นับตั้งแต่เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา นอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นแล้ว “ขยะ” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดย นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วย พันตำรวจเอกบุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และคณะผู้บริหาร จัดงานแถลงข่าวโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 2562

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศาลาสายลมจอย ตลาดคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร นายธนวรรธน์ พลวิชัย ในฐานะโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า "วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างอาชีพให้กับสมาชิกในชุมชนที่มีสมาชิกหลากหลายทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน โดยสำนักงานสลากฯ ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยการนำความรู้ด้านการตลาด และวิชาการต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชน"

 

สำหรับการดำเนินการนั้น ได้มีการเปิดรับสมัครชุมชนที่มีเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น มีศักยภาพการบริหารจัดการชุมชน การผลิตสินค้าและบริการของชุมชน และมีสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตที่เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงสำนักงานฯ (สนามบินน้ำ) ชุมชนใกล้เคียงสำนักงาน (สำนักการพิมพ์ เอกมัย) และชุมชนในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งมีชุมชนที่สนใจส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 31 ชุมชน ได้ทำการคัดเลือกชุมชนที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ 7 ชุมชน ได้แก่

 ⁃ ชุมชนใกล้เคียงสำนักงานฯ (สนามบินน้ำ) ได้แก่ ชุมชนคนบางกรวย (ปลายบาง) จังหวัดนนทบุรี

 ⁃ ชุมชนใกล้เคียงสำนักงาน (สำนักการพิมพ์ เอกมัย) ได้แก่ ชุมชนชุมกลุ่มคลองพระโขนง กรุงเทพมหานคร

 ⁃ ชุมชนตลาดบางหลวง ร.ศ. 122 จังหวัดนครปฐม

 ⁃ ชุมชนย่านเก่าวังกรด จังหวัดพิจิตร

 ⁃ ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตลาดริมน้ำเมืองแพรก จังหวัดชัยนาท

 ⁃ ชุมชนพิกุลทองสามัคคี จังหวัดสิงห์บุรี

 ⁃ ชุมชนพุน้ำร้อน จังหวัดสุพรรณบุรี

หลังจากนี้ จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงไปในพื้นที่เพื่อวิเคราะห์จัดทำแผนการพัฒนาชุมชน ทั้ง 7 ชุมชน และดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยจะจัดทำโลโก้รวมถึงสโลแกนของชุมชน จัดทำป้ายบอกทาง จัดทำป้ายบอกเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน จัดทำแผ่นผับประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวชุมชน ฝึกการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของชุมชนผ่านสื่อออนไลน์ อาทิ FACEBOOK และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของสินค้าชุมชน รวมถึงการพัฒนาทักษะคนในชุมชนให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้ง  นำเรื่องราวการพัฒนาชุมชนของทั้ง 7 ชุมชน มาผลิตเป็นรายการโทรทัศน์ชื่อ "รายการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน" และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องอมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00 -14.30 น เริ่มออกอากาศตอนแรกวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 นี้ และสามารถติดตามความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ได้ที่ facebook สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน

 

โฆษกคณะกรรมการสลากฯ กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อสังคมนี้ จะสามารถเติมเต็มความรู้ด้านวิชาการระหว่างหน่วยงานของรัฐและชุมชนซึ่งมีทรัพยากร และความมุ่งมั่น ตลอดจนสร้างการรับรู้ในศักยภาพของแต่ละชุมชน และต่อยอดให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกมีการงานอาชีพ มีรายได้ มีความสุขจากความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชุมชน สามารถแก้ไขปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติดหรือการเล่นพนันออนไลน์ในเด็กและเยาวชน รวมถึงการพนันอื่นๆ  ซึ่งสำนักงานสลากฯ มีความแน่วแน่ในการไม่สนับสนุนให้เล่นการพนันทุกประเภทอยู่แล้ว

“สิ่งที่ทำให้ครูตัดสินใจทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือเด็กพิเศษกลุ่มนี้ก็คือ ครูมองเห็นความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขา หากเรามีวิธีการสอนด้วยความเข้าใจและมอบโอกาสที่พวกเขาสมควรได้รับ พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ซึ่งครูเชื่อว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ คือสิ่งที่ดึงศักยภาพของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะนี่คือแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงที่จะทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคตข้างหน้า”

