Editor Observation

เลียนแบบตรงไหนให้เจริญ

“โลกสันนิวาสย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” วลีนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครเถียงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทว่า “โลกสันนิวาส” สมัยนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพุทธกาลเป็นไหนๆ ด้วยพลังในการคำนวณและการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของไมโครโปรเสดเซอร์ชิพและเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านสื่อสารคมนาคมตลอดจนเทคโนโลยีการแปลงข่าวสารข้อมูลทั้งมวลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มันช่วยทำให้ “ความรู้” ที่เคยอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยแพร่สะพัดเร็วขึ้นและแพร่ไปในอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

 

หากพระพุทธองค์ทรงมาตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณในยุคนี้ คาดว่าคงจะเกิดมีพระอรหันต์จำนวนมากขึ้นทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว เพราะการกระจายของพระธรรมคำสอนคงจะพรึบพับไปทั่วทั้งโลกในเวลาไม่กี่วันหลังจากทรงตรัสรู้และตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วว่าจะทรงเทศนาเผยแพร่พระธรรมคำสอน เพราะคงจะมีมือดีนำมาโพสต์เนื้อหาลงทาง Facebook, Youtube, และ Open Courseware หรือ Podcast

 

เช่นเดียวกับการวิ่งไล่กวดกันในเชิงความรู้หรือเทคโนโลยี ที่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครจะคิดอะไรขึ้นใหม่ๆ ที่ไหน ก็มักจะมีคนอื่นรู้และพยายามหาหนทางในทุกวิถีทาง ให้ตัวเองสามารถรู้เท่าทันให้ได้ ภายในเวลาไม่นานนัก

 

ไม่เหมือนสมัยก่อนที่กว่าความรู้จะเดินทางและแพร่หลายจนผู้รับหรือผู้ลอกเลียนแบบสามารถวิ่งไล่กวดจนก้าวทันเจ้าของความรู้นั้น ต้องอาศัยเวลาเป็นร้อยๆ ปี

 

ยกตัวอย่างสมัยหลังสงครามนโปเลียนเมื่อยุโรปเข้าสู่ความสงบ เทียบแล้วก็ในราวปลายรัชกาลที่ 2 จนถึงรัชกาลที่ 3 ของเรา ช่วงนั้นความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งต่อมาได้แปรผันเป็นความสามารถในเชิงช่าง วิศวกรรม และการผลิตของยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัฐต่างๆ ของเยอรมัน) ก้าวหน้าไปเร็วมาก ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปเจริญเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเครื่องไม้เครื่องมือในการผลิตที่มาแทนแรงงานมนุษย์ตลอดจนสินค้าและบริการสมัยใหม่เกิดขึ้นอย่างมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนและไลฟ์สไตล์แปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคแห่งความสะดวกสบายและมีเวลาว่างสามารถสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดต่างๆ ได้ในแทบทุกวงการ อย่างที่เรียกว่า Modern Age ซึ่งเป็นวิถีชีวิตในแบบที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบันนี้นั่นเอง

 

นักประวัติศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ก้าวกระโดดในยุคนั้นว่า “Second Industrial Revolution”

 

 

ผู้คนในยุโรปเริ่มมีไฟฟ้าใช้ มีโทรเลข (ต่อมาก็โทรศัพท์) เลิกไปไหนมาไหนด้วยม้าและหันมาใช้รถไฟ (ต่อมาก็เป็นรถจักรยานยนต์และรถยนต์) เรือกลไฟ (ต่อมาก็เป็นเครื่องบิน) ถนนหนทางกว้างขวาง สะพานแข็งแรง มีอาวุธและกองทัพสมัยใหม่ โรงงานสมัยใหม่ที่ติดตั้งเครื่องจักรไอน้ำ (ต่อมาก็ใช้เครื่องจักรแบบสันดาปภายในและใช้ไฟฟ้า) มีหนังสือพิมพ์ มีมหาวิทยาลัยแบบใหม่ ยารักษาโรคและโรงพยาบาลสมัยใหม่ มีพรรคการเมือง มีรัฐธรรมนูญ ประกันสังคม และ ฯลฯ

 

แต่กว่าสิ่งเหล่านี้จะแพร่หลายเข้ามาในเมืองไทย ต้องรอเวลาอีกเกือบร้อยปี เพราะกว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาในเมืองไทยก็ปาเข้าไปในยุครัชกาลที่ 5 และ 6 โน่นแล้ว

 

ยิ่งรัฐธรรมนูญและพรรคการเมืองด้วยแล้ว เราเพิ่งจะมามีเมื่อปี 2475 นี่เอง และน่าแปลกใจยิ่งกว่านั้น คือระบบประกันสังคม ซึ่งเราเพิ่งจะมาได้ใช้กันอย่างเต็มรูปแบบเมื่อพ.ศ. 2533 นี้เอง

 

และที่น่าแปลกใจสุดๆ ก็คือว่า แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เรายังไม่มีความรู้พอที่จะผลิตรถยนต์ รถไฟ ระบบโทรศัพท์ ยารักษาโรค อาวุธ และเครื่องจักรกลสมัยใหม่ ขึ้นมาใช้ได้เอง ทั้งๆ ที่เรามีความจำเป็นต้องใช้ยา รถจักรยานยนต์ รถยนต์ อาวุธ และเครื่องจักรกลสมัยใหม่ ปีละหลายล้านล้านบาทเลยทีเดียว และทั้งๆ ที่เราต้องซื้อสิ่งเหล่านี้ใช้มาโดยตลอดและมีมหาวิทยาลัยที่สอนวิชาวิศวกรรมศาสตร์และแพทย์ศาสตร์หรือเภสัชศาสตร์มากว่าร้อยปีแล้ว

 

หรือว่าไทยเรายังไม่เข้าสู่ยุค Industrial Revolution เลยหรือเนี่ย? ทั้งๆ ที่โลกเดี๋ยวนี้เขาพูดกันถึง Digital Revolution กันแล้ว

 

 

นั่นแสดงว่า ในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ ไทยเราวิ่งไล่กวดด้วยการซื้อผลผลิต (คือสินค้าและบริการ) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความรู้แบบยุโรป (และต่อมาก็อเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) มาใช้อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถวิ่งไล่กวดจนเจาะเข้าไปในกึ๋นความรู้ของเขาจนสามารถรู้ทันเขาแล้วนำมาผลิตเป็นของตัวเองได้เลย...ใช่หรือไม่?

 

ต่างกับอเมริกาหรือญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่สามารถเจาะเข้าไปถึงกึ๋นความรู้ของยุโรปแล้วนำมาประยุกต์จนสามารถสร้างสินค้าและบริการเป็นของตนเองแล้วกลับเข้าไปสู้กับยุโรปในตลาดโลก (ซึ่งเป็นเจ้าของความรู้) ได้

 

ที่น่าสนใจคือจีน ซึ่งมาทีหลังแต่มาแรง เพราะจู่ๆ ก็สามารถวิ่งไล่กวดแบบเขย่งก้าวกระโดดขึ้นมายืนในแถวหน้าได้ภายในเวลาเพียง 30 กว่าปีเท่านั้นเอง

 

เดี๋ยวนี้จีนถึงกับสร้างรถไฟความเร็วสูงได้เองแล้ว  

 

มหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการของไทยมัวไปทำอะไรกันอยู่ ทำไม่ไม่สามารถเจาะเข้าถึงกึ๋นของความรู้ได้ซะที?

 

เผื่อเราจะ “สร้าง” อะไรเป็นของตัวเองกับเขาได้บ้าง เพื่อจะเติบโตและมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถส่งมอบสิ่งที่เราสร้างและความมั่งคั่งไปให้ลูกหลานได้ด้วย แบบที่โตโยต้าหรือซัมซุงได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจและความมั่งคั่งไว้ให้กับสังคมของเขาและส่งมอบให้กับลูกหลานเป็นรุ่นๆ ไป

 

นั่นเป็นเพียงแค่สองตัวอย่างเท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ใกล้เคียงกับเรา และเราสามารถเข้าใจได้

 

 

