Editor Observation

จะอยู่ยังไงเมื่อดอกเบี้ยติดดิน

แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

เพียงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ จู่ๆ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งก็ได้ประกาศว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภทสำหรับคนทั่วไปลงเหลือ "0%” ทำให้ผู้คนเกิดสับสนอลหม่าน และมีข่าวลือว่าจะเกิดการถอนเงินจำนวนมาก จนผู้บริหารธนาคารแห่งนั้นต้องเปลี่ยนใจ ประกาศยกเลิกหลังจากนั้นไม่นาน

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นข่าวบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่แทบทุกฉบับ ในขณะนั้น

แน่นอน "อัตราดอกเบี้ย 0%” และ "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ถือเป็นภัยคุกคามต่อผู้มีเงินฝากทุกคน

ยิ่งประชาชนทั่วไป ข้าราชการ และผู้เกษียณ ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของพวกเขามักอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคารแล้ว นโยบายแบบนี้ ย่อมกระทบพวกเขาเข้าอย่างจัง

มันไม่ต่างอะไรกับ "โจร" ที่คอย "ขโมยความมั่งคั่ง" จากพวกเราไปทีละเล็กทีละน้อย

เหมือนกับตุ่มที่รั่ว เติมน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ไม่ว่าคุณจะอดออมมากแค่ไหน มัธยัสถ์สักเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปทุกปี ยอดเงินฝากของคุณจะลดลง เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้น

เช่นในกรณีอัตราดอกเบี้ยเป็น "ศูนย์" ถ้าคุณฝากเงินไว้ร้อยบาทตอนต้นปี ตอนสิ้นปีคุณจะมีเงินเท่าเดิม แต่คุณต้องเสียค่าโสหุ้ยต่างๆ เช่นค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ หรือแม้กระทั่งค่าเดินทางไปธนาคารแต่ละครั้งเพื่อฝากถอน

นี่ยังไม่นับอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ข้าวของขึ้นราคาทุกปี และเมื่อมาเทียบกับรายได้ดอกเบี้ยของคุณแล้ว ถ้าคิดคำนวณละเอียดหน่อย ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าคุณต้องติดลบ (ภาษาเทคนิคทางการเงินเรียกว่า Negative Real Interest Rate หรือ Negative Effective Rate)

และถ้าเป็นกรณี "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ดังที่หลายประเทศใช้อยู่ ยิ่งหนักข้อไปกันใหญ่

เพราะเท่ากับว่าคุณอุตส่าห์เอาเงินไปฝากธนาคาร แต่ธนาคารกลับมาเก็บค่าฝากเงินจากคุณซะงั้น เช่น ถ้าธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก "-1%” ต่อปี ก็หมายความว่า เงินฝาก 100 บาท ของคุณตอนต้นปี จะลดลงเหลือเพียง 99 บาท ตอนปลายปี (ยังไม่นับค่าธรรมเนียมและค่าโสหุ้ยต่างๆ)

มันบ้าไหมหล่ะ?

โลกทำไมเพี้ยนไปได้ถึงเพียงนี้

กวาดตามองไปทั่วโลก ณ วันนี้ กว่า 30 ประเทศแล้ว (ประชากรของประเทศเหล่านั้นรวมกันประมาณ 500 ล้านคน) ที่ปล่อยให้เกิด "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" (หรือไม่ก็ผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ติดลบ โดยข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำมาอ้างอิงกันทั่วไปคือ พันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายกันด้วยราคาที่ทำให้อัตราผลตอบแทนติดลบ (Negative Bond Yield อย่าลืมว่าราคาพันธบัตรย่อมสวนทางกับผลตอบแทน ตามหลัก Discounted Cash Flow) มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านล้านเหรียญฯ คิดเป็นเกือบๆ หนึ่งในสามของมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลทั้งโลกที่ซื้อขายกันในตลาดฯ)

ที่พูดนี้รวมถึงประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ก สวีเดน อิตาลี อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพยุโรป เป็นต้น

สหรัฐฯ เอง แม้จะยังไม่ประกาศอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือติดลบ ก็ได้ฝืนกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในแดนต่ำมากมานาน โดยในช่วงหลังวิกฤติหนักปี 2008 นั้น ก็ได้ใช้นโยบายนี้ร่วมกับโครงการ QE หรือ Quantitative Easing ที่ให้ธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ Mortgage-backed Securities

ขณะนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในแดนบวกทั่งคู่ แต่เมื่อได้ฟังจากปากของ Janet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่บอกว่าการจะนำ NIRP หรือ Negative-interest-rate Policy มาใช้หรือไม่นั้น ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว (..“not completely rule out”....“in some future very adverse scenario.”)

ถ้าให้ตีความ ก็คงต้องบอกว่า ธนาคารกลางยังคงสงวนนโยบายนี้ไว้เป็นอาวุธที่จะนำออกมาใช้ในอนาคต หากสภาวะเศรษฐกิจเกิดพลิกผันเลวร้ายลงอย่างเกินที่คาดหมายไว้ โดยในใจเธอคงจะหมายถึง ราคาหุ้นและหลักทรัพย์ ที่อาจตกลงอย่างฉับพลัน หรือที่เรียกว่า Stock Market Crash นั่นเอง (ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะดัชนีราคาหุ้นของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อยู่ในระดับสูงมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจพื้นฐาน ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง)

ไทยเราเป็นประเทศเล็ก หากบรรดาพี่เบิ้มที่เป็น "หัวขบวน" ของโลก ยังคงตั้งใจกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเข้าไว้ต่อไป เราก็ไม่สามารถฝืนขึ้นดอกเบี้ยได้ เพราะจะทำให้เงินทุนไหลเข้า ราคาสินทรัพย์จะเฟ้อโดยใช่เหตุ และอัตราแลกเปลี่ยนก็จะแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก

เห็นได้ชัดว่า ปัจจัยในเชิงมหภาคของโลกในตอนนี้ มีอิทธิพลต่อความเป็นไปของปากท้องคนไทยมากกว่าในอดีตมากเลย (แม้ทุกคนจะรู้แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องการทะยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ย ให้กลับสู่ภาวะปกติ “Back to Normal” หรือ “New Normal” แต่พวกเขาย่อมต้องดูสภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนประกอบด้วย เพราะหากเศรษฐกิจจีนง่อนแง่นมากเกินไป แล้วสหรัฐฯ ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นในจีนเกิดปัญหาได้ และอาจลุกลามไปยังตลาดฯ อื่นทั่วโลก ฯลฯ...และเหล่านี้ย่อมกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยะสำคัญทั้งสิ้น)

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้าแนวโน้มยังคงเป็นไปในแนวนี้ การถือครองเงินสด (เงินสดไม่มีดอกเบี้ยรับ) หรือเงินฝากในสัดส่วนที่มากเกินไป ย่อมไม่ทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น

ไอ้ครั้นจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยงมาก เพราะราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากแล้ว

ลองดูดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังจากวิกฤติซัพไพรม์เมื่อปี 2551เป็นต้นมา และกองทุนต่างประเทศเริ่มหันเหเงินลงทุนจากตลาดสหรัฐฯ มุ่งสู่ตลาด Emerging Markets ดัชนี้ตลาดหลักทรัพย์หรือ SET Index เพิ่มขึ้นจากที่เคยต่ำสุด ณ ระดับ 400 จุด มาอยู่ในระดับสูงสุดประมาณ 1,600 จุดในช่วงที่ FED ประกาศหยุด QE แล้วก็ทะยอยปรับตัวลงไปเกือบ 400 จุด (ส่วนสำคัญเพราะสหรัฐฯ หยุด QE) และเพิ่งจะกลับขึ้นมาอีกในปีนี้ มายืนอยู่เหนือ 1,500 จุด ในขณะที่เขียนต้นฉบับนี้

แน่นอน ตลาดหุ้นไทย ราคาแพงขึ้นมาได้เพราะนโยบายดอกเบี้ยต่ำบวกกับการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตามมาด้วยธนาคารกลางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น 
และการที่หุ้นมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ย่อมทำให้เกิด Wealth Effect ที่แพร่สะพัดเข้าไปสู่สินทรัพย์ชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ งานศิลปะ และของสะสมบางชนิด เช่นรถยนต์คลาสิก งานศิลปะ นาฬิกา ของเก่า พระเครื่อง และของสะสมอื่นๆ ฯลฯ

ดังนั้น การจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตอนนี้ ย่อมเป็นการเสี่ยง

เราเห็นด้วยกับ Donald Trump ผู้สมัครชิงตำแห่งประธานาธบดีสหรัฐฯ ของพรรครีปับรีกัน ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Fox News เมื่อสองวันก่อน (2 สิงหาคม 2559) ว่า

“I did invest and I got out, and it was actually very good timing, but I’ve never been a big investor in the stock market.....Interest rates are artificially low,...The only reason the stock market is where it is is because you get free money.”

ใช่ อัตราดอกเบี้ย อยู่ในระดับต่ำอย่างผิดปกติ (ฝืนให้ต่ำ) และการให้กู้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ นั้นถือว่าเป็น "Free Money”

ดังนั้น คนที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเหล่านี้ได้ไม่ยาก เช่นธุรกิจใหญ่ๆ ธนาคาร ธุรกิจการเงิน จึงร่ำรวย...กิจการจำนวนมาก กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมากว้านซื้อหุ้นของตัวเอง หรือนำมาซื้อกิจการเกิดใหม่หรือ Start-Ups ในราคาแพงเกินพื้นฐาน หรือนำมาขึ้นเงินเดือนกันเอง จ่ายโบนัสกันเอง หรือนำไปลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์นานาชนิด...ภาพเขียน งานศิลปะ หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ นาฬิกา เรือยอชจ์ ของสะสม...หรือนำไปใช้สุรุ่ยสุร่ายโดยไม่จำเป็นต้องระวังอะไร

คนเหล่านี้รวมทั้งพวกที่ถือทรัพย์เป็นหุ้น เป็นพันธบัตร เป็น Financial Asset ทั้งหลาย ดีขึ้น รวยขึ้น มั่งคั่งขึ้น ภายใต้นโยบายแบบนี้ ทว่าคนทั่วไปที่กินเงินเดือน มีรายได้คงที่ และยากแก่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ย่อมแย่ลง (อีกทั้งการย้ายฐานการผลิตไปยังจีน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลง และงานหลายลักษณะที่เคยมีมาแต่เดิมก็หดหายไป)

คนเหล่านี้แหล่ะคือฐานเสียงที่นิยม Donald Trump

พวกเขาคิดว่า ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบที่เป็นอยู่ ใครเป็นคนออกแบบระบบนี้...พวกเขาต้องการคนนอกมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่พวกวงในที่มีส่วนร่วมออกแบบระบบนี้มา อย่างคุณคลินตัน

กลับมาที่พวกเรา ว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี?

ถือเงินสดก็ไม่ดี เงินฝากก็ถูกธนาคารเอาเปรียบ ซื้อหุ้นก็เสี่ยง

ทางเลือกที่ดี น่าจะแบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเก็บเป็นเงินฝาก ส่วนที่สองซื้อทองคำเก็บไว้ (แม้การถือทองคำไม่มีดอกเบี้ยรับ แต่ก็มีสภาพคล่องสูง และเป็นเหมือนการประกันความเสี่ยง เมื่อเกิดวิกฤติ ทองคำจะมีค่ามาก) ส่วนที่สามซื้อเป็นอาหารการกินเก็บตุนไว้ในปริมาณที่พอเหมาะ แต่ถ้าเป็นคนชอบเสี่ยง ก็อาจจะแบ่งไปซื้อหุ้นได้บ้าง แต่ต้องศึกษาพื้นฐานของกิจการ เฟ้นหากิจการที่มีอนาคตและมั่นคง (ซึ่งยังมีอยู่ไม่น้อย) หรืออาจจะซื้อกองทุน ETF ในตลาดต่างประเทศ ที่ P/E ยังต่ำอยู่ และคาดว่าอาจจะฟื้นตัวในอนาคต (เช่นรัสเซีย และ บราซิล เป็นต้น) ซึ่งถ้าขาดทุน ก็จะไม่มาก

การเก็บความมั่งคั่งไว้ในรูปแบบของอาหารนั้นทำได้ เพราะธรรมดาครอบครัวเราก็ต้องบริโภคอยู่แล้ว และอาหารส่วนใหญ่ก็มีสภาพคล่องสูง สามารถนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินหรือสินทรัพย์ชนิดอื่นได้ไม่ยาก

คนสมัยก่อนต้องสต๊อกข้าวไว้กินเองในครอบครัว หลังจากที่นำส่วนเกินออกขายแล้ว
ประเทศญี่ปุ่นหรือจีนเอง ก็ดำเนินกลยุทธ์เช่นนี้

การที่ญี่ปุ่นต้องเข้าสู่สงครามโลกก็เพราะความกลัวที่ว่าคนของตนจะอดตาย เพราะถูกปิดล้อม และอาหารไม่เพียงพอ จึงต้องบุกออกไปยึดครองพื้นที่อื่น เพื่อแสวงหาอาหารและทรัพยากรต่างๆ

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงจัดหาอาหารโดยการซื้อล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี

จีนเองก็เช่นกัน

คำกล่าวของ มจ.สุทธิพร กฤดากร ที่ว่า "เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" นั้น เป็นความจริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติแล้ว อาหารจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด และอาหารก็สามารถใช้แทนเงินทอง ในฐานะ Currency ได้ด้วย

เงิน (Money) ต่างหาก ที่เป็นเพียง "หน่วยวัด" หรือสิ่งสมมุติให้เป็น "ตัวแทน" ของ "ความมั่งคั่ง" หรือ “Wealth”

เงิน ไม่ใช่ Wealth

เงินมีค่าได้เพราะถูกสมมติให้เป็นสื่อกลางในการจัดหามาซึ่ง Wealth

สิ่งที่เงินซื้อได้ต่างหากคือ Wealth และเงินมีค่าได้ก็เพราะใช้จัดหา Wealth หรือเทียบค่ากับ Wealth นั่นเอง

Wealth เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษย์ ที่ต้องขุด ต้องตัก ต้องดำลงไป ต้องจับ ต้องดัก ต้องเสี่ยง ต้องล่า ต้องตัด ต้องถลุง ต้องผสม ต้องสกัด ต้องหล่อ ต้องหลอม ต้องกลึง ต้องตกแต่ง ต้องกุม ต้องประกอบ ต้องออกแบบ ต้องผลิต ด้วยสติปัญญาความรู้และจินตนาการ เพื่อให้เกิดเป็นข้าวของ แล้วต้องอดออม สร้างสมทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเป็นทุนของสังคม (Capital Formation)

เงินเป็นเพียงกระดาษ หรือตั๋วที่จะนำไปแลกมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น

ข้าวหนึ่งถัง ส้มหนึ่งกิโล ผักหนึ่งกำมือ พริกสองหยิบ ต้มยำกุ้งหนึ่งชาม ไปจนถึง เครื่องจักร รถยนต์ เรือบิน สินค้าอุปโภคบริโภค และผลิตภัณฑ์ไฮเทค...เหล่านี้คือ Wealth ที่คนผลิตขึ้นโดยอาศัยแรงงาน แรงสมอง จินตนาการ เครื่องไม้เครื่อมือ และความรู้ (หรือเทคโนโลยีนั่นเอง)

ถ้าพิมพ์เงินเพิ่มแล้วแจกออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ข้าวยังมีแค่ถังเดียว ส้มมีแค่หนึ่งกิโล ผักมีแค่หนึ่งกำมือ พริกมีแค่สองหยิบ ต้ำยำกุ้งมีแค่หนึ่งชาม เครื่องจักรมีเท่าเดิม เครื่องบินมีเท่าเดิม ฯลฯ ไม่มีใครผลิตอะไรเพิ่มได้ หรือไม่มีใครยอมผลิต ไม่มีใคร Start it Up ลุกขึ้น หยิบพลั่ว หยิบจอบ หยิบเสียม ถลกแขนเสื้อ ชักชวนผู้คนมาร่วมกันลงเงิน ลงแรง เสี่ยงร่วมกัน สร้างสิ่งใหม่ๆ...มีแต่คนเอาแต่สบาย กู้เงินดอกเบี้ยต่ำมาหากำไรเพิ่มโดยให้ "เงินทำงาน" อย่างเดียว ฯลฯ

Wealth ของสังคมจะเพิ่มได้อย่างไร?

และเงินจะมีค่าอะไรกัน?

นั่นเป็นคำตอบสำหรับปริศนาของการสร้างความมั่งคั่ง

และเป็นคำตอบว่าทำไม เศรษฐกิจของประเทศพี่เบิ้มในโลกจึงยังเตาะแตะไม่ไปถึงไหน แม้จะอัดฉีดเงินเข้าไปเป็นจำนวนมากมายมหาศาลแล้วก็ตาม

 

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

4 สิงหาคม 2559

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับสิงหาคม 2559

MAGAZINE

 

 

 



New News

 

Editor Observation

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

  • Dec 28 , 2016

    แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Apr 24 , 2017

    เทคโนโลยีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมีมามากว่า 100 ปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโทรทัศน์ขาวดำ การใช้สัญญาณอนาล็อก และมีการพัฒนามาสู่ Digital TV และ Digital Radio ในปัจจุบัน นอกจากนี้สื่อที่มีคนบริโภคมากที่สุดยังคงเป็นโทรทัศน์และวิทยุ “ดังนั้นสามารถพูดได้ว่าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีความสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก”  แนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีดังต่อไปนี้

  • Apr 16 , 2017
    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีบริการที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณ คือMEA Better Care Serviceที่ช่วยเติมเต็มบริการหลังเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของเรา ได้ดีเยี่ยม 
  • Apr 12 , 2017

    บทความนี้เกิดขึ้นจากศึกษาวิจัยโครงการแผนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีไทยและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ผู้เขียนได้เข้าไปร่วมศึกษา รวมถึงจากประสบการณ์ที่ได้ไปอยู่ใน Academy for Systems Change 

 

Cool Case

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้

  • Jan 09 , 2017

    The Internship ใน MBA บทความนี้เป็นคนละเรื่องกับ The Internship (2013) ภาพยนตร์ดังของฮอลลีวูดที่นำแสดงโดย วินซ์ วอห์น (Vince Vaughn) และ จาเร็ด สเติร์น (Jared Stern) ที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีโลก คือ บริษัท Google

  • Dec 22 , 2016

     

    โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันมากกว่า 10 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขปี 2550 มีคนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 53,434 ราย ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 70,075 ราย (ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

    องค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกปีละประมาณ 14 ล้านคน เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องจากมะเร็ง โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ทศวรรษต่อไป หรือจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22 ล้านราย


    วิธีรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันที่นิยมกันประกอบด้วย การผ่าตัดก้อนมะเร็งออก การฉายรังสี โดยโฟกัสตรงจุดที่เป็นก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรืออาจจะเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการ เคมีบำบัด หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อว่าการทำคีโม เป็นวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการโดยการใช้ยาต้านมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับประเภทและระยะของมะเร็ง รวมถึงความแข็งแรงและวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อนหน้า

    จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจที่ทำหน้าที่สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือและดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ในประเทศไทยคือ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ ผู้ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายและติดตั้งชุดเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา (Radio-therapy) และให้บริการซ่อมบำรุงรักษาชุดเครื่องมือทางการแพทย์ดังกล่าว (Maintenance Service)

    สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BIZ ย้อนถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ว่า ตนเรียนจบทางด้านรังสีเทคนิค และเข้าทำงานในโรงพยาบาลไประยะหนึ่ง จากนั้นก็ลาออกมาทำงานด้านการขายให้บริษัทอุปกรณ์การแพทย์ และมีโอกาสดูแลสินค้าตัวหนึ่งคือ การใช้รังสีรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้ามาแนะนำในประเทศไทย

    “เราก็เห็นแนวโน้มว่า โรคมะเร็งมีแต่พัฒนาการมากขึ้น และเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่บริษัทเดิมมองแนวทางไม่เหมือนกับเรา เราก็เลยออกมาทำธุรกิจเอง ประกอบกับหุ้นส่วนของผมที่เคยอยู่บริษัทเดียวกันเขาดูแลด้านวิศวกรรม เราก็เลยออกมาตั้ง Business Alignment เมื่อปี 2543”

    สมพงษ์เล่าต่อว่าเหตุที่ตั้งชื่อบริษัทโดยไม่มีคำที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เลยนั้นเพราะมองว่าการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์ หากยังสามารถทำอย่างอื่นได้พร้อมกัน จึงตั้งเป็นชื่อกลางๆ รวมกับในช่วงที่เรียน MBA ก็ชอบคำว่า Business Alignment เพราะเป็นการวางแนวทางให้ธุรกิจต่างๆ กลมกลืนเข้าด้วยกัน ตามเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นชื่อของบริษัทจึงหมายความว่าในอนาคตบริษัท BIZ ก็สามารถขยายไลน์ธุรกิจและผันตัวเองเป็น Holding Company ได้

    แม้ว่าช่วงที่ก่อตั้งบริษัทเป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังตึงตัว มีหลายคนเตือนว่าการออกจากงานในช่วงเวลานั้นเพื่อมาสร้างธุรกิจอาจจะลำบาก แต่ด้วยการมองเห็นโอกาสเช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ในต่างประเทศที่มองแนวโน้มการรักษามะเร็งด้วยเครื่องมือชนิดนี้จะเติบโต เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงปี 2537 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

     

    ธุรกิจเงินทุนสูง
    การจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์มีราคาสูง การลงทุนจึงต้องสูงตามไปด้วย เพราะต้องซื้อเครื่องมาก่อน เพื่อมาติดตั้งให้ลูกค้าแล้วจึงเก็บเงินได้ เงินทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    เมื่อเริ่มตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สมพงษ์ และ วรวิทย์ สีลภูสิทธิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินและทรัพยากรมนุษย์ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (BIZ) 2 หุ้นส่วนใหญ่ ลงเงินคนละครึ่ง ดังนั้นการจะขายเครื่องมือราคา 40-50 ล้านบาท จึงต้องไปเจรจากับธนาคาร เพื่อขอกู้เงินมาใช้ทำธุรกิจ

    “เราก็ไปคุยกับแบงก์เอาสัญญาไปให้เขาดู เพราะสัญญานี้เป็นสัญญากับภาครัฐ เราก็ให้เขามั่นใจว่าเขาจะได้รับเงินก็เอาสิทธิในการรับเงินไปให้เขา แล้วไปกู้ เอาบ้านไปจำนอง เอาตัวเราไปค้ำประกัน แต่เราเพิ่งก่อตั้งเขาก็ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจ เขาคงดูเราส่งมอบงานได้ไหม เก็บเงินได้หรือไม่ เรามีสัญญาไม่พอต้องเอาบ้านที่อยู่มาจำนอง ไปหาเงินกู้จากพวกญาติบางส่วน

    “ผมอาจจะโชคดี ปีแรกอาจจะเหนื่อยหน่อยต้องไปขอกู้เงินญาติบ้าง ธนาคารบ้าง และลูกค้าบางรายก็ช่วยผ่อนคลายเรื่องการชำระเงินให้เงินเราเร็วขึ้น อาจจะเป็นโชคดีที่เจอลูกค้าดีๆ ด้วย และโชคดีอีกอย่างที่ตั้งแต่ตั้งมาหนี้สูญเราไม่มี เพราะคู่ค้าเรามีแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆ” สมพงษ์ กล่าว


    การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จึงเป็นการลดปัญหาด้านเงินลงทุน เนื่องจาก BIZ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นช่วงเวลาสูง

    “สมมติมีโครงการสัก 400 ล้านต้องใช้เงินทุนเท่าไร และพวกนี้ไม่ใช่ว่าขายวันนี้อีก 30 วันเก็บเงินได้ เราขายวันนี้แล้วก็ยังต้องมีช่วงเวลาติดตั้ง ทำโน่นทำนี่ เร็วสุดเก็บเงินได้ประมาณ 6 เดือน นั่นหมายถึงว่าเงินจะต้องจมไปประมาณ 7 เดือน มีบางปีเราไปดูบันทึก จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเกือบ 20 ล้านเพราะกว่าจะเก็บเงินได้ และดอกเบี้ยก็ค่อนข้างสูง ถ้าเราลดภาระนี้ได้ การระดมทุนทำให้เรามีเงินก้อนหนึ่งมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน นั่นทำให้ลดต้นทุนทางการเงินได้ ทำให้เพิ่มกำไรได้มากขึ้น และเมื่อเข้าสู่ตลาด การเจรจากับแบงก์เรื่องดอกเบี้ยก็พูดคุยได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับตอนยังไม่ได้จดทะเบียน และอาจทำให้ความฝันของบริษัทเป็นจริงเร็วขึ้น”

     

    ผู้เชี่ยวชาญ
    หลายคนอาจจะมอง BIZ เป็นบริษัทเทรดดิงบริษัทหนึ่ง แต่สิ่งที่ BIZ ขายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งมีความซับซ้อน ต้องใช้ห้องที่ออกแบบพิเศษและติดตั้งเครื่องเพื่อป้องกันรังสีไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นในขณะที่ทำประโยชน์ให้ผู้ป่วย

    สมพงษ์เล่าว่า “สิ่งที่เราทำก็คือทำเป็น Service Provider ทางด้านนี้ สิ่งที่เราให้ลูกค้าคือ ให้คำแนะนำช่วยเหลือในการออกแบบห้องให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และเราก็ให้ความช่วยเหลือจัดหาอุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็น one stop service เพราะเรามองเห็นว่าลูกค้าบางรายเขามีปัญหาตั้งแต่ห้อง เขาต้องทำห้องก่อสร้างก็บริษัทหนึ่ง เครื่องก็บริษัทหนึ่ง ก็อาจจะเกิดปัญหาว่าไม่เข้ากัน คือเดี๋ยวจะโทษกันไปกันมา เราก็มองดูแม้แต่การก่อสร้างปรับปรุงห้องเราก็รับผิดชอบ นั่นคือสิ่งที่เราเริ่มปรับกลยุทธ์เป็น Solution Provider ทางด้านรังสีรักษา เราปรับกลยุทธ์ให้แตกต่าง ใครจะทำด้านนี้ต้องคิดถึงเรา เข้ามาปรึกษา เครื่องต้องสามารถใช้งานได้จริง นั่นคือสิ่งที่เราวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ปัจจุบันเราก็วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีห้องอยู่เดิมหรือไม่มี เราก็สามารถให้คำปรึกษารวมถึงเรื่องการก่อสร้าง เราไม่มีบริษัทก่อสร้างเองแต่เรามีผู้รับเหมาที่สามารถไว้ใจได้และสามารถร่วมมือ เราทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของเขาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ส่งมอบถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน”

    เขาให้ข้อมูลต่อว่า ในประเทศไทยลักษณะการซื้อแบบ Solution Provider เป็นที่นิยม เนื่องจากบริษัทสามารถสรรหาอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทันที กลายเป็นจุดเด่นที่ BIZ นำเสนอให้แก่ลูกค้า

    สินค้าไฮเทค
    สมพงษ์เพิ่มเติมข้อมูลเรื่องเครื่องมือที่ BIZ จำหน่ายโดยย้อนอดีตวิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีที่มีมานานแล้ว คือการใช้แร่ธรรมชาติในการรักษา หรือที่รู้จักกันคือแร่โคบอลต์ แต่โคบอลต์มีปัญหาคือเมื่อพลังงานในก้อนแร่ลดลงจนถึงจุดหนึ่งจะใช้ไม่ได้ ต้องนำก้อนแร่ไปเก็บฝังเป็นกากกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความใส่ใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีเหตุการณ์คนไปขโมยแร่และเกิดการรั่วไหลส่งผลให้เสียชีวิต

    จุดเด่นของเครื่องรุ่นใหม่คือ หากไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเครื่องก็จะไม่มีรังสีออกมา เป็นการทำงานคล้ายกันกับหลอดเอกซ์เรย์ที่ยิงด้วยพลังงานรังสีสูง และไม่มีกากกัมมันตรังสีให้ต้องกำจัด เมื่อเลิกใช้งานสามารถทิ้งได้เช่นเดียวกับเครื่องจักรอื่นๆ

    และการพัฒนาของเครื่องรุ่นใหม่ๆ ทำให้รังสีที่ได้มีอำนาจทะลุทะลวงได้ดีกว่า เมื่อรวมกับเครื่องมือที่ใช้ประกอบทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

    “เราใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมวางแผน ต่างๆ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา เพราะการรักษามีองค์ประกอบมากมาย คอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา คือเอาภาพที่เราซีทีสแกนมาวาง ว่าเราควรจะให้รังสีตรงไหนอย่างไรเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุด และไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเรามีหมด ไม่ใช่แค่มีเครื่องแล้วรักษาได้ การรักษาที่จะมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดคุณจะต้องมีอุปกรณ์ประกอบ” สมพงษ์อธิบาย

     

    ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับรังสี
    สมพงษ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าผู้ป่วยมะเร็งไปฉายรังสีหมายความว่าคนป่วยกำลังจะเสียชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด “ในอดีตที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนที่มาพบก้อนมะเร็งมักจะเป็นมะเร็งระยะที่ 4 คือเป็นระยะสุดท้ายแล้ว ในอดีตทางการแพทย์การวินิจฉัยโรคมะเร็งยังไม่พัฒนา รู้อีกทีคือมีอาการแล้ว เป็นระดับ 4 แล้ว เกินเยียวยาเกือบทั้งหมด พอมาฉายแสงก็ช่วยทำให้ก้อนยุบ เพราะก้อนถูกทำลาย เราเคยทำงานด้านนี้ ผู้ป่วยก็ดีใจแต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานเพราะโรคอยู่ในระยะที่เกินไปแล้ว คนก็บอกว่ามาฉายแสงแล้วตาย จะไม่ตายได้อย่างไร เพราะระยะโรคไปถึงขั้นนั้นแล้ว เราฉายแสงให้เขาเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ดีขึ้น ดังนั้นการรักษาโรคทุกโรคมีสองอย่าง คือหนึ่งทำให้หาย สองทำแค่บรรเทาอาการ”

    “ปัจจุบันเนื่องจากการแพทย์ในการวินิจฉัยพบได้เร็วขึ้น อยู่ขั้น 1-2 หรือ 3 ก็ตาม การรักษามีโอกาสหายเพิ่มมากขึ้น ทุกโรคเหมือนกันหมด ไม่จำกัดแค่โรคมะเร็ง เพียงแต่โรคมะเร็งพัฒนาการของโรค การเป็นโรคเร็วกว่าโรคอื่น อย่างวินิจฉัยวันนี้เป็นระดับ 1 ภายในเดือนเดียวอาจจะเป็น 2 หรือ 3 เลยก็ได้ ดังนั้นเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นแล้วการรักษาจึงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปล่อยไว้ได้ ยิ่งปล่อยไว้นานมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นสเตจหลังๆ ก็มีมากขึ้น” สมพงษ์อธิบาย

    ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้รังสีรักษาประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็ง เนื่องจากเครื่องมือมีประ-สิทธิภาพดีขึ้น รองลงมาคือการใช้คีโมและผ่าตัด ขึ้นกับอวัยวะที่เป็น เพราะมะเร็งบางอย่างไม่ไวต่อแสงทำให้การฉายรังสีไม่เกิดประโยชน์

     

    ความท้าทายของ BIZ
    สำหรับความท้าทายในการดำเนินงานของ BIZ ต่อไป สมพงษ์ บอกว่า สิ่งที่ยังคงต้องทำต่อเนื่องคือการเพิ่มยอดขายและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ให้แก่บริษัท ซึ่งหมายถึงการมองหาธุรกิจเพิ่มเติมที่กำลังศึกษาแนวทางอยู่ ว่าจะมีอะไรที่เหมาะสมกับอนาคต โดยยังคงให้ความสนใจกับธุรกิจด้านการแพทย์ และสิ่งที่มองคือแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรเรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความใส่ใจดูแล

    สมพงษ์ปิดท้ายด้วยการตอกย้ำเรื่องการสื่อสารว่าเป็นความท้าทายที่ยังต้องดำเนินการ “การให้คนรู้ ก็เป็นการสร้างตลาดทางอ้อม เมื่อเขารู้ก็ไปถามโรง-พยาบาล ทำให้เขารู้ว่ามีทางเลือก ว่าสามารถมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การทำให้เป็นที่รู้จักของโรงพยาบาลใหม่ๆ ผมเชื่อว่าหมอทุกคนมีจรรยาบรรณ ถ้ารู้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีและดีต่อชีวิตคนเขาก็อยากให้ ถ้าผู้ป่วยเรียกร้องหมอเรียกร้องก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ป่วยควรได้สิ่งที่เขาควรได้ ก็เป็นความท้าทาย ในการสื่อสารที่ต้องวางแผนให้รัดกุม ไม่ให้ถูกโจมตี ว่ากำลังไปชี้นำหรือทำให้คนเข้าใจผิด”