Ad Top Header

หากถามว่าเทคโนโลยีใดที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ ในมุมมองของผู้เขียนมีความเห็นว่านอกจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) โดยปัญญาประดิษฐ์จะเป็นการพัฒนาสมองให้กับเครื่องจักรกลเพื่อทำงานทดแทนและสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นให้สะดวกยิ่งขึ้น 

ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงบทบาทและความสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และประสาทวิทยาศาสตรที่มีต่อโลกธุรกิจ โดยจะขอเน้นตัวอย่างไปที่การประยุกต์ใช้ทางด้านการเงิน

หากถามว่าเทคโนโลยีใดที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ ในมุมมองของผู้เขียนมีความเห็นว่านอกจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) โดยปัญญาประดิษฐ์จะเป็นการพัฒนาสมองให้กับเครื่องจักรกลเพื่อทำงานทดแทนและสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้นให้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนประสาทวิทยาศาสตร์จะทำให้เกิดความเข้าใจในระดับที่สูงขึ้นของการทำงานของสมองมนุษย์ และระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจได้ เช่น สร้างความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้นในทางการเงินการลงทุน ประสาทวิทยาศาสตร์สามารถสร้างความเข้าใจถึงพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนให้มากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้นักการเงินสามารถเข้าใจลักษณะการเคลื่อนไหวของ
ราคาสินทรัพย์ต่างๆได้ดียิ่งขึ้น อาทิ เช่น การเกิดของฟองสบู่ และอะไรเป็นสาเหตุที่นักลงทุนตัดสินใจเข้าลงทุนใน Bitcoin ซึ่งทำให้มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 400% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยมูลค่าเพิ่มขึ้นไปสูงสุดอยู่ที่ 19,343 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามปัจจุบันราคาได้ลดลงมาค่อนข้าง
มากแล้วโดยแตะที่ระดับ 7,964 ดอลลาร์

อ.ดร.กฤษฎา นิมมานันทน์ ผู้อำนวยการหลักสูตร Professional MBA คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ปัญญาประดิษฐ์
ปัญญาประดิษฐ์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำหน้าที่เป็น “สมอง” ที่สามารถคิด วิเคราะห์ ประมวลผล แก้ปัญหา และตัดสินใจได้เองแทนมนุษย์ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แตกต่างจากการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วไปตรงที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นั้นผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องระบุขั้นตอนหรือวิธีการแก้ปัญหาโดยตรง แต่เพียงกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ และให้โปรแกรมเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาหรือตัดสินใจด้วยตัวเองเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดโดยอาศัยการเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางอุตสาหกรรมและแก้ปัญหาธุรกิจต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น อาทิ เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคและทำนายความชอบ เช่น ลวดลาย สี รูปทรงสินค้าการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อจับอารมณ์ของนักลงทุนในตลาดหุ้นโดยเรียนรู้จากราคา และข้อมูลข่าวสารต่างๆ

สมองกลที่พัฒนาขึ้นมา มีข้อได้เปรียบมนุษย์อยู่หลายประการ อาทิ เช่น ความสามารถในการประมวลผลที่รวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ และ การตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่โดยปราศจากอคติส่วนข้อที่ด้อยกว่าสมองมนุษย์ ณ เวลาปัจจุบัน ก็มีอยู่หลายประการเช่นกัน ได้แก่ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความสามารถ
ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมนุษย์จะปรับเปลี่ยนกระบวนคิดได้ดีกว่าเร็วกว่า จึงสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้กว้างกว่า ถึงแม้ว่าสมองกลอาจจะสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ก็ตาม ดังนั้น ณ ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์จึงเหมาะกับการแก้ปัญหาที่มีรูปแบบเฉพาะ (Specific Tasks) มากกว่าปัญหาแบบทั่วไป (Generic Tasks) อย่างไรก็ดีข้อจำกัดเหล่านี้ผู้เขียนเชื่อว่าจะค่อยๆ ลดลงในอนาคตข้างหน้า

ตัวอย่างปัญญาประดิษฐ์อย่างง่ายได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network หรือ ANN) ซึ่งมีโครงสร้างเป็นชั้นๆ ดังรูปภาพ 1 ก่อนที่จะเริ่มต้น
การใช้งาน ANN จำเป็นต้องการมีการฝึก (Training) ก่อน เพื่อให้เห็นภาพผู้เขียนขอยกตัวอย่างสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ธนาคารแห่งหนึ่งต้องการจำแนกลูกหนี้ชั้นดี
ออกจากลูกหนี้ที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง โดยธนาคารมีฐานข้อมูลของลูกหนี้ เช่น อายุ รายได้ เพศ อาชีพ เป็นต้น และ มีข้อมูลในอดีตว่าใครชำ?ระตรงเวลา
ใครผิดนัดชำระ เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาป้อนให้กับ ANN ทีละรายการไปเรื่อยๆ สำหรับข้อมูลแต่ละชุด ANN จะเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ทำนายได้กับผลลัพธ์ของจริง
และจะมีการปรับค่าพารามิเตอร์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เมื่อได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลมากขึ้นๆ ANN ก็จะมีความแม่นยำสูงขึ้นในการทำนาย ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้
ของเครื่องจักรกลในการจำแยกลูกหนี้ชั้นออกจากลูกหนี้ที่ไม่ดี ข้อเสียของวิธีนี้คือ เป็นการยากที่จะทำความเข้าใจถึงความหมายของค่าพารามิเตอร์ต่างๆของ ANN
ซึ่งถึงแม้ธนาคารจะสามารถใช้ ANN จำแนกประเภทของ ลูกหนี้ได้แม่นยำเพียงใด แต่ธนาคารอาจไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด ANN จึงจัดให้ลูกค้าคนนี้อยู่ในกลุ่มชั้นดี
หรือไม่ดี อย่างไรก็ตาม ANN เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งเท่านั้นของปัญญาประดิษฐ์ ยังมีเครื่องมืออื่นๆอีกมากมายให้เลือกใช้

ผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ธุรกิจต่างๆ จะนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวางในทุกวงการ เช่น นำมาใช้ตรวจสอบความผิดปกติทางบัญชี
นำมาช่วยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของกิจการ นำมาช่วยวางแผนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม นำมาใช้ทำนายการเติบโตของเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นการยก
ระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่างๆ ให้สูงขึ้น ระบบอัจฉริยะเหล่านี้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคต

ประสาทวิทยาศาสตร์
ประสาทวิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่พยายามทำ?ความเข้าใจโครงสร้าง กลไกการทำงาน การพัฒนา และ การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท (Nervous System) ของมนุษย์ ซึ่งมีระบบประสาทส่วนกลางอยู่ที่สมองและไขสันหลัง และ มีระบบประสาทส่วนปลายกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในระบบประสาทจะมีเซลล์ประสาท (Neuron) ที่มีรูปร่างดังรูปภาพ 2 ลักษณะเฉพาะของเซลล์ประสาทคือสามารถรับ ประมวลผล และส่งต่อสัญญาณไฟฟ้าและเคมี ไปยังเซลล์ประสาทตัวอื่นๆ ที่อยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง หรือระบบประสาทส่วนปลาย คล้ายการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามการศึกษายังครอบคลุมไปถึง
การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้า เช่น อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น เมื่อเราตื่นตระหนก อัตราการเต้นของหัวใจที่ถี่ขึ้นเมื่อเจอคนที่ถูกใจ ความเหนี่ยวนำไฟฟ้าของผิวหนัง (Skin Conductance) ที่สูงขึ้นเมื่อเรา ตื่นเต้น เป็นต้น

เครื่องมือการวัดที่ใช้ในการศึกษาทางประสาทวิทยาศาสตร์มีมากมายหลายเครื่องมือ เช่น Functional Magnetic Resonance Image (fMRI), Positron Emission Tomography (PET), Magnetoencephalography (MEG), Transcranial Magnetic – Stimulation (TMS), Scalp Electroencephalography (EEG) หรือ Psychophysiological Equipment เช่น Galvanic Skin Response (GSR), Electrocardiogram (ECG or EKG) เป็นต้น แต่เครื่องมือที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันได้แก่ fMRI เนื่องจากไม่ต้องเจาะหรือฝังอะไรลงในร่างกาย ไม่มีการแผ่สารกัมมันตภาพรังสี และสามารถนำมาใช้งานได้อย่างหลากหลาย การทำงานของ fMRI ทำงานโดยการตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือด กล่าวคือหากสมองส่วนไหนกำลังทำงานอยู่ก็จะต้องการพลังงานโดยจะมีเลือดไปเลี้ยงในบริเวณนั้นมาก ทำให้สามารถตรวจจับออกซิเจนที่สมองบริเวณนั้นได้หนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ข้อเสียของ fMRI คือมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

EEG ก็เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เนื่องจากมีค่า ใช้จ่ายที่ไม่แพงมากนัก EEG เป็นการตรวจวัดศักย์ไฟฟ้าในสมองส่วนนอก หากบริเวณใดเกิดกิจกรรมทางประสาทมากก็จะทำให้ศักย์ไฟฟ้าเปลี่ยนไป แต่ข้อเสียคือ EEG ไม่สามารถวัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสมองส่วนอยู่ลึกเข้าไปด้านในได้

ในทางธุรกิจ ประสาทวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือศึกษาความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อสินค้าโดยประเมินจากการตอบสนองทางประสาทโดยคาดว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ลำเอียงน้อยกว่าการประเมินรูปแบบอื่น เช่น การใช้แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์อาจมีโอกาสได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาก เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามหรือผู้ให้สัมภาษณ์อาจไม่มั่นใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไร ชอบแบบไหนมากกว่ากัน อาจเกิดความลังเล และสุดท้ายอาจตอบแบบสุ่มการวัดจากคลื่นประสาทสามารถบอกอารมณ์ของผู้ถูกวัดได้ว่า ดีใจหรือเสียใจ ถูกใจมากน้อยแค่ไหน หรือรู้สึกเฉยๆ ทั้งนี้ในช่วงหลายปีมานี้เทคโนโลยี Neuroimaging ได้รับการพัฒนาจนสามารถมองเห็นการทำงานของส่วนต่างๆ ภายในสมองได้ง่ายขึ้น ชัดเจนมากขึ้นและสามารถดูการทำงานของสมองได้แบบ Real-Time นักวิจัยจึงหันมาให้ความสนใจกับกลไกที่เกิดขึ้นภายในสมองกันมากขึ้น

ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์ ในด้านการเงิน เนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่แสดงออกมาตามสัญชาติญาณก็ดีหรือจากการไตร่ตรองก็ตามล้วนเป็นผลมาจากระบบประสาท รวมถึงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจ เช่น การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น หุ้นสามัญ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างถึงสิ่งที่ถือว่ามีความสำคัญมากในศาสตร์ทางด้านการเงิน นั่นก็คือ ความเสี่ยง งานวิจัยหลายชิ้นพยายามวัดความเสี่ยง และดูว่านักลงทุนจะตอบสนองอย่างไรต่อระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่เนื่องจากองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์การเงินที่พัฒนามายาวนา นอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมติฐานที่ว่านักลงทุนตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลโดยไม่มีความลำเอียง งานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินส่วนมากสามารถตอบคำถาม หรือสร้างแบบจำลองการตัดสินใจที่ควรจะเป็นตามเหตุและผลได้ แต่ก็ยังพบว่าแบบจำลองเหล่านั้นยังไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของนักลงทุนบางประเภทได้ เช่น การพนันแบบหมดหน้าตัก
การพนันเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากเช่นกัน โอกาสที่จะถูกรางวัลใหญ่ๆ หรือได้กำไรมากๆ นั้นน้อยมาก ถ้าวิเคราะห์กันตามหลักเหตุผลแล้ว การพนันไม่ใช่ตัวเลือกการลงทุนที่ดีนัก แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่ลงทุนกับการพนันจนขาดทุนมหาศาล ทฤษฎีทางการเงินไม่สามารถตอบคำ?ถามเหล่านี้ได้ แต่ประสาทวิทยาศาสตร์จะเปิดโอกาสให้เกิด

ทฤษฎีการลงทุนใหม่ๆ เช่น ทฤษฎีที่อธิบายว่าเพราะเหตุใดนักลงทุนบางคนจึงสามารถยอมรับความเสี่ยงที่แตกต่างจากคนทั่วไป เพราะเหตุใดนักลงทุนบางคนจึงประสบความสำเร็จอย่างมากในการซื้อขายหุ้น หรือเพราะอะไรนักลงทุนที่มีประสบการณ์จึงตัดสินใจที่จะซื้อหรือขายหุ้นได้อย่างเหมาะสมกว่าผู้ที่เพิ่งเริ่มเล่นใหม่ๆ เป็นต้น เกิดเป็นการศึกษาด้านการเงินโดยนำเอาองค์ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ควบคู่กันไปมากขึ้น เรียกว่า Neurofinance การศึกษาทาง Neurofinance ช่วยให้เราเห็นถึงเบื้องหลังกลไกการทำ?งานของสมองซึ่งเป็นที่มาของพฤติกรรมทางการเงินต่างๆ ได้

นับว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างสองศาสตร์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และทำให้เราเข้าใจและค้นพบข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจ การลงทุน และความสำคัญของสมองส่วนต่างๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ต่อไป

 

 

    ธนาคารไทยพาณิชน์ ประกาศเดินหน้าภารกิจ SCB Transfomation เพื่อก้าวสู่การเป็น The Most Admired Bank  โดยจะรุกสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้า แผนงานของธนาคารในปีนี้นอกจากการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ แล้วยังรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัล และการนำเทคโนโลยี Business Intelligence ที่ช่วยให้ธนาคารตัดสินใจด้านการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยอาศัยข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกธนาคาร และเทคโนโลยี Big Data Analysis ที่ช่วยให้ธนาคารวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในเชิงลึกได้มากขึ้น

    ผ่านไป9 เดือน เราได้เห็นการขยับของ SCB ด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยมีดิจิทัล เวนเจอร์สเป็นแกนหลักในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในวงการธนาคาร ตัวอย่างที่เพิ่งผ่านมาไม่นานคือการพัฒนาแอพพลิเคชันจัตจักรไกด์ ที่ช่วยให้ร้านค้าและลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงช่วยบริการด้านข้อมูลให้กับผู้ที่ใช้งาน

    ล่าสุด SCB ก็ออกมาประกาศจัดตั้ง เอสซีบี อบาคัส เป็นบริษัทในเครือที่ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาธุรกิจและบริการเป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการธนาคารของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

     อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในการเปิดตัวบริษัทลูกครั้งนี้ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ 2 ปีก่อน SCB จึงจัดตั้ง ดิจิทัล เวนเจอร์ส ขึ้นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเนื่องจาก SCB เป็นองค์กรใหญ่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำได้ยาก จึงต้องมีดิจิทัลเวนเจอร์สที่มีความเป็นอิสระ เพื่อทดลองเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปัจจุบันกมีบางการทดลองได้เริ่มลงสู่ตลาดบ้างแล้ว

    เอสซีบี อบาคัส ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับดิจิทัล เวนเจอร์ส ที่จะมาช่วย SCB ในการขับเคลื่อนธนาคารด้วยเทคโนโลยี ด้วยการนำเอาข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดความเข้าใจความต้องการของลูกค้าแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งหากจะรอระบบวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารอาจจะไม่ทันกาล การจัดตั้ง เอสซีบี อบาคัส ขึ้นก็เพื่อจะนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อรู้จักผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เป็นไปตามแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

     อาทิตย์ระบุว่าอยากให้ เอสซีบี อบาคัส สามารถผลิตผลงานได้เช่นเดียวกับ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ที่ก่อตั้งมาก่อน รวมถึงให้ทั้งสองบริษัทประสานงานกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมา

     ดร. สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด ให้ข้อมูลต่อว่า เทคโนโลยี AI อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เห็นได้จากระบบการคัดแยกอีเมลที่ใช้ Machine Learning ระบบแนะนำสินค้าที่ตรงใจให้แก่ผู้ซื้อแต่ละคนในเว็บไซต์อีคอมเมอร์ซ หรือระบบการจดจำใบหน้าบุคคลที่ใช้บนโซเชียลมีเดีย เป็นผลผลิตจากเทคโนโลยี AI  ทั้งสิ้น

     ในแวดวงธนาคาร เทคโนโลยี  AI ถูกนำมาใช้แยกธุรกรรมบัตรเครดิตที่น่าสงสัยว่าจะมีการทุจริต ใช้สำหรับการแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินการลงทุน ที่เรียกว่า Robo-advisor และการชำระเงินด้วยระบบการจดจำใบหน้า AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันของธุรกิจต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งเอสซีบี อบาคัส ด้วยพันธกิจหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำเอานวัตกรรมอย่าง AI มาเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์และเรียนรู้ข้อมูล เพื่อต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ทั้งสำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ และองค์กรธุรกิจต่าง ๆ

อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดร. สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด ณัฏฐกานต์ ครรภาฉาย ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายนิติบริการและกฎหมายดิจิทัล (ซ้ายสุด) และ อรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท Digital Ventures (ขวาสุด) ร่วมเปิดตัวบริษัท เอสซีบี อบาคัส

 

     ดร.สุทธาภาระบุว่าจุดแข็งของ เอสซีบี อบาคัส ที่เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วย

  • ทรัพยากรบุคคล – มีทีมบุคลากรที่มีประสบการณ์การทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นและใช้งานได้จริง
  • การสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ – ให้ความไว้วางใจในการเลือกโครงการภายในธนาคาร ที่มีผลกระทบเชิงบวกสูงต่อการปรับปรุงพัฒนาบริการของธนาคาร ทำให้สามารถนำมาศึกษา พัฒนา และต่อยอดเป็นโซลูชั่นต่าง ๆ ได้
  • มีพันธมิตรระดับโลก – มีข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ในสหรัฐฯ เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ทั้งยังมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคธุรกิจ ได้แก่ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร คุณวิลาสินี พุทธิการันต์ และ ศาสตราจารย์ ดร. เบ็นจามิน แวนรอย มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เพื่อร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ

    ปัจจุบันเอสซีบี อบาคัส มีโครงการที่อยู่ในมือที่พอจะประกาศให้ทราบได้ เช่น ในแอปพลิเคชัน SCB Easy บริษัทจะเข้าไปช่วยพัฒนาระบบการแนะนำการใช้บริการธนาคารหรือที่เรียกว่า Recommendation Engine ซึ่งทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ลูกค้าต้องการได้รวดเร็ว ตรงใจต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมไปถึง ระบบบริการด้านสุขภาพที่จะนำเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT  เข้ามาช่วยส่งเสริมไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพ โดยใช้ AI ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าใส่ใจดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ เอสซีบี อบาคัส จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ Call Center ด้วยการนำ AI มาคาดการณ์ปัญหาของลูกค้าที่โทรเข้ามา เพื่อโอนสายไปยังผู้เชี่ยวชาญที่ตอบปัญหาได้ตรงจุด ช่วยยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า 

    การเปิด เอสซีบี อบาคัส ทำให้เห็นภาพความพยายามของ SCB ในการรุกตลาดฟินเทคเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งนำเอาเทคโนโลยี ATM เข้ามาเปิดให้บริการเป็นรายแรกของประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2526  

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries