Ad Top Header

ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การขับเคลื่อนนิด้าให้เป็นแหล่งความรู้และคลังปัญญาของสังคม ถือเป็นพันธกิจสำคัญของ รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล กล่าวว่า สถาบันได้จัดตั้ง 6 ศูนย์/สำนักหลัก ๆ คือ (1) ศูนย์บริการวิชาการ (2) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” (3)  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง (4) ศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ​ (5) สำนักสิริพัฒนา (สำนักฝึกอบรม) และ (6) สำนักวิจัย ซึ่งทั้ง 6 ศูนย์/สำนักนี้ ได้ทำงานอย่างสอดคล้อง กับพันธกิจดังกล่าวข้างต้น แต่จะเป็นไปตามแนวทาง ที่ต่างกันไปตามพันธกิจในแต่ละด้าน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการผลักดันความสามารถด้าน การผลิตงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สังคม ธุรกิจ เทคโนโยลี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างครอบคลุมทุกด้าน สถาบันยังได้จัดตั้ง 12 ศูนย์วิจัย ซึ่งประกอบด้วย (1) ศูนย์วิจัยการปฏิรูปและประเมินผลกิจการภาครัฐ (2) ศูนย์วิจัยภาคบริการและการท่องเที่ยว (3) ศูนย์วิจัยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (4) ศูนย์วิจัยคุณภาพชีวิตและสุขภาวะชุมชน (5) ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ (6) ศูนย์วิจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคม (7) ศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน (8) ศูนย์วิจัยตลาดสินค้าการเกษตร (9) ศูนย์วิจัยการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (10) ศูนย์วิจัยป้องกันและปราบปรามการทุจริต (11) ศูนย์วิจัยขีดความสามารถในการแข่งขัน และ (12) ศูนย์วิจัยผู้ประกอบการและนวัตกรรม

  • นโยบายใหม่

แนวทางการยกระดับงานวิจัยและการพัฒนางานวิชาการของนิด้าภายใต้นโยบายใหม่ รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล เปิดเผยว่า จะเน้นการบูรณาการระหว่างคณะต่าง ๆ ของสถาบันและการสร้างความร่วมมือระหว่างแต่ละมหาวิทยาลัย ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนะ โดยแนวทางในแต่ละปีจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

  • เน้นย้ำงานวิจัยเชิงนโยบาย

เมื่อมองถึงนโยบายด้านงานวิจัยของนิด้าในปีนี้ รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล กล่าวว่าเป็นไปตามทิศทางที่ ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ อธิการบดี ได้มอบหมาย คือ การพัฒนาการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยเชิงนโยบายที่สามารถตอบปัญหาสังคมได้

นิด้ามุ่งเน้นคุณภาพงานวิจัย นอกจากการผลักดันให้ผู้วิจัย ผลิดงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอันเป็นที่ยอมรับแล้ว ยังผลักดันให้ ผู้วิจัยผลิตงานวิจัยที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงอีกด้วย

ที่ผ่านมาในอดีต นิด้าก็ได้เคยนำร่องทดลองโครงการลักษณะนี้มาใช้แล้ว เช่น การพัฒนาและออกแบบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับการทำนาของเกษตรกรชาวนาไทยให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ระบบการทำนาแบบอัจฉริยะบนมือสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้ชาวนามีผลผลิตที่มากขึ้นและมีต้นทุนการทำนาที่ต่ำลง โดยเน้นหนักไปที่การสร้างการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Communication)  การสร้างเนื้อหาและองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อชาวนาในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน (Content)  การสร้างตลาดกลางให้ชาวนาได้ประกาศซื้อประกาศขาย พร้อมทั้งให้บริการการทำธุรกรรม (Commerce)  และการสร้างชุมชนเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มของชาวนา (Community) หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ใบข้าวเอ็นเค ที่เป็นแอปพลิเคชั่นของกรมการข้าว เป็นโปรแกรมที่ประเมินปริมาณความต้องการธาตุอาหาร โดยการเทียบแถบสีของใบข้าว 5 ระดับ เพื่อแสดงปริมาณธาตุไนโตรเจนที่เหมาะสมเพื่อใส่ให้กับต้นข้าวในนา ซึ่งงานวิจัยลักษณะนี้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ และภาคการเกษตรอย่างมาก งานวิจัยแบบนี้เป็นสิ่งที่คณาจารย์นิด้าเราให้ความสำคัญเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพสังคม ต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และต่อประเทศให้ดีขึ้น

  • แนวทางตั้งรับกับ Digital Disruption

รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล กล่าวว่า การปรับตัวเพื่อรับมือกับ Digital Disruption ที่รุกเข้ามาในแวดวงการศึกษานั้น สถาบันจะต่อยอดนำโครงการ Smart City เพื่อเป็นแนวทางสู่เป้าหมายในการพัฒนานิด้าให้ไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินการดังกล่าว คือ การลงทุนไปกับ Smart Classroom ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุมัติิงบประมาณจากส่วนกลาง โดยจะมาพร้อมกันกับ e-Learning Platform ระบบเครือข่ายไร้สาย ระบบสารสนเทศบนมือถือ ระบบ e-Meeting เป็นต้น เพื่อช่วยส่งเสริมกิจกรรมและบรรยากาศในการเรียนการสอนให้มากกว่าการเรียนในห้องเรียนแบบปกติ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์และนักศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ

ตัวอย่างความเกี่ยวเนื่องของ Smart Classroom กับการวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนอาจารย์ผู้สอน ให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ในอีกด้านคือ การสนับสนุนนักศึกษาหรือผู้เรียนที่สามารถเกิดการสนทนาแลกเปลี่ยน (Discussion) และการทำงานเป็นทีมได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นอย่างแน่นอน กล่าวได้ว่า หากเรามีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่แข็งแรงทั้งด้าน Digital และ Physical งานวิจัยและการเรียนการสอนก็จะสามารถขยายต่อไปได้มากขึ้นเพราะสามารถทำงานร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในต่าง
ประเทศได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมา นิด้ามีการนำร่องด้วยการนำแนวคิดของ Design Thinking เข้ามาปรับใช้กับการสอนที่ไม่ใช่เน้นเพียง Lecture Based ซึ่งจะสามารถช่วยให้นักศึกษามีการฝึกฝนพัฒนาให้มีทักษะในการคิดเชิงสร้างสรรค์ มีมุมมองใหม่ๆ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดในการสร้างความคิด พัฒนาหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ หรือกระบวนการใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาขององค์กร สามารถปรับใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น”

  • NIDA & Challenge

การรับมือกับความท้าทายของวงการศึกษา ที่รู้กันอยู่ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากขึ้นเป็นลำดับนั้น รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล ให้ความเห็นว่า สภาวะการแข่งขันในวันนี้ค่อนข้างสูง คิดว่าทุกมหาวิทยาลัยก็พยายามปรับตัวให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละสถาบันว่า จะเน้นหนักในด้านไหน เช่น เรื่องของ E-learning หรือ Smart Campus ซึ่งคงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริม ทั้งนี้ก็ขึ้นกับความเร็วในการปรับตัว ทุกวันนี้ความไม่แน่นอน (Uncertainty)  ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอกเกิดขึ้นสูงมาก

“เราสามารถเปรียบเทียบความไม่แน่นอนนั้นได้เหมือนกับหมอกและควัน ตัวอย่างเช่น เวลาเราขับรถแล้วเจอหมอกหรือควันบนทางด่วน เรามีสามทางเลือกในการตัดสินใจ คือ หยุดรถรอจนกว่าหมอกหรือควันจะหายไป ขับผ่านไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากเรามีความคุ้นชินกับเส้นทางเป็นอย่างดี หรือค่อยๆ ขับต่อไปอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง กล่าวได้ว่า หลาย ๆ องค์กรเมื่อเจอกับสถานการณ์์ที่ไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกก็เปรียบเหมือนได้กับหมอกหรือควันนี้ หลายๆ องค์กรกลับเลือกที่จะหยุดแล้วรอให้ความไม่แน่นอนนัั้นผ่านไป ดังเช่นการหยุดรถบนทางด่วนเพื่อที่จะรอให้หมอกหรือควันนั้นจางหายไปก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถคันหลังขับมาชน ซึ่งรถยนต์ที่ขับตามมาอาจจะเปรียบได้กับคู่แข่งขององค์กรที่พยายามช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันในโลกของธุรกิจ เป็นต้น ในทางกลับกัน เมื่อเจอหมอกและความบนทางด่วน บางคนเลือกที่จะขับรถผ่านไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนคนอื่นๆ โดยไม่สนใจว่าโอกาสที่จะเจออุบัติเหตุข้างหน้าจะมากเพียงใด ก็เปรียบได้กับการที่บางองค์กรเลือกที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ยอมรับความเสี่ยงที่สูงมากๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ก็อาจทำให้องค์กรเหล่านั้น นำหน้า กลายเป็นผู้นำหรือแซงหน้าคู่แข่งขันไปได้ ส่วนกรณีสุดท้าย การเลือกที่จะรับมือกับความไม่แน่นอน ด้วยการค่อยๆ ปรับตัว ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น เหมือนเช่น การขับรถผ่านหมอกหรือควันไปอย่างช้าๆ กรณีของงงานวิจัยก็เช่นกัน ความท้าทายในวันนี้มีตั้งแต่ ปัจจัยเรื่องงบประมาณที่ลดลงตามลำดับในแต่ละปี รวมทั้งนโยบายแบบบูรณาการ ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ ต้องปรับตัวตาม”

