Ad Top Header

ทศวรรษที่ผ่านมาเวทีการประชุมระดับโลกและระดับภูมิภาค ได้มีการหยิบยกประเด็นปัญหาโลกร้อน ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ มลพิษสิ่งแวดล้อมข้ามแดน การบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความมั่นคงและความเชื่อมโยงของทรัพยากรน้ำ พลังงาน และอาหาร เป็นหัวข้อสำคัญในการสนทนาแลกเปลี่ยน และหาทางออกร่วมกัน เพราะประชาคมโลกตระหนักดีถึงภัยคุกคามจากวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จึงเป็นแรงขับและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต การดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนเกิดกระแสของการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำที่กระจายไปทั่วโลก เพื่อปรับและรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ประเทศไทยเอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ทั้งการแพร่กระจายของมลพิษจากภาคการผลิต มลพิษในเขตเมืองและชุมชน การลักลอบทิ้งสารเคมีและของเสียจากอุตสาหกรรม ดินโคลนถล่ม ชายฝั่งถูกกัดเซาะพังทลายการบุกรุกและการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้เกิดกระแสการเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญและร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการดูแลและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การกำหนดเครื่องมือและกลไกการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นองค์รวม เกิดการบูรณาการแนวคิดระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคีร่วมพัฒนา การเชื่อมโยงข้อมูลข้อสนเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างจิตสำนึก เพิ่มศักยภาพของประชาชนในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ รวมถึงมีการศึกษาวิจัย พัฒนานวัตกรรมต่างๆ สร้างเครือข่ายกับภาคประชาชน เช่น อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) และยังมีการพัฒนาบุคลากรทางสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง เป็นการจัดหลักสูตรอบรมระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักบริหารระดับสูง ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้เป็นผู้บริหารยุคใหม่หัวใจสีเขียว เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเป็นต้นแบบในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมบนหลักเหตุและผล โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งสามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีการจัดศึกษาอบรมไปทั้งหมด 6 ครั้ง มีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วรวม 392 คน สำหรับรุ่นที่ 7 นี้ (ปธส. 7) เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีผลงานในการพัฒนาศักยภาพนักบริหาร และบริหารโครงการฝึกอบรม ให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

เนื้อหารายวิชาของ ปธส. 7 ถูกออกแบบมาให้เน้นเนื้อหาที่มีความสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของผู้เข้ารับการศึกษาอบรม เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals: SDGs) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ในการอบรมประกอบไปด้วยการบรรยายแบบมีส่วนร่วม การระดมความคิดเห็นและอภิปรายร่วมกัน การเปรียบเทียบและวิเคราะห์กรณีศึกษาและการลงพื้นที่ศึกษา โดยมีหัวข้อกลุ่มรายวิชา 5 กลุ่มดังนี้

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับหลังจากจบหลักสูตรนั้น นอกจากความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม และแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสามารถ ศักยภาพการจัดการทางสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้รวมทั้งในบริบทของตนเองและองค์กร นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร ปธส. 7 สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (https://www.eng.chula.ac.th/en/) และเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (https://www.deqp.go.th/)


บทความโดย

รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล

ดร.พัชรียา รุ่งกิจวัฒนานุกูล

ชนม์นิภา ว่องวีรวัฒนกุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเรียนเกี่ยวกับมลพิษสิ่งแวดล้อมในอดีตทำให้เราต้องตระหนักถึงหน้าที่ของเราทุกคนที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
ดังนิยามที่ว่า "We drive Env 4.0" หรือ "พลังอันยิ่งใหญ่ (ของพวกเรา) มาพร้อมกับความรับผิดชอบ (ต่อสิ่งแวดล้อม) อันใหญ่ยิ่ง"

คำกล่าวนี้คงจะคุ้นๆ ว่าอยู่ในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์เรื่องหนึ่ง โดยผู้เขียนตั้งใจอยากจะสร้างบรรยากาศให้เข้ากับเรื่องราวที่จะเขียนถึงในฉบับนี้ นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Deepwater Horizon : ผ่าวิบัติเพลิงนรก ที่เนื้อหาในภาพยนตร์ได้เล่าถึงเหตุการณ์จริงของอุบัติเหตุแท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิดที่สร้างความเสียหายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ (พ.ศ. 2553) โดยบางท่านอาจรู้จักเหตุการณ์ดังกล่าวในชื่อของ Gulf of Mexico oil spill หรือ BP oil spill เพื่อให้ทุกท่านทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนจึงสรุปรายละเอียดและลำดับเหตุการณ์ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ดังนี้

ลำดับเหตุการณ์ข้างต้นน่าจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ของทุกท่านได้เป็นอย่างดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดผู้เขียนคาดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะช่วยทำให้เราได้เข้าใจขั้นตอน บทบาทและหน้าที่ต่างๆ ผ่านตัวแสดงในภาพยนตร์ ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันตั้งแต่กระบวนการ Input (ต้นเรื่อง) In Process (กระบวนการบำบัดและจัดการ) Output & Assessment (ติดตามและประเมินผลกระทบ) และ Law & Social agreement ข้อตกลงประชาคมโลก ดังที่ได้ถูกกล่าวถึงในฉบับที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามผู้เขียนยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “มาตรการฉุกเฉินในการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่ว” ซึ่งสามารถติดตามต่อได้ในฉบับหน้าครับ

 

เรื่องโดย : รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Who Drive Env 4.0

July 04, 2018

องค์ประกอบต่างๆ ของ ENV 4.0 ที่ถูกกล่าวถึงในฉบับที่ผ่านมาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้สนองตอบแนวทาง หลักการและเหตุผลตามที่ได้กำหนดไว้ เราจึงต้องอาศัยบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพรวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ทั้งด้านเงินทุนอุดหนุน การบังคับใช้กฎหมายและจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมของภาคประชาชน โดยกลไกดังกล่าวสามารถสร้างเป็นแผนผังความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน ENV 4.0 ได้ดังรูป

Input (ต้นเรื่อง) : กลไก ENV 4.0 ควรจะเริ่มต้นที่ “ต้นเรื่อง” หมายถึงเราจะต้องรู้ว่าอะไรคือปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสีย ควันพิษ สารเคมีปนเปื้อน ฯลฯ โดยบุคลากรที่จะเป็นคนต้นเรื่องได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นและระบุได้ว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนในบริเวณดังกล่าว ตัวอย่างของบุคลากรในขั้นตอนนี้ ได้แก่ ผู้แทนหรือตัวแทนองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ครูอาจารย์ในสถานศึกษา และนักข่าวชุมชน เป็นต้น โดย “ต้นเรื่อง” นั้นอาจค้นพบโดยผู้คนในชุมชน เช่น การลักลอบทิ้งกากสารเคมี การลักลอบทิ้งน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนมากนัก นอกจากนี้ ในปัจจุบันเรายังสามารถประยุกต์ใช้ Application รูปแบบต่างๆ ในการเป็น “ต้นเรื่อง” ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลในวงกว้างอีกด้วย แต่หากเป็นเหตุการณ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำใต้ดิน ปัญหาควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เหตุการณ์เหล่านี้ผู้คนต้นเรื่องจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านนั้นๆ เพื่อที่จะสามารถระบุลงไปได้ว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องมีการแก้ไขบำบัดมลพิษดังกล่าวซึ่งจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการ “บำบัดมลพิษ” ในหัวข้อถัดไป
In Process (กระบวนการบำบัดและจัดการ) : เมื่อเรารับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการ “การบำบัดและจัดการ” ในขั้นตอนนี้เราจะต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ทั้งในด้าน น้ำเสีย มลพิษอากาศ ของเสียอันตราย ฯลฯ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีและวิธีการบำบัดได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีความซับซ้อนหรือเป็นปัญหาที่ยังไม่เคยพบเจอหรือเกิดขึ้นบนโลกแล้ว ขั้นตอนการบำบัดนี้เองจะต้องค้นคว้า สร้างนวัตกรรมต่างๆ เพื่อรองรับกับปัญหาดังกล่าว โดยเราอาจแบ่งแยกหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการบำบัดออกได้เป็น
ผู้ควบคุมและปฏิบัติงาน มีหน้าที่วิเคราะห์หาวิธีการที่จะใช้ในการบำบัดมลพิษต่างๆ รวมถึงควบคุมสั่งการเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้มลพิษถูกบำบัดจนอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถปล่อยออกสู่สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติได้ เช่น วิศวกรสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ รวมไปถึงช่างเทคนิค (โดยบุคลากรข้างต้นควรผ่านการอบรม มีความรู้และประสบ-การณ์ หรือมีใบประกอบวิชาชีพด้านสิ่ง-แวดล้อม) เป็นต้น
ผู้สร้างนวัตกรรม มีหน้าที่สรรสร้างนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยในการบำบัดมลพิษ ปรับปรุงระบบการทำงานรวมทั้งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งจะทำให้งานด้านการบำบัดมลพิษมีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถรับมือกับมลพิษรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที เช่น นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมในสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นต้น
Output & Assessment (ติดตามและประเมินผลกระทบ) : เมื่อมลพิษถูกบำบัดและปล่อยออกสู่ธรรมชาติแล้ว หลายคนอาจมองว่าจบขั้นตอนการทำงานเพียงเท่านี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญนั่นก็คือ การติดตามและเฝ้าระวัง โดยบุคลากรที่ทำงานในส่วนนี้จะมีหน้าที่ติดตาม มลสารต่างๆ ที่ผ่านการบำบัดมลพิษ เพื่อให้แน่ใจว่ามลสารต่างๆ เหล่านั้นผ่านเกณฑ์มาตรฐานและสามารถปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นบุคลากรที่ทำงานในขั้นตอนนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านค่ามาตรฐานต่างๆ ที่ใช้ในการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม
โดยงานนั้นส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญ
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขั้นตอนอื่นๆ เนื่องจากการตรวจสอบมาตรฐานจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงจะต้องปรับปรุงค่ามาตรฐานต่างๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดตามกฎหมายอีกด้วย โดยบุคลากรหรือหน่วยงานในด้านนี้ได้แก่ หน่วยงานราชการ สื่อสารมวลชน หน่วยงานท้องถิ่น รวมไปถึงภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการติดตามและเฝ้าระวัง เป็นต้น โดยที่การดำเนินการในขั้นตอนนี้ จะช่วยในท้องถิ่นสามารถประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environmental Impact Assessment) ในกรณีที่จะมีการพัฒนาด้านต่างๆ ภายในท้องถิ่น ที่ตอบโจทย์ความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Law & Social agreement ข้อตกลงประชาคมโลก
บุคลากรที่ขับเคลื่อน ENV 4.0 นอกจากจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตนเองแล้ว อีกด้านหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ “กรอบข้อตกลงต่างๆ” เนื่องจากโลกของเรามีความเชื่อมโยงกัน ท้องฟ้า อากาศ ทะเล มหาสมุทร แผ่นดิน หากเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมย่อมสามารถส่งผลต่อประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศหนึ่งจึงอาจส่งผลกระทบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ ได้ เช่น ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ดังนั้นโลกของเราจึงต้องมีกรอบข้อตกลงเกิดขึ้นเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยกรอบดังกล่าวอาจเริ่มจากกฎหมายของแต่ละประเทศที่กำหนดและควบคุมภายในประเทศของตน ซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมและข้อตกลงของประชาคมโลกอีกด้วย ส่งผลให้อาชีพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีแนวทางที่ชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างไรก็ตามการรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดหน้าที่เพียงอาชีพที่ถูกกล่าวถึงในข้างต้น เรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นเรื่องของทุกคนบนโลกนี้ที่ต้องอยู่อาศัยกันไปอีกนานแสนนาน เราทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม พลังเล็กๆ ของคนหนึ่งคนอาจดูเล็กน้อยแต่หากรวมพลังเล็กๆ เหล่านั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็สามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน “We Drive Env 4.0”

 

เรื่องโดย : รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries