MBA Talk

วิชิต แย้มบุญเรือง The Road Ahead of Thai Soccer

เมื่อเอ่ยชื่อ วิชิต แย้มบุญเรือง น้อยคนในวงการฟุตบอลไทยที่จะไม่รู้จัก ว่าคืออดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย อดีตผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลทีมชาติไทย และยังเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด โดยได้รับการขนานฉายานามว่าเป็นกูรูฟุตบอลเมืองไทย แต่ที่น่าสนใจเหนือไปกว่านั้นก็เพราะ กูรูท่านนี้มีมุมมองและจินตนาการอันกว้างไกลว่า กีฬาฟุตบอล สามารถจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการ “พัฒนาคน พัฒนาสังคม และพัฒนาเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศได้

 

และด้วยความเชื่อมั่นนี้ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา วิชิต แย้มบุญเรือง จึงไม่เคยหยุดยั้งความทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และกำลังสมอง ด้วยอยากจะเห็น ฟุตบอลไทย ได้รับการยิงลูกเข้าประตูสู่ชัยชนะของความก้าวหน้าในการพัฒนา และเป็นกีฬาที่ไทยมีความทัดเทียมอย่างเสมอเหมือนกับสากลประเทศ ทีมงานนิตยสาร MBA ได้มีโอกาสสนทนา รับฟังทรรศนะและความเห็นต่อเส้นทางการพัฒนากีฬาฟุตบอลไทย จาก ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง ณ สนามฟุตบอล ของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ในบ่ายวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 

 

อาจารย์ทำอย่างไรถึงก้าวมาเป็นนักกีฬาทีมชาติได้ในสมัยนั้น (กว่า 50 ปีก่อน)?

 

ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุ 13 ปี ตอนนั้นเรียนที่ รร.สวนกุหลาบฯ ช่วงแรกก็เตะไปสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไร สมัยนั้นสนใจหลายอย่างทั้ง บิลเลียด ชกมวย แต่มีอย่างหนึ่งก็คือผมเป็นคนที่เวลาอยากทำอะไรก็จะทำอย่างตั้งใจ และจริงจัง ทั้งฝึกฝนและค้นคว้า อย่างต่อยมวยก็จะทั้งซ้อมชกซ้อมต่อย และยังอ่านหนังสือหาเทคนิคเพิ่มเติมตลอด เล่นบิลเลียดก็เช่นกัน พอหันมาเล่นฟุตบอลจริงจัง ก็มีรุ่นพี่ส่งหนังสือเกี่ยวกับการเล่นฟุตบอลมาให้จากต่างประเทศ เราก็อ่านเพราะอยากเก่ง ตอนนั้นไม่ได้เรียนรู้จากโค้ชนะ เพราะไม่มีโค้ช ก็อาศัยการหาความรู้และฝึกเอาเอง แต่ผมมีความสามารถพิเศษในการเลียนแบบ ตอนนั้นมีทีมชาติฮ่องกงมาแข่งกับทีมชาติไทยที่สนามใกล้บ้าน ผมก็ไปดู แล้วก็ใช้วิธีจำเทคนิคการเล่นของเขา แล้วเอามาฝึกเอง ในเวลานั้นฟุตบอลฮ่องกง เขาเล่นเป็นอาชีพกันแล้ว นักกีฬาเขาเก่งมาก ตอนมาเล่นกันที่สนามศุภชลาศัย มีชาวจีน ชาวฮ่องกงมารอดูกันเต็มสนาม ตอนหลังพอผมมาเล่นทีมชาติ ก็มีโอกาสได้เล่นกับทีมชาติฮ่องกงนะ ตอนนั้นผมก็สู้เขาไม่ได้หรอก เขาเล่นเก่ง 

 

ที่ว่าฝึกเอง แล้วอาจารย์เริ่มมีโค้ชตอนไหน?

 

ตอนอายุ 14 ปี ถึงได้ฝึกกับโค้ชคนแรก คืออาจารย์แก้ว ทองประไพ ท่านเก่งนะ ตอนนั้นได้บทเรียนแรกว่า นักฟุตบอลที่เก่ง ต้องมีทั้งพรสวรรค์ และมีวินัยหมั่นฝึกฝน พรสวรรค์จะฉายออกมาได้ต้องหมั่นฝึกฝน สองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน 

 

 

มองภาพรวมของ "ฟุตบอลไทย" เราตอนนี้เป็นยังไง?

 

ถ้าโดยภาพรวมแล้ว เริ่มที่ตัวนักกีฬาก่อน อย่างแรกที่เห็นชัด คือ สรีระของคนไทย ยังเป็นรองเขามาก เราตัวเล็ก รูปร่างเล็ก และเล็กกว่าคนเอเชียอีกหลายประเทศ ส่วนในแง่ของจำนวนประชากร ถามว่าใช่ปัจจัยไหม ผมว่าไม่ใช่ อย่าง จีน อินเดีย รัสเซีย มีพื้นที่ประเทศใหญ่กว่า คนเยอะกว่า เขาก็ยังไม่ได้ไปบอลโลกเลย เพราะฉะนั้นปัจจัยเรื่องจำนวนประชากรไม่เกี่ยว แต่คนไทยก็มีจุดแข็งอย่างหนึ่งคือ มีความคุ้นเคยและคุ้นชินกับการเล่นกีฬาที่ใช้เท้า เป็นทักษะที่มีมาตั้งแต่เกิด ทว่า อุปสรรคในการพัฒนานักฟุตบอลไทยก็ต้องยอมรับว่า คือ ความเป็นไทยของเรานี่ล่ะ มันทำให้เรามีอิสระ ที่เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ข้อดี คือ มันเปิดกว้างให้คนรู้จักคิด มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่ข้อเสีย คือ พอมีความอิสระมาก ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงจน “ขาดวินัย” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการก้าวไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนั้น สภาพอากาศที่ร้อนของบ้านเราก็มีส่วนทำให้คนไทยอารมณ์ร้อน ไม่ค่อยฟังใคร และอีกสิ่งที่สำคัญและต้องยอมรับคือ เราอาศัยอยู่ในประเทศที่ยังคงมีความไม่ยุติธรรม ไม่เท่าเทียม มีการเอารัดเอาเปรียบ ติดสินบน มีระบบเส้นสาย คนของเราบางส่วนจึงถูกบ่มเพาะให้คุ้นชินกับการใช้ทางอ้อมทางลัด ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์และความสบายส่วนตน สิ่งนี้เป็นอุปสรรคใหญ่อย่างหนึ่งในพัฒนาทั้งนักกีฬา การกีฬา รวมไปถึงอื่นๆ ด้วย

 

ดูเหมือนอาจารย์มองฟุตบอลบ้านเรา เป็นตัวสะท้อนบางอย่างเรื่องการพัฒนา?

 

แน่นอน ต้องยอมรับนะว่าการเล่นฟุตบอลสมัยนี้ แทนที่จะสู้กันในแบบการแข่งขันกีฬาที่ควรจะเป็น นักฟุตบอลบางคนก็จ้องแต่จะไปทำฟาวล์ พอวิ่งไม่ทัน ก็วิ่งไปตัดหน้า แล้วไปขัดขาเขา ทำแบบนี้ คุณไม่มีทางจะเก่งไปได้ เพราะว่าเราเสียเปรียบที่ตัวเล็ก เลยสอนกันมาแบบนี้เหรอ ไม่ถูกต้องนะ ถ้ายังมีการสอนหรือมีแนวคิดแบบนี้ นี่คือจุดอ่อนของประเทศ ผมว่าผิดมหันต์นะ สมัยที่ผมเป็นโค้ช นักฟุตบอลคนไหนที่เล่นแล้วจ้องแต่จะทำฟาวล์ ผมจะไม่ให้เล่น ถ้าคิดจะเล่นฟุตบอล ตั้งปณิธานไว้เลยว่า ห้ามทำฟาวล์ เอะอะทำฟาวล์ เมื่อไรคุณจะเก่ง แล้วโค้ชที่ดีต้องสอนให้ทุกคนในทีมรักกัน จำไว้ว่าถ้าคุณรักเพื่อน คุณจะเก่งกว่าเพื่อน และต้องสอนให้ทุกคนมีทัศนคติตรงกันในเรื่อง การปิดทองหลังพระ นั่นคือ ในการแข่งขันฟุตบอล คิดดูทีมมี 11 คน ลูกฟุตบอลมีลูกเดียว ถ้าคนหนึ่งได้ลูก อีก 10 คนไม่ทำงาน ไม่วิ่ง คิดว่าวิ่งไปทำไม มันเหนื่อย ทีมนั้นก็ไม่มีทางชนะ แต่ในความจริงอีก 10 คนต้องวิ่ง เพราะการวิ่งเป็นการทำเกม หลอกล่อคู่ต่อสู้ กรุยทางให้ทีม ให้ได้ทำเกมจนสามารถยิงประตูได้ ไม่ใช่ว่ารอแต่โอกาสที่ตัวเองจะได้ยิงประตู เพราะจะได้เด่นดัง นี่คือประเด็น เพราะฉะนั้นจุดอ่อนพวกนี้ ถามว่าคนที่เป็นโค้ชเข้าใจไหม ถ้าเข้าใจ คุณจะรู้ว่าคุณจะฝึกนักฟุตบอลอย่างไร ด้วยวิธีไหน เพราะฉะนั้นคุณต้องการทัศนคติมากกว่าความเก่ง ถ้าทัศนคตินี้ไม่มีอยู่ในทีม แข่งกันไปทั้งชาติก็พัฒนาไม่ได้

 

แล้วที่มักชอบพูดกันว่า ถ้าจะดูบอลให้สนุก ต้องมีเรื่องพนัน แล้วกีฬามันก็ไม่เป็นสีขาว 

 

จริงๆ แล้ว สมัยเด็กและวัยรุ่น ผมเล่นการพนันเกือบทุกชนิด แม้แต่ขโมยของก็เคยทำมาแล้ว แต่พอชีวิตผมได้พบ ได้รู้จักกับกีฬา ชีวิตผมก็หันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น และเปลี่ยนไปสู่ด้านที่ดี ถ้าผมไม่ได้พบกีฬา ไม่ได้เล่นกีฬา ชีวิตผมคงไม่ได้มาไกลได้ถึงจุดนี้ เพราะเหตุนี้ เราเชื่อว่าเราสามารถใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการฝึกเด็ก และแม้ว่าเด็กจะฟังครู ฟังเพื่อน แต่อย่างไร ก็ฟังพ่อแม่มากที่สุด ผมคิดว่า ถ้าเราฝึกเด็กให้เล่นฟุตบอล จำเป็นมากที่จะต้องเรียกพ่อแม่มาดูด้วย พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า เราจะฝึกจริงจัง ลูกคุณจะเหนื่อย ต้องโดนดุบ้างในบางคราว คุณรับได้ไหม พร้อมจะเข้าใจไหม การฝึกให้เด็กเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังเปรียบไปก็เหมือนฝึกทหาร พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าลูกถูกฝึกไปเพื่ออะไร อย่างฝึกทหาร เขาฝึกเพื่อไม่ให้ลูกคุณตาย เวลาออกรบ ส่วนการฝึกฟุตบอล ก็เพื่อให้ลูกของคุณต่อสู้ แข่งขันฟุตบอลเป็น และรู้ทางหนีทีไล่ในการสนามการแข่งขันจริง ส่วนในเรื่องการพนัน มันไม่ใช่ว่าจะมีแต่แค่กีฬาฟุตบอลที่ไหน

 

 

ถ้ามีอำนาจและการสนับสนุนเต็มที่ อาจารย์อยากจะพัฒนาฟุตบอลบ้านเราออกมาในแนวทางไหน?

 

ผมอยากให้ฟุตบอลถูกใช้ในการสร้างเยาวชนให้เป็นคนคุณภาพ โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ ผมอยากให้กำหนดเป็นเป้าหมายประเทศเลย และค่อยๆ ใช้กีฬาเปลี่ยนวัฒนธรรม หรือ Culture บ่มเพาะ Culture ที่ดีขึ้นมา ส่งเสริมให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่ควรทำ และน่าชื่นชมมากถ้าเกิดขึ้นได้จริง การตั้งเป้าหมายแค่อยากได้ถ้วยชนะเลิศรายการใดรายการหนึ่งมาครอบครอง ผมว่ามันไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้อง ผมอยากเห็นภาพที่ไม่ว่านักกีฬาไทยจะไปแข่งรายการไหน จะแพ้หรือชนะ แล้วพอจบการแข่งขัน มีคนปรบมือชื่นชมดังกึกก้องทั้งสนาม นั่นต่างหากเป็นเป้าหมายที่ต้องก้าวไปให้ถึง เพราะนั่นหมายความว่าคนดูทุกคนชื่นชมในการเล่นกีฬาของนักกีฬาไทยที่ใสสะอาด และพวกเขาก็จะค่อยๆ จดจำรูปแบบและวิธีการเล่นของนักกีฬาไทยไปอย่างนี้ ความศรัทธาก็เกิดได้ ไม่ใช่ว่าแพ้แล้วไปชวนตี ชวนต่อยกับเขา อย่างนี้ไม่ต้องไปเล่นหรอกฟุตบอล ไปชกมวยเถอะ แต่มันก็น่าเสียดายและเจ็บใจที่สิ่งเหล่านี้ ผมยังไม่เห็นวี่แววว่ามันจะเกิดขึ้นในสังคมไทย

 

ดูเหมือนเรื่องโค้ช ซึ่งเป็นคีย์สำคัญเราก็ยังขาดแคลน 

 

อันนี้สำคัญ เพราะเราขาดโค้ช ทั้งจำนวนและคุณภาพ เพราะโค้ชที่ดีต้องสอนให้เด็กรักเพื่อน ถ้าคุณรักเพื่อน และคุณเล่นเก่งกว่า คุณควรทำงานหนักกว่า ต้องขยันวิ่ง ทำเกม เราต้องสอนให้เขามีน้ำใจเป็นนักกีฬา การทำงานหนักจะได้กับชีวิตเขาเอง เวลาทำอะไรเขาจะไม่ไปทางลัด เขาจะไปทางตรง เขาจะเข้าใจในหลักการปิดทองหลังพระ เป็นกำลังสำคัญของทีม ทำให้ทีมฟุตบอลนั้นแพ้ยาก 

 

ถ้าเราจะแบ่งองค์ประกอบในการพัฒนาฟุตบอลออกเป็นซอฟต์แวร์ กับฮาร์ดแวร์ อาจารย์คิดว่าเรามีความพร้อมแค่ไหนในแต่ละด้าน ถ้าเป้าหมายคือเราจะไปบอลโลก?

 

ถ้าจะมองกันแบบนั้นเลยนะ ในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่เป็นเรื่องของสนาม & Facility ต่างๆ ที่จำเป็นในการฝึกฟุตบอล ผมว่าเรายังไม่พร้อม และส่วนของซอฟต์แวร์คือตัวโค้ช ผู้ฝึกสอน ก็ยิ่งไม่พร้อมใหญ่ เพราะว่าซอฟต์แวร์มันทำมาเพื่อช่วยให้ฮาร์ดแวร์ใช้งานต่อไปได้ เพราะฉะนั้นฮาร์ดแวร์ต้องชัดก่อน มาตั้งเป้ากันเลยว่า นี่มันคือปัญหาของประเทศชาติรึเปล่า เราต้องการใช้กีฬานำหน้าเพื่อพัฒนาคนไหม ถ้าใช่ ก็เดินหน้าเลย เพราะเมื่อเราให้โอกาสเยาวชนคนหนึ่งได้มารู้จักกับกีฬาอย่างฟุตบอล ให้โอกาสเขาได้ฝึกฝนพัฒนาฝีมือจนเป็นนักฟุตบอล แน่นอนว่าคนคนนี้อย่างน้อย เขาต้องมีจิตสำนึกที่จะปฏิบัติตนเป็นคนดี อบายมุขทุกอย่างไม่ยุ่ง เนื่องจากเขาจะมีคนมาชื่นชม ชื่นชอบ ในฐานะนักฟุตบอล เรียกว่าเขาเป็น Idol ของรุ่นน้อง เพื่อนๆ แล้ว และตลอดการฝึกฝนเป็นนักฟุตบอล เขาย่อมได้เรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม ความสามัคคี ที่สำคัญคือเขาจะเป็นคนที่มีวินัย ตรงต่อเวลา และซื่อสัตย์ ยิ่งถ้านักฟุตบอลคนนี้ได้พัฒนาฝีมือ เทคนิค สั่งสมประสบการณ์จนได้เลื่อนขั้นมาเป็นโค้ชหรือผู้ฝึกสอน นี่เท่ากับเราได้สร้างคน สร้าง Human Resource คุณภาพเพื่อนำไป Utilize หรือใช้ประโยชน์พัฒนาวงการฟุตบอลไทยได้อย่างตรงจุดที่สุด

 

หลายเสียงวิจารณ์ว่า นักบอลเราพอดังขึ้นมามักเปลี่ยนไป เลยไปไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น ใช่มั้ย?

 

มันเป็นเรื่อง ทัศนคติ และการปลูกฝัง ที่นักฟุตบอล ต้องรักตัวเอง รักเพื่อน เทียบกับเด็กญี่ปุ่น เขาไม่ได้เก่งกว่าเราหรอก สิ่งที่เขามีมากกว่าเราคือ เขารักประเทศ เขารักเพื่อน เขารักทีม ที่สำคัญ เขามีวินัย ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา สิ่งเหล่านี้ เขาสอนกันยังไง ทางหนึ่ง ผมเชื่อว่า กีฬาเป็นเครื่องมือสอนสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะนักกีฬา อย่างน้อยต้องมีวินัย หรือ discipline ทีนี้เราต้องมีนักกีฬาที่พัฒนาไปเป็นรุ่นพี่ หรือไปสู่การเป็นโค้ชที่ทำตัวดี จนรุ่นน้องยอมรับ นับถือเป็นไอดอล พวกนี้ก็จะเป็นครู เป็นการเอาคนพวกนี้ไป Utilize แต่ต้องเป็นคนที่มีทัศนคติอย่างนี้นะ ถามว่าเป็นเรื่องใหญ่ไหม เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องยากไหม ยาก แต่ทำได้ไหม ผมว่าได้ ตอนคุมทีมชาติ เวลาผมมองเข้าไปในตาเด็ก แล้ววิเคราะห์เลยนะว่าคนนี้เชื่อได้ไหม สู้และตายด้วยกันได้ไหม หรืออย่างตอนเล่นทีมชาติผมเคยเล่นในทีมที่นักฟุตบอลไม่ได้เก่งมาก แต่เมื่อผมมองเข้าไปในตาทุกคน ทุกคนมีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายเดียวกันคือชัยชนะ เราก็สู้ไปด้วยกัน ปรากฏว่าทีมนี้ชนะมากกว่าแพ้ การจะทำให้เกิดปรากฏ-การณ์แบบนี้ได้ โค้ชมีบทบาทสำคัญมาก อย่างที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์เราทำอะไรแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ยังเหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นศักยภาพที่ยังไม่ถูกดึงออกมา เรารอแค่สถานการณ์และปัจจัยเกื้อหนุนที่จะดึงศักยภาพนั้นให้ออกมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นการสร้างซอฟต์แวร์ตรงนี้มันลึกซึ้ง การเรียนเป็นโค้ชฟุตบอลแค่อย่างเดียวไม่พอ คนเป็นโค้ชต้องรู้ลึกเข้าไปในจิตใจ วิเคราะห์ psychology ของมนุษย์ได้ เปรียบไปเหมือนกับว่าคุณเป็นฮิตเลอร์ คุณจะพูดอย่างไรให้คนสมัครใจและไปรบในสงครามโลกได้

 

 

ตอนนี้ฟุตบอลบ้านเราเป็นที่นิยมมาก  มีการขยายตัวของสโมสรฟุตบอล และมีโมเดลที่น่าจับตาและน่าสนใจหลายแห่ง มองปรากฏการณ์และแนวโน้มเรืองนี้ยังไง?

 

เรากำลังจะถามถึงสโมสรฟุตบอล โดยส่วนตัวผมว่าโมเดลของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ดีนะ แต่ถ้ามองด้านการพัฒนาธุรกิจแล้วผนวกสู่การพัฒนากีฬาฟุตบอลไทย ผมคิดว่าทีมสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด กับสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าสทำมาได้ดี เพราะสองทีมนี้รู้จักการสร้างแฟนคลับและใช้แฟนคลับให้เป็นประโยชน์ เขาใช้การทำการตลาดแบบ Collaborative Marketing ด้วย คือเชิญผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ มาดูบอล พอบอลจบก็เชิญมานั่งคุย มาเสนอแนะกันว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ใครช่วยอะไรได้ก็ช่วย มันถึงเกิดเป็น community ดูเข้มแข็งดี ส่วนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างน้อยในสายตา Public เขาสามารถชักจูงคนมาได้อย่างล้นหลาม และวิธีการสร้างทีม สร้างนักกีฬา ผมมองว่าเขาดีนะ กล้าลงทุน

 

ที่ผ่านมา บุรีรัมย์ โมเดล สร้างปรากฏการณ์ปลุกกระแสดึงคนไปดูฟุตบอล จนเห็นโอกาสการท่องเที่ยวเชิงกีฬา อาจารย์คิดว่าแบบนี้ ดีต่อกีฬาฟุตบอลด้วยมั้ย เพราะมีการควบรวมกีฬาเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยว?

 

ถ้าเอาประเด็นเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกีฬา แล้วจับคู่ไปด้วยกัน แล้วจะถามว่ามันเหมาะสม ใช่ไหม? ผมขอตอบด้วยการยกตัวอย่างนะ อย่างแฟนคลับทีมบุรีรัมย์มาดูแมตซ์ที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แข่งกับเมืองทอง ยูไนเต็ด เหมารถตู้มาดู 2,000 คน ดูบอลจบ อาจจะนอนพักหนึ่งคืน จากนั้นก็ตีรถกลับ ถามว่าการท่องเที่ยวได้อะไร ยังไม่ได้มีการใช้เงินกับการท่องเที่ยวเท่าไรเลย สิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำ ผมว่าไม่ใช่การผนวกเอาการท่องเที่ยวกับฟุตบอลเข้าด้วยกัน แต่ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการดูบอลของคนไทยใหม่ ต้องสร้างแฟนคลับ ให้คนในประเทศไทยดูบอลมากกว่าหนึ่งทีม สมมติคุณเป็นแฟนทีมเมืองทองยูไนเต็ด ก็จะดูและเชียร์แต่ทีมนี้ ทีมอื่นไม่ดู มันไม่ใช่นะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันส่งเสริมให้คนชอบดูฟุตบอล อย่างพรุ่งนี้มีบอลภาคเหนือแข่งนะ กำแพงเพชรเจอสุโขทัย ก็ไปตามดู อารมณ์นี้ต่างหากที่เราต้องสร้างขึ้นมาในหมู่คนดูฟุตบอลไทย โดยต้องใช้สื่อเป็นตัวช่วย ถ่ายทอดสดฟุตบอลแมตซ์สำคัญๆ ทำให้กระแสความนิยมฟุตบอลมันขจรขจายไป จากคนดูในสนามแค่ 2,000 คน ก็จะขยายจำนวนคนดูไปเป็น 3 ล้านคนทั่วประเทศ ต้องทำให้ประชาชนชาวไทยมีอารมณ์ร่วมกับการแข่งขันฟุตบอลระดับประเทศ และสื่อยังมีอิทธิพลในการส่งสารไปยังสปอนเซอร์ให้มาสนับสนุนสโมสรฟุตบอลไทย เพื่อที่ทางสโมสรจะได้มีเม็ดเงินในการพัฒนาศักยภาพนักฟุตบอล และสร้าง Facility ที่เอื้อต่อการพัฒนาสโมสรนั้นด้วย

 

แต่ถ้าจะให้ลงรายละเอียด ก็ลองคำนวณดู อย่างแมตซ์หนึ่ง บุรีรัมย์เก็บเงินได้ อย่างน้อยก็ 3 ล้าน เล่น 18 แมตซ์ ผมให้เลย 54 ล้าน ดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเทียบกับข้อเท็จจริงว่าเขาลงทุนไปทั้งหมดเป็น 100 ล้าน เพราะเขาต้องลงทุนเงินเดือนนักเตะหลักแสน หลักล้าน รวมๆแล้วเดือนๆ หนึ่งใช้เงินไปเท่าไร ลองคิดดู ไหนจะมีค่าใช้จ่ายอื่นอีก ดังนั้น จัดแมตซ์หนึ่ง เก็บเงินค่าดูแค่นั้น จากคนในสนามแค่นั้น จะไปพออะไรล่ะ แม้ว่าคุณจะขายสินค้า ขายเสื้อช่วยก็ไม่พอ แล้วถามว่าทั้ง 18 แมตซ์ มันจะได้เน็ตๆ 3 ล้านทุกแมตซ์ไหม เพราะฉะนั้น เม็ดเงินมันต้องมาจากสื่อ สื่อออกไปให้คนไทยทั้งประเทศอยากดูด้วย สปอนเซอร์ก็จะเข้ามา

 

 

แล้วคาดหวังการส่งเสริมจากทางภาครัฐที่จะเข้ามาร่วมสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างไร?

 

ผมว่าเรื่องของการพัฒนาฟุตบอลในบ้านเราหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาสนับสนุนและพัฒนา ไม่ใช่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากแต่ควรจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการและกรมพลศึกษามากกว่า อย่างกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่น ที่เขาพัฒนานักฟุตบอล เริ่มตั้งแต่เด็ก วางระบบการฝึกฝน สร้างนักฟุตบอล

ขึ้นมา โดยเอาวิชาการใส่เข้าไป เอาการฝึกซ้อมใส่เข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนเลยในวิชาพลศึกษา เปลี่ยนจากวิชาพลศึกษาไปสอนฟุตบอล หลังจากนั้นก็จัดอบรมและพัฒนาเอาครูที่สอนพลศึกษามาเป็นโค้ช แล้วก็คัดเลือกเด็กที่มีแววมาเข้าสโมสร และเริ่มปั้นเป็นนักฟุตบอล แผนการพัฒนาฟุตบอลของที่ญี่ปุ่นเขาวางแผนกันเป็น 30-50-100 ปี ส่วนบ้านเรา ผมเคยไปเสนอแผนพัฒนาฟุตบอลไทย เชื่อไหมพอพูดว่าเป็นแผน 25 ปี ทุกคนในที่ประชุมเบือนหน้าหนีหมดเลย เพราะต่างคนต่างคิดว่าตั้ง 25 ปีมันนานไป พวกเขาอยู่กันไม่ถึงหรอก ซึ่งความเข้าใจแบบนี้ไม่ถูก มันต้องเข้าใจแบบคำคมของจีนที่ว่า ระยะทางหมื่นลี้ มันอยู่ที่ก้าวแรก คือก้าวแรก ก้าวที่สอง คนรุ่นผมก็เดินไปด้วยกัน ปูทางไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะทำก้าวที่ร้อย ที่พัน ต่อจากเราต่างหาก 

 

อุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาฟุตบอลของบ้านเรามันคืออะไร?

 

ก็ถ้าตราบใดที่ผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบด้านการพัฒนาฟุตบอลยังคงอาศัยฟุตบอลเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างฐานอำนาจและผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงฟุตบอลไทยทุกระดับ การพัฒนาการฟุตบอลไทยให้ก้าวไกลอย่างที่มุ่งหวังคงดำเนินต่อไปได้ยาก แล้วถ้าถามในแง่มุมธุรกิจว่ากิจการหรือธุรกิจฟุตบอลไทยโตได้ด้วยตัวโมเดลธุรกิจที่สร้างขึ้นมารึเปล่า ตอบว่า ครึ่งๆ ธุรกิจฟุตบอลครึ่งหนึ่ง ธุรกิจส่วนตัวอีกครึ่งหนึ่ง นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ถึงตอนนี้ ผมอยากตั้งคำถามกลับว่าองค์กรธุรกิจที่เล็งว่าจะใช้ฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของการวางกลยุทธ์การทำธุรกิจว่า แทนที่คุณจะให้ปลาเขา ทำไมคุณไม่ให้เบ็ดตกปลาเขาล่ะ ทำไมคุณไม่สอนวิธีตกปลาให้เขา ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าคุณมีเงินทุน ทำไมคุณไม่สร้างสนามให้เขาเช่าล่ะ อย่างประเทศญี่ปุ่น องค์กรธุรกิจใหญ่ๆ สร้างสนามฟุตบอล และเปิดให้ทีมต่างๆ เช่า นี่คือวิธีที่เขาทำ CSR ของเขา โดยกำหนดอัตราค่าเช่าไม่แพงมาก เป็นอัตราราคาที่มุ่งสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อการพัฒนาด้านการกีฬาโดยเฉพาะ แค่สนามดี สิ่งแวดล้อมดี ทุกฝ่ายก็มีกำลังใจที่จะพัฒนาไปด้วยกันแล้ว

 

แล้วเส้นทางพัฒนาฟุตบอลเรา กับฟุตบอลโลก มันเป็นเส้นคู่ขนาน หรือมีวันเจอกันได้ ?

 

เป็นที่รู้กันว่าฟุตบอลปัจจุบัน monopoly โดยฟีฟ่า แต่การพัฒนาฟุตบอลบ้านเราไม่เกี่ยวกับเขา ก็ทำกันต่อไป พัฒนาต่อไป แต่สิ่งสำคัญในเวลานี้ เราต้องสร้างองค์ประกอบให้มีความพร้อมก่อน ซึ่งทำไมจะทำไม่ได้ เราต้องสร้างผู้ฝึกสอนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล รักบี้ บาสเกตบอล หลักการเหมือนกันหมด ต้องสร้างผู้ฝึกสอน หรือโค้ชเพื่อสอนให้เขามี discipline สอนให้คนรู้จักทีมเวิร์ก ให้มีจิตใจใสสะอาด ผมเองก็อยากจะถามสังคมกลับไปว่า นี่ไม่ใช่หรือที่สังคมไทยต้องการพัฒนา เพราะนี่คือการสร้าง Human Resource ใช่ไหม เรากำลังร่วมกันสร้างมนุษย์ที่มีคุณค่าใช่ไหม ถ้ามันใช่ก็คือใช่ เดินหน้าเลย มันต้องมีคนที่กล้าพูดกล้าทำตรงนี้ ไม่ใช่เห็นว่าอะไรดี ซึ่งไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า ก็เฮละโลตามกันไป อย่างการรวมกีฬาและการท่องเที่ยวเข้าด้วยการ พัฒนาไปด้วยกัน มันดีเหรอ มันถูกทางเหรอ ฟุตบอลแข่งกันที ก็โหมเรื่องนี้ขึ้นมาที การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้สอดคล้องกันมันมีความสำคัญสำหรับการพัฒนาบุคลากรของประเทศนะ แล้วเราจะได้พลเมืองที่มีความแข็งแรง ฉลาดเฉลียว มีจิตใจดี จากนั้นจะทำอะไรก็สำเร็จ

 

 

ฟังดูง่ายแต่ในทางปฏิบัติดูจะยังไม่เห็นเป้าหมาย 

 

การพัฒนาต้องเริ่มจากการคิดง่ายๆ คือในเรื่องเบสิกก่อน อย่างการใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการสร้างคน การปลูกฝังให้เยาวชนของเราเติบโตมาเป็นคนดี ก็ต้องหาสิ่งจูงใจ ชักนำเยาวชนให้มาสนใจเดินตามทางสายนี้ โดยการสื่อสารให้เขาคล้อยตามให้ได้ว่า การเลือกเดินทางมาในสายกีฬานั้นเป็นสิ่งดี จะทำให้ชีวิตของคุณดี รวมถึงควรมีการจัดให้มอบทุนการศึกษา การให้สิทธิพิเศษในการเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยถ้าคุณเป็นนักกีฬา นักฟุตบอล กระทั่งเมื่อเขาเรียนจบแล้วก็มอบโอกาสในการทำงาน ให้เขาได้มาทำงาน มีส่วนร่วมในการพัฒนาแวดวงฟุตบอลยิ่งดี

 

ในตอนนี้ ผมว่าเราเดินมาถูกทางแล้วนะ เรามีไทยพรีเมียร์ลีก เป็นลีกของตัวเองแล้ว เรามีเม็ดเงิน มีคนที่กล้าลงทุน ซื้อตัวนักเตะดีๆ มาอยู่ในทีมแล้ว ตรงนี้ผมมองว่าเป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง มีคนโต้แย้งมาว่า การซื้อนักเตะต่างชาติมาเล่น ทำให้นักฟุตบอลชาวไทยได้เล่น ได้โชว์ฝีมือน้อยลง ถ้าคิดแบบนี้ผมขอบอกเลยว่า ตราบใดที่คุณยังให้นักฟุตบอลไทย ทีมไทย สู้กันเอง ไม่ไปสู้กับนักฟุตบอลต่างชาติ ไม่ไปสู้นอกบ้าน แล้วนักฟุตบอลไทยจะมีโอกาสพัฒนาทักษะและเก่งได้อย่างไร บางครั้งเราต้องเรียนทางลัด ต้องหาโอกาสไปสู้ไปแข่งกับทีมเก่งๆ แล้วเรียนรู้เทคนิคการเล่นของเขามา แต่แน่นอนว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ ที่มีการซื้อตัวนักเตะต่างชาติมาอยู่ในทีมลีกไทยมากขึ้นแล้ว ผมก็กลับมาคิด วิเคราะห์ เหมือนกันนะว่า เราอาจจะมีการลดจำนวนนักเตะต่างชาติลงไหม เพราะต่างชาติ ก็ไม่ได้เก่งไปทุกคน ซึ่งต่อไปอาจจะปรับลดจาก จาก 5 : 3 ต้องเหลือ 4 : 2 บีบให้เหลือน้อยลง เอาคนไทยเสริมเข้าไปดีกว่า

 

 

ทราบว่าอาจารย์พัฒนาทีมนักฟุตบอลหญิงขึ้นมาในปีนี้

 

ในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่เรามีเครือข่ายเข้มแข็งกันอยู่ เขามีหลักสูตรอุตสาหกรรมฟุตบอลแล้วเขาก็มีทีมฟุตบอลหญิงอยู่แล้ว เพียงแต่เราก็เข้าไปช่วยต่อยอดให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพราะตอนทำสมาคมก็ไม่ได้ทำลีกหญิง และไม่ค่อยมีคนทำ เราก็อยากจะทำในสิ่งที่แตกต่างก็เลยเป็นที่มา ทำเป็น University league ตอนนี้เลยมีทั้งหญิงและชาย ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ก็ปรากฏว่าผลที่ออกมาก็ดีกว่าที่คาด เลยตื่นเต้นกันใหญ่ แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า University league จะไม่ค่อยรองรับกับธุรกิจ เพราะพอเรามีทีมเข้มแข็ง เป็น product ที่ดีละ แต่หลายสปอนเซอร์ก็ยังไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ 

 

บทสรุปเรื่องการพัฒนาฟุตบอลบ้านเราวันนี้ อาจารย์เห็นเป็นอย่างไร

 

ปัญหาและอุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาการฟุตบอลไทยยังอยู่ที่ความไม่ต่อเนื่อง ทั้งเป้าหมาย การดำเนินการและขั้นตอน อย่าง ทีมชาติชุดใหญ่ เราควรเก็บตัวไว้สู้ในระดับเอเชียเท่านั้น ส่วนแมตซ์ในประเทศหรือรายการแข่งขันอย่างในอาเซียนก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชุดใหญ่ก็ได้ เราต้องฝึกฝนทีมเยาวชน ทีมดาวรุ่ง ขึ้นมา เพื่อไปสู้กับรายการที่เล็กลงมา โดยไม่ต้องไปกลัวว่าจะแพ้ ต้องตั้งเป้าชนะ ชนะมันให้ได้ทุกทีม ทุกชุด ขอย้ำอีกทีว่า เป้าหมายการพัฒนาต้องตั้งไว้ยาวๆ 25 ปีอย่างนี้ แล้วค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ฝึกฝนเยาวชนขึ้นมา บ่มเพาะให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง คนรุ่นนี้ต้องปูทางการพัฒนาให้คนรุ่นต่อไป ถ้าเราไม่ทำ ไม่ชี้แนะ สร้างบุคลากรขึ้นมา ก็เท่ากับว่า เราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้เลย

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Jul 12 , 2017

    บีโอไอเผยภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายรองรับประเทศไทย 4.0  ด้าน “นาชิ เทคโนโลยี” ขยายการลงทุนสู่การผลิตและซ่อมแซมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรม ตั้งเป้าลดการนำเข้าจากต่างประเทศมูลค่ากว่า 700 ล้านบาทต่อปี

     

  • Jul 10 , 2017

    สายงานการเงินและบัญชี นับว่าเป็นสายงานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ และต้องบอกได้ว่าสายงานด้านนี้ถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน รวมทั้งมีฐานเงินเดือนที่สูง และสามารถเติบโตในสายงานได้เป็นอย่างดี

    แต่ถึงแม้จะมีบุคลากรด้านบัญชีและการเงินอยู่มาก ทว่าคุณสมบัติที่บริษัทต่างๆ ต้องการกลับมีไม่มากอย่างที่คิด  จากประสบการณ์ในการคัดสรรบุคลากรให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ขอแนะนำคุณสมบัติของ Talent  ด้านบัญชีการเงิน ควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้

    1. การศึกษา  ส่วนใหญ่จะเป็นสายงานตรง ด้านบัญชี, การเงิน, เศรษฐศาสตร์ และสำหรับบางส่วนงานที่เป็นระดับมันสมองขององค์กร จะเลือกคนที่จบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรม และปริญญาโทด้านการเงิน    ในหลายปีก่อน การศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ถือว่าเพียงพอที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายงานนี้ได้ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน  แต่สำหรับปัจจุบัน การจบการศึกษาในระดับปริญญาโท มีความจำเป็นในการเป็นผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากๆ ต้องการการบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนขึ้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติ จะยังพิจารณาจากความสามารถและประวัติการทำงานมากกว่าการศึกษา

    2. ประวัติการทำงานและผลงาน  Talent  ที่ดีในสายงานบัญชีการเงิน ไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อยเกินไป หรือไม่เปลี่ยนงานเลย  ควรอยู่ในแต่ละที่เฉลี่ย 3-5 ปี และมีผลงานที่ชัดเจน หรือได้รับการประเมินผลที่ดีเยี่ยมในการทำงานที่ผ่านมา หากมีประสบการณ์ในการจัดทำระบบขนาดใหญ่ เช่น SAP จะยิ่งได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

    3. บุคลิกภาพและทัศนคติ  การเป็นผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติจะต้องการคนที่ ความหนักแน่นในการทำงาน, มีเป้าหมายในการทำงานเน้นผลลัพธ์, มีความท้าทาย, สามารถทำงานภายใต้สภาวะกดดันได้  แต่ถ้าเป็นบริษัทชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย มักต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์, ความเป็นผู้ใหญ่,  มีความฉลาด และโดยรวมเกือบทุกบริษัทต้องการคนที่มีบุคลิกดี และมีทัศนคติในแง่บวก (Can Do Attitude)

    4. ภาษาอังกฤษ เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้รายได้ของผู้ที่ทำงานในสายบัญชีและการเงิน มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่มีลักษณะเนื้องานเหมือนกัน เพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสาร กับบริษัทข้ามชาติมีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้ทักษะทางด้านภาษา ที่ 2 หรือ 3 นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งสามารถ พูด อ่าน เขียน ได้เป็นอย่างดี รับรองมีโอกาสเติบโตในสายงานนี้อย่างแน่นอน

    5. อายุ ปัจจุบันการพิจารณาอายุของผู้สมัครเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญโดยการพิจารณาคัดเลือกคน เกณฑ์อายุที่เป็นที่ต้องการในตลาด ได้แก่

    อายุ  28 – 32  ปี -           ระดับ Manager

    อายุ  32 – 37 ปี -           ระดับ Senior Manager

    อายุ 38 – 42 ปี  -           ระดับ Director

    อายุ 42 – 45 ปี  -           ระดับ C level , Top Management

    นับว่าสายงานบัญชีและการเงิน เป็นสายงานที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากคุณกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษา การเตรียมความพร้อมถือเป็นสิ่งที่สำคัญ และยิ่งคุณมีการพัฒนาตัวเอง เสริมทักษะทางด้านสายงาน ทั้ง Soft skill และ Hard skill ก็จะยิ่งทำให้คุณโดดเด่นในสายงานนี้แน่นอน และด้วยตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการแรงงานในสายอาชีพนี้อยู่รับรองไม่มีตกงานแน่นอน

  • Jul 09 , 2017

    พลิกโฉมสำนักงานบัญชีไทยสู่ Digital Accounting Firm สร้างความเชื่อมั่นข้อมูลทางบัญชีและการเงินด้วยนวัตกรรม ในยุค Thailand 4.0

 

 

Editor Observation

  • Jun 02 , 2017

    “โลกสันนิวาสย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” วลีนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครเถียงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทว่า “โลกสันนิวาส” สมัยนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพุทธกาลเป็นไหนๆ ด้วยพลังในการคำนวณและการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของไมโครโปรเสดเซอร์ชิพและเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านสื่อสารคมนาคมตลอดจนเทคโนโลยีการแปลงข่าวสารข้อมูลทั้งมวลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มันช่วยทำให้ “ความรู้” ที่เคยอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยแพร่สะพัดเร็วขึ้นและแพร่ไปในอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Jul 06 , 2017

    ครึ่งปีแรก ( 2560 ) ต่างชาติลงทุนไทยแล้ว 136 ราย มีเงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 3,743 ล้านบาท จ้างงานคนไทยเกือบ 3,078 คน

  • Jun 16 , 2017

    ภาควิชาการเงินและการธนาคาร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการสัมมนา “Fin Tech : Cashless World Payment” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางการรับเงินโฉมใหม่ ขยายโอกาสทางธุรกิจและกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ และเพื่อสร้างรายได้เพิ่มด้วยเทคโนโลยีการชำระเงิน ณ ห้องประชุมชั้น 6 เมื่อวันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

  • Jun 08 , 2017

    ผมเกิดมาในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกากำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพอย่างถึงขีดสุด สมัยนั้น ทหารอเมริกัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ทหาร จีไอ” พบได้ทั่วไปในบ้านเรา ตาคลี สัตหีบ อุบลราชธานี อุดรธานี โคราช นครพนม พัทยา... เพชรบุรีตัดใหม่ และพัฒน์พงศ์

 

Cool Case

  • Jun 21 , 2017

    ดร.มัทนา สานติวัตร กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการตลาดสร้างสรรค์ธุรกิจ รุ่นที่ 8 Creative Entrepreneurial Marketing Project (CEMP) ของภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ

  • May 24 , 2017

    ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดคนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นาทีต่อนาที ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดการใช้งานของสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ไฟส่องสว่าง อย่างนวัตกรรม “ไฟพื้นถนน เตือนคนเล่นมือถือ” 

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้