ENTREPRENEUR

Jinnaluck : Entrepreneurial spirit driven by Passion

อันที่จริงแล้ว ความสำเร็จของผู้ประกอบการใช่ว่าจะต้องลงเอยด้วยความร่ำรวยและตัวเลขของเม็ดเงินของรายได้เสมอไป โดยเฉพาะในวันนี้ที่กระแสของการร้องหาการทำธุรกิจและผู้ประกอบการเพื่อสังคม ร้องหาการทำธุรกิจที่มีส่วนส่งเสริมและกระจายโอกาสความยั่งยืนให้กับชุมชน

 

ดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้น ผลิตภัณฑ์กระดาษเส้นใยธรรมชาติจากงานมือหรือที่เราเรียกกันว่า handicraft ภายใต้ชื่อ กระดาษสาจินนาลักษณ์ หรือ Jinnaluck Miracle of Saa โดย จินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล หญิงชาวเหนือผู้มีพื้นเพและวิถีชีวิตที่คลุกคลีและเติบโตมากับต้นไม้ ใบหญ้าและวัฒนธรรมความเป็นอยู่เยี่ยงคนเหนือในท้องถิ่นทั่วไป แต่ด้วยเหตุที่มา “ตกหลุมรัก” อย่างหลงใหลและรักใคร่ในกระดาษสา จนเกิดเป็นที่มาของเรื่องราวประสบการณ์การต่อสู้เพื่อผลิตภัณฑ์งานศิลป์จากกระดาษสาจวบบัดนี้เป็นเวลามากกว่า 20 ปี และได้เคยสร้างบทบันทึกความสำเร็จของการนำผลผลิตงานศิลป์จากอำเภอแม่สาย เมืองเชียงรายของไทยเรา ไปสู่การยอมรับและขายได้ในตลาดต่างประเทศมาแล้ว ทั้งที่อเมริกา เกาหลีและญี่ปุ่น โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเริ่มมาจากสิ่งที่เรียกว่า Passion

 

 

จินนาลักษณ์ บอกเล่าเรื่องราวของเธอว่า “ลักษณ์ เป็นลูกคนจน ยากจนซะยิ่งกว่าเรื่องเด็กหญิงวัลลี ชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่เล็ก เติบโตมาก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป เรียนหนังสือโรงเรียนชุมชนแถวบ้าน ของเล่นก็ไม่เคยมี ตั้งแต่เด็กจนโต ก็มีแต่ไปเด็ดดอกไม้ ดอกหญ้าแถวๆ บ้าน มาเรียงมารายไปทั่วบ้าน หยิบโน่นร้อยนี่เล่นมาอย่างนี้ตั้งแต่เล็ก แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองมีและตัวเองเป็น คือ เราเป็นคนชอบสังเกต ชอบดู ชอบการค้นหา ถ้าลองเกิดสนใจอยากรู้อะไร จะต้อง ค้นหา ชอบทดลอง หยิบโน่นหยิบนี่มาลองทำโน่นนี่นั่น เป็นนิสัยส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไร เหมือนเรื่องการมาทำธุรกิจกระดาษสา ก็มีที่มาจากความชอบและการค้นหาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา ตอนนั้นไปเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ แล้วไปเห็นโรงงานทำดอกไม้ส่งออก ทำจากกระดาษสาแล้วเกิดความสนใจ เพราะไม่เคยเห็นกระดาษสามาก่อน ก็เริ่มสืบเสาะจนพบว่ามีชุมชนทำกระดาษสากระจายอยู่ไปทั่วในทางเหนือจังหวัดต่างๆ ทั้ง เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เราก็เริ่มตระเวนไปดูเพราะอยากรู้ว่าเค้าทำกระดาษสากันอย่างไร ก็กลายเป็นว่า จากแค่สนใจ เลยกลายเป็นว่าไปไล่หาซื้อกระดาษสาแล้วนำไปส่งโรงงานทำดอกไม้ ตอนนั้นก็กลายเป็นงานขึ้นมา สมัยนั้นยังเป็นนักศึกษาเริ่มทำเล่นๆ ได้กำไรแผ่นละ 50 สตางค์ก็ดีใจมาก กระดาษสาที่ซื้อไปส่งก็เป็นกระดาษธรรมดาสีขาวไม่ได้มีลวดลายอะไรเลย ทำไปทำมา บ่อยครั้งจะเจอปัญหาโดนคืนกลับบ้างเพราะกระดาษที่หาซื้อไปส่งไม่ได้สเป็ก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะถือว่าเป็นงานพิเศษ”

 

 

ณ ย่างก้าวเข้าสู่ธุรกิจ 

 

ด้วยความเป็นคนเชียงรายและญาติพี่น้องมีบ้านในฝั่งเมืองพม่า ทำให้มีโอกาสได้ข้ามไปมาหาสู่ จนไปรับรู้มาว่า เปลือกปอสาที่ใช้เป็นวัสดุทำกระดาษสา ถูกส่งข้ามแดนมาจากฝั่งพม่าเพื่อมาขายในบ้านเราจำนวนมากและราคาก็ถูกกว่า เลยจุดแรงบันดาลใจว่า “เราน่าจะทำกระดาษสาได้” เพราะมีทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งช่างฝีมือ อีกทั้งตัวจินนาลักษณ์ก็มีความรักความชอบในกระดาษสาอยู่เป็นทุน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการก้าวเข้ามาทำธุรกิจโรงงานกระดาษสา ที่ต่อมาได้เข้าจดทะเบียนเปลี่ยนสถานภาพเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีส่วนช่วยส่งเสริมและสร้างงานให้กับชาวบ้านในท้องถิ่น หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ที่ต่อมามีส่วนช่วยแปรรูปวัสดุทางธรรมชาติจากเกษตร อาทิ หญ้าแฝก ใยกล้วย ดาหลา และอีกหลายเยื่อใยจากธรรมชาติ แปรรูปผลิตเป็นสินค้ากระดาษใยธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ขึ้นรูปนานาสารพัดแบบ ทั้ง กระดาษประดับผนัง กล่องของขวัญ ถุงหิ้ว การ์ดอวยพร ซองจดหมาย ร่มกันแดด ฯลฯ สุดแท้แต่จินตนาการและความต้องการของลูกค้าจะคาดหวัง ภายใต้เส้นทางกาลเวลาของการดำเนินธุรกิจกว่า 20 ปี ที่ได้รับประสบการณ์และบทเรียนสำคัญของการเป็น ผู้ประกอบการ ที่จินนาลักษณ์คิดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เลอค่า 

 

Lesson learned : บทเรียนรู้ผู้ประกอบการมือใหม่

 

จากจุดเริ่มที่ความรักและหลงใหลในความสวยของกระดาษสา แต่ทว่าเมื่อต้องทำเป็นธุรกิจ หลายสิ่งไม่ได้สวยงามดั่งวาดหวัง เส้นทางของธุรกิจไร้ซึ่งกลีบดอกไม้โปรยปราย จินนาลักษณ์ต้องเผชิญกับทุกปัญหาและอุปสรรคที่ผู้ประกอบการทั่วไปจะพึงพบ นับจากผลิตภัณฑ์ที่ต้องทุ่มเทปลุกปั้น เพื่อให้ผ่านขั้นของความเป็นมาตรฐานเพื่อการยอมรับ ด้วยความจำกัดจากขั้นตอนการผลิตด้วยงานมือ แต่นั่นก็ยังไม่ยากเท่ากับการฝ่าด่านเรื่องการตลาด ความท้าทายใหญ่ และเพื่อต้องการสร้างจุดขาย จินนาลักษณ์ เริ่มคิดค้นหาวิธีเพื่อหลีกหนีความจำเจของงานกระดาษ เธอบอกเล่าด้วยความภูมิใจว่า “ลักษณ์เลยทดลองคิดค้นทำกระดาษดอกไม้ จากความชอบเป็นส่วนตัว หยิบดอกไม้และใบหญ้าเท่าที่กำลังจะหาได้ แทรกบรรจุลงในแผ่นกระดาษสากลายเป็นกระดาษลายดอกไม้ ซึ่งเรียกว่าเป็นของใหม่ในตอนนั้นเพราะยังไม่มีใครทำ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการตอบรับจากโรงงานทำดอกไม้ในการรับซื้อ ทางออกทางแก้มีทางเดียว จินนาลักษณ์จึงนำกระดาษดอกไม้ไปฝากขายที่ บ้านต้นเปา ที่โด่งดังในเชียงใหม่ ปรากฏว่าสองปีต่อมา กระดาษดอกไม้กลายเป็นความนิยมอย่างแพร่หลาย แม้จะโดนลอกเลียนอย่างง่ายดาย แต่จินนาลักษณ์กลับคิดว่า อย่างน้อยก็เป็นการดีที่ทุกคนก็ทำได้ โดยเราเป็นคนคิด และเราเองไม่ได้กระทบอะไรเพราะมีคนงานเพียงแค่ 4-5 คน 

 

 

เมื่อการตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายจินนาลักษณ์จึงหาทางออกต่อไปด้วยการเอาชื่อไปฝากไว้ที่อุตสาหกรรมเพราะคาดหวังความช่วยเหลือทางภาครัฐ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนโดยแนะนำลูกค้ามาให้ 1 รายเป็นบริษัทส่งออกเซรามิก ที่ขณะนั้นอุตสาหกรรมเซรามิกเริ่มเป็นขาลง แต่กระดาษสาเริ่มโต และลูกค้ารายนี้มีความชำนาญการตลาดต่างประเทศเพราะทำตลาดส่งออก จินนาลักษณ์จึงได้คู่ค้าคู่ธุรกิจที่ช่วยกันพัฒนาตลาดกระดาษสาในต่างประเทศต่อเนื่องด้วยกันมากว่าสิบปี 

 

จากจุดเริ่มจุดเล็กๆ คู่ค้าเริ่มนำแบบกระดาษสาของจินนาลักษณ์ออกแสดงในงานต่างประเทศถึงปีละ 5 ครั้ง ตลอดทุกปี ได้รับความสำเร็จและการยอมรับ กระดาษสาของจินนาลักษณ์ ซึ่งผลิตและ supply ให้โดยปราศจากการสร้างแบรนด์ต่อการร้บรู้ เสมือนเป็นหน่วย OEM (Original equipment manufacture) ให้กับคู่ค้า แต่ผลของความร่วมมือ ก็ส่งมอบการเติบโต จากคนงานเพียงไม่กี่คน โรงงานกระดาษสาจินนาลักษณ์ ขยายกำลังมีคนงานเกือบ 200 ด้านการผลิตก็เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์หนีการเลียนแบบจากเพียงกระดาษสาไปสู่ผลิตภัณฑ์ ตลอดวันและตลอดเวลา จินนาลักษณ์ทุ่มเทอยู่กับการออกแบบ คิดค้น และพัฒนากระดาษสาและผลิตภัณฑ์จนไม่เคยรู้เลยว่า งานที่ออกแบบมาตลาดรองรับไม่ทัน งานที่ออกแบบดีไซน์ไว้สามารถสต็อกไว้แสดงและออกงานได้เป็นสิบปีและคู่ค้าก็ไม่เคยบอกกล่าว ด้วยความที่อุตสาหกรรมอยู่ในขาขึ้น และส่วนตัวก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับด้านอื่นของธุรกิจ การเงินและการบัญชีในวันนั้นก็ยังไม่ได้ใส่ใจ แม้กระทั่งเรื่องต้นทุนและการบริหารสต็อกสินค้า ในหลายปีนั้นจินนาลักษณ์เล่าว่า “แค่ผลิตการ์ดอวยพรกระดาษสาส่ง Walmart ในอเมริกา ปีๆ หนึ่งก็ร่วมหลายแสนใบ บางปีเป็นหลักถึงล้านใบ จนในที่สุดเมื่อเหตุการณ์ 911 ลูกค้าสำคัญของเราได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์” เมื่อยอดขายเหล่านี้หายไป ผลกระทบกับจินนาลักษณ์คือสต็อกและต้นทุนจำนวนมหาศาลและคนงานร่วม 200 ชีวิตก็เคว้งคว้าง 

 

เมื่อตลาดล่ม เหมือนงานเลี้ยงเลิก และคู่ค้าก็ไม่สามารถร่วมแบ่งรับสต๊อกและต้นทุน แม้กระทั่งช่วยการหาตลาดใหม่ จินนาลักษณ์ได้พบบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจว่า “เพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาเราทำธุรกิจผิดพลาด เพราะตลอดเวลา เราไม่เคยมีสัญญาและไม่เคยออกหน้า เราเป็นเสมือน OEM ให้กับคู่ค้าซึ่งเราก็ดีใจมากแล้ว เราเป็นคนที่พ่อแม่สอนมาว่าให้เป็นคนซื่อสัตย์ พอมีคู่ค้าเราก็เลยซื่อสัตย์กับคู่ค้าแค่คนเดียว มีลูกค้าใหม่มาติดต่อขอให้ผลิตของหรือขอซื้อเราก็ไม่ขาย ไม่รับผลิตให้เพราะคิดว่า จะเป็นการไม่ซื่อสัตย์ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า แค่เราไม่ผิดข้อตกลงของการค้าขายไม่ซ้ำแบบก็ยอมรับได้ แต่กลายเป็นว่า เรานั่งอยู่ในโรงงาน และคู่ค้าอยู่ในตลาด เป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับชนิดว่าได้ลงสื่อระดับโลก ในนิตยสาร International Paper world magazine” แต่จินนาลักษณ์ผู้ทุ่มเทกับการผลิตและคิดค้น ออกแบบกลับไม่มีผู้รู้จัก ซึ่งมุมความคิดในจุดนี้ จินนาลักษณ์กลับคิดว่า “ต้องขอบคุณที่คู่ค้าคนนี้ทำให้เรามีวันนี้ จินนาลักษณ์มาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะเค้า เค้าทำให้เรามีโอกาสพัฒนาตัวเอง เพราะถ้าเค้าไม่ทิ้งเราในตอนนั้น เราก็จะไม่พัฒนาตัวเองมาเป็นอย่างตอนนี้ ถือเป็น lesson learned สำคัญในชีวิตการทำธุรกิจก็ว่าได้” 

 

 

พลิกผันสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้

 

ในมุมมองของจินนาลักษณ์คิดว่า ณ ปัจจุบันกระดาษสาแฮนด์เมดคงยากจะเติบโต หากสำรวจไปจะรู้ว่าผู้ผลิตกระดาษสาลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และสินค้าก็น้อยลงไปมาก ด้วยปัจจัยความเห็นว่า เพราะในยุคสมัยนี้คนสนใจและนิยมชมชอบน้อยลง เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะราคาของผลิตภัณฑ์ยังต้องขึ้นกับค่าแรงเพราะเป็นงานฝีมือ ซึ่งแม้จะกำหนดเพียงเพื่อให้คนงานและชาวบ้านพออยู่ได้ แต่ยังไงก็คงไม่ถูกไปกว่างานผลิตสินค้าผ่านเครื่องจักร เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของคุณค่าทางจิตใจ ในด้านการแข่งขันทางการตลาด เราก็ยังไม่เก่งกล้าและสามารถในการจะออกไปบอกกล่าว แม้เราจะมีของดี แต่ถ้าไม่มีตลาด ขาดทรัพยากร และกำลังสนับสนุน ไหนงบประมาณก็ยังจำกัด จึงมองว่ายากที่อุตสาหกรรมนี้จะเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างในอดีต เพราะระยะหลังออร์เดอร์ส่วนใหญ่จะมาจากหน่วยงานภาครัฐ หรือมูลนิธิที่มาสนับสนุนและสั่งซื้อเพราะเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ และอยากช่วยเหลือชาวบ้านจริงๆ 

 

หลายปีก่อนตอนที่คิดว่า โรงงานกระดาษสาจะไปไม่ได้ จินนาลักษณ์กลัวว่าทักษะและความรู้เหล่านี้จะเลือนหาย และไม่มีใครมาสานต่อ เลยติดต่อโรงเรียนในชุมชนละแวกโรงงานให้เอานักเรียนมาทำกิจกรรมเพื่อความรู้จะได้ไม่สูญหาย เมื่อเด็กๆ มาทำกิจกรรม จินนาลักษณ์มักบอกเด็กๆ เหล่านั้นเสมอว่า สิ่งที่ทำเพราะอยากรักษาและอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆ รุ่นหลัง ซึ่งนับวันจะใช้เวลากับธรรมชาติและงานฝีมือน้อยลงไปเรื่อยๆ ความมุ่งหวังที่ต้องการสร้างความจดจำให้กับเด็กๆ ในยุคนี้ไม่มากก็น้อย เมื่อเริ่มทำไปจึงเกิดแรงบันดาลใจและกระแสความการเรียกร้อง อันเป็นจุดที่นำพากระดาษสาจินนาลักษณ์ เริ่มปรับเปลี่ยน Business model เข้าสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

 

ทุกวันนี้กระดาษสาจินนาลักษณ์เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวสร้างสรรค์ มีนิทรรศการ และ work-shop กิจกรรมกระดาษสา เพื่อให้ความรู้และการอนุรักษ์ ส่วนงานรับผลิตก็เพื่อรักษาและดูแลช่างฝีมือและกระจายรายได้ให้กับชุมชน โดยตัวจินนาลักษณ์เอง จะมุ่งไปทำงานกับดีไซเนอร์ในต่างประเทศที่มีชื่อเสียงเพื่อให้ชื่อจินนาลักษณ์ยังอยู่ในกระแสและไม่ถูกลืม โดยงานมุ่งเน้นไปทางทำสินค้าที่ให้ประโยชน์ดังเช่น การทำ wall paper สำหรับคนตาบอด ร่วมกับดีไซเนอร์ญี่ปุ่น ทำงานกับดีไซเนอร์ที่นิวยอร์ก เช่น Ellen Fisher ผู้นำกระดาษของเธอไปเข้าประกวดและได้รับรางวัล Upcycle carbon footprint และเป็นที่เดียวที่แรกในโลกที่ได้ และลูกค้าเอาไป โชว์ที่นิวยอร์ก หรือในพิพิธภัณฑ์ที่เกาหลีก็มี collection ของจินนาลักษณ์ ที่มีการเอากระดาษสาและกระดาษจากเส้นใยธรรมชาติไปให้ดีไซเนอร์ออกแบบตัดเย็บเป็นชุด แสดงในงานแฟชั่นโชว์

 

 

แผ่นทอใยไหม เส้นทางสายใหม่ของจินนาลักษณ์

 

ด้วยความที่เป็นผู้รู้และเป็นกูรูผลิตกระดาษจากเส้นใยธรรมชาติ ครั้งหนึ่งจึงมีนักศึกษาจากสถาบันราชภัฏฯ แห่งหนึ่งมาขอให้ช่วยเหลือ โดยต้องการทำกระดาษจากใยไหมส่งเข้าประกวดด้านนวัตกรรม เมื่อเห็นเป็นประโยชน์จึงตกปากรับคำ จากนั้นจินนาลักษณ์เริ่มเข้าไปเรียนรู้และลงพื้นที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการเลี้ยงไหม ซึ่งมีกระจายอยู่ในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงราย เข้าไปคลุกคลีกับชุมชนคนเลี้ยงไหม จนในที่สุดผลงานก็บรรลุและนักศึกษาผู้ร่วมทำวิจัยก็ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดสุดยอดนวัตกรรมอันดับ 1 ในปี 2556 ได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพฯ

 

 

จากโครงการศึกษาเพื่อหาวิธีในการนำเส้นใยจากไหมมาทอเป็นผืน ทำให้จินนาลักษณ์ค้นพบวิธีที่เรียกได้ว่า เป็นนวัตกรรมใหม่อันนำมาซึ่งการได้มาของแผ่นไหมจากการทอเป็นผืนโดยตัวไหมเอง ภายใต้วิธีการปรับพฤติกรรมในการเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้ผลการทดลองตามต้องการ จินนาลักษณ์ต้องทำสัญญารับซื้อแผ่นไหมเพื่อเป็นตลาดให้กับกลุ่มคุณตาคุณยายผู้เลี้ยงไหม เพื่อให้เกิดความร่วมมือในงานวิจัย และที่สำคัญเงื่อนไขของการประกวดผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็จะไม่ได้รับรางวัล ดังนั้นจินนาลักษณ์ผู้รับเป็นตลาดต้องสร้างโอกาสจากผลิตภัณฑ์แผ่นทอใยไหมในครั้งนี้ ซึ่งต่อมาจินนาลักษณ์ได้นำแผ่นทอใยไหมเข้าไปขอการวิจัยรับรองจากศูนย์วิจัยแม่ฟ้าหลวง และได้พบว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มิใช่กระดาษ แต่เป็นใยไหมธรรมชาติ 100% ที่ไม่ได้ผ่านการต้ม ไม่ได้ผ่านการฆ่าไหม ไม่ได้ผ่านกระบวนการเคมีใดๆ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมการเลี้ยงและปรับพฤติกรรมตัวไหมใหม่ และไม่ใช่ทุกสายพันธ์จะทำได้ ต้องคัดสรรหาสายพันธุ์ที่ฉลาด โดยได้ค้นพบว่าสิ่งที่ได้มาคือ นวัตกรรมของการเป็นเครื่องประทินความงามชั้นเลิศ

 

ภายใต้คุณสมบัติของใยไหมที่อุดมไปด้วย สารที่เรียกว่า ไฟโบรอิน (Fibroin) และ ซิริซิน (Siricin) อันมีคุณภาพชั้นเลิศในการบำรุง รักษาและดูแลผิวพรรณที่เครื่องสำอางในระดับชั้นซูเปอร์แบรนด์บรรจุใส่อยู่และเพียงประมาณส่วนน้อยไม่ถึง 1% แต่แผ่นใยไหมจากธรรมชาตินี้มีสาร เซริซิน
อยู่สูงถึง 75.53% 

 

 

เป็นอีกครั้งที่ จินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล นักผจญภัยในโลกแห่งการค้นหา และวันนี้เป็นอีกครั้งที่เธอได้พบเจอกับนวัตกรรมใหม่อันนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายที่เธอจะต้องใช้ทั้งพลังแห่งจิตวิญญาณของนักฝันผสานกับประสบการณ์และบทเรียนรู้จากโลกธุรกิจในอดีตที่ผ่านมา เพื่อสร้างสานความใฝ่ฝันที่เธอบอกกับเราว่า “อยากให้ผลิตภัณฑ์ที่เราค้นพบเป็นไปได้ในส่วนของการตลาด โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ เพราะงานนี้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านในชุมชน คนเลี้ยงไหม จากรายได้ที่เคยมีในอดีตเดือนละน้อยนิดขยับเป็นดีขึ้นได้จากการเลี้ยงไหมภายใต้นวัตกรรมใหม่ และถ้าผลิตภัณฑ์นี้เดินไปได้ นั่นหมายถึงความสามารถในการกระจายรายได้ช่วยเหลือคนไทยในอีกหลายจังหวัดให้ดีขึ้นก็เป็นไปได้เช่นกัน”  และนั่นคือฝันของเธอ

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Jul 12 , 2017

    บีโอไอเผยภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายรองรับประเทศไทย 4.0  ด้าน “นาชิ เทคโนโลยี” ขยายการลงทุนสู่การผลิตและซ่อมแซมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรม ตั้งเป้าลดการนำเข้าจากต่างประเทศมูลค่ากว่า 700 ล้านบาทต่อปี

     

  • Jul 10 , 2017

    สายงานการเงินและบัญชี นับว่าเป็นสายงานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ และต้องบอกได้ว่าสายงานด้านนี้ถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน รวมทั้งมีฐานเงินเดือนที่สูง และสามารถเติบโตในสายงานได้เป็นอย่างดี

    แต่ถึงแม้จะมีบุคลากรด้านบัญชีและการเงินอยู่มาก ทว่าคุณสมบัติที่บริษัทต่างๆ ต้องการกลับมีไม่มากอย่างที่คิด  จากประสบการณ์ในการคัดสรรบุคลากรให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ขอแนะนำคุณสมบัติของ Talent  ด้านบัญชีการเงิน ควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้

    1. การศึกษา  ส่วนใหญ่จะเป็นสายงานตรง ด้านบัญชี, การเงิน, เศรษฐศาสตร์ และสำหรับบางส่วนงานที่เป็นระดับมันสมองขององค์กร จะเลือกคนที่จบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรม และปริญญาโทด้านการเงิน    ในหลายปีก่อน การศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ถือว่าเพียงพอที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายงานนี้ได้ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน  แต่สำหรับปัจจุบัน การจบการศึกษาในระดับปริญญาโท มีความจำเป็นในการเป็นผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากๆ ต้องการการบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนขึ้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติ จะยังพิจารณาจากความสามารถและประวัติการทำงานมากกว่าการศึกษา

    2. ประวัติการทำงานและผลงาน  Talent  ที่ดีในสายงานบัญชีการเงิน ไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อยเกินไป หรือไม่เปลี่ยนงานเลย  ควรอยู่ในแต่ละที่เฉลี่ย 3-5 ปี และมีผลงานที่ชัดเจน หรือได้รับการประเมินผลที่ดีเยี่ยมในการทำงานที่ผ่านมา หากมีประสบการณ์ในการจัดทำระบบขนาดใหญ่ เช่น SAP จะยิ่งได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

    3. บุคลิกภาพและทัศนคติ  การเป็นผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติจะต้องการคนที่ ความหนักแน่นในการทำงาน, มีเป้าหมายในการทำงานเน้นผลลัพธ์, มีความท้าทาย, สามารถทำงานภายใต้สภาวะกดดันได้  แต่ถ้าเป็นบริษัทชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย มักต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์, ความเป็นผู้ใหญ่,  มีความฉลาด และโดยรวมเกือบทุกบริษัทต้องการคนที่มีบุคลิกดี และมีทัศนคติในแง่บวก (Can Do Attitude)

    4. ภาษาอังกฤษ เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้รายได้ของผู้ที่ทำงานในสายบัญชีและการเงิน มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่มีลักษณะเนื้องานเหมือนกัน เพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสาร กับบริษัทข้ามชาติมีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้ทักษะทางด้านภาษา ที่ 2 หรือ 3 นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งสามารถ พูด อ่าน เขียน ได้เป็นอย่างดี รับรองมีโอกาสเติบโตในสายงานนี้อย่างแน่นอน

    5. อายุ ปัจจุบันการพิจารณาอายุของผู้สมัครเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญโดยการพิจารณาคัดเลือกคน เกณฑ์อายุที่เป็นที่ต้องการในตลาด ได้แก่

    อายุ  28 – 32  ปี -           ระดับ Manager

    อายุ  32 – 37 ปี -           ระดับ Senior Manager

    อายุ 38 – 42 ปี  -           ระดับ Director

    อายุ 42 – 45 ปี  -           ระดับ C level , Top Management

    นับว่าสายงานบัญชีและการเงิน เป็นสายงานที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากคุณกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษา การเตรียมความพร้อมถือเป็นสิ่งที่สำคัญ และยิ่งคุณมีการพัฒนาตัวเอง เสริมทักษะทางด้านสายงาน ทั้ง Soft skill และ Hard skill ก็จะยิ่งทำให้คุณโดดเด่นในสายงานนี้แน่นอน และด้วยตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการแรงงานในสายอาชีพนี้อยู่รับรองไม่มีตกงานแน่นอน

  • Jul 09 , 2017

    พลิกโฉมสำนักงานบัญชีไทยสู่ Digital Accounting Firm สร้างความเชื่อมั่นข้อมูลทางบัญชีและการเงินด้วยนวัตกรรม ในยุค Thailand 4.0

 

 

Editor Observation

  • Jun 02 , 2017

    “โลกสันนิวาสย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” วลีนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครเถียงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทว่า “โลกสันนิวาส” สมัยนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพุทธกาลเป็นไหนๆ ด้วยพลังในการคำนวณและการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของไมโครโปรเสดเซอร์ชิพและเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านสื่อสารคมนาคมตลอดจนเทคโนโลยีการแปลงข่าวสารข้อมูลทั้งมวลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มันช่วยทำให้ “ความรู้” ที่เคยอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยแพร่สะพัดเร็วขึ้นและแพร่ไปในอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Jul 06 , 2017

    ครึ่งปีแรก ( 2560 ) ต่างชาติลงทุนไทยแล้ว 136 ราย มีเงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 3,743 ล้านบาท จ้างงานคนไทยเกือบ 3,078 คน

  • Jun 16 , 2017

    ภาควิชาการเงินและการธนาคาร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการสัมมนา “Fin Tech : Cashless World Payment” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางการรับเงินโฉมใหม่ ขยายโอกาสทางธุรกิจและกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ และเพื่อสร้างรายได้เพิ่มด้วยเทคโนโลยีการชำระเงิน ณ ห้องประชุมชั้น 6 เมื่อวันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

  • Jun 08 , 2017

    ผมเกิดมาในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกากำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพอย่างถึงขีดสุด สมัยนั้น ทหารอเมริกัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ทหาร จีไอ” พบได้ทั่วไปในบ้านเรา ตาคลี สัตหีบ อุบลราชธานี อุดรธานี โคราช นครพนม พัทยา... เพชรบุรีตัดใหม่ และพัฒน์พงศ์

 

Cool Case

  • Jun 21 , 2017

    ดร.มัทนา สานติวัตร กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการตลาดสร้างสรรค์ธุรกิจ รุ่นที่ 8 Creative Entrepreneurial Marketing Project (CEMP) ของภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ

  • May 24 , 2017

    ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดคนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นาทีต่อนาที ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดการใช้งานของสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ไฟส่องสว่าง อย่างนวัตกรรม “ไฟพื้นถนน เตือนคนเล่นมือถือ” 

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้