Editor Observation

จะอยู่ยังไงเมื่อดอกเบี้ยติดดิน

แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

เพียงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ จู่ๆ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งก็ได้ประกาศว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภทสำหรับคนทั่วไปลงเหลือ "0%” ทำให้ผู้คนเกิดสับสนอลหม่าน และมีข่าวลือว่าจะเกิดการถอนเงินจำนวนมาก จนผู้บริหารธนาคารแห่งนั้นต้องเปลี่ยนใจ ประกาศยกเลิกหลังจากนั้นไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นข่าวบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แทบทุกฉบับ ในขณะนั้น

แน่นอน "อัตราดอกเบี้ย 0%” และ "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ถือเป็นภัยคุกคามต่อผู้มีเงินฝากทุกคน

ยิ่งประชาชนทั่วไป ข้าราชการ และผู้เกษียณ ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของพวกเขามักอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคารแล้ว นโยบายแบบนี้ ย่อมกระทบพวกเขาเข้าอย่างจัง

มันไม่ต่างอะไรกับ "โจร" ที่คอย "ขโมยความมั่งคั่ง" จากพวกเราไปทีละเล็กทีละน้อย

เหมือนกับตุ่มที่รั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ไม่ว่าคุณจะอดออมมากแค่ไหน มัธยัสถ์สักเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปทุกปี ยอดเงินฝากของคุณจะลดลง เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น

เช่นในกรณีอัตราดอกเบี้ยเป็น "ศูนย์" ถ้าคุณฝากเงินไว้ร้อยบาทตอนต้นปี ตอนสิ้นปีคุณจะมีเงินเท่าเดิม แต่คุณต้องเสียค่าโสหุ้ยต่างๆ เช่นค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ หรือแม้กระทั่งค่าเดินทางไปธนาคารแต่ละครั้งเพื่อฝากถอน

นี่ยังไม่นับอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของขึ้นราคาทุกปี และเมื่อมาเทียบกับรายได้ดอกเบี้ยของคุณแล้ว ถ้าคิดคำนวณละเอียดหน่อย ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าคุณต้องติดลบ (ภาษาเทคนิคทางการเงินเรียกว่า Negative Real Interest Rate หรือ Negative Effective Rate)

และถ้าเป็นกรณี "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ดังที่หลายประเทศใช้อยู่ ยิ่งหนักข้อไปกันใหญ่

เพราะเท่ากับว่าคุณอุตส่าห์เอาเงินไปฝากธนาคาร แต่ธนาคารกลับมาเก็บค่าฝากเงินจากคุณซะงั้น เช่น ถ้าธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก "-1%” ต่อปี ก็หมายความว่า เงินฝาก 100 บาท ของคุณตอนต้นปี จะลดลงเหลือเพียง 99 บาท ตอนปลายปี (ยังไม่นับค่าธรรมเนียมและค่าโสหุ้ยต่างๆ)

มันบ้าไหมหล่ะ?

โลกทำไมเพี้ยนไปได้ถึงเพียงนี้

กวาดตามองไปทั่วโลก ณ วันนี้ กว่า 30 ประเทศแล้ว (ประชากรของประเทศเหล่านั้นรวมกันประมาณ 500 ล้านคน) ที่ปล่อยให้เกิด "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" (หรือไม่ก็ผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ติดลบ โดยข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำมาอ้างอิงกันทั่วไปคือ พันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายกันด้วยราคาที่ทำให้อัตราผลตอบแทนติดลบ (Negative Bond Yield อย่าลืมว่าราคาพันธบัตรย่อมสวนทางกับผลตอบแทน ตามหลัก Discounted Cash Flow) มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านล้านเหรียญฯ คิดเป็นเกือบๆ หนึ่งในสามของมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลทั้งโลกที่ซื้อขายกันในตลาดฯ)

ที่พูดนี้รวมถึงประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป เป็นต้น

สหรัฐฯ เอง แม้จะยังไม่ประกาศอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ก็ได้ฝืนกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในแดนต่ำมากมานาน โดยในช่วงหลังวิกฤติหนักปี 2008 นั้น ก็ได้ใช้นโยบายนี้ร่วมกับโครงการ QE หรือ Quantitative Easing ที่ให้ธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ Mortgage-backed Securities

ขณะนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในแดนบวกทั่งคู่ แต่เมื่อได้ฟังจากปากของ Janet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่บอกว่าการจะนำ NIRP หรือ Negative-interest-rate Policy มาใช้หรือไม่นั้น ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว (..“not completely rule out”....“in some future very adverse scenario.”)

ถ้าให้ตีความ ก็คงต้องบอกว่า ธนาคารกลางยังคงสงวนนโยบายนี้ไว้เป็นอาวุธที่จะนำออกมาใช้ในอนาคต หากสภาวะเศรษฐกิจเกิดพลิกผันเลวร้ายลงอย่างเกินที่คาดหมายไว้ โดยในใจเธอคงจะหมายถึง ราคาหุ้นและหลักทรัพย์ ที่อาจตกลงอย่างฉับพลัน หรือที่เรียกว่า Stock Market Crash นั่นเอง (ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะดัชนีราคาหุ้นของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจพื้นฐาน ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง)

ไทยเราเป็นประเทศเล็ก หากบรรดาพี่เบิ้มที่เป็น "หัวขบวน" ของโลก ยังคงตั้งใจกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเข้าไว้ต่อไป เราก็ไม่สามารถฝืนขึ้นดอกเบี้ยได้ เพราะจะทำให้เงินทุนไหลเข้า ราคาสินทรัพย์จะเฟ้อโดยใช่เหตุ และอัตราแลกเปลี่ยนก็จะแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก

เห็นได้ชัดว่า ปัจจัยในเชิงมหภาคของโลกในตอนนี้ มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของปากท้องคนไทยมากกว่าในอดีตมากเลย (แม้ทุกคนจะรู้แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องการทะยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ย ให้กลับสู่ภาวะปกติ “Back to Normal” หรือ “New Normal” แต่พวกเขาย่อมต้องดูสภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนประกอบด้วย เพราะหากเศรษฐกิจจีนง่อนแง่นมากเกินไป แล้วสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นในจีนเกิดปัญหาได้ และอาจลุกลามไปยังตลาดฯ อื่นทั่วโลก ฯลฯ...และเหล่านี้ย่อมกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยะสำคัญทั้งสิ้น)

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้าแนวโน้มยังคงเป็นไปในแนวนี้ การถือครองเงินสด (เงินสดไม่มีดอกเบี้ยรับ) หรือเงินฝากในสัดส่วนที่มากเกินไป ย่อมไม่ทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น

ไอ้ครั้นจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยงมาก เพราะราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากแล้ว

ลองดูดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังจากวิกฤติซัพไพรม์เมื่อปี 2551เป็นต้นมา และกองทุนต่างประเทศเริ่มหันเหเงินลงทุนจากตลาดสหรัฐฯ มุ่งสู่ตลาด Emerging Markets ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์หรือ SET Index เพิ่มขึ้นจากที่เคยต่ำสุด ณ ระดับ 400 จุด มาอยู่ในระดับสูงสุดประมาณ 1,600 จุดในช่วงที่ FED ประกาศหยุด QE แล้วก็ทะยอยปรับตัวลงไปเกือบ 400 จุด (ส่วนสำคัญเพราะสหรัฐฯ หยุด QE) และเพิ่งจะกลับขึ้นมาอีกในปีนี้ มายืนอยู่เหนือ 1,500 จุด ในขณะที่เขียนต้นฉบับนี้

แน่นอน ตลาดหุ้นไทย ราคาแพงขึ้นมาได้เพราะนโยบายดอกเบี้ยต่ำบวกกับการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตามมาด้วยธนาคารกลางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น 
และการที่หุ้นมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ย่อมทำให้เกิด Wealth Effect ที่แพร่สะพัดเข้าไปสู่สินทรัพย์ชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ งานศิลปะ และของสะสมบางชนิด เช่นรถยนต์คลาสิก งานศิลปะ นาฬิกา ของเก่า พระเครื่อง และของสะสมอื่นๆ ฯลฯ

ดังนั้น การจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยง

เราเห็นด้วยกับ Donald Trump ผู้สมัครชิงตำแห่งประธานาธบดีสหรัฐฯ ของพรรครีปับรีกัน ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News เมื่อสองวันก่อน (2 สิงหาคม 2559) ว่า

“I did invest and I got out, and it was actually very good timing, but I’ve never been a big investor in the stock market.....Interest rates are artificially low,...The only reason the stock market is where it is is because you get free money.”

ใช่ อัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับต่ำอย่างผิดปกติ (ฝืนให้ต่ำ) และการให้กู้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ นั้นถือว่าเป็น "Free Money”

ดังนั้น คนที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเหล่านี้ได้ไม่ยาก เช่นธุรกิจใหญ่ๆ ธนาคาร ธุรกิจการเงิน จึงร่ำรวย...กิจการจำนวนมาก กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมากว้านซื้อหุ้นของตัวเอง หรือนำมาซื้อกิจการเกิดใหม่หรือ Start-Ups ในราคาแพงเกินพื้นฐาน หรือนำมาขึ้นเงินเดือนกันเอง จ่ายโบนัสกันเอง หรือนำไปลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์นานาชนิด...ภาพเขียน งานศิลปะ หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ นาฬิกา เรือยอชจ์ ของสะสม...หรือนำไปใช้สุรุ่ยสุร่ายโดยไม่จำเป็นต้องระวังอะไร

คนเหล่านี้รวมทั้งพวกที่ถือทรัพย์เป็นหุ้น เป็นพันธบัตร เป็น Financial Asset ทั้งหลาย ดีขึ้น รวยขึ้น มั่งคั่งขึ้น ภายใต้นโยบายแบบนี้ ทว่าคนทั่วไปที่กินเงินเดือน มีรายได้คงที่ และยากแก่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ย่อมแย่ลง (อีกทั้งการย้ายฐานการผลิตไปยังจีน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลง และงานหลายลักษณะที่เคยมีมาแต่เดิมก็หดหายไป)

คนเหล่านี้แหล่ะคือฐานเสียงที่นิยม Donald Trump

พวกเขาคิดว่า ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบที่เป็นอยู่ ใครเป็นคนออกแบบระบบนี้...พวกเขาต้องการคนนอกมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่พวกวงในที่มีส่วนร่วมออกแบบระบบนี้มา อย่างคุณคลินตัน

กลับมาที่พวกเรา ว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี?

ถือเงินสดก็ไม่ดี เงินฝากก็ถูกธนาคารเอาเปรียบ ซื้อหุ้นก็เสี่ยง

ทางเลือกที่ดี น่าจะแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเก็บเป็นเงินฝาก ส่วนที่สองซื้อทองคำเก็บไว้ (แม้การถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยรับ แต่ก็มีสภาพคล่องสูง และเป็นเหมือนการประกันความเสี่ยง เมื่อเกิดวิกฤติ ทองคำจะมีค่ามาก) ส่วนที่สามซื้อเป็นอาหารการกินเก็บตุนไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าเป็นคนชอบเสี่ยง ก็อาจจะแบ่งไปซื้อหุ้นได้บ้าง แต่ต้องศึกษาพื้นฐานของกิจการ เฟ้นหากิจการที่มีอนาคตและมั่นคง (ซึ่งยังมีอยู่ไม่น้อย) หรืออาจจะซื้อกองทุน ETF ในตลาดต่างประเทศ ที่ P/E ยังต่ำอยู่ และคาดว่าอาจจะฟื้นตัวในอนาคต (เช่นรัสเซีย และ บราซิล เป็นต้น) ซึ่งถ้าขาดทุน ก็จะไม่มาก

การเก็บความมั่งคั่งไว้ในรูปแบบของอาหารนั้นทำได้ เพราะธรรมดาครอบครัวเราก็ต้องบริโภคอยู่แล้ว และอาหารส่วนใหญ่ก็มีสภาพคล่องสูง สามารถนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินหรือสินทรัพย์ชนิดอื่นได้ไม่ยาก

คนสมัยก่อนต้องสต๊อกข้าวไว้กินเองในครอบครัว หลังจากที่นำส่วนเกินออกขายแล้ว
ประเทศญี่ปุ่นหรือจีนเอง ก็ดำเนินกลยุทธ์เช่นนี้

การที่ญี่ปุ่นต้องเข้าสู่สงครามโลกก็เพราะความกลัวที่ว่าคนของตนจะอดตาย เพราะถูกปิดล้อม และอาหารไม่เพียงพอ จึงต้องบุกออกไปยึดครองพื้นที่อื่น เพื่อแสวงหาอาหารและทรัพยากรต่างๆ

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงจัดหาอาหารโดยการซื้อล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี

จีนเองก็เช่นกัน

คำกล่าวของ มจ.สุทธิพร กฤดากร ที่ว่า "เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" นั้น เป็นความจริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติแล้ว อาหารจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด และอาหารก็สามารถใช้แทนเงินทอง ในฐานะ Currency ได้ด้วย

เงิน (Money) ต่างหาก ที่เป็นเพียง "หน่วยวัด" หรือสิ่งสมมุติให้เป็น "ตัวแทน" ของ "ความมั่งคั่ง" หรือ “Wealth”

เงิน ไม่ใช่ Wealth

เงินมีค่าได้เพราะถูกสมมติให้เป็นสื่อกลางในการจัดหามาซึ่ง Wealth

สิ่งที่เงินซื้อได้ต่างหากคือ Wealth และเงินมีค่าได้ก็เพราะใช้จัดหา Wealth หรือเทียบค่ากับ Wealth นั่นเอง

Wealth เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษย์ ที่ต้องขุด ต้องตัก ต้องดำลงไป ต้องจับ ต้องดัก ต้องเสี่ยง ต้องล่า ต้องตัด ต้องถลุง ต้องผสม ต้องสกัด ต้องหล่อ ต้องหลอม ต้องกลึง ต้องตกแต่ง ต้องกุม ต้องประกอบ ต้องออกแบบ ต้องผลิต ด้วยสติปัญญาความรู้และจินตนาการ เพื่อให้เกิดเป็นข้าวของ แล้วต้องอดออม สร้างสมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นทุนของสังคม (Capital Formation)

เงินเป็นเพียงกระดาษ หรือตั๋วที่จะนำไปแลกมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น

ข้าวหนึ่งถัง ส้มหนึ่งกิโล ผักหนึ่งกำมือ พริกสองหยิบ ต้มยำกุ้งหนึ่งชาม ไปจนถึง เครื่องจักร รถยนต์ เรือบิน สินค้าอุปโภคบริโภค และผลิตภัณฑ์ไฮเทค...เหล่านี้คือ Wealth ที่คนผลิตขึ้นโดยอาศัยแรงงาน แรงสมอง จินตนาการ เครื่องไม้เครื่อมือ และความรู้ (หรือเทคโนโลยีนั่นเอง)

ถ้าพิมพ์เงินเพิ่มแล้วแจกออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ข้าวยังมีแค่ถังเดียว ส้มมีแค่หนึ่งกิโล ผักมีแค่หนึ่งกำมือ พริกมีแค่สองหยิบ ต้ำยำกุ้งมีแค่หนึ่งชาม เครื่องจักรมีเท่าเดิม เครื่องบินมีเท่าเดิม ฯลฯ ไม่มีใครผลิตอะไรเพิ่มได้ หรือไม่มีใครยอมผลิต ไม่มีใคร Start it Up ลุกขึ้น หยิบพลั่ว หยิบจอบ หยิบเสียม ถลกแขนเสื้อ ชักชวนผู้คนมาร่วมกันลงเงิน ลงแรง เสี่ยงร่วมกัน สร้างสิ่งใหม่ๆ...มีแต่คนเอาแต่สบาย กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมาหากำไรเพิ่มโดยให้ "เงินทำงาน" อย่างเดียว ฯลฯ

Wealth ของสังคมจะเพิ่มได้อย่างไร?

และเงินจะมีค่าอะไรกัน?

นั่นเป็นคำตอบสำหรับปริศนาของการสร้างความมั่งคั่ง

และเป็นคำตอบว่าทำไม เศรษฐกิจของประเทศพี่เบิ้มในโลกจึงยังเตาะแตะไม่ไปถึงไหน แม้จะอัดฉีดเงินเข้าไปเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแล้วก็ตาม

 

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

4 สิงหาคม 2559

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับสิงหาคม 2559

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • May 24 , 2017

    บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายศุภชัย จงศุภวิศาลกิจ (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานประกันกลุ่มและสถาบัน ร่วมแถลงข่าวการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ครั้งที่ 10 ประจำปี 2560 เพื่อหารายได้สมทบโครงการกองทุนทนายอาสาเพื่อประชาชนทางกฎหมาย ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางกฎหมาย โดยไม่คิดค่าตอบแทน ณ โรงแรมซีเอส ปาร์ค

  • May 22 , 2017

    กล้องถ่ายภาพด่วน Instax ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและ อินสแตกซ์ในตัวเดียวกัน ในรูปแบบใหม่สี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square) เจาะกลุ่มผู้รักแก็ดเจ็ตและรักการถ่ายภาพ ตั้งเป้ายอดขายภายในสิ้นปี มากกว่า 5,000 ตัว

  • May 19 , 2017

    บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ "ดีแทค” มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ดิจิทัลอย่างครบวงจร

 

 

Editor Observation

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

  • Dec 28 , 2016

    แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • May 02 , 2017

    การใช้ความเชี่ยวชาญของคนหมู่มากย่อมได้ไอเดียและแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลายกว่ากลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง การใช้สาธารณชนหรือบุคคลทั่วไปในการแก้ไขปัญหาหรือร่วมกันพัฒนาสินค้าร่วมกับองค์กรเรียกว่า Crowdsourcing การใช้ Crowdsourcing จะแตกต่างจาก Outsourcing เนื่องจากการ Outsource คือ การที่องค์กรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสินค้ามาพัฒนาระบบไอทีหรือแก้ปัญหาให้องค์กร แต่ Crowdsourcing คือ การเปิดให้บุคคลอื่นๆ ภายนอกองค์กร (ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ใช่)

  • Apr 24 , 2017

    เทคโนโลยีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมีมามากว่า 100 ปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโทรทัศน์ขาวดำ การใช้สัญญาณอนาล็อก และมีการพัฒนามาสู่ Digital TV และ Digital Radio ในปัจจุบัน นอกจากนี้สื่อที่มีคนบริโภคมากที่สุดยังคงเป็นโทรทัศน์และวิทยุ “ดังนั้นสามารถพูดได้ว่าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีความสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก”  แนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีดังต่อไปนี้

  • Apr 16 , 2017
    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีบริการที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณ คือMEA Better Care Serviceที่ช่วยเติมเต็มบริการหลังเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของเรา ได้ดีเยี่ยม 
 

Cool Case

  • May 24 , 2017

    ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดคนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นาทีต่อนาที ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดการใช้งานของสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ไฟส่องสว่าง อย่างนวัตกรรม “ไฟพื้นถนน เตือนคนเล่นมือถือ” 

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้

  • Jan 09 , 2017

    The Internship ใน MBA บทความนี้เป็นคนละเรื่องกับ The Internship (2013) ภาพยนตร์ดังของฮอลลีวูดที่นำแสดงโดย วินซ์ วอห์น (Vince Vaughn) และ จาเร็ด สเติร์น (Jared Stern) ที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีโลก คือ บริษัท Google