พูดแบบชาวบ้านคือ “สมัยรุ่นพ่อเรานั้น ญี่ปุ่นกับเราต่างก็ซ่อมรถฝรั่งมาด้วยกัน แต่เมื่อพ่อของญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงความรู้ในการสร้างรถของฝรั่งได้บ้างแล้ว พ่อของญี่ปุ่นก็เริ่มกลึงลูกสูบและทดลองสร้างเครื่องยนต์เอง ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ก็กัดฟันปรับปรุง ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ และพยายามล้วงความลับของฝรั่งให้รู้เท่าทันมากขึ้นๆ ทั้งในแง่การผลิตและการตลาด ในขณะที่พ่อเราไม่สนใจจะวิ่งไล่กวดในด้านความรู้ ยังคงก้มหน้าก้มตาซ่อมรถฝรั่งต่อไป...จนเวลาผ่านมาประมาณหนึ่งชั่วคน... กระทั่งบัดนี้ รุ่นลูกของเราก็ยังคงซ่อมรถฝรั่งอยู่เหมือนกับที่บรรพบุรุษเคยทำมา แถมต้องมาซ่อมรถญี่ปุ่นด้วย หรือดีขึ้นมาหน่อย พวกที่อุตส่าห์ไปร่ำเรียนจบ MBA หรือ PhD มา ก็สามารถมาช่วยหรือขอเป็นนายหน้าฝรั่งหรือญี่ปุ่นขายรถได้บ้างเพื่อแลกกับรายได้เพียงน้อยนิด เพราะเรียนมาแล้วรู้เพียงแค่เรื่อง Market Segmentation เรื่อง Branding และ Positioning ตลอดจนสามารถซ่อมเครื่องยนต์เป็น แต่ไม่รู้ว่าจะผลิตรถยนต์หรืออะไหล่ยังไงดี ซึ่งอันนั้นถือเป็นกึ๋นและเป็นส่วนที่สร้าง Profit Margin สูงและอยู่ในการควบคุมของฝรั่งหรือญี่ปุ่นผู้เป็นเจ้าของความรู้นั้นๆ”

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การวิ่งไล่กวดทางเศรษฐกิจนั้นเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นที่ว่าผู้ตามจะสามารถเจาะเข้าถึงกึ๋นแห่งความรู้ของผู้นำหรือเจ้าของความรู้นั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่เพียงใด และมีความกล้าหาญพอที่จะทำแบบนั้นหรือไม่ เพราะการทำแบบนั้นมันต้องมีความมุ่งมั่น ต้องลำบาก ต้องเจ็บปวด ต้องอดทน ไม่ย่อท้อ และต้องถูกเจ้าของความรู้กีดกัน กระทืบ และบางทีก็เผชิญหน้าด้วยกำลังที่เหนือกว่า

 

ความกล้าหาญของผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ปัญญาชน ข้าราชการ และผู้กุมนโยบาย ที่จะต่อกรหรือแข่งขันกับเจ้าของความรู้ ย่อมเป็นเรื่องสำคัญ

 

แต่มันก็จำเป็นสำหรับการพัฒนาชาติ

 

เรื่องแบบนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์เรามักเรียกกันว่า “Convergence”

 

นั่นคือการกระจายของความรู้เพื่อให้เกิดกระบวนการวิ่งไล่กวด และในขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของผู้รับเอาความรู้นั้นไปปฏิบัติ ซึ่งสุดท้ายมันจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของโลกเติบโตไปด้วย

 

ความรวดเร็วทันใจของการคมนาคมสื่อสารในปัจจุบัน ช่วยให้อัตรากระจายตัวของความรู้ใหม่ในโลกแพร่หลายได้อย่างรวดเร็วทันใจไปด้วย ส่งผลให้ Lead Time ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสั้นลง

 

เป็นแบบเสียบปุ๊บติดปั๊บ

 

จีนเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

 

บางคนอาจเถียงว่าเพราะจีนมาจากศูนย์ ดังนั้นการนำความรู้ทางด้านการผลิต การตลาด และการจัดการ จากทุกๆ อุตสาหกรรมเข้าไปทำเลียนแบบในประเทศ ย่อมดันให้เศรษฐกิจจีนโตแรงและเร็วได้ เพราะหยิบลงตรงไหนก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

 

 

ต่างกับไทยที่เราวิ่งไล่กวดมาได้ระดับหนึ่งแล้ว จะนำความรู้ใหม่อะไรมาต่อยอดประยุกต์ใช้ก็คงพอได้บ้าง ยังมีพื้นที่รองรับความรู้ใหม่ได้อีกแต่ก็ไม่มากแล้ว ดังนั้นจะหวังให้เศรษฐกิจโตในอัตราที่เร็วและแรงเหมือนสมัยก่อนคงยากแล้ว