นี่คือคำกล่าวของ ครูบุญชู ม่วงไหมทอง อดีตข้าราชการครูที่ตัดสินใจเกษียณอายุล่วงหน้า เพื่อนำทรัพย์สินส่วนตัวมาก่อตั้ง มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยที่บ้านหลังนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวมเด็กพิเศษจากทั่วประเทศ แต่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่พร้อมจะส่งเสริมให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สามารถประกอบอาชีพหารายได้ หรือแม้กระทั่งช่วยเหลือดูแลพี่น้องในครอบครัวแห่งนี้ ครูบุญชูมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่และก็มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้เด็กเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข ด้วยการน้อมนำเอา “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้เพื่อทำการเกษตรหล่อเลี้ยงปากท้องกว่า 190 ชีวิต และสร้างห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการแก่เด็กทุกคนในบ้านครูบุญชู

 

“เป้าหมายสูงสุดของครูก็คือ การที่เด็กทุกคนในบ้านครูบุญชูเติบโตขึ้นอย่างมีพัฒนาการ ครูและพี่เลี้ยงทุกคนจึงพยายามดูแลและส่งเสริมให้พวกเขาได้มีโอกาสทางการศึกษา มีอาชีพการงานที่ก่อให้เกิดรายได้สำหรับเลี้ยงดูตนเอง สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอความช่วยเหลือหรือพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป้าหมายของครูก็สอดคล้องกับศาสตร์พระราชาที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนเพื่อความพออยู่พอกินและเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหลังจากที่เด็กๆ ของครูได้เข้ารับการอบรมและเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง ครูสังเกตเห็นว่าพวกเขาก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาสามารถใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติได้ สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ เช่น การทำน้ำยาล้างจานและน้ำยาปรับผ้านุ่ม การถักพรมเช็ดเท้า และการทำงานฝีมือเปเปอร์มาเช่เพื่อสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาได้นำเอาแนวทางที่ได้รับการปลูกฝังมาปรับใช้ในการดูแลพื้นที่การเกษตรตรงนี้ ทำให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนด้วยการปลูกผักปลอดสารพิษ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นข้อยืนยันว่า ศาสตร์พระราชาได้สอนให้พวกเขาพึ่งพาตนเองได้จริง ขอเพียงแค่พวกเขาได้รับการอบรมและโอกาสในการเรียนรู้อย่างถูกต้องเหมาะสม” ครูบุญชู ม่วงไหมทอง กล่าว

 

เชฟรอนรวมพลังจิตอาสาน้อมนำศาสตร์พระราชามาสู่บ้านครูบุญชู

ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เด็กๆ จากบ้านครูบุญชูจำนวน 20 คน พร้อมด้วยพี่เลี้ยงอีก 10 คน จึงได้เข้าไปรับการอบรมศาสตร์พระราชา ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก เพื่อเรียนรู้หลักการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ทำให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสครั้งแรกที่เด็กๆ จากบ้านครูบุญชูได้เรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กปกติจากโรงเรียนบ้านโป่งเกตุ จังหวัดสระบุรี และโรงเรียนบ้านแก่งหินปูน จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมจำนวน 30 คนอีกด้วย

“พื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม” เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษ

และเมื่อได้รับการอบรมศาสตร์พระราชาขั้นพื้นฐานแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติจริง โดยคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาจากเชฟรอนประเทศไทย 150 คน พร้อมด้วยเครือข่ายจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติรวมทั้งสิ้น 173 คน ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่ขนาด 1 ไร่ 1 งาน ที่บ้านครูบุญชู ภายใต้งบประมาณการจัดกิจกรรม จำนวน 525,000 บาท โดยได้นำแนวคิด “โคก หนอง นา โมเดล” มาเป็นแนวทางจัดการบริหารพื้นที่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้สร้างห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ จนได้ออกมาเป็น “พื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม” สำหรับเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ที่นอกจากจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้แล้ว ยังเป็นสถานที่ที่เด็กพิเศษทั้งหมดจะได้ เรียน เล่น รู้ ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยกล่อมเกลาอารมณ์และจิตใจ รวมทั้งเสริมพัฒนาการให้เด็กสามารถพึ่งพาตนเองได้

 

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “5 ปีที่แล้ว เชฟรอนได้สนับสนุนการสร้างอาคารนอนแก่บ้านครูบุญชู มาในปีนี้ จึงมองหาโอกาสต่อยอดการสนับสนุนมูลนิธิที่ตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ จึงเกิดเป็นโครงการ ‘สร้างพื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม’ โดยเริ่มจากนำเด็กพิเศษไปอบรมศาสตร์พระราชา อันเป็นหนึ่งในแผนงานของโครงการ “ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ” ที่มุ่งเน้นการอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามแนวทางศาสตร์พระราชา มาในวันนี้ ก็ได้พาพนักงานจิตอาสามาร่วมลงมือกับน้องๆ บ้านครูบุญชู ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้าง ตามแนวคิด ‘โคก หนอง นา โมเดล’  ให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้ทำการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารสำหรับเป็นอาหารให้ทุกคนในบ้าน มีการบริหารจัดการน้ำไว้ใช้ในการเกษตรอย่างมีระเบียบแบบแผน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือทำกิจกรรมเสริมพัฒนาการต่างๆ ให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งตรงกับเป้าหมายของมูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในที่สุด”

 

ส่วน นายปริพนธ์ วัฒนขำ วิทยากรเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ได้กล่าวว่า “จากการจัดค่ายอบรมศาสตร์พระราชาขั้นพื้นฐานและการฟื้นฟูพื้นที่รกร้างในบริเวณบ้านครูบุญชูให้กลายเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรอย่างพอเพียงนั้นได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กพิเศษและเด็กธรรมดาทั่วไปสามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข แม้ว่าเด็กพิเศษอาจจะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถเรียนรู้ผ่านทางการฟังหรือการอ่านได้เหมือนกับเด็กธรรมดาทั่วไป แต่พวกเขาก็สามารถเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงได้ หากเด็กพิเศษได้รับการปลูกฝังด้วยศาสตร์พระราชาอย่างถูกวิธี ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไม่เป็นภาระสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดอย่างแน่นอน”

โครงการสร้างพื้นที่เรียน เล่น รู้ เพื่อน้องอิ่ม ที่มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาคือแนวคิดที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต แก้ปัญหาและก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือเด็กพิเศษก็ตาม สิ่งสำคัญคือ การมอบโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อที่เขาจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จับมือ “ยูเอฟเอ็ม” โรงเรียนสอนการผลิตอาหารและขนมมาตรฐาน เปิดคอร์สเอ็กซ์คลูซีฟสอนทำไอศครีมโฮมเมดสูตรพิเศษ อร่อยเข้มเต็มคำกับ 2 รสยอดนิยม รสทุเรียนกับรสมะม่วง ให้กับสมาชิกบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อเป็นทางเลือกในการนำไปประกอบอาชีพเสริมและสร้างรายได้ต่อไป กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 โดยสามารถสมัครเรียนได้ในราคาพิเศษเพียง 499 บาทต่อท่าน (ปกติ 3,000 บาท) หรือใช้คะแนน KTC Forever ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินสดมูลค่า 100 บาท สมาชิก 1 ท่านลงทะเบียนได้ 2 ที่นั่ง สำรองที่นั่งได้ที่โทรศัพท์ 0-2123-5420 ตั้งแต่วันที่ 9-10 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.30 น. – 17.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือสมัครเป็นสมาชิก “เคทีซี พราว” ได้ที่ศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทั่วประเทศ #สุขได้ไม่จำกัด กับบัตรเคทีซี

ลอรีอัล ฉลองครบรอบ 10 ปี ลอรีอัล ซิติเซ่น เดย์ (L’Oréal Citizen Day) ในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีจิตสาธารณะ ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์คืนสู่สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ล่าสุด ชวนนักแสดงหนุ่มชื่อดัง อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ กิจการเพื่อสังคม GEPP และพนักงานกว่า 420 ชีวิต ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมประจำปี โดยมีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ในบริเวณพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู จังหวัดสมุทรปราการ

นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะตัวแทนพนักงานของ ลอรีอัล ประเทศไทย การมีโอกาสได้มาทำกิจกรรมจิตอาสานั้นนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในปีนี้การมีส่วนร่วมในการปลูกป่าโกงกาง และการเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ในบริเวณพื้นที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู นั้นช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในหลากหลายแง่มุม ทั้งช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ดูแลภูมิทัศน์ให้สวยงามมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดจำนวนขยะที่อาจจะเล็ดลอดจากชายฝั่งออกสู่ทะเลไปได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย ทั้งนี้ลอรีอัลได้มุ่งส่งเสริมให้พนักงานทั่วโลกออกมารวมพลังจิตอาสาทำความดีและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรม L’Oréal Citizen Day มาโดยตลอด สอดคล้องกับแนวคิด ‘พันธสัญญาแห่งความยั่งยืน’ หรือ Sharing Beauty with All ของ ลอรีอัลกรุ๊ป”

โดยในโอกาส 10 ปี กิจกรรม L’Oréal Citizen Day พนักงานของ ลอรีอัล ประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลน ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู ซึ่งนับเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งแรกที่เริ่มเปิดบริการด้านการศึกษาธรรมชาติ ตั้งแต่ปี 2548 อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้รับการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนให้เป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการเข้าร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์นกน้ำอพยพ และการใช้ประโยชน์ถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางอพยพเอเชีย-ออสเตรเลีย ซึ่งมีความสำคัญระดับโลก และเป็นมรดกธรรมชาติของจังหวัดสมุทรปราการที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง โดยการเข้ามาทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกางและเก็บขยะบริเวณป่าชายเลนจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ลดความรุนแรงของพายุ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภูมิทัศน์บริเวณป่าชายเลยให้สะอาดยิ่งขึ้น พร้อมบริหารจัดการขยะ นำมาสร้างพลังงานสะอาดหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ

 

อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ พรีเซนเตอร์การ์นิเย่ เมน ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรม ลอรีอัล ซิติเซ่น เดย์ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสากับลอรีอัล ประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงการร่วมแรง ร่วมใจ การมีส่วนร่วมร่วมกันในการทำความดี สร้างประโยชน์คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานลอรีอัล ประเทศไทยอย่างแข็งขัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากๆ โดยครั้งนี้นับเป็นการร่วมกิจกรรม L’Oréal Citizen Day เป็นครั้งแรก ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน”

 

สำหรับกิจกรรมเก็บขยะบริเวณป่าชายเลนในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกิจการเพื่อสังคมที่กำลังมาแรงอย่าง GEPP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรับซื้อขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล “ต้องขอขอบคุณ ลอรีอัล ประเทศไทย ที่ชวน GEPP มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน โดยขยะที่เก็บได้ทั้งหมดราว 250 กิโลกรัม จะถูกนำเข้ากระบวนการของ GEPP ในการคัดแยก ทำความสะอาด และนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งพลังงานที่ได้จากการรีไซเคิลเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์มือถือได้มากถึง 43,000 ครั้ง ซึ่งนับเป็นพลังงานสะอาดที่เกิดจากการนำของเหลือทิ้งอย่างขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นายจาตุรงค์ แตรวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญการเก็บ หรือ GEPP Master กล่าวให้ความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม

 

นางอินเนส กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของกิจกรรม L’Oréal Citizen Day พนักงานลอรีอัล ทั่วโลก ทำกิจกรรมเพื่อคืนประโยชน์คืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมกันกว่า 1 ล้านชั่วโมง โดยแต่ละปีมีพนักงานกว่า 30,000 คน จาก 65 ประเทศร่วมกิจกรรม  และในประเทศไทย เราตั้งใจให้กิจกรรมสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมและชุมชนในด้านต่างๆ ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมและแสดงพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง”

Page 1 of 5

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries