Ad Top Header

ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว เปิดตัวโครงการ “ชายสี่ช่วยคนสื่อ” เป็นครั้งแรกในงาน Smart SME EXPO 2019 ด้วยการให้ยืมรถเข็นฟรี  สามารถกู้กับทาง SCB ได้ถึง 70%  ยกเว้นค่าธรรมเนียบแฟรนไชส์แรกเข้า 1 ปี และให้ทดลองขายสูงสุดถึง 4 เดือน จำกัดเพียง 44 คัน ในงาน Smart SME EXPO 2019 ซึ่งจัดระหว่างวันนี้ -7 กรกฏาคม 2562 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานีเท่านั้น !

คุณปิติ  จงรักษ์ระวีวรรณ  ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จำกัด กล่าวถึงโครงการชายสี่ช่วยคนสื่อว่า “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยวประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ได้นั้น ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือได้รับแรงสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสื่อมวลชนในการประชาสัมพันธ์และโปรโมตชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเป็นอย่างดีเสมอมา แต่ภาวะการณ์ปัจจุบันพี่น้องสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบ จากกรณีทีวีดิจิตอลแห่คืนใบอนุญาตกับ กสทช. ส่งผลให้คนสื่อจำนวนมากถูกเลิกจ้าง  จากเหตุการณ์นี้ชายสี่จึงคิดโครงการเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสื่อขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า "ชายสี่ช่วยคนสื่อ"  โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน Smart SME EXPO 2019 โดยมีรายละเอียดในการสนับสนุนสื่อมวลชน คือ  ให้ยืมรถเข็นฟรี   สามารถกู้กับ SCB ได้ถึง 70% จากราคาแฟรนไชส์ 80,000 บาทสามารถกู้ได้ถึง 50,000 บาท  อีกทั้งยังยกเว้นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แรกเข้า 1 ปี  โดยให้ทดลองขายสูงสุด 4 เดือน  จำกัดจำนวน 44 คันในงาน Smart SME EXPO 2019 เท่านั้น!  พี่น้องสื่อมวลชนที่สนใจสามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่บูธชายสี่บะหมี่เกี๊ยว บูธ J2 ในงาน Smart SME EXPO 2019 วันนี้-7 กรกฎาคมนี้ ที่ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี

บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผนึกความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน Smart SME EXPO 2019 ภายใต้แนวคิด "ชี้ช่องรวย ที่เดียวจบพบทางรวย" รวบรวมไฮไลท์ 5 โซนธุรกิจเด่น ทั้งแฟรนไชส์ธุรกิจน่าลงทุน  ความงามและสุขภาพ ร้านอาหารและเครื่องดื่มชื่อดัง  นวัตกรรมเทคโนโลยี  และการเงิน  ที่ยกทัพแบบจัดเต็มกับแคมเปญพิเศษ พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังยกขบวนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารกว่า 10 แห่ง เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีให้เติบโตและต่อยอดได้  คาดเงินสะพัดในงานไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และมีความต้องการสินเชื่อ SMEs ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

 

ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงโลกยุคดิจิทัลซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีว่า “ขณะนี้โลกของเราได้ก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม เอสเอ็มอีไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน 1 ก้าวเข้าสู่เวทีการค้าในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง ขอชื่นชมผู้จัดงาน Smart SME EXPO 2019 ในครั้งนี้ ที่ได้บุกเบิก ก่อตั้ง สานต่อ และผลักดันให้เอสเอ็มอีไทยได้มีเวทีเป็นของตัวเอง และยังเป็นตัวกลางเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานพันธมิตร นำโซลูชั่นดี ๆ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ดังคอนเซปท์ที่ผู้จัดงานนำมาใช้ในปีนี้คือ รวมสุดยอดธุรกิจแห่งปี ภายใต้แนวคิด “ที่เดียวจบพบทางรวย”  ซึ่งเป็นการรวมทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี ในการเชื่อมโยงเพื่อมุ่งไปสู่การ “Transforms” ธุรกิจของตนเองไปสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน”    

ด้านนายพิสิษฐ์  ประกิจวรพงษ์ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด  กล่าวถึงกิจกรรมเด่นในงาน Smart SME EXPO 2019 ในครั้งนี้ว่า "สำหรับปีนี้ Smart SME EXPO 2019 คัดสรรธุรกิจเด่นน่าลงทุนให้คุณเลือกช็อปแบบเต็มพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น  ตู้เติมน้ำมันออสซี่ ออยล์, ซีพี รีเทลลิงค์, ชายสี่หมี่เกี๊ยว, โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ชาร์ม เนเชอรัล โปรดักส์ แอนด์ สปา , Zaza by charm ,ลาลามูฟ, แอพจองคิว QueQ, Milk Land โดยไทยเดนมาร์ก, คัฟฟ่าคอฟฟี่เมคเกอร์   นอกจากนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังส่งแฟรนไชส์ในสังกัด 40 แบรนด์หลากหลายประเภทธุรกิจเข้าร่วมอีกด้วย"

 

อีกทั้งยังมีกิจกรรม Business Matching ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบช่องทางในการจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าชื่อดังของไทยและต่างประเทศ พิเศษปีนี้เราใช้เครื่องมือ Mobile Application ภายใต้ชื่อ SMART SME เป็นตัวช่วยสนับสนุนทางการตลาดและการขายสำหรับผู้ประกอบการในงาน Smart SME EXPO 2019 โดยนำเสนอสินค้าหรือบริการ ร่วมในแคมเปญส่งเสริมการขายในชื่อ “โปรว้าว” และ “โปรพ้อยท์” โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการภายในงานได้ในราคาโปรโมชั่นพิเศษ และยังเป็นการดึงดูดลูกค้าให้เพิ่มการจับจ่ายใช้สอย และช็อปธุรกิจในงานมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าปีนี้จะมีเงินสะพัดในงานไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท 

ด้านธนาคารและสถาบันการเงินก็พร้อมใจส่งสินเชื่อแคมเปญเด็ดคัดพิเศษสำหรับเอสเอ็มอีรวม 10 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น บสย.อาสาเป็นหมอหนี้ช่วย SMEs, ธนาคารออมสินบริการสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพในอัตราพิเศษ, ธนาคารกรุงเทพร่วมมือ บสย. จัดสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ไม่มีหลักประกัน ผ่อนได้ยาว 5 ปี , SME D Bank คัดสินเชื่ออัตรดอกเบี้ยพิเศษ 3-5 % ต่อปี, กสิกรไทยจัดโปรโมชั่นพิเศษเมื่อสมัครสินเชื่อ SME, ทีเอ็มบีชวนผู้ประกอบการตรวจเช็คสุขภาพธุรกิจ, ธนชาตพาเหรดสินเชื่อเข้าถึง SMEs ทุกกลุ่มในอัตรดอกเบี้ยพิเศษ, ธ.ก.ส.เสนอสินเชื่อ SMEs ทางการเกษตร ดอกเบี้ย 4% ต่อปี, ยูโอบีสนับสนุนสินเชื่อให้ SMEs ที่ไม่มีหลักประกัน วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ผ่อนได้ยาว 4 ปี, ธ.อ.ส. เสนอโครงการสร้างบ้านสร้างอาชีพ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีความต้องการสินเชื่อ SMEs ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท 

 

งาน Smart SME EXPO 2019 ยังจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ -7 กรกฎาคม 2562 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2562 เน้นตอบโจทย์ รู้จริงแก้ปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทย ทั้งปัญหาเรื่องการจัดการธุรกรรมการเงิน การบริหารจัดการพนักงาน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันเวลาที่ต้องการ โดยมีแนวทางการพัฒนา 3 ดิจิทัลโชลูชันเพื่อเอสเอ็มอี ได้แก่ รายงานสุขภาพการเงินของเอสเอ็มอีแบบเรียลไทม์ที่เข้าใจง่าย และนำไปใช้วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ, สวัสดิการด้านสุขภาพเพื่อพนักงานของเอสเอ็มอีที่ยืดหยุ่นคล่องตัว และบริการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านโมบายล์แอปพลิเคชัน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเติบโตได้มากกว่า และทีเอ็มบีเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบ และบอกต่อมากที่สุดในประเทศไทย

 

นางสาวชมภูนุช  ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ด้วยปรัชญาของทีเอ็มบี คือ Make THE Difference ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น เราจึงมีความพิถีพิถันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ และคิดอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง (Need-based) และให้สามารถใช้งานได้ง่าย และสะดวก (Simple & Easy) สร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อเอสเอ็มอีสามารถเติบโตได้มากกว่า (Get MORE with TMB) ซึ่งในปีนี้ แผนธุรกิจของทีเอ็มบี เอสเอ็มอี ตั้งเป้ายอดการปล่อยสินเชื่อมูลค่า 27,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 60% จากปีที่ผ่านมา”

 

“ทั้งนี้จากการศึกษาอินไซต์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยพบว่า ปัญหาหลักที่เป็นอุปสรรคในการเติบโตของเอสเอ็มอีมีอยู่ 3 ข้อ คือ

(1) ปัญหาธุรกรรมยุ่งเหยิง ทั้งการรับเงินจากลูกค้าและการจ่ายเงินให้คู่ค้า ด้วยเงินสด และการโอนเงินในหลายช่องทาง เช่น QR Code และเครื่อง EDC ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรวบรวมและทำบัญชีกระทบยอด ทั้งยังมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย สรุปยอดไม่ตรง และสุดท้ายรายงานบัญชีที่ทำขึ้นมาก็ยังไม่สะท้อนภาพรวมสุขภาพการเงิน หรือสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจได้ ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(2) ปัญหาการบริหารบุคคล เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นองค์กรขนาดเล็ก พนักงานคือกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์อันดีและครองใจพนักงานนั้น สวัสดิการด้านสุขภาพเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่พนักงานให้ความสำคัญ แต่ทว่าธุรกิจเอสเอ็มอีมีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบกลุ่มให้กับพนักงานได้ ด้วยจำนวนพนักงานไม่เพียงพอต่อการซื้อขั้นต่ำของประกันสุขภาพแบบกลุ่ม แต่ถ้าจะซื้อประกันสุขภาพแบบรายบุคคลให้กับพนักงานก็ติดปัญหาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นหากพนักงานประสบอุบัติเหตุหรือมีปัญหาสุขภาพ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จึงเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้จึงไม่สามารถควบคุมต้นทุนด้านการบริหารบุคคลได้

(3) ปัญหาพลาดโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากเอสเอ็มอีเพียง 20% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากขาดความเข้าใจ และขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อยื่นสมัครสินเชื่อ ส่งผลให้เอสเอ็มอี 27% เลือกใช้เงินทุนตั้งต้นธุรกิจจากการใช้บริการสินเชื่อและการกดเงินสดจากบัตรเครดิต โดยยอมแบกรับกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินความคุ้มค่าระหว่างดอกเบี้ยกับกำไรของธุรกิจ”

 

นายพร้อมพงษ์  พัฒนธีระเดช หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารผลิตภัณฑ์และ Portfolio ธุรกิจเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี ได้เผยถึงเนวทางการพัฒนาโซลูชันเพื่อเอสเอ็มอีว่า “ในปีนี้ทีเอ็มบียังคงยึดหลักแนวคิดให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ แก้ปัญหา และยกระดับการเติบโตให้เอสเอ็มอีได้อย่างครบวงจร โดยเตรียมเปิดตัว 3 โซลูชันเพื่อเอสเอ็มอี ได้แก่

(1) รายงานสุขภาพการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นการจัดการข้อมูลและธุรกรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เป็นภาพกราฟฟิกสวยงาม ชี้ให้เห็นทิศทางของเงินเข้าและออก จากทุกช่องทางเพื่อสามารถนำไปประเมินสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดและลดเวลาของการทำบัญชีกระทบยอดของเอสเอ็มอีได้ และยังนำไปใช้วางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

(2) สวัสดิการด้านสุขภาพเพื่อพนักงานของเอสเอ็มอีที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว ในราคาที่เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ เพียงลูกค้าเอสเอ็มอี เปิดบัญชีธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ สามารถมีสิทธิ์ซื้อโปรแกรมสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับพนักงานของธุรกิจตนเอง มีสิทธิประโยชน์แบบประกันกลุ่ม โดยเริ่มต้นพนักงานเพียง 5 คน และจ่ายขั้นเพียงสามร้อยกว่าบาทต่อเดือน ครอบคลุมทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก สามารถซื้อและปรับเปลี่ยนชื่อพนักงานได้ทางออนไลน์ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่ 4 คลิกเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อลูกค้าเอสเอ็มอีใช้บริการจัดการเงินเดือนพนักงานด้วยระบบอัตโนมัติ (Payroll) กับทีเอ็มบี จะได้รับฟรี! แอปพลิเคชันระบบช่วยบริหารจัดการงานบุคคลแบบดิจิทัล HR Management Program ครบทุกฟีเจอร์ เข้า ออก ขาด ลา มาสาย ครอบคลุมการใช้งานทั้งบริษัทและพนักงาน

(3) บริการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านโมบายล์แอปพลิเคชัน ทีเอ็มบี บิส ทัช (TMB BIZ TOUCH) โดยการสร้างโมเดลอัจฉริยะวิเคราะห์ข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมการเงินต่างๆ ของลูกค้าที่ธนาคารมีอยู่แล้ว ให้เป็นหลักประกัน เพื่อช่วยลูกค้าให้เข้าถึงสินเชื่อและได้เงินทุนง่ายขึ้นในเวลาที่ต้องการ และประหยัดเวลาในการเตรียมข้อมูลและเอกสารที่ใช้ในการสมัครสินเชื่ออีกด้วย

นโยบายที่ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ สสว. ได้วางเป้าไว้โดยต้องการพา SMEs ไทยสู่ตลาดโลก  มีการแบ่งกลไกกระบวนการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนหลักๆ  คือ Transformation, Internationalization และ Cooperative  Networking ก่อให้เกิดกิจกรรมและโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ กับธุรกิจของตัวเองมากมาย หนึ่งในนั้นคือ SME ONE ซึ่งเป็น  Platform กลางที่ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆ ที่ทาง สสว. มีความร่วมมือด้วย ทำให้การติดต่อและติดตามข่าวสารต่างๆ ง่ายและสะดวกมากขึ้น สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยกร สำนักงนส่งเสริมวิสหกิจขนดกลงและขนดย่อม ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ Platform เหล่านี้ในช่วงปี  พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาว่า

เราเปิดตัว SME ONE ไปเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2561 มีภาคส่วนต่างๆ  มาเข้าร่วมกว่า 69 หน่วยงาน เพื่อต้องการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน SMEs ประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน และยังมีอีกหนึ่ง Platform คือ SME CONNEXT เป็นแอปพลิเคชันที่เปรียบเสมือนหน้าต่างประจำตัวของแต่ละหน่วยงานเพื่อใช้เชื่อมโยงสู่ SME ONEโดยหวังผลเป็น Big Data กลางในอนาคตข้อมูลประเภทต่างๆ ที่ได้จะรวบรวมแล้วส่งให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านนั้นๆ เป็นผู้ดูแลโดยตรง อย่างเช่น ข้อมูลด้านการเงินก็จะถูกส่งให้กับทางสถาบันการเงินเพื่อนำไปใชวิเคราะห์หรือช่วยเหลือต่อไป”

ในปี พ.ศ.2562 ทาง สสว. ก็อยากจะชวนให้ผู้ประกอบการ SMEs ทุกรายมา Born Digital ด้วยกันทั้งประเทศ หมายความว่า ต่อจากนี้ไปการสมัครหรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับ สสว. จะทำ ผ่านแอปพลิเคชัน SME CONNEXT โดยจะมีองค์ความรู้และ ข่าวสารให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจคอยอัปเดต ความรู้อยู่เสมอผ่านระบบการสะสมเหรียญ รวมถึงหาก ผู้ประกอบการมีการเปิดเผยข้อมูลการทำธุรกิจก็จะสามารถ ยกระดับสมาชิกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า โดยข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำไปเป็นพื้นฐานของการพัฒนา โครงการต่างๆ และยังจะมีการต่อยอดจากระบบเหล่านี้เพื่อให้มี การส่งเสริมผู้ประกอบการแบบ Individual Solution ผ่าน  SME Coach ด้วยการนำเอาองค์ความรู้ชุดใหม่แบบ 4.0 เพื่อให้ ผู้ประกอบการยุคใหม่นั้นมีความพร้อมที่จะก้าวไปสู่โลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Transformation, Technology, IOT,  Blockchain, Robotics และ Development ต่างๆ มา Plug In  ให้กับ SMEs เขาจะได้มีที่พึ่งจากหน่วยงานยุคใหม่ที่มองเห็น เทรนด์และการเติบโตในอนาคต มีการเรียนรู้ในเรื่องที่ SMEs สนใจ  การประเมินทดสอบเพื่อให้ได้ใบรับรองและนำเอาองค์ความรู้ ที่ได้ไปปฏิบัติจริงด้วยการช่วยเหลือให้คำปรึกษา SMEs อื่นๆ ได้ จริงด้วย ทำให้เกิดการยกระดับของผู้เชี่ยวชาญ โดยเป้าหมาย ของ Platform นี้คือภายใน 3 ปี ต้องการมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น ในระบบจนถึง 2,200 Coaches

การทำงานของ สสว. ในปี พ.ศ. 2562 คือ SMEs Modernization  โดยเน้นให้ผู้นำทุกคนกล้าที่จะก้าวออกมาจากกรอบเดิมๆ เพื่อ ให้เกิดการเติบโตที่จะส่งผลไปสู่รุ่นลูกหลาน สุวรรณชัยตีโจทย์ ในเรื่องการส่งเสริมที่ต้องการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน ของผู้ประกอบการด้วยกระบวนการภายใต้แนวคิด SMEs SPEED  โดยที่มาคือ

  • มาจาก Smart การมีความรู้ที่สดใหม่และสามารถ คาดการณ์แนวโน้มอนาคตได้
  • มาจาก Proactive การจัดการบริหารกระบวนการผลิต และบริการได้ดี
  • มาจาก Efficiency การเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ และการบริการ
  • มาจาก Exclusive การสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ เจาะกลุ่ม Niche Market ให้ได้
  • มาจาก Digitalization การใช้เทคโนโลยีเพื่อนำพาธุรกิจไปสู่ กลุ่ม Global Niche

สุวรรณชัย ชี้ว่า ผู้ประกอบการและผู้นำต้องให้ความสำคัญ กับกระบวนการเหล่านี้ เพราะเราต้องเดินหน้าด้วยความเร็ว ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยทาง สสว. ก็จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริม SMEs ภายใต้ Born Scenario ช่วยให้ผู้ประกอบการที่สนใจในการเริ่มทำธุรกิจผ่าน Track ต่างๆ ซึ่งจะเฉพาะทางและเหมาะกับเป้าหมายของเขา โดยจะมีทั้ง  Born Strong คือ เติบโตอย่างแข็งแรงด้วยการนำเอาองค์ความรู้ จากงานวิจัยต่างๆ มาประยุกต์ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และการ จัดการให้มีความโดดเด่น Born Global คือ สามารถเปิดตลาด ทำการค้ากับต่างประเทศได้ทันทีตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำธุรกิจ โดย เขาเองก็ต้องมีต้นทุนทางการสื่อสารภาษาในกลุ่มเป้าหมาย มาด้วย ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางในการพบปะหรือทำ Business Matching ต่อมาเป็น Born@50plus เพื่อส่งมอบกระบวนการ เรียนรู้และการตัดสินใจที่เหมาะกับผู้ประกอบการในวัย 50 กว่า หรือคนในวัยเกษียณซึ่งก็จะมีวิธีการที่แตกต่างไปจากคน รุ่นใหม่ๆ และสุดท้ายคือ Born General เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ SMEs แบบทั่วไปไม่เฉพาะกลุ่ม

ทั้งนี้ ทุก Track จะต้อง Born Digital หรือเข้าสู่โลกดิจิทัลและ นำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจจนเกิด SMEs Modernization ผ่านกระบวนการแบบ SMEs SPEED ผู้นำหรือคนที่จะพาธุรกิจ ไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มต้นด้วยการคิด ต้องมี Systems Thinking เพื่อนำไปสู่การลงมือทำ การวัดผลประเมิน และปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น

สุวรรณชัย เผยว่า “จากการสำรวจ ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าคนไทยมีความ ต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการค่อนข้างสูง  แต่ยังไม่ค่อยกล้าคิดที่จะทำเรื่องใหม่ๆ ทำให้ หลายคนไม่กล้าลงมือทำเพราะกลัว อย่างไร ก็ตามช่วงสองสามปีที่ผ่านก็มีสัญญาณที่ เรามองเห็นว่าผู้ประกอบการของไทยเริ่มมี การขยับขยายการเติบโตส่งออกสินค้าไป ต่างประเทศมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าเรา เริ่มที่จะเปิดกว้างและก้าวออกจากข้อจำกัด ของเราแล้ว”

สำหรับความท้าทายของการเติบโตในกลุ่ม ธุรกิจ SMEs ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็น ปัญหาเรื่องการเงินที่ทำให้การพัฒนาธุรกิจกลุ่มนี้ เติบโตไม่ได้เท่าที่ควร แต่ทาง สสว. มีการสำรวจ เก็บข้อมูลเชิงลึกระดับโครงการในกลุ่ม SMEs  รายย่อยระดับ Micro จังหวัดละ 6 ราย ทั้งหมด 462 ราย พบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการ อยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องการ ทำการตลาด รองมาคือการจัดการระบบมาตรฐาน การผลิต การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร และอันดับสุดท้ายเป็นเรื่องเงินซึ่งมีสัดส่วนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จะเห็นได้ว่าเราต้องมีการ ปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติใหม่ๆ เพื่อ สามารถช่วยเหลือทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาและ การเปลี่ยนแปลงที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เป้าหมาย สูงสุด สสว. ในปี พ.ศ. 2562 ที่จะเห็นเป็นรูปธรรม คือ การเดินหน้าทำโครงการทางการตลาดและ ช่วยเหลือบริการในเรื่ององค์ความรู้ต่างๆ โดยจะมี การกระจายไปสู่ธุรกิจระดับท้องถิ่นให้มากขึ้นเพื่อ นำมาซึ่งตัวชี้วัดคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม SMEs ให้มากขึ้นเป็น 4.5 เท่าของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงาน

สุวรรณชัยกล่าวถึงจังหวะการก้าวต่อไปของประเทศไทยใน อนาคตว่า เราต้องวิ่งให้เร็วขึ้น เริ่มต้นง่ายๆ จาก ตัวเราเองก่อนเป็นอันดับแรก เราต้องมีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่าง ชัดเจน จากนั้นเรียนรู้ระบบการทำงานและพัฒนา ให้ดีขึ้นด้วยการนำเอาดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามา ช่วย มีการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบความคิดเดิม และระบบความคิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็น อนาคตที่จะก้าวไปด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภาพการ ทำงานระหว่างรุ่นให้ดีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ เราขับเคลื่อนไปได้รวดเร็ว ทั้งนี้ ต้องมีการรักษา สมดุลระหว่างกฎระเบียบและความยืดหยุ่นควบคู่ กันไปด้วย ทาง สสว. เองก็จะทำหน้าที่เป็นสะพาน เพื่อเชื่อมต่อสิ่งใหม่ๆ และส่งต่อสิ่งที่ดีให้กับ คนรุ่นใหม่ ผ่านการตีความทุกอย่างในมุมมองที่ แตกต่างจากเดิม อย่างสุภาษิตสมัยก่อนที่ บอกว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ที่ผ่านมาเรามัก ตีความผิด คนเลยเลือกทำงานในนาทีสุดท้ายแล้ว บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ถึงทำงานช้าแต่ได้งานที่ดี  แต่กลายเป็นทำให้เราเดินหน้าช้าและผลงานที่ออกมา ก็ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากตีความในมุมที่เหมาะสมกว่าน่าจะเป็นการที่เรา ต้องมีความประณีต อดทน ละเอียดรอบคอบ ในการทำงานจึงจะได้งานที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การ ผัดวันประกันพรุ่งแล้วมาลุ้นผลสำเร็จเอาใน นาทีสุดท้าย

เพราะฉะนั้น การจะก้าวมาเป็นผู้ประกอบการหรือผู้นำในยุคแบบนี้จึงต้อง กล้าคิดนอกกรอบเดิมๆ กล้าลงมือทำสิ่งใหม่ๆ และเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพจึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้


เรื่อง : พิรพลอย พูนขำ 
ภาพ : สาธิดา พิชณุษากร

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงข่าวเปิดบริการใหม่ “สินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจ (EXIM IBD GLOBAL)” เป็นสินเชื่อหมุนเวียนหลังการส่งออกเพื่อผู้ส่งออก SMEs วงเงินสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย อัตรารับซื้อลด Prime Rate -2.00% ต่อปี ตลอดอายุโครงการ พร้อมวงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า Forward Contract สูงสุดเท่ากับวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ โดยใช้เพียงกรมธรรม์ประกันการส่งออกเป็นหลักประกัน และบุคคลหรือนิติบุคคลค้ำประกัน ซึ่งผู้กู้ต้องได้รับการอนุมัติกรมธรรม์ “บริการประกันการส่งออกสำหรับสินเชื่อรับซื้อตั๋วส่งออกอุ่นใจ (EXIM IBD GLOBAL INSURANCE)” บริการนี้สำหรับผู้ส่งออกที่มีมูลค่าการส่งออกไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี ส่งออกภายใต้เทอมการชำระเงินสูงสุดไม่เกิน 120 วัน และให้ความคุ้มครองมากกว่า 137 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดโลกที่มีมากขึ้น อาทิ สงครามการค้าระหว่างประเทศ ความผันผวนของตลาดการเงิน ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงภัยธรรมชาติ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้รับผลกระทบและผิดนัดการชำระค่าสินค้า ด้วยสาเหตุทางการค้าหรือการเมือง ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561

Page 1 of 4

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries