Must Read

ย้อนไปมอง America First & Peak Globalization เพื่อมองไปข้างหน้าและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเรา

ผมเชื่อว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากเขียนให้ผู้อ่านงานของตน ได้รู้และเข้าใจในเรื่องหรือประเด็นที่ตัวนักเขียนผู้นั้นได้ไปรู้ไปเห็นไปรู้สึกและไปเข้าใจมา...นั่นแหละเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าผมจะเขียนถึงหัวใจของ Globalization สักบทความหนึ่ง...แล้วผมรู้และเข้าใจอะไรบ้างล่ะ เอาเป็นว่า ผมจะเล่าให้ฟัง

 

ผมเพิ่งซื้อหนังสือ Designed by Apple in California มาเล่มหนึ่ง มันเป็นของสะสมชิ้นล่าสุดที่ Apple พิมพ์ออกมาขายให้กับสาวกได้ซื้อเก็บกัน จัดทำอย่างประณีต ตั้งแต่รูปถ่าย ดีไซน์และจัดหน้าเลย์เอาต์ กระดาษที่ใช้พิมพ์ หน้าปกที่ผสมผสานด้วยวัสดุพิเศษ (ผ้าลินิน) ตลอดจนการจัดพิมพ์ และการเข้าเล่ม สมกับราคาที่ตั้งไว้ 199 ดอลลาร์ สำหรับเล่มเล็ก และ 299 ดอลลาร์ สำหรับเล่มใหญ่

 

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ให้เห็น คือหนังสือเล่มนี้ สำเร็จมาได้ด้วยเครือข่ายการสร้างงานและสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation Process) ในระดับโลก คือโครงสร้างของ Global Value Chain และ Global Supply Chain และ Manufacturing Networking ดังต่อไปนี้ :

 

1. Jonathan Ive นักออกแบบใหญ่ของ Apple และทีมงานฝ่ายออกแบบ ช่วยกันออกแบบรูปแบบของหนังสือแต่ละหน้า ตลอดจนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด รวมถึงการเลือกใช้กระดาษ วัสดุ และพัฒนากระดาษและหมึกพิมพ์พิเศษสำหรับหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้รูปภาพในหนังสือสะท้อนความเป็นจริงของตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างใกล้เคียงที่สุด ทั้งในแง่ของสีสันและความเงางามของพื้นผิว

 

2. Andrew Zuckerman ช่างภาพฝีมือดีที่ร่วมงานกับ Steve Jobs และเป็นผู้ถ่ายรูปผลิตภัณฑ์ Apple มาช้านาน รับผิดชอบด้านรูปถ่ายทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ 

 

3. หนังสือเล่มนี้ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ในประเทศจีน โดยกระบวนการพิมพ์ที่พวกเขาเรียกว่า “280 Line Screen Printing” และใช้หมึกพิมพ์ชนิดพิเศษซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่พวกเขาเรียกว่า “Custom Low Ghost Epple Inks”

 

4. กระดาษพิเศษที่ใช้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ ทีม Apple เป็นผู้พัฒนา Spec แต่ผลิตโดยผู้ผลิตกระดาษในประเทศเยอรมนี โดยพวกเขาเรียกชื่อกระดาษพิเศษล็อตนี้ว่า “Apple-Specific” Heaven 42 Paper

 

5. บริษัท James Cropper ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร (UK) เป็นผู้ร่วมวางแผนและพัฒนา (Contributor) สีพิเศษที่ใช้ในการพิมพ์ (“Color Plan, bespoke color.”) 

 

6. และสุดท้ายคือ ผ้าลินินที่ใช้สำหรับหุ้มปกหนังสือนั้น ผลิตโดย Bamberger Kaliko แห่งเยอรมนี โดยใช้กระบวนการย้อมพิเศษโดยเฉพาะ หรือ “bespoke dye”

 

(ข้อมูลเชิงการผลิตที่ผมเรียบเรียงมานี้ ผมอ้างอิงจากภาคผนวกหรือ Appendix ของหนังสือเล่มดังกล่าว)

 

 

โดยผมเองได้สั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ (ตั้งแต่วันที่เปิดให้จอง) ผ่านเว็บไซต์ของ Apple Store ในเมือง Los Angeles แล้วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตของ VISA (ซึ่งเป็นกิจการของสหรัฐฯ) โดยสั่งให้เขาส่งไปยังที่อยู่ของเพื่อนผมซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น (เพราะไม่มีบริการส่งนอกอเมริกา) เสร็จแล้วเพื่อนผมค่อยส่งผ่าน UPS (ซึ่งก็เป็นกิจการ Courier Service ของสหรัฐฯ เช่นกัน) มาให้ผมที่เมืองไทยอีกทอดหนึ่ง

 

สำหรับคนไทยทั่วไปซึ่งไม่มีที่อยู่ในสหรัฐฯ ให้จัดส่ง แต่อยากได้หนังสือเล่มนี้มาครอบครอง โดยไม่ต้องรอฟังว่า Apple Store เมืองไทยจะได้โควต้ามาจำหน่ายสักกี่เล่มนั้น ก็สามารถเข้าไปซื้อบนเว็บไซต์ eBay ได้ทันที (eBay เป็นกิจการของสหรัฐฯ) เพราะว่ามีคนหัวใสไปกว้านซื้อมาขายโก่งราคาอีกทอดหนึ่ง โดยท่านต้องจ่ายเงินผ่าน PayPal (ซึ่งก็เป็นกิจการในเครือของ eBay) และเลือกใช้สายส่งเป็น USPS (ไปรษณีย์สหรัฐฯ) หรือไม่ก็ UPS, FedEx (เป็นกิจการของสหรัฐฯ) หรือ DHL (เป็นกิจการในเครือของไปรษณีย์เยอรมนีหรือ Deutsch Post)

 

เห็นรึยังว่า เรื่องราวของหนังสือเพียงเล่มเดียวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหน้าตาของระบบ Globalization ที่กำลังเป็นอยู่ในโลกนี้ ได้อย่างไรบ้าง 

 

ผมยังรู้อีกว่า หัวใจของระบบการผลิต การค้า และการเงิน แบบ Globalization ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นผลพวงมาจากการออกแบบของฝรั่ง ทว่าจีนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ นับแต่อเมริกาถอนตัวออกจากระบบ Bretten Wood และเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมากุมอำนาจในจีนหลังจากนั้นไม่นาน 

 

ระบบนี้ เป็นระบบที่ฝรั่งถือครองความรู้ในการผลิต (เทคโนโลยี) ตราสินค้า เครือข่ายการค้า การขนส่ง และการชำระเงิน โดย Outsource งานการผลิตสินค้า (งานในโรงงานทั้งหลาย) ไปให้กับจีน (เพราะจีนภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิงได้หันเหนโยบายเศรษฐกิจมารับจ้างผลิตโดยทำตัวเป็น Low Cost Producer ให้กับกิจการระดับโลก แทนที่อเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งเคยรับบทบาทนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามลำดับ)

 

โดยฝรั่งจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด แล้วมากระจายสินค้าผ่าน Discount Store (หรือ Dollar Stores) ของตัวเองที่ขยายเครือข่ายไปทั่วโลก ด้วยราคาต่ำ (ซึ่งบางแห่งอย่าง Walmart ถึงกับตั้งเป็นสโลแกนว่า “Everyday Low Price”) และกระตุ้นการบริโภคด้วยนโยบายการเงินแบบดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายเครดิต

ส่วนบุคคล อย่างไม่จำกัด

 

นั่นทำให้เงินเฟ้อของโลกต่ำ และผู้บริโภคในประเทศตะวันตกได้ประโยชน์ด้วย เพราะได้บริโภคสินค้าในราคาต่ำ เนื่องจากค่าแรงในเมืองจีนต่ำมากและมีแรงงานที่พร้อมจะรับค่าแรงต่ำ เป็นจำนวนเหลือเฟือแบบไม่จำกัด

 

ระบบนี้ ทำให้กิจการของฝรั่งทำกำไรได้มาก เพราะต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ราคาหุ้นของกิจการเหล่านี้ในสหรัฐฯ (และในประเทศที่ถือครองความรู้หรือเทคโนโลยีในการผลิตและตราสินค้า) เพิ่มขึ้นมาตลอดในรอบสามสิบปีมานี้ อีกทั้งยังส่งผลให้จีนสามารถสะสมเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างมหาศาล ร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็น “อภิมหายักษ์แห่งการส่งออก” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ระบบนี้ยังได้ทำลายธุรกิจส่งออกและโรงงานในบรรดาประเทศ Low Cost Producer เดิม หรือประเทศที่เคยรับช่วงต่อจาก Low Cost Producer เดิม อย่างเช่นไทย ซึ่งรับช่วงจากญี่ปุ่น และประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งรับช่วงต่อจากเยอรมนี และประเทศในลาตินอเมริกา ซึ่งรับช่วงต่อจากสหรัฐฯ (อันนี้ไม่นับประเทศที่ขายวัตถุดิบ อย่างสินค้าโภคภัณฑ์และอาหาร ซึ่งได้รับผลพลอยได้จากการเติบโตของจีนในระยะดังกล่าว)

 

ที่สำคัญ ระบบนี้ได้ทำลายฐานการผลิตหรือโรงงานในประเทศตะวันตกด้วย ทำให้ชนชั้นคนงานเดิมและลูกหลาน ตลอดจนคนชั้นกลางในเครือข่ายการผลิตเดิม ได้รับความลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐฯ นั้น เขตอุตสาหกรรมเดิมในแถบที่เรียกว่า Rust Belt ตกต่ำลงอย่างหนัก และนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นโยบายหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการขานรับ จนทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง

 

หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเข้าไปหันเหระบบ Globalization ที่กล่าวมา ทั้งโดยการตั้งกำแพงภาษี (หรือมาตรการกีดกันการค้าอื่นๆ) การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้กิจการต่างๆ โยกฐานการผลิตกลับเข้าไปในบ้านดังเดิม การต่อรองทางการค้ากับคู่ค้าแบบเป็นรายๆ ไป ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าทำได้จริง มันย่อมจะต้องกระทบต่อการผลิต การค้า และการเงินโลก โดยไม่แต่ผู้ผลิตของสหรัฐฯ เท่านั้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง Business Model ของตัวเอง แต่จีนและคนอื่นๆ ในโลก ก็จำต้องเปลี่ยน Economic Strategy และ Business Model ของตนด้วยอย่างแน่นอน (ณ ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ 

งบประมาณและมาตรการต่างๆ ที่เสนอโดยทีมทรัมป์ ยังอยู่ในขั้นแปรญัตติของสภาคองเกรส)

 

 

ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าจีนเขาเลือกจะปรับตัวอย่างไรนับแต่นี้ และไทยควรปรับตัวอย่างไร ซึ่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีกในบทความนี้ แต่จะมุ่งไปที่ประเด็น De-Globalization เป็นหลัก

 

ตามความเข้าใจของผม Globalization เป็นระบบที่ทุกคนได้ประโยชน์ (มากน้อยต่างกันไป) แต่มันเป็น win-win deal มันจึงเป็นเรื่องของความร่วมมือกัน (หากไม่มีการร่วมมือ การค้า การชำระเงิน และการกระจายฐานการผลิตระดับโลกย่อมเป็นไปไม่ได้)

 

และความร่วมมือดังกล่าวมันเกิดเป็นจริงขึ้นได้ตามฐานความเชี่ยวชาญของแต่ละคนและการแบ่งงานกันทำ

 

ระบบเศรษฐกิจโลกมันวางอยู่บนฐานคิดง่ายๆ แบบนี้ แล้วค่อยพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ Adam Smith วิเคราะห์ให้เห็น และ David Ricardo มาขยายผลด้วยการศึกษาวิจัยลงลึกถึงระบบเศรษฐกิจของอังกฤษเทียบกับโปรตุเกส เมื่อปี 1817 แล้วพบว่า อังกฤษผลิตเสื้อผ้าได้เหนือกว่าเพราะใช้ทรัพยากรและแรงงานน้อยกว่า ในขณะที่โปรตุเกสผลิตไวน์ได้ทรงประสิทธิภาพกว่า (ซึ่งเขาเรียกความเหนือกว่านั้นว่า “Comparative Advantage”) ดังนั้น เขาจึงสรุปว่า ทั้งอังกฤษและโปรตุเกสจะได้ประโยชน์เต็มที่กันทั้งคู่ หากอังกฤษจะผลิตเสื้อผ้าอย่างเดียว และโปรตุเกสจะผลิตไวน์อย่างเดียว (เพราะแต่ละคนเชี่ยวชาญกันคนละอย่าง) แล้วนำมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน (แล้วมันยังจะให้โอกาสกับทั้งสองประเทศพัฒนาความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองผลิตถนัดให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งในที่สุดมันยิ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำลง เพราะยิ่งเชี่ยวชาญก็ยิ่งสร้างของง่ายขึ้นและถูกลง ทำให้ราคาสินค้าในทั้งสองประเทศถูกควบคุมไปโดยปริยาย)

 

ระบบ Globalization ของโลกทุกวันนี้ ก็พัฒนามาจากฐานคิดเชิงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศของ Ricardo นั่นแหละ (ปัจจุบันมูลค่าการค้าโลกคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งโลก)

 

แต่อะไรก็ตาม เมื่อมันพัฒนามาจนสูงสุดแล้ว ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา...Globalization ก็หนีกฎอนิจจังไปไม่พ้น เช่นกัน

 

ทีนี้ลองคิดดูสิ ว่าฝรั่งชาติสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ตอนนี้กำลังจะหันมาใช้นโยบาย Economic Nationalism โดยออกมาตรการกีดกันการค้าต่างๆ เพื่อปกป้องคนงานของตน และตอบโต้กับคู่ค้าอย่าง จีน รัสเซีย บราซิล อาร์เจนตินา ซึ่งฝรั่งคิดว่าดำเนินนโยบายกีดกันการค้ามาโดยตลอด และมันไม่แฟร์ (Unfair Trade)

 

อังกฤษนำไปแล้วด้วย Brexit ตามมาด้วย America First ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ (และหากพรรค National Front ชนะการเลือกตั้งในฝรั่งเศส และพรรค Party for Freedom ชนะในเนเธอร์แลนด์ และ พรรค Five Star Movement ชนะในอิตาลี ก็อาจหมายถึงการล่มสลายของ EU ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับสหรัฐฯ)

 

แน่นอนว่า มูลค่าการค้าโลก (รวมทั้งการชำระเงินและการลงทุนจากกิจกรรม Outsource ทางการผลิต) ย่อมต้องลดลง กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และสินค้าย่อมแพงขึ้น เพราะแต่ละประเทศย่อมต้องผลิตสินค้าซ้ำกัน หรือถูกบังคับให้ผลิตในสิ่งซึ่งตัวเองไม่เชี่ยวชาญ (ตามฐานคิดของ Ricardo)

 

 

และยิ่งสินค้าแพงขึ้น การซื้อขายก็จะยิ่งน้อยลง และคนก็จะผลิตสินค้าน้อยลง ฯลฯ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง จนอาจถึงขั้นซบเซาได้

 

นั่นคืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากทุกคนหันมาดำเนินนโยบายชาตินิยมเชิงเศรษฐกิจกันหมด

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะแบบนี้ว่า “Stagflation” คือในขณะที่เศรษฐกิจภาพรวมหดตัวลง ราคาสินค้าก็แพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลในระยะยาว

 

บทสรุปของผมในประเด็นนี้คือ ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมมีผู้ได้ผู้เสีย และผู้อ่านของผมย่อมมาจากหลากหลายสถานะ หลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายจุดยืนเชิงผลประโยชน์ของตน

 

ผมเชื่อว่าหลังจากฟังข้อวิเคราะห์จากผมแล้วว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในโลก ท่านคงรู้แล้วว่าข้อสรุปของตัวเองแต่ละคนเป็นอย่างไร และท่านจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ท่าไหน

 

แน่นอนว่า ผู้ส่งออกหรือกิจการที่มีรายได้จากการส่งสินค้าไปขายในตลาดโลก (โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯ) ย่อมได้รับผลกระทบแรงขึ้น (จากที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว) แต่กิจการที่ผูกพันกับภาคบริการของจีน ย่อมมีอนาคตที่สดใส (เนื่องจากจีนเองกำลังมุ่งเข็มไปเน้นการเติบโตจากภายในแทนการส่งออก) ทั้งธุรกิจการศึกษา การรักษาพยาบาล สุขภาพ การค้าปลีก E-Commerce หรือ SME เป็นต้น

 

ผู้ผลิตในทุกอุตสาหกรรมของเราที่สามารถดำรงต้นทุนต่ำ ก็น่าจะกลับมาได้ประโยชน์มากขึ้นในยุค “Stagflation” แน่นอนว่าดอกเบี้ยก็คงจะขึ้นไปอีก ดังนั้นนักลงทุน อาจต้องถือเงินดอลลาร์มากขึ้น หรือถ้าเป็นผู้ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว ก็อาจหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีฐานรายได้และกำไรจากตลาดโลก แต่กลับไปเน้นหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จาก America First เป็นหลัก (นักลงทุนทั่วไปสามารถถือกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นประเภทนั้นๆ ได้อยู่แล้ว เช่น US. Small Cap. Value ETF หรือ ETF ซึ่งลงทุนใน SME ของสหรัฐฯ เป็นต้น)

 

ส่วนคนทั่วไปที่คิดจะอาศัยเงินเก็บเพื่อดำรงชีพในระยะยาว ก็อาจต้องหาทางกระจายทรัพย์สินไปสู่สินทรัพย์ที่คิดว่าจะธำรงค่าได้ในระยะยาว เช่น ทองคำ หรือ Bitcoin (หรือ Cryptocurrency อื่น) ในสัดส่วนที่มากยิ่งขึ้นในพอร์ตของตน แทนที่จะเก็บเป็นบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำเพียงอย่างเดียว

 

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

17 มีนาคม 2560

MAGAZINE

 

 

 



New News

 

Editor Observation

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

  • Dec 28 , 2016

    แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • Apr 24 , 2017

    เทคโนโลยีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมีมามากว่า 100 ปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโทรทัศน์ขาวดำ การใช้สัญญาณอนาล็อก และมีการพัฒนามาสู่ Digital TV และ Digital Radio ในปัจจุบัน นอกจากนี้สื่อที่มีคนบริโภคมากที่สุดยังคงเป็นโทรทัศน์และวิทยุ “ดังนั้นสามารถพูดได้ว่าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีความสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก”  แนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีดังต่อไปนี้

  • Apr 16 , 2017
    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีบริการที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณ คือMEA Better Care Serviceที่ช่วยเติมเต็มบริการหลังเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของเรา ได้ดีเยี่ยม 
  • Apr 12 , 2017

    บทความนี้เกิดขึ้นจากศึกษาวิจัยโครงการแผนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีไทยและพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ผู้เขียนได้เข้าไปร่วมศึกษา รวมถึงจากประสบการณ์ที่ได้ไปอยู่ใน Academy for Systems Change 

 

Cool Case

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้

  • Jan 09 , 2017

    The Internship ใน MBA บทความนี้เป็นคนละเรื่องกับ The Internship (2013) ภาพยนตร์ดังของฮอลลีวูดที่นำแสดงโดย วินซ์ วอห์น (Vince Vaughn) และ จาเร็ด สเติร์น (Jared Stern) ที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีโลก คือ บริษัท Google

  • Dec 22 , 2016

     

    โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันมากกว่า 10 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขปี 2550 มีคนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 53,434 ราย ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 70,075 ราย (ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

    องค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกปีละประมาณ 14 ล้านคน เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องจากมะเร็ง โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ทศวรรษต่อไป หรือจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22 ล้านราย


    วิธีรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันที่นิยมกันประกอบด้วย การผ่าตัดก้อนมะเร็งออก การฉายรังสี โดยโฟกัสตรงจุดที่เป็นก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรืออาจจะเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการ เคมีบำบัด หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อว่าการทำคีโม เป็นวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการโดยการใช้ยาต้านมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับประเภทและระยะของมะเร็ง รวมถึงความแข็งแรงและวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อนหน้า

    จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจที่ทำหน้าที่สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือและดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ในประเทศไทยคือ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ ผู้ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายและติดตั้งชุดเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา (Radio-therapy) และให้บริการซ่อมบำรุงรักษาชุดเครื่องมือทางการแพทย์ดังกล่าว (Maintenance Service)

    สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BIZ ย้อนถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ว่า ตนเรียนจบทางด้านรังสีเทคนิค และเข้าทำงานในโรงพยาบาลไประยะหนึ่ง จากนั้นก็ลาออกมาทำงานด้านการขายให้บริษัทอุปกรณ์การแพทย์ และมีโอกาสดูแลสินค้าตัวหนึ่งคือ การใช้รังสีรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้ามาแนะนำในประเทศไทย

    “เราก็เห็นแนวโน้มว่า โรคมะเร็งมีแต่พัฒนาการมากขึ้น และเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่บริษัทเดิมมองแนวทางไม่เหมือนกับเรา เราก็เลยออกมาทำธุรกิจเอง ประกอบกับหุ้นส่วนของผมที่เคยอยู่บริษัทเดียวกันเขาดูแลด้านวิศวกรรม เราก็เลยออกมาตั้ง Business Alignment เมื่อปี 2543”

    สมพงษ์เล่าต่อว่าเหตุที่ตั้งชื่อบริษัทโดยไม่มีคำที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เลยนั้นเพราะมองว่าการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์ หากยังสามารถทำอย่างอื่นได้พร้อมกัน จึงตั้งเป็นชื่อกลางๆ รวมกับในช่วงที่เรียน MBA ก็ชอบคำว่า Business Alignment เพราะเป็นการวางแนวทางให้ธุรกิจต่างๆ กลมกลืนเข้าด้วยกัน ตามเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นชื่อของบริษัทจึงหมายความว่าในอนาคตบริษัท BIZ ก็สามารถขยายไลน์ธุรกิจและผันตัวเองเป็น Holding Company ได้

    แม้ว่าช่วงที่ก่อตั้งบริษัทเป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังตึงตัว มีหลายคนเตือนว่าการออกจากงานในช่วงเวลานั้นเพื่อมาสร้างธุรกิจอาจจะลำบาก แต่ด้วยการมองเห็นโอกาสเช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ในต่างประเทศที่มองแนวโน้มการรักษามะเร็งด้วยเครื่องมือชนิดนี้จะเติบโต เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงปี 2537 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

     

    ธุรกิจเงินทุนสูง
    การจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์มีราคาสูง การลงทุนจึงต้องสูงตามไปด้วย เพราะต้องซื้อเครื่องมาก่อน เพื่อมาติดตั้งให้ลูกค้าแล้วจึงเก็บเงินได้ เงินทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    เมื่อเริ่มตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สมพงษ์ และ วรวิทย์ สีลภูสิทธิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินและทรัพยากรมนุษย์ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (BIZ) 2 หุ้นส่วนใหญ่ ลงเงินคนละครึ่ง ดังนั้นการจะขายเครื่องมือราคา 40-50 ล้านบาท จึงต้องไปเจรจากับธนาคาร เพื่อขอกู้เงินมาใช้ทำธุรกิจ

    “เราก็ไปคุยกับแบงก์เอาสัญญาไปให้เขาดู เพราะสัญญานี้เป็นสัญญากับภาครัฐ เราก็ให้เขามั่นใจว่าเขาจะได้รับเงินก็เอาสิทธิในการรับเงินไปให้เขา แล้วไปกู้ เอาบ้านไปจำนอง เอาตัวเราไปค้ำประกัน แต่เราเพิ่งก่อตั้งเขาก็ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจ เขาคงดูเราส่งมอบงานได้ไหม เก็บเงินได้หรือไม่ เรามีสัญญาไม่พอต้องเอาบ้านที่อยู่มาจำนอง ไปหาเงินกู้จากพวกญาติบางส่วน

    “ผมอาจจะโชคดี ปีแรกอาจจะเหนื่อยหน่อยต้องไปขอกู้เงินญาติบ้าง ธนาคารบ้าง และลูกค้าบางรายก็ช่วยผ่อนคลายเรื่องการชำระเงินให้เงินเราเร็วขึ้น อาจจะเป็นโชคดีที่เจอลูกค้าดีๆ ด้วย และโชคดีอีกอย่างที่ตั้งแต่ตั้งมาหนี้สูญเราไม่มี เพราะคู่ค้าเรามีแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆ” สมพงษ์ กล่าว


    การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จึงเป็นการลดปัญหาด้านเงินลงทุน เนื่องจาก BIZ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นช่วงเวลาสูง

    “สมมติมีโครงการสัก 400 ล้านต้องใช้เงินทุนเท่าไร และพวกนี้ไม่ใช่ว่าขายวันนี้อีก 30 วันเก็บเงินได้ เราขายวันนี้แล้วก็ยังต้องมีช่วงเวลาติดตั้ง ทำโน่นทำนี่ เร็วสุดเก็บเงินได้ประมาณ 6 เดือน นั่นหมายถึงว่าเงินจะต้องจมไปประมาณ 7 เดือน มีบางปีเราไปดูบันทึก จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเกือบ 20 ล้านเพราะกว่าจะเก็บเงินได้ และดอกเบี้ยก็ค่อนข้างสูง ถ้าเราลดภาระนี้ได้ การระดมทุนทำให้เรามีเงินก้อนหนึ่งมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน นั่นทำให้ลดต้นทุนทางการเงินได้ ทำให้เพิ่มกำไรได้มากขึ้น และเมื่อเข้าสู่ตลาด การเจรจากับแบงก์เรื่องดอกเบี้ยก็พูดคุยได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับตอนยังไม่ได้จดทะเบียน และอาจทำให้ความฝันของบริษัทเป็นจริงเร็วขึ้น”

     

    ผู้เชี่ยวชาญ
    หลายคนอาจจะมอง BIZ เป็นบริษัทเทรดดิงบริษัทหนึ่ง แต่สิ่งที่ BIZ ขายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งมีความซับซ้อน ต้องใช้ห้องที่ออกแบบพิเศษและติดตั้งเครื่องเพื่อป้องกันรังสีไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นในขณะที่ทำประโยชน์ให้ผู้ป่วย

    สมพงษ์เล่าว่า “สิ่งที่เราทำก็คือทำเป็น Service Provider ทางด้านนี้ สิ่งที่เราให้ลูกค้าคือ ให้คำแนะนำช่วยเหลือในการออกแบบห้องให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และเราก็ให้ความช่วยเหลือจัดหาอุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็น one stop service เพราะเรามองเห็นว่าลูกค้าบางรายเขามีปัญหาตั้งแต่ห้อง เขาต้องทำห้องก่อสร้างก็บริษัทหนึ่ง เครื่องก็บริษัทหนึ่ง ก็อาจจะเกิดปัญหาว่าไม่เข้ากัน คือเดี๋ยวจะโทษกันไปกันมา เราก็มองดูแม้แต่การก่อสร้างปรับปรุงห้องเราก็รับผิดชอบ นั่นคือสิ่งที่เราเริ่มปรับกลยุทธ์เป็น Solution Provider ทางด้านรังสีรักษา เราปรับกลยุทธ์ให้แตกต่าง ใครจะทำด้านนี้ต้องคิดถึงเรา เข้ามาปรึกษา เครื่องต้องสามารถใช้งานได้จริง นั่นคือสิ่งที่เราวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ปัจจุบันเราก็วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีห้องอยู่เดิมหรือไม่มี เราก็สามารถให้คำปรึกษารวมถึงเรื่องการก่อสร้าง เราไม่มีบริษัทก่อสร้างเองแต่เรามีผู้รับเหมาที่สามารถไว้ใจได้และสามารถร่วมมือ เราทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของเขาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ส่งมอบถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน”

    เขาให้ข้อมูลต่อว่า ในประเทศไทยลักษณะการซื้อแบบ Solution Provider เป็นที่นิยม เนื่องจากบริษัทสามารถสรรหาอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทันที กลายเป็นจุดเด่นที่ BIZ นำเสนอให้แก่ลูกค้า

    สินค้าไฮเทค
    สมพงษ์เพิ่มเติมข้อมูลเรื่องเครื่องมือที่ BIZ จำหน่ายโดยย้อนอดีตวิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีที่มีมานานแล้ว คือการใช้แร่ธรรมชาติในการรักษา หรือที่รู้จักกันคือแร่โคบอลต์ แต่โคบอลต์มีปัญหาคือเมื่อพลังงานในก้อนแร่ลดลงจนถึงจุดหนึ่งจะใช้ไม่ได้ ต้องนำก้อนแร่ไปเก็บฝังเป็นกากกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความใส่ใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีเหตุการณ์คนไปขโมยแร่และเกิดการรั่วไหลส่งผลให้เสียชีวิต

    จุดเด่นของเครื่องรุ่นใหม่คือ หากไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเครื่องก็จะไม่มีรังสีออกมา เป็นการทำงานคล้ายกันกับหลอดเอกซ์เรย์ที่ยิงด้วยพลังงานรังสีสูง และไม่มีกากกัมมันตรังสีให้ต้องกำจัด เมื่อเลิกใช้งานสามารถทิ้งได้เช่นเดียวกับเครื่องจักรอื่นๆ

    และการพัฒนาของเครื่องรุ่นใหม่ๆ ทำให้รังสีที่ได้มีอำนาจทะลุทะลวงได้ดีกว่า เมื่อรวมกับเครื่องมือที่ใช้ประกอบทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

    “เราใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมวางแผน ต่างๆ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา เพราะการรักษามีองค์ประกอบมากมาย คอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา คือเอาภาพที่เราซีทีสแกนมาวาง ว่าเราควรจะให้รังสีตรงไหนอย่างไรเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุด และไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเรามีหมด ไม่ใช่แค่มีเครื่องแล้วรักษาได้ การรักษาที่จะมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดคุณจะต้องมีอุปกรณ์ประกอบ” สมพงษ์อธิบาย

     

    ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับรังสี
    สมพงษ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าผู้ป่วยมะเร็งไปฉายรังสีหมายความว่าคนป่วยกำลังจะเสียชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด “ในอดีตที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนที่มาพบก้อนมะเร็งมักจะเป็นมะเร็งระยะที่ 4 คือเป็นระยะสุดท้ายแล้ว ในอดีตทางการแพทย์การวินิจฉัยโรคมะเร็งยังไม่พัฒนา รู้อีกทีคือมีอาการแล้ว เป็นระดับ 4 แล้ว เกินเยียวยาเกือบทั้งหมด พอมาฉายแสงก็ช่วยทำให้ก้อนยุบ เพราะก้อนถูกทำลาย เราเคยทำงานด้านนี้ ผู้ป่วยก็ดีใจแต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานเพราะโรคอยู่ในระยะที่เกินไปแล้ว คนก็บอกว่ามาฉายแสงแล้วตาย จะไม่ตายได้อย่างไร เพราะระยะโรคไปถึงขั้นนั้นแล้ว เราฉายแสงให้เขาเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ดีขึ้น ดังนั้นการรักษาโรคทุกโรคมีสองอย่าง คือหนึ่งทำให้หาย สองทำแค่บรรเทาอาการ”

    “ปัจจุบันเนื่องจากการแพทย์ในการวินิจฉัยพบได้เร็วขึ้น อยู่ขั้น 1-2 หรือ 3 ก็ตาม การรักษามีโอกาสหายเพิ่มมากขึ้น ทุกโรคเหมือนกันหมด ไม่จำกัดแค่โรคมะเร็ง เพียงแต่โรคมะเร็งพัฒนาการของโรค การเป็นโรคเร็วกว่าโรคอื่น อย่างวินิจฉัยวันนี้เป็นระดับ 1 ภายในเดือนเดียวอาจจะเป็น 2 หรือ 3 เลยก็ได้ ดังนั้นเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นแล้วการรักษาจึงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปล่อยไว้ได้ ยิ่งปล่อยไว้นานมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นสเตจหลังๆ ก็มีมากขึ้น” สมพงษ์อธิบาย

    ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้รังสีรักษาประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็ง เนื่องจากเครื่องมือมีประ-สิทธิภาพดีขึ้น รองลงมาคือการใช้คีโมและผ่าตัด ขึ้นกับอวัยวะที่เป็น เพราะมะเร็งบางอย่างไม่ไวต่อแสงทำให้การฉายรังสีไม่เกิดประโยชน์

     

    ความท้าทายของ BIZ
    สำหรับความท้าทายในการดำเนินงานของ BIZ ต่อไป สมพงษ์ บอกว่า สิ่งที่ยังคงต้องทำต่อเนื่องคือการเพิ่มยอดขายและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ให้แก่บริษัท ซึ่งหมายถึงการมองหาธุรกิจเพิ่มเติมที่กำลังศึกษาแนวทางอยู่ ว่าจะมีอะไรที่เหมาะสมกับอนาคต โดยยังคงให้ความสนใจกับธุรกิจด้านการแพทย์ และสิ่งที่มองคือแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรเรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความใส่ใจดูแล

    สมพงษ์ปิดท้ายด้วยการตอกย้ำเรื่องการสื่อสารว่าเป็นความท้าทายที่ยังต้องดำเนินการ “การให้คนรู้ ก็เป็นการสร้างตลาดทางอ้อม เมื่อเขารู้ก็ไปถามโรง-พยาบาล ทำให้เขารู้ว่ามีทางเลือก ว่าสามารถมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การทำให้เป็นที่รู้จักของโรงพยาบาลใหม่ๆ ผมเชื่อว่าหมอทุกคนมีจรรยาบรรณ ถ้ารู้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีและดีต่อชีวิตคนเขาก็อยากให้ ถ้าผู้ป่วยเรียกร้องหมอเรียกร้องก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ป่วยควรได้สิ่งที่เขาควรได้ ก็เป็นความท้าทาย ในการสื่อสารที่ต้องวางแผนให้รัดกุม ไม่ให้ถูกโจมตี ว่ากำลังไปชี้นำหรือทำให้คนเข้าใจผิด”