Ad Top Header

ธนชาตเตรียมผลิตภัณฑ์-บริการพร้อมก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ชูไฮไลต์จับมือพันธมิตรหลายโรงพยาบาล มอบสิทธิประโยชน์ด้านดูแลสุขภาพ ลั่นขยายเวลาสมัครบัตรเครดิต-ผ่อนบ้านได้ถึงอายุ 70 ปี พร้อมรับเทรนด์ปล่อยสินเชื่อธุรกิจ SME ที่เจาะตลาดคนชรา เผยสัดส่วนลูกค้าสูงวัยปัจจุบันมี 10% ของสัดส่วนลูกค้าทั้งหมด คาด 5 ปีข้างหน้าโตเพิ่มเป็น 18 %

นางธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ธนาคารธนชาตให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ในทุกมิติและทุกไลฟ์สไตล์ โดยข้อมูลจากนิตยสาร Forbes Thailand ระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ และกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงการมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 โดยคาดกันว่า จะเกิดขึ้นราวปี 2568 ในส่วนของลูกค้าธนาคาร มีสัดส่วนที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ อายุเฉลี่ย 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 10% จากลูกค้าทั้งหมด และคาดว่าปี 2566 จะเพิ่มขึ้นเป็น 18%

การเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณที่สำคัญที่สุดคือ การออม ธนชาตร่วมสนับสนุนโครงการ Basic Banking Account ของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้บริการประชาชนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป ให้เปิดบัญชีเงินฝากได้โดยไม่กำหนดวงเงินขั้นต่ำและยอดคงเหลือในบัญชี อีกทั้งฝาก ถอน โอน ได้ด้วยบัตรเดบิตที่ผูกไว้ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ธนชาตยังมีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง “อัลตร้า เซฟวิ่งส์” ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 1 แสนแต่ไม่ถึง 10 ล้านบาท ให้ความคล่องตัว เบิกถอนเงินสดได้โดยยังได้รับดอกเบี้ยทุกเดือนซึ่งเหมาะกับการสร้างผลตอบแทนเพื่อเก็บเงินออม

ธนาคารธนชาตได้สำรวจพฤติกรรมลูกค้าและติดตามการใช้จ่ายของลูกค้า พบว่าในสัดส่วนการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าสูงวัยจะเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและเข้า-ออกโรงพยาบาลมากกว่าด้านอื่นๆ ธนชาตจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพไว้อย่างครอบคลุม โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง สรรหาสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าบัตรเครดิตทุกกลุ่มอายุได้มีสุขภาพดี    ในราคาคุ้มค่า เช่น ร่วมมือกับ PATHLAB ซึ่งเป็นศูนย์ตรวจเลือดเพื่อสุขภาพที่มีเทคโนโลยีทันสมัย    จัดโปรแกรมตรวจสุขภาพ 40 รายการสำหรับ 2 ท่านหรือ 2 ครั้ง ในราคาพิเศษ 6,500 บาท จากปกติ 13,380 บาท หรือการร่วมมือกับโรงพยาบาลพญาไท 3 ให้ส่วนลดโปรแกรมตรวจสุขภาพ 10% เพื่อลูกค้าจะได้ดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ หรือเรื่องของดวงตาซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้น โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลยันฮี เมื่อทำเลสิคหรือบริการอื่นๆ ให้เงินคืนสูงสุด 35,000 บาท พร้อมผ่อนชำระ 0% สูงสุดนาน 6 เดือน และมีโปรโมชั่นกลางกับหลายโรงพยาบาลชั้นนำ โดยเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนชาต 20,000 บาทขึ้นไปจะได้รับเงินคืนสูงสุด 10,000 บาท ที่สำคัญ บัตรเครดิตธนชาตขยายเวลาให้ลูกค้าสมัครบัตรได้ถึงอายุ 70 ปี โดยธนชาตเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2560

สำหรับประกันชีวิต นับว่าสำคัญกับลูกค้าสูงอายุเช่นกัน ธนชาตจับมือกับพรูเดนเชียล คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่สามารถมอบให้เป็นมรดกลูกหลานได้ เช่น “ธนชาตมรดกจัดได้” หรือ 99/5 ที่ให้ความคุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี โดยจ่ายเบี้ยประกันแค่ 5 ปี ทำให้วางแผนมรดกสะดวก และคุ้มครองชีวิตไปด้วย อีกทั้งเบี้ยประกันนำไปลดหย่อนภาษีได้ อีกตัวที่น่าสนใจคือ เพอร์เฟ็คต์ แอนนูอิตี้ 85/5 (Perfect Annuity 85/5 by Prudential) เป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ให้ผลตอบแทนที่แน่นอน ออมเงินเพื่อการเกษียณที่ให้ผลตอบแทนสูง และความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ ด้วยการออมระยะสั้นเพียง 5 ปี พร้อมรับบำนาญ 15% ตั้งแต่อายุครบ 60 ปีไปจนถึง 85 ปี และยังนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้อีกด้วย

“ด้านสินเชื่อ ธนชาตให้ระยะเวลาผ่อนสินเชื่อบ้านถึงอายุ 70 ปี ซึ่งทำให้ค่างวดถูกลง โดยถ้าเริ่มผ่อนช่วงวัยกลางคน อายุ 40-50 ปี ก็ยังไม่สายเกินไป ทำให้ผู้สูงอายุได้มีบ้านเป็นของตัวเอง ขณะที่สินเชื่อสำหรับ SME นั้นถ้าผู้กู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดก็กู้ได้ ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร แต่ธนาคารก็พร้อมจะพิจารณาธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ Home Care หรือทัวร์สำหรับผู้สูงอายุที่คาดว่าน่าจะเป็นเทรนด์ของธุรกิจในช่วงหลังจากนื้” นางธีรนุช กล่าว

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความสำเร็จโครงการ SME Provincial Champions พร้อมเปิดตัวผู้ประกอบการ 154 รายจากโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศมาออกร้านแสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าภายใต้สโลแกน ช้อบ กิน เที่ยว ครบที่เดียว 77 จังหวัด ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ปทุมธานี ระว่างวันที่ 7 - 9 กันยายน โดยในงานมีกิจกรรมหลักที่น่าสนใจประกอบด้วย การออกร้านแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ การเสวนาเทคนิคการทำธุรกิจในยุค 4.0 การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบกับตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าและโมเดิiร์นเทรดรายใหญ่

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

โอกาสนี้ สสว. ขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ได้มา ช้อป กิน เที่ยว ครบที่เดียว 77 จังหวัด ในงาน SME Provincial Champions Fair ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2561 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ปทุมธานี และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและเยี่ยมชม สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ได้ทาง www.provincialchamp.com      


เอปสัน ผู้นำด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และผู้นำตลาดอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ของโลก เปิดตัวอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ซีรี่ส์ใหม่ WF-C5000 สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี ได้แก่ รุ่น WF-C5290 และ WF-C5790 ที่ให้ความเร็วกว่าพิมพ์เทียบเท่าเลเซอร์ พรินเตอร์แต่มีต้นทุนการพิมพ์ที่ประหยัดกว่าเลเซอร์ถึง 50%

WF-C5000 series อิงค์เจ็ทพรินเตอร์มาพร้อมกับหัวพิมพ์ PrecisionCore ที่ให้งานพิมพ์คุณภาพสูง ด้วยความเร็วในการพิมพ์ 24 แผ่น/นาที สามารถรองรับปริมาณงานพิมพ์ต่อเดือนได้ถึง 45,000 แผ่น  มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการพิมพ์ 2 หน้าแบบอัตโนมัติ (Auto-Duplex) ที่มีความเร็ว 15 ภาพต่อนาที (สำหรับ A4)  จึงช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาในการพิมพ์   รวมถึงยังมีชุดระบบหมึก RIP (Replaceable Ink Pack) ที่ออกแบบมาให้สามารถเปลี่ยนได้ง่าย  ไม่ยุ่งยาก และเปลี่ยนเฉพาะสีที่หมด   ซึ่งหมึกพิมพ์แต่ละชุดสามารถรองรับงานพิมพ์ได้ถึง 3,000 แผ่นสำหรับการพิมพ์ขาวดำและสี   ทั้งยังเป็นหมึกกันน้ำ DuraBrite Pigment Ink ขนาดความจุสูง สำหรับพิมพ์งานจำนวนมากแบบต่อเนื่อง  จึงไม่ต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนหมึกบ่อยๆ รองรับการพิมพ์ได้มากถึง 10,000 แผ่น  นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลาย ทั้ง Ethernet, Wi-Fi, Wi-Fi Direct, NFC และ USB 2.0   รวมทั้งยังสามารถสั่งพิมพ์ผ่านมือถือด้วยแอพพลิชั่น Epson Connect  นอกจากนี้  WF-C5000 series ยังประหยัดค่าไฟได้มากกว่าการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ถึง 90% และได้รับมาตรฐาน Energy Star® ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  ดังนั้น WF-C5000 series จึงเป็นอิงค์เจ็ทพรินเตอร์เพื่อเอสเอ็มอีที่ต้องการมองหาผู้ช่วยงานพิมพ์แบบมืออาชีพโดยเฉพาะ  สนใจข้อมูลเพิ่มเติม www.epson.co.th  หรือ เอปสัน คอล เซ็นเตอร์ 0-2685-9899

นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและกลางย่อม (สสว.)  เปิดเผยว่า สสว. ร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ และทีมประเทศไทยประจำเมืองมุมไบ นำคณะผู้ประกอบการ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มทั้งสิ้น  12 บริษัท เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Thai Festival 2018 in Mumbai ” ณ ห้างสรรพสินค้า โฟร์นิกส์ มาร์เก็ต ซิตี้ เคอล่า เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้า นวัตกรรม และวัฒนธรรมไทย-อินเดียตะวันตก โดยสินค้าไทย อาหารและเครื่องดื่มแปรรูป เช่น ชาสมุนไพร ผลไม้อบแห้ง แยม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลังจากธรรมชาติ ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคชาวอินเดียมากที่สุด คาดยอดการซื้อขายภายใน 1 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

เจเนอเรชั่นที่ 2 และประธานบริหารของบริษัท คาวากูจิ เซกิ (Kawaguchi Seiki) โคสุเกะ โอซาว่า จับกระแสสิ่งแวดล้อม ด้วย Screw press Dehydrator เครื่องมือที่มีการออกแบบขึ้นมา เพื่อการจัดการกับปัญหาขยะเหลือทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรม

แนวคิดของการพัฒนา Screw press Dehydrator  ต่อยอดมาจากธุรกิจ ของรุ่นพ่อ ที่เปิดโรงงานผลิตเครื่องจักรใหญ่มากว่า 70 ปี โดยมีจุดเริ่มจากเครื่องจักรของเรือ ไปจนถึงงานซ่อมบำรุง

กระทั่งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จึงเริ่มขยายธุรกิจไปสู่การรับผลิตเครื่องจักรแบบ OEM ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ และในจังหวะนี้เองที่ โอซาบอกว่า มองเห็นโอกาสและเชื่อว่า Screw press Dehydrator จะสามารถเติบโตขยายนำมาใช้ในอุตสาหกรรมทางด้านอาหารได้ จากเดิมที่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อรีดน้ำจากกากของเสียในการทำเกษตรและปศุสัตว์

จากเกษตรสู่นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร

การเจาะตลาดอุตสาหกรรมอาหาร เริ่มจากในแวดวงพันธมิตรทางธุรกิจให้ข้อมูลว่า ธุรกิจผลิตถั่วงอกรายใหญ่ในญี่ปุ่น ประสบปัญหาเรื่องการกำจัดเศษอาหารที่เกิดจากการผลิต ทางบริษัทฯจึงได้รับโอกาสในการเข้าไปเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยได้นำ Screw press Dehydrator เข้าไปเสนอ และทดสอบการใช้งานจริง พบว่าลูกค้าเคยมีประสบการณ์ใช้เครื่องจักรรีดน้ำลักษณะใกล้เคียง แต่ไม่มีประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง เมื่อบริษัทฯ นำเสนอ และทดสอบจึงทำให้เห็นผลที่แตกต่าง และมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ 

ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดการนำเครื่องจักรทางการเกษตร มาสู่อุตสาหกรรมอาหารของโอซาว่านั้น ยังมาจากจุดเริ่มของกฎหมายที่เคร่งครัดของประเทศญี่ปุ่น  ในเรื่องการกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งเขาพบว่าธุรกิจหลายรายในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร ประสบปัญหาเรื่องกากของเสีย และต้องการลดปริมาณ ซึ่งภาระในการทำลายที่สูงนั้นได้สร้างต้นทุนที่สูงขึ้น  และในจุดนี้เองที่ทำให้ โอซาว่า มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหา จนครองใจลูกค้าในที่สุด

ในส่วนของ Screw press Dehydrator นั้น ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีของเครื่องรีดน้ำในเครื่องจักรเดิม  และมีเครื่องมือแยกกากประเภทนี้อยู่ในตลาดแล้วก็ตาม แต่โอซาว่ากล่าวว่า การสร้างนวัตกรรม และความแตกต่างคือหัวใจ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้นำมาพัฒนาโดยการเพิ่มโนว์ฮาวเฉพาะด้านเข้าไป เช่น เพิ่มความสามารถในการรีดน้ำจาก 50% เป็น 70% เป็นต้น จนออกมาเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด

อีกส่วนที่สำคัญในความสำเร็จทำให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้านั้น มาจากการจุดเด่นของการนำเสนองานในรูปแบบโซลูชั่น "เราไม่ได้ขายเฉพาะเครื่องแยกกาก  ในลูกค้าแต่ละราย เราจะต้องมีการเข้าไปสำรวจโรงงาน เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัด และความต้องการที่แท้จริง จากนั้นจึงทำเป็นโซลูชั่นเพื่อให้เกิดความสะดวกสูงสุด เช่นทำ Conveyor ( ระบบลำเลียง) เสริม หรือทำเครื่องบด"

การกำจัดกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่จริงจัง และเข้มงวดอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น การกำจัดจึงเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากตามมา ตั้งแต่ค่าขนส่ง และค่าทำลาย แต่เมื่อมีเครื่อง Screw press Dehydrator  ทำให้โรงงานสามารถรีไซเคิลกากอาหารไปเป็นอาหารสัตว์

“นอกจากจะลดค่าใช้จ่ายลง หรือแม้แต่ทำให้ค่าใช้จ่ายกลายเป็นศูนย์ ยังกลายเป็นแหล่งรายได้ที่มาจากการขายเป็นอาหารสัตว์อีกด้วย ”

นโยบายการขยายตลาดในไทย

โอซาว่า เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารในญี่ปุ่น  จะเกิดซ้ำรอยและกระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมองว่าจุดนี้เป็นโอกาสในการขยายตลาด เพราะอุปกรณ์ของเขาเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหา และที่สำคัญคือรักษาสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ สถานการณ์วันนี้ ปัญหาเกิดขึ้นที่ประเทศเกาหลีและทาง บริษัท คาวากูจิ เซกิ ได้ไปลงทุนที่เกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย ได้มีการร่วมมือกับคู่ค้าคือ บริษัท YN2-TECH (ประเทศไทย) จำกัด เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพ และมีความไว้วางใจ เริ่มจากความ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของเจ้าของ และ Y2Tech เองก็ให้ความสำคัญกับแผนการจำหน่าย โดยได้ให้ทีมงานขายและวิศวกร เดินทางไปอบรมโดยตรงที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนถึงการทำงานของเครื่องจักร

โอกาสในการเจาะตลาดในประเทศไทยนั้น  เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก จึงเชื่อว่า Screw press Dehydrator น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดการกับกากอาหาร และของเสียจำนวนมาก ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิต  ซึ่งในระยะแรกได้รับผลตอบรับอย่างดี และเริ่มมีการทดลองในหลายๆโรงงานแล้ว และด้วยขนาดของอุตสาหกรรมที่แตกต่างในอนาคตบริษัทฯ จะสามารถผลิตขนาดเครื่องขึ้นมาได้ตามสเกลที่ต้องการ

นอกจากการขยายตลาดมาที่ไทยแล้ว โอซาว่า ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพในการให้ไทยเป็นฮับในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เช่น เวียดนาม กัมพูชา พม่า หรือลาว โดยจุดแรกต้องทำให้เป็นโมเดลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในไทยเสียก่อน  

รวมถึงการมองโอกาสธุรกิจโดยขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ เครื่องสำอาง เวชสำอาง หรือแม้แต่อุตสาหกรรมยา เพราะมีของเสียซึ่งต้องผ่านกระบวนการทำลายที่ถูกต้องเช่นกัน

ในด้านกลยุทธ์การขายสำหรับลูกค้าในไทยนั้น จะเน้นไปที่โรงงานผลิตอาหาร ผลไม้แปรรูป โรงงานเบียร์ โรงงานที่ผลิตสินค้าประเภทผัก หรือผลไม้ ที่มีกาก ของเสีย ซึ่งมีการเข้าไปเยื่ยมชมและสำรวจเครื่องจักรในโรงงานแล้วจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีการออกบูธ ประชาสัมพันธ์ และรวบรวมข้อมูล ก่อนการนำเสนอโซลูชั่น ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม  โอซาว่า พบว่า โรงงานบางส่วนของไทย ไม่มีขั้นตอนการกำจัดของเสีย แต่ใช้วิธีส่งกากหรือของเสียต่อไปให้โรงงานอาหารสัตว์เพื่อไปจัดการเอง จึงพบว่าโรงงานอาหารสัตว์ก็เป็นเป้าหมายในการเข้าไปนำเสนอเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มองข้ามส่วนของโรงงานผลิตอาหาร ที่ต้องการมาตรฐาน และมีนโยบายเรื่องการกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง

เป้าหมายการขายในปีนี้อยู่ ที่ประมาณ 5 เครื่อง เนื่องจากราคาของอุปกรณ์อยู่ที่ 6-7 หลัก จึงเน้นการขายในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แบบค่อยเป็นค่อยไป และในส่วนของการขายสำหรับลูกค้ากลุ่ม SME อยู่ในระหว่างการศึกษาหาข้อมูลเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ทั้งในด้านของราคาและสเกล

ราคาของเครื่องที่มีการประเมินว่าค่อนข้างสูงสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กนั้น  โอซาว่า บอกว่าอยากให้มองการซื้อเครื่องจักรเป็นการลงทุน และก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

เพราะจากเดิมอาจจะมีต้นทุนในการทำลายของเสียที่จำนวนหนึ่ง ค่าขนส่งอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อมีการใช้เครื่องจักรทำให้เกิดการแปรรูปและก่อประโยชน์เป็นเม็ดเงินขึ้นมา ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และโดยธรรมชาติของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ประมาณ 7 ปี แต่จากการประมาณการสำหรับ Screw press Dehydrator จุดคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณ 3 ปีเท่านั้น  

สิ่งสำคัญของ บริษัท คาวากูจิ เซกิ ที่แตกต่างจากผู้จำหน่ายเครื่องมือแยกกากรายอื่น คือ เน้นการขายโนว์ฮาว ที่เป็นโซลูชั่น ตามนโยบายที่เป็นมิตรกับคู่ค้า

“บริษัทเราเป็นบริษัทเดียวในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำธุรกิจแบบครบวงจร ไม่ใช่เป็นการขายอุปกรณ์ไปแล้วจบ แต่พร้อมช่วยเหลือลูกค้าและติดตามแก้ปัญหาให้ตลอดเวลา” 

โอซาว่าทิ้งท้ายว่า การนำเครื่องจักรนี้เข้ามาทำตลาดไนไทย  นอกจากประสบความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ นโยบายทางด้าน CSR เพราะการใช้ Screw press Dehydrator เป็นการลดของเสียในปริมาณมาก และมีผลพลอยได้ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการทำลายและการขนส่ง รวมทั้งลดการใช้พลังงานของการขนส่งอีกด้วย ซึ่งมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้เห็นแล้วที่ญี่ปุ่น  ดังนั้นการสร้างประเทศไทยเป็นฮับก็หวังว่าจะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมของไทย และขยายไปสู่แต่ละประเทศจนทั่วโลกในที่สุด


 

Page 1 of 3

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries