย"  ซึ่งสอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใช้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ IoTและ Multi-cloud จะทำให้โอกาสโดนบุกรุกและการคุกคามเข้าสู่เครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรยังไม่มีศักยภาพในการมองเห็นในพฤติกรรมของผู้ใช้ระบบและเครือข่าย

และเมื่อตั้งคำถามให้ลึกลงไป พบว่าองค์กรกำลังเผชิญกับประเด็นด้านความปลอดภัยใน 3 ประเด็นสำคัญ ในการจัดการและวิธีการปฏิบัติกับภัยคุกคาม ประกอบด้วย

- การโจมตีแบบหลายรูปแบบ (Polymorphic Attacks):การโจมตีที่ซับซ้อนสามารถเปลี่ยนและปรับเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากโซลูชันรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ การโจมตีรูปแบบนี้เป็นเรื่องปกติมากขึ้นโดย 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเป็นการท้าทาย ค่อนข้างมาก" หรือ "มากมาย"

- ในส่วน Development/Operations (DevOps): ทีมงานและกระบวนการด้าน DevOps ที่เป็นแบบบูรณาการมีประสิทธิภาพมากและได้ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถมีการจัดการและการรวมระบบอย่างต่อเนื่องตามที่คาดหวังไว้ได้ในวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยิ่งขั้นตอนต่างๆ พัฒนาให้เร็วขึ้นเท่าไหร่จะยิ่งยากที่ตรวจพบช่องโหว่อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว

- การขาดศักยภาพการมองเห็น (Visibility Blind Spots): เป็นผลมาจากการที่องค์กรใช้ผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกันภัยคุกคามแบบเดิมๆ ที่ไม่ใช่แบบบูรณาการ และยังใช้แยกกันตามระบบของผู้ขายแต่ละรายและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันได้เพียงเฉพาะจุด ในขณะที่สภาพแวดล้อมจริงเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายที่ซับซ้อนและเป็นแบบกระจายซึ่งองค์กรต้องดูแลสาขาต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรและระบบไฮบริดคลาวด์ รวมถึงกรณีที่อุปกรณ์ IoT ที่ทำงานต่างกันและมีอายุทำงานต่างกัน จึงทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยจำเป็นต้องมีศักยภาพในการมองเห็นสามารถระบุพฤติกรรมผิดปกติและสามารถลดภัยคุกคามในเครือข่ายที่ตนดูแลนั้นลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลยังทำให้หัวข้อเรื่องการปกป้องความเป็นส่วนตัว (Privacy Protection) และความต้องการในการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) สำคัญมากขึ้นเนื่องจากหน่วยงานผู้กำกับดูแลจะมีการกำหนดกฎและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อปกป้องข้อมูลผู้บริโภคและข้อมูลส่วนบุคคล (Personally Identifiable Information: PII) ดังนั้น องค์กรจึงต้องคำนึงถึงข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามและหันไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองกระบวนการและทีมงานที่ดีที่สุดในระดับเดียวกันเพื่อให้แน่ใจได้ถึงระดับการจัดการความเสี่ยงที่สามารถรองรับความต้องการข้างต้นได้

 

ลักษณะขององค์กรชั้นนำ

จากงานวิจัยพบว่า องค์กรในระดับมาตรฐานยังประสบกับการโจมตีที่ทำให้เกิดปัญหาการสูญเสียข้อมูลหรือการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในช่วง2 ปีที่ผ่านมาได้ อย่างไรก็ตามหลายองค์กรที่ประสบภัยดังกล่าวไม่สูญเสียข้อมูลหรือมีปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือการหยุดทำงาน เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นมีการรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่า และพร้อมกว่า

 เมื่อมองไปที่องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการโจมตีและมีการรักษาความปลอดภัยข้อมูลนั้น พบว่า มีลักษณะดังนี้

  • มีเพียง 20%-39% ของโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ยังไม่มีการป้องกันภัยคุกคามที่สมบูรณ์
  • ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีปัญหาการละเมิดเพียง 11 ครั้งโดยไม่มีเหตุการณ์เครือข่ายหยุดทำงาน ข้อมูลสูญหาย การที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • ภัยแรนซัมแวร์ไม่สามารถเข้ามาคุกคามได้
  • เกิดภัย DDOS ทำให้เครื่องหยุดชะงักเพียง 2 ครั้ง โดยไม่มีเหตุการณ์เครือข่ายหยุดทำงาน ข้อมูลสูญหาย การที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • CISOs จำนวน 56% รู้สึกว่ามีความปลอดภัยที่องค์กรของตน

 องค์กรชั้นนำเหล่านี้ มีแนวทางการปฏิบัติที่นับว่าดีที่สุดร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • จำนวน 76% ขององค์กรชั้นนำ มีการรวมระบบต่างๆ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบหนึ่งเดียวครบวงจร
  • จำนวน 38% จะแบ่งปันข่าวกรองด้านภัยคุกคามไปทั่วทั้งองค์กร
  • จำนวน 34% จะตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบการป้องกันภัยทำงานในทุกส่วนของเครือข่ายอย่างทั่วถึง ซึ่งหมายถึง ในสำนักงาน, Cloud, IoT, Mobile
  • จำนวน 24% มีลักษณะการทำงานที่เป็นอัตโนมัติมากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด

 

Circular economy คือแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการของเสียที่บริโภคแล้ว วัตถุดิบ สินค้าที่หมดอายุ และพลังงาน ให้ถูกนำกลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม โดยนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ (Re-process) ผ่านการออกแบบใหม่ (Re-design) การสร้างคุณค่าใหม่ (Added value) การสร้างนวัตกรรมใหม่ (Innovation) การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) เพิ่มขึ้น ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการใช้ซ้ำ (Reuse) ซึ่งจะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด ลดปริมาณขยะจากการนำกลับเข้ามาสู่วงจรการผลิตได้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยังมีคุณภาพและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จึงถือเป็นการสร้างคุณค่าที่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม รวมถึงธุรกิจ

การจัดงานปีที่ 5 เอสซีจี เลือกหัวข้องานสัมมนา “SD Symposium 2018” ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Future We Create” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค ไปจนถึงการนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลของธุรกิจ คุณภาพชีวิต และโลกที่ยั่งยืน

 

Peter Bakker

 

ประธานและซีอีโอ  World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) กล่าวว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นนวัตกรรม (Circular Innovation) ที่ปฏิวัติรูปแบบการผลิตและบริโภคครั้งใหญ่ของโลก ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกมีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายในวงการธุรกิจได้ จะต้องเริ่มจากจิตสำนึกของผู้บริหารและคนในองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อน ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนก็ต้องตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก

อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งความต้องการพัฒนาประเทศ การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตที่รองรับความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น หากมีการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ก็จะช่วยให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรมที่สามารถใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้องค์กรลดต้นทุนจากการใช้ทรัพยากรและมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจทั่วโลกเติบโตได้ถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030 (จาก CEO Guide to the Circular Economy, WBCSD) นอกจากนี้ ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีผลทำให้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals, SDGs) บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

 

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

 

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการปาถกฐาเปิดงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการผลิตสินค้าและบริการที่ต้องมุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ (Value Driven) ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการตาม Roadmap การพัฒนาประเทศเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายของทรัพยากรโลกที่ลดลง ด้วยการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ฟื้นฟูที่สมดุลกับการใช้ประโยชน์ โดยมีมาตรการสนับสนุน เช่น นโยบายส่งเสริม การสร้างสรรค์นวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อช่วยให้เกิดการแบ่งปันและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นโยบายส่งเสริมการจัดการขยะและของเสียอย่างเหมาะสม โดยการนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้วยหลักธรรมาภิบาล รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนของรัฐบาล แต่ภาคเอกชนและภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย โดยภาคเอกชนควรนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ส่วนภาคประชาชนควรตระหนักถึงความสำคัญ และร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ขยะชนิดต่างๆ และสิ่งที่เป็นผลพวงจากการอุปโภคบริโภคได้หมุนเวียนกลับมาใช้เป็นทรัพยากร เพื่อช่วยสร้างประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนอย่างแท้จริง

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

 

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึงแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรของโลกในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เป็นเพียงการนำทรัพยากรมาผลิต และจบที่ใช้แล้วทิ้ง (Take-Make-Dispose) ให้เป็นการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้มากที่สุด ด้วยการสร้างระบบที่เอื้อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนำสินค้าที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน

สำหรับการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในเอสซีจีนั้น มีการขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ

หนึ่ง Reduced material use และ Durability คือ การลดใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต เช่น กระดาษลูกฟูก Green Carton ที่ใช้วัตถุดิบลดลงร้อยละ 25 แต่คงความแข็งแรงเท่าเดิม ทั้งยังทำให้ลูกค้าประหยัดต้นทุนในการขนส่งมากขึ้น และการลดการผลิตและการขาย single-use plastic ของเอสซีจี จากร้อยละ 46 เหลือร้อยละ 23 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการช่วยให้ลูกค้าลดการใช้พลังงาน เช่น Active AIRflowTM System ระบบระบายอากาศที่ทำให้บ้านเย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และการเพิ่มความแข็งแรงทนทานของสินค้า เช่น ปูนโครงสร้างทนน้ำทะเล ที่มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น 2 เท่า

สอง Upgrade และ Replace คือ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดิม ด้วยสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น เช่น เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยีใหม่ของเอสซีจีที่สามารถนำพลาสติกรีไซเคิลมาผสมได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และปูนโครงสร้างเอสซีจีสูตร Hybrid ที่ใช้ทดแทนปูนโครงสร้างสูตรเดิม ทำให้ใช้วัตถุดิบหินปูนที่ต้องเผาน้อยลง

และสาม Reuse และ Recycle คือ การเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น โรงอัดกระดาษ (Paper Bailing Station) เพื่อรวบรวมเศษกระดาษกลับมารีไซเคิล การนำขวดแก้วใช้แล้วมาทดแทนทรายธรรมชาติในการผลิตฉนวนกันความร้อน การพัฒนา CIERRATM ซึ่งเป็น Functional Material ที่ช่วยปรับคุณสมบัติพลาสติก       ให้สามารถใช้พลาสติกเพียงชนิดเดียว (Single Material) แต่ให้คุณสมบัติที่หลากหลายกับบรรจุภัณฑ์ แทนการใช้วัสดุหลายชนิด (Multi Material) ซึ่งยากต่อการนำไปรีไซเคิล และการนำขยะพลาสติกในทะเลและชุมชนมาเป็นส่วนประกอบสำหรับทำบ้านปลาเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล

“นอกจากนี้ เอสซีจียังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ โดยล่าสุดได้ร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในการนำพลาสติกรีไซเคิลมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนยางมะตอย เพื่อช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในทะเลและชุมชน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถนนจากคุณสมบัติของพลาสติก และช่วยลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการทำถนนได้

เอสซีจีหวังเป็นอย่างยิ่งว่างาน SD Symposium 2018 ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนนวัตกรรม และกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ได้ต่อไป

“SD Symposium 2018” เป็นงานสัมมนาวิชาการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เอสซีจีจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหัวข้อต่างๆ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ทั้งผู้บริหารจากภาคราชการและเอกชนทั้งองค์กรขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ นักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ

 

Singularity University SU คือองค์กรที่มุ่งดำเนินการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งขึ้นในปี พ. ศ. 2551 โดย เรย์ เคิร์ซเวล และ ปีเตอร์ ดิอาแมนทิส พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมกับองค์กรชั้นนำต่างๆ เช่น Google, Deloitte, Genentech และ UNICEF สำนักงานใหญ่อยู่ที่ NASA Research Park ใน Silicon Valley

SU คือชุมชนการเรียนรู้ทางด้านนวัตกรรมระดับโลกซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีผลกระทบอย่างก้าวกระโดด เพื่อรับมือกับปัญหาและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และเพื่อสร้างอนาคตอันอุดมสมบูรณ์สำหรับมนุษย์ทุกคน

งาน SingularityU Thailand Summit 2018 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายนคือหนึ่งในกิจกรรมและโครงการที่ริเริ่มโดย บริษัท เอกซ์โพเนนเชียล วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด องค์กรที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันศักยภาพของประเทศไทยสู่การเติบโตและก้าวข้ามรูปแบบระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านสังคมในปัจจุบัน โดยงานสัมมนาฯ ครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับอิทธิพลของนวัตกรรมที่มีต่อศักยภาพการทำงาน แรงงาน อุตสาหกรรม และนโยบายสาธารณะ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในวงกว้างด้วยการเปลี่ยนแปลงทางความคิดพื้นฐาน ซึ่งผลกระทบโดยรวมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยนโฉมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันของมนุษย์

งานนี้เป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้บริหารทั้งจากทางภาครัฐและผู้นำจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อร่วมรับฟังผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดเกี่ยวกับความสำเร็จและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีเนื้อหา เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) อนาคตของวงการแพทย์ยุคดิจิทัล อนาคตของอุตสาหกรรมพลังงาน ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ (Cybersecurity) บล็อกเชน

เหตุที่งาน SingularityU Thailand Summit ได้รับความสนใจจากผู้บริหารจำนวนมาก เพราะว่างานเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ในอดีตผู้สนใจจะต้องบินไปเข้าร่วมในต่างประเทศ เมื่อมีการจัดงานในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสที่จะได้รับฟังแนวทางใหม่ๆ ในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว

งานวันแรกหัวข้อหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจผู้ฟังได้มากคือเรื่องบล็อกเชน ที่มี Mandy Simpson จาก Singularity University มาบรรยายถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนที่จุดกำเนิดจากการสร้างบิตคอยน์ โดยซาโตชิ นากาโมโต เมื่อปี 2008 ที่มาช่วยทำให้การรับส่งเงินจากบุคคลสู่บุคคลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์น่าเชื่อถือมากขึ้น แม้จะยังมีจุดด้อยเรื่องการใช้พลังงานที่สูง และระยะเวลาที่ยาวนานในการทำธุรกรรม

แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับบิตคอยน์ก็สามารถนำมาใช้งานได้อีกหลายหลายรูปแบบ Simpson ยกตัวอย่าง เช่นในแวดวงการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ริเริ่มนำเอาบล็อกเชนมาใช้กับแพลตฟอร์มการลงทุนใหม่ของตลาด ธนาคารหลายแห่งพร้อมจะใช้บล็อกเชนเพื่อทำสัญญาดิจิทัล

กับระบบโลจิสติกส์ ก็สามารถนำมาใช้งานในการติดตามและควบคุมการขนส่งต่างๆ ได้ รวมถึงมีการนำบล็อกเชนมาใช้เพื่อติดตามอาหารเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานว่าจะไม่มีการปนเปื้อน

บล็อกเชนยังช่วยให้การซื้อขายสินค้าที่น่าสงสัยเช่น เพชรที่บางครั้งมีปัญหาการใช้แรงงานทาส หรือเป็นเพชรที่มาจากแหล่งที่มีปัญหา ก็สามารถใช้บล็อกเชนติดตามที่มาที่ไปของเพชรแต่ละเม็ดได้

และอีกเรื่องคือการทำสัญญาอัจฉริยะ ที่ช่วยทำให้การบังคับใช้สัญญาเป็นไปตามที่กำหนดโดยอัตโนมัติโดยบล็อกเชน

Simpson บอกว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเหมือนกับอินเทอร์เน็ตในยุคแรก ยังมีหนทางอีกยาวไกลสำหรับเทคโนโลยีนี้ เพราะเทคโนโลยีนี้เป็นหนทางใหม่ในการสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมกับแนะนำผู้ที่สนใจจะใช้งานเทคโนโลยีนี้ว่า ควรเริ่มจากมองหาผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยีนี้อยู่แล้วหรือเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีอยู่ก่อน

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของเนื้อหาในงานที่เกิดขึ้น

ดร.จอห์น เลสลี่ มิลลาร์ จาก บริษัท เอกซ์โพเนนเชียล วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวว่า “SingularityU Thailand Summit ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นงานนำร่องชิ้นแรกของเรา ได้ดึงดูดผู้นำด้านนวัตกรรมในภูมิภาคเข้าสู่การพูดคุยเกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในภูมิภาคของเราในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด แม้ว่าสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย อาจยังไม่ได้อยู่ในฐานะผู้นำของโลกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่การมอบเครื่องมือและการสร้างความตระหนักรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดจะสามารถเป็นตัวจุดประกายนวัตกรรมใหม่ๆ และชุมชนนักคิดที่จะสามารถขยายตัวไปทั่วภูมิภาคได้ นอกจากนี้ ในฐานะศูนย์กลางของเทคโนโลยีประยุกต์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีศักยภาพในการร่วมพัฒนาความยั่งยืนในระดับโลก แต่ก้าวแรกที่สำคัญ ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากงานสัมมนาฯ ในครั้งนี้คือ การจุดประกายการพูดคุยเกี่ยวกับความสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดดภายในภูมิภาค โดยจากงานสัมมนาฯ คาดว่า เราจะได้เห็นอนาคตที่เหล่าผู้นำจะได้รวมกลุ่มกันสร้างการเติบโต ทั้งในภาคส่วนของตนและกับส่วนอื่นๆ ร่วมกัน”

Page 1 of 3

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries