Must Read

นโยบายรังเกียจเงินสด และกรณีศึกษาจากแดนภารตะ

นโยบายยกเลิกธนบัตรบางรายการของรัฐบาลอินเดีย อาจนำความสับสนมาสู่ราษฏรชาวอินเดียจำนวนมาก เพราะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยเงินสดเกือบหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่ สามล้อ ของชำ บริการเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งยังก่อให้เกิด Panic ในหมู่ชาวบ้านชาวช่อง โดยอย่างน้อยเราก็ได้เห็นคิวยาวหน้าตู้เอทีเอ็ม ปั๊มน้ำมัน ร้านขายของชำ และธนาคาร

 

ทว่า สำหรับคนอย่าง ตูนนา โมหาฬ ราม แล้ว งานนี้ถือเป็น “ลาภลอย” 

 

ตูนนา โมหาฬ ราม หรือที่เพื่อนของพวกเราเรียกอย่างให้เกียรติว่า “ท่านมโหฬาร” คืออดีตนายธนาคาร ซึ่งปัจจุบันเกษียณแล้ว เล่นหุ้นอยู่กับบ้านและเลี้ยงหลานไปด้วย ทว่า หูตาท่านยังกว้างไกล หมั่นศึกษาหาความรู้ สังเกตความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ และยังติดต่อกับเครือข่ายเดิม บรรดานายธนาคารและนักธุรกิจที่เคยค้าขายทำธุรกิจกันเสมอมา

 

หลายอาทิตย์มานี้ ท่านมโหฬาร ง่วนอยู่กับการ (แอบ) แลกเงิน ที่ชาวบ้านชาวช่องต่างมาขอให้ช่วยแลกไว้ 

 

โดยงานนี้ ท่านมโหฬาร ตั้งราคารับแลกสำหรับธนบัตรใบละ 1,000 รูปี  (คิดเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ประมาณ 520 บาท) อยู่ที่ 700 รูปี และสำหรับธนบัตรใบละ 500 รูปี อยู่ที่ 350 รูปี 

 

พูดภาษานักการเงินคือ ท่านมโหฬารรับซื้อธนบัตรไว้ที่ราคา “30% Discounted” หรือ 30% Discounted to Face Value นั่นเอง

 

เสร็จแล้ว ท่านมโหฬาร ก็นำเงินจำนวนนั้นไปแลกกับธนาคารโดยอาศัยเส้นสาย Network (ซึ่งแอบเดินเกมกับพนักงานสรรพากรไว้แล้ว ว่าจะไม่เข้ามาทำให้ยุ่งยาก) แล้วก็เบิกเงินสดออกมาในรูปธนบัตรราคาอื่นที่มีมูลค่าเล็กกว่า 500 รูปี ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ประกาศยกเลิก เพื่อนำมาเวียนให้ชาวบ้านได้แลกไปใช้สอยซื้อข้าวซื้อของ ในราคา Discount อีกหลายรอบ (ในขณะที่คนธรรมดานำไปแลกกับธนาคารด้วยตัวเองได้ยาก เพราะผลกระทบอันดับแรกของนโยบายนี้ คือเงินสดในระบบธนาคารเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว)

 

 

ท่านมโหฬารและเครือข่าย ต้องได้กำไรจากงานนี้ไม่น้อย

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เอกชนหรือตั๋วเงินชนิดต่างๆ ซื้อขายกันในตลาดรอง ด้วยราคาที่มีส่วนลด (Trading at discount) โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนหรือคุณภาพเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้หรือตั๋วเงินเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป (หรือบางทีเมื่อเกิดความคาดหวังของตลาดว่าสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต)

 

ทว่า สำหรับธนบัตรที่เป็นเงินสดแล้ว การซื้อขายกันด้วยราคาที่มีส่วนลด น่าจะเพิ่งเกิดที่อินเดียนี้เป็นครั้งแรก 

 

นั่นเป็นผลพวงแรกของนโยบายยกเลิกเงินสด ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปแบบสดๆ ร้อนๆ

 

ผลพวงอีกอันหนึ่งคือราคาทองคำในอินเดียพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ คือขึ้นไปแตะที่ 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ ทั้งๆ ที่ราคาตลาดโลกขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ เท่านั้นเอง

 

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะชาวอินเดียแห่กันไปซื้อทองมาเก็บไว้ โดยคิดว่าถ้าเกิดวิกฤตขึ้น จะได้ใช้ทองคำเป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนแทนเงินสดในอนาคต

 

หากเราคิดกลับกัน การที่ราคาทองในอินเดียถีบตัวสูงขึ้น ก็เท่ากับมูลค่าของเงินรูปีลดลง (เมื่อเทียบกับทองคำ) นั่นเอง

 

มันก็คือ Discount แบบหนึ่งนั่นเอง

 

ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลอินเดียครั้งนี้ นับว่าทำลาย Wealth ของประชาชนไปไม่น้อย ในระยะสั้น

 

ผลกระทบอันไม่พึงปรารถนาอันนี้ คงจะเป็นกรณีศึกษาในเชิงเตือนใจให้กับรัฐบาลและนายธนาคารกลางทั่วโลก ที่คิดจะยกเลิกการใช้เงินสดของประเทศตัวเองในอนาคต

 

 

ระยะหลังมานี้ แนวโน้มของการยกเลิกเงินสด ได้รับความนิยมมากขึ้นในโลก

 

เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ทำไปแล้ว และฝรั่งเศสเอง ก็ออกกฎหมายห้ามมิให้ประชาชนทำธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ยูโร เป็นเงินสดแล้ว นอกจากนั้นธนาคารกลางของยุโรปก็ประกาศแล้วว่าจะไม่พิมพ์ธนบัตร 500 ยูโรเพิ่มอีกแล้วในอนาคต โดยรัฐมนตรีคลังและข้าราชการระดับสูงในประเทศสำคัญๆ อย่าง จีน อิสราเอล หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีคลังและข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังของไทยเอง ก็ได้ออกมาพูดเมื่อไม่นานมานี้แล้วว่า ในอนาคต ธุรกรรมที่เป็นเงินสดและการพิมพ์ธนบัตรจะต้องลดลง และอาจต้องเลิกผลิตเหรียญกษาปณ์ ตามลำดับ

 

เทคโนแครตและนักเศรษฐศาสตร์ที่ผลักดันนโยบายแนวนี้มักอ้างว่า การยกเลิกเงินสดจะช่วยป้องกันการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน ตลอดจนการคอรัปชั่นโดยคนในรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนากับบริษัทข้ามชาติ 

 

Lawrence Summers อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และหัวหน้าที่ปรึกษาของประธานาธิบดี ได้เขียนบทความเรื่อง “It’s time to kill the $100 bill” ลงพิมพ์ใน The Washington Post เมื่อไม่นานมานี้ว่า “Illicit activities are facilitated when a million dollars weighs 2.2 pounds as with the 500 euro note rather than more than 50 pounds, as would be the case if the $20 bill was the high denomination note.”

 

เขาได้เสนอให้เรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วนในระดับโลก “a global agreement to stop issuing notes worth more than say $50 or $100. Such an agreement would be as significant as anything else the G7 or G20 has done in years.”

 

นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญอย่าง Kenneth Rogoff แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อดีต Chief Economist ประจำกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ผู้ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าอาจจะได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างจริงจังตลอดมา

 

นโยบายแบบนี้ มักถูกนำมาใช้คู่กับ นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ (Zero-Interest-Rate Policy) หรือไม่ก็ นโยบายดอกเบี้ยติดลบ (Negative-Interest-Rate Policy)

 

“The global elites are using negative interest rates or zero interest rate to encourage or force savers to withdraw and consume.” Jim Rogers นักลงทุนผู้มีชื่อเสียงของโลกเคยกล่าวไว้

 

 

แต่ประชาชนก็สามารถหันมาถือเงินสดแทนได้ เพราะนโยบายการเงินแบบ ZIRP หรือ NIRP ไม่สามารถบังคับใช้กับเงินสดในมือได้

 

ดังนั้น การยกเลิกเงินสดหรือสร้างกฎเกณฑ์ให้การทำธุรกรรมเป็นเงินสดทำยากขึ้น จึงเป็นการบังคับกลายๆ ให้ประชาชนหันมาใช้ Digital Bank Accounts แทน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

(ความหมายของคำว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบ เช่น “อัตราดอกเบี้ย -1% ต่อปี” คือหากคุณฝากเงินไว้ในบัญชี 1,000 บาท เมื่อต้นปี พอถึงปลายปี คุณจะเหลือยอดเงินในบัญชีเพียง 990 บาท ดังนั้นถ้าคุณมีเงินออม 1,000,000 บาท เงินออมคุณจะลดลง 10,000 บาทตอนสิ้นปีแรก และลดลงไปตามสัดส่วนทุกปี...โอกาสที่คนจะถอนเงินออกมาบริโภคหรือซื้อสินทรัพย์ชนิดอื่นแทนก็เป็นไปได้ยิ่งขึ้นในสายตาผู้ออกนโยบาย)

 

 

(เพื่อบังคับทางอ้อมไม่ให้ผู้คนถอนเงินสดออกมากอดไว้ในเซฟที่บ้าน จึงต้องมีการยกเลิกการใช้เงินสด หรือไม่ก็ออกกฎเกณฑ์ให้การทำธุรกรรมด้วยเงินสดยากเย็นขึ้น (อย่าลืมว่าเงินสดที่เราฝากไว้ที่ธนาคารนั้น เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเฉยๆ หากรัฐบาลจะกักไว้ หรืออนุญาตให้เบิกได้ในจำนวนจำกัดในแต่ละวัน ก็ย่อมทำได้...เช่นที่รัฐบาลกรีซทำมาแล้วในช่วงวิกฤตก่อนหน้านี้))

 

เราคงยังไม่สามารถฟันธงลงไปได้ในขณะนี้ว่า นโยบายแบบนี้จะส่งผลดีมากกว่าผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก 

 

เพราะสำหรับโจร อาชญากร ผู้ก่อ-การร้าย โสเภณี หรือนักติดสินบน คงไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขามากนัก เพราะพวกเขาก็สามารถหลีกเลี่ยงไปจ่ายกันโดยใช้ ทองคำ เพชร เงินตราต่างประเทศ หุ้น พันธบัตร หรือแม้กระทั่ง Bitcoin เป็นสื่อกลางแทน ก็คงจะได้อยู่

 

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ เราค่อนข้างมั่นใจว่านโยบายแบบนี้มันจะมาแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว และเสรีภาพของราษฎรก็จะถูกลิดรอนไปอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Jul 12 , 2017

    บีโอไอเผยภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายรองรับประเทศไทย 4.0  ด้าน “นาชิ เทคโนโลยี” ขยายการลงทุนสู่การผลิตและซ่อมแซมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสำหรับภาคอุตสาหกรรม ตั้งเป้าลดการนำเข้าจากต่างประเทศมูลค่ากว่า 700 ล้านบาทต่อปี

     

  • Jul 10 , 2017

    สายงานการเงินและบัญชี นับว่าเป็นสายงานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ และต้องบอกได้ว่าสายงานด้านนี้ถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน รวมทั้งมีฐานเงินเดือนที่สูง และสามารถเติบโตในสายงานได้เป็นอย่างดี

    แต่ถึงแม้จะมีบุคลากรด้านบัญชีและการเงินอยู่มาก ทว่าคุณสมบัติที่บริษัทต่างๆ ต้องการกลับมีไม่มากอย่างที่คิด  จากประสบการณ์ในการคัดสรรบุคลากรให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ขอแนะนำคุณสมบัติของ Talent  ด้านบัญชีการเงิน ควรจะมีคุณสมบัติ ดังนี้

    1. การศึกษา  ส่วนใหญ่จะเป็นสายงานตรง ด้านบัญชี, การเงิน, เศรษฐศาสตร์ และสำหรับบางส่วนงานที่เป็นระดับมันสมองขององค์กร จะเลือกคนที่จบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรม และปริญญาโทด้านการเงิน    ในหลายปีก่อน การศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ถือว่าเพียงพอที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายงานนี้ได้ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน  แต่สำหรับปัจจุบัน การจบการศึกษาในระดับปริญญาโท มีความจำเป็นในการเป็นผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากๆ ต้องการการบริหารจัดการที่มีความซับซ้อนขึ้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติ จะยังพิจารณาจากความสามารถและประวัติการทำงานมากกว่าการศึกษา

    2. ประวัติการทำงานและผลงาน  Talent  ที่ดีในสายงานบัญชีการเงิน ไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อยเกินไป หรือไม่เปลี่ยนงานเลย  ควรอยู่ในแต่ละที่เฉลี่ย 3-5 ปี และมีผลงานที่ชัดเจน หรือได้รับการประเมินผลที่ดีเยี่ยมในการทำงานที่ผ่านมา หากมีประสบการณ์ในการจัดทำระบบขนาดใหญ่ เช่น SAP จะยิ่งได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

    3. บุคลิกภาพและทัศนคติ  การเป็นผู้บริหารสายงานบัญชีและการเงินในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติจะต้องการคนที่ ความหนักแน่นในการทำงาน, มีเป้าหมายในการทำงานเน้นผลลัพธ์, มีความท้าทาย, สามารถทำงานภายใต้สภาวะกดดันได้  แต่ถ้าเป็นบริษัทชั้นนำที่มีขนาดใหญ่ในประเทศไทย มักต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์, ความเป็นผู้ใหญ่,  มีความฉลาด และโดยรวมเกือบทุกบริษัทต้องการคนที่มีบุคลิกดี และมีทัศนคติในแง่บวก (Can Do Attitude)

    4. ภาษาอังกฤษ เป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้รายได้ของผู้ที่ทำงานในสายบัญชีและการเงิน มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่มีลักษณะเนื้องานเหมือนกัน เพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสาร กับบริษัทข้ามชาติมีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้ทักษะทางด้านภาษา ที่ 2 หรือ 3 นั้นเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งสามารถ พูด อ่าน เขียน ได้เป็นอย่างดี รับรองมีโอกาสเติบโตในสายงานนี้อย่างแน่นอน

    5. อายุ ปัจจุบันการพิจารณาอายุของผู้สมัครเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญโดยการพิจารณาคัดเลือกคน เกณฑ์อายุที่เป็นที่ต้องการในตลาด ได้แก่

    อายุ  28 – 32  ปี -           ระดับ Manager

    อายุ  32 – 37 ปี -           ระดับ Senior Manager

    อายุ 38 – 42 ปี  -           ระดับ Director

    อายุ 42 – 45 ปี  -           ระดับ C level , Top Management

    นับว่าสายงานบัญชีและการเงิน เป็นสายงานที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากคุณกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษา การเตรียมความพร้อมถือเป็นสิ่งที่สำคัญ และยิ่งคุณมีการพัฒนาตัวเอง เสริมทักษะทางด้านสายงาน ทั้ง Soft skill และ Hard skill ก็จะยิ่งทำให้คุณโดดเด่นในสายงานนี้แน่นอน และด้วยตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการแรงงานในสายอาชีพนี้อยู่รับรองไม่มีตกงานแน่นอน

  • Jul 09 , 2017

    พลิกโฉมสำนักงานบัญชีไทยสู่ Digital Accounting Firm สร้างความเชื่อมั่นข้อมูลทางบัญชีและการเงินด้วยนวัตกรรม ในยุค Thailand 4.0

 

 

Editor Observation

  • Jun 02 , 2017

    “โลกสันนิวาสย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” วลีนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครเถียงได้ เพราะทุกอย่างย่อมมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทว่า “โลกสันนิวาส” สมัยนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนเร็วกว่าสมัยพุทธกาลเป็นไหนๆ ด้วยพลังในการคำนวณและการจัดการกับข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของไมโครโปรเสดเซอร์ชิพและเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านสื่อสารคมนาคมตลอดจนเทคโนโลยีการแปลงข่าวสารข้อมูลทั้งมวลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล มันช่วยทำให้ “ความรู้” ที่เคยอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยแพร่สะพัดเร็วขึ้นและแพร่ไปในอาณาเขตที่กว้างขวางขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Jul 06 , 2017

    ครึ่งปีแรก ( 2560 ) ต่างชาติลงทุนไทยแล้ว 136 ราย มีเงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 3,743 ล้านบาท จ้างงานคนไทยเกือบ 3,078 คน

  • Jun 16 , 2017

    ภาควิชาการเงินและการธนาคาร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการสัมมนา “Fin Tech : Cashless World Payment” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเห็นช่องทางการรับเงินโฉมใหม่ ขยายโอกาสทางธุรกิจและกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยระบบชำระเงินรูปแบบใหม่ และเพื่อสร้างรายได้เพิ่มด้วยเทคโนโลยีการชำระเงิน ณ ห้องประชุมชั้น 6 เมื่อวันพุธที่ 29 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

  • Jun 08 , 2017

    ผมเกิดมาในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกากำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพอย่างถึงขีดสุด สมัยนั้น ทหารอเมริกัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “ทหาร จีไอ” พบได้ทั่วไปในบ้านเรา ตาคลี สัตหีบ อุบลราชธานี อุดรธานี โคราช นครพนม พัทยา... เพชรบุรีตัดใหม่ และพัฒน์พงศ์

 

Cool Case

  • Jun 21 , 2017

    ดร.มัทนา สานติวัตร กรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการตลาดสร้างสรรค์ธุรกิจ รุ่นที่ 8 Creative Entrepreneurial Marketing Project (CEMP) ของภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ

  • May 24 , 2017

    ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดคนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ นาทีต่อนาที ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดการใช้งานของสิ่งที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว เช่น ไฟส่องสว่าง อย่างนวัตกรรม “ไฟพื้นถนน เตือนคนเล่นมือถือ” 

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้