 

ทว่า เมื่อเรากวาดตามองไปในแต่ละอุตสาหกรรมที่เป็นของเราเองแท้ๆ ไม่ใช่เป็นของญี่ปุ่นหรือของต่างชาติที่มาขอตั้งโรงงานในเมืองไทย เราก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า มันยังมีพื้นที่ว่างให้เราได้เรียนรู้อีกแยะ

 

ปัจจุบันนี้ แม้เราจะรู้เรื่องการออกแบบ รู้เรื่องการตลาด รู้เรื่องการสร้างแบรนด์ รู้เรื่องการระดมเงินทุน แต่เรายังออกแบบและหล่อต้นแบบ หรือ Mould ของสินค้าสมัยใหม่ไม่ได้มาตรฐาน นี่ยังไม่นับเรื่องวัสดุและสารตั้งต้นและ Prototyping และระบบจัดการผลิตที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็น “กึ๋น” ของการผลิตในระบบอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการที่ต้องเอาชนะการแข่งขันด้วยระบบจัดการที่ซับซ้อน ไม่ใช่อะไรที่ทำด้วยมือ (Hand Made) เช่นการค้าปลีก ค้าส่ง โรงแรม การสื่อสาร การบิน หรือแม้กระทั่งการธนาคาร

 

แม้ความรู้ทางด้านการธนาคารเราจะสามารถไล่กวดตะวันตกได้เกือบทัน แต่เราก็ยังไม่กล้าแข่งขันกับเขาโดยตรง

 

พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยพ่อของเขา (ประยูร) ยังรับราชการอยู่ที่ธนาคารชาติ มีหน้าที่อย่างไม่เป็นทางการอันหนึ่งคือต้องพาผู้จัดการธนาคารพาณิชย์ที่เป็นฝรั่งไปมอมเหล้า เพื่อล้วงความลับว่าพวกเขาทำธุรกิจระหว่างประเทศกันยังไง เช่น การเปิดแอลซีและการติดต่อกับ Correspondence Bank ตลอดจนการทำสวอปและค้าเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

 

เพราะเป้าหมายของผู้นำสมัยนั้นคือต้องการดึงเอาระบบธนาคารพาณิชย์ซึ่งอยู่ในมือต่างชาติมาเป็นของไทยและรัฐบาลสามารถควบคุมได้

 

สมัยนั้นคนไทยและผู้ประกอบการจีนยังไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์สมัยโน้นต้องมีผู้จัดการใหญ่สองคน คือฝ่ายไทยคนหนึ่งและฝ่ายฝรั่ง (ฝ่ายต่างประเทศ) อีกคนหนึ่ง โดยฝ่ายฝรั่งย่อมทำธุรกรรมแบบเป็นความลับไม่ให้ฝ่ายไทยรู้ ทั้งๆ ที่ประเทศเราเริ่มส่งออกพืชผลและแร่ธาตุในมูลค่าที่มากขึ้น ทำให้เราต้องพึ่งฝรั่งหายใจ เป็นปัญหาต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารชาติ

 

นั่นเป็นกระบวนการวิ่งไล่กวดเพื่อเข้าถึงกึ๋นแห่งความรู้ที่บรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมา

 

หากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในทุกอุตสาหกรรมจะเอาเยี่ยงวิธีวิ่งไล่กวดในกรณีนี้มาใช้บ้าง ก็น่าจะหวังได้ว่าอนาคตของเราจะยังไม่ตีบตัน และการเติบโตในอัตราที่เร็วและแรงก็ยังเป็นไปได้

 

 

เมื่อเร็วๆ นี้ รอเบิร์ต โซโล นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลที่บุกเบิกและศึกษาเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ได้ให้สัมภาษณ์กับ แมคคินซีย์ ควอเทอร์ลี ว่าด้วยประเด็นการเจริญเติบโตของโลกในอนาคตไว้อย่างน่าสนใจ โดยเราขอยกมาเสนอไว้เพื่อปิดท้ายบทความนี้ว่า

 

“McKinsey Quarterly: What do you think about the prospects for future growth?

 

Robert Solow: As an ordinary macroeconomist, I have avoided forecasting as if it were a fool disease—as indeed it is.  It’s very damaging to the tissues.  So I don’t think one can say too much.

 

But two things are pretty clear. Everywhere, both in the developed economies and in the emerging economies, population growth is likely to be slower, much slower than it has been in the past century. I don’t know how this is going to go in the very poor parts of the world, like Africa, but certainly in the emerging economies the classical demographic transition will take place. And in the developed economies, population growth is going to slow. So there is going to be a problem that both of them will face. The motivation for what we used to call capital widening—simply to provide the standard capital intensity for an increasing population in areas such as housing and consumer domestic durables—will be weaker, and that will certainly slow the total rate of growth.

 

The growth of per capita income is a different matter.  And there I think the key issue is economies such as Russia, India, China, Brazil, and so on. There, industries still have to catch up to the technological frontier, still have to modernize to achieve the level of technological advancement that Europe and North America have already achieved. That catching up, I think, you have to expect to happen. If it doesn’t happen, that will likely be for political, not economic, reasons. But leaving aside politics, about which it’s hard to say anything intelligent, there is still a lot of room for catch- up. And this needs to be quantitatively analyzed, industry by industry, because industries catch up, not whole economies.” (อ้างจาก McKinsey Quarterly, Management: The Next 50 Years, 2014 No. 3 หน้า 155)

 

ฟังแล้วย้อนดูตัวเอง ว่าในอุตสาหกรรมใดบ้างหนอที่เราเข้าใกล้ Techno-logical Frontier แล้วกับเขาบ้าง?

 

หากเราตั้งใจวิ่งไล่กวด และพุ่งเป้าเข้าไปถึงกึ๋น ไม่วิ่งเลียบค่ายเหมือนที่แล้วมา ไทยเราก็ยังมีความหวัง

 

นิตยสาร MBA

MAGAZINE

 

 

 



New News

 

 

Editor Observation

  • Jun 02 , 2017

    “โลกสันนิวาสย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” วลีนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครเถียงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทว่า “โลกสันนิวาส” สมัยนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพุทธกาลเป็นไหนๆ ด้วยพลังในการคำนวณและการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของไมโครโปรเสดเซอร์ชิพและเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านสื่อสารคมนาคมตลอดจนเทคโนโลยีการแปลงข่าวสารข้อมูลทั้งมวลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มันช่วยทำให้ “ความรู้” ที่เคยอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยแพร่สะพัดเร็วขึ้นและแพร่ไปในอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Jun 16 , 2017

    ภาควิชาการเงินและการธนาคาร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการสัมมนา “Fin Tech : Cashless World Payment” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางการรับเงินโฉมใหม่ ขยายโอกาสทางธุรกิจและกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ และเพื่อสร้างรายได้เพิ่มด้วยเทคโนโลยีการชำระเงิน ณ ห้องประชุมชั้น 6 เมื่อวันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

  • Jun 08 , 2017

    ผมเกิดมาในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกากำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพอย่างถึงขีดสุด สมัยนั้น ทหารอเมริกัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ทหาร จีไอ” พบได้ทั่วไปในบ้านเรา ตาคลี สัตหีบ อุบลราชธานี อุดรธานี โคราช นครพนม พัทยา... เพชรบุรีตัดใหม่ และพัฒน์พงศ์

  • Jun 02 , 2017

    จากรายงานเรื่อง Global Competitiveness Index ของ World Economics Forum ในปี 2016-2017 มีการจัดอันดับทั้งสิ้น 138 ประเทศ พบว่า ความสามารถในการแข่งขันไทยอยู่ในอันดับที่ 34 ซึ่งตกลงมาจากการจัดอันดับในปี 2015-2016 ซี่งอยู่ในอันดับที่ 13 

 

Cool Case

  • Jun 21 , 2017

    ดร.มัทนา สานติวัตร กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการตลาดสร้างสรรค์ธุรกิจ รุ่นที่ 8 Creative Entrepreneurial Marketing Project (CEMP) ของภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ

  • May 24 , 2017

    ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดคนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นาทีต่อนาที ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดการใช้งานของสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ไฟส่องสว่าง อย่างนวัตกรรม “ไฟพื้นถนน เตือนคนเล่นมือถือ” 

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้