รศ.ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล กล่าวทิ้งท้ายว่า  อีกส่วนที่นิด้าพยายามให้น้ำหนักและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องของ Teaching Case Studies ซึ่งสามารถพูดได้ว่า หากเทียบกับสถาบันอื่น ๆ ในประเทศไทยแล้ว ถือได้ว่านิด้ามี Teaching Cases จำนวนมากที่สุด นิด้าตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นสถาบันที่เป็น Case Center ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถพัฒนา Case ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งเป็นทิศทางในการสร้างความแข็งแกร่งในแบบของนิด้า ที่ผ่านมานิด้าได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ให้เข้ามาช่วยแนะนำการเขียน Case Study ให้ตรงตามมาตรฐานของ Harvard Business Review โดยมีแนวทางคือ การให้สอนให้นักศึกษานำแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงผ่านทางกรณีศึกษามากกว่าการท่องจำ โดยมีการตั้งบทบาทสมมุติว่า ถ้านักศึกษาเป็นหนึ่งในตัวละครในกรณีศึกษา เช่น การเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรและจำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งภายใต้ข้อจำกัดหลายๆ รูปแบบ นักศึกษาสามารถนำความรู้และทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ แก้ไขปัญหา และตอบโจทย์ในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างไร ซึ่งก็จะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การคิดเชิงวิพากษ์ รวมถึงการคิดเชิงกลยุทธ์ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับนักบริหารยุคใหม่ที่จำเป็นต้องมีกระบวนการคิดที่เป็นระบบในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจทั้งในระดับกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) การตัดสินใจระดับการบริหารงาน (Managerial Decision Making) และการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ (Operational Decision Making) เป็นต้น


เรื่อง : ชนิตา งานเหมือน
ภาพ : เตชนันท์ จิรโชติรวี

ดังเป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในโครงสร้างของทุกภาคส่วน ไม่ละเว้นแม้ภาคการศึกษา หลายสถาบันได้นำเอาประโยชน์ของเทคโนโลยีมาพัฒนาปรับปรุง กระบวนการเรียนรู้ให้ล้ำหน้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนที่เปลี่ยนไป แต่หัวใจสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเหนือจินตนาการแค่ไหน เพียงใด ก็ไม่อาจทดแทนได้นั่นคือ องค์ความรู้ (Knowledge หรือ Content) ที่ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และในปีที่ผ่านมา นิด้าได้มีการเปลี่ยนคณะผู้บริหารวาระใหม่ โดย ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ได้ก้าวเข้ามารับตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และได้กล่าวถึงแนวทางและนโยบายในการดำเนินงานต่อจากนี้ไปว่า

“ที่ผ่านมาทุกมหาวิทยาลัยประสบปัญหาเดียวกันคือจำนวนผู้ที่เข้ามาในระบบการศึกษามีแนวโน้มลดลง ดังนั้น ในอนาคตต้องมีการพัฒนาขยายฐานผู้เรียนให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่เคยจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาแต่จะทำอย่างไรให้ทุก ๆ คน สามารถเข้ามาเรียนรู้กับเราได้ เป็นการขยายการเรียนรู้ไปสู่เป้าหมายอื่น ๆ มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อแค่ใบปริญญา แต่อาจรวมไปถึงการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะ ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill ทักษะมาพัฒนาปรับปรุงหรือแม้แต่การที่ให้ผู้เรียนมีการเปลี่ยน Upskill ไปจากสาขาเดิม รวมถึงการที่จะต้องมี Multi skill หรือทักษะที่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่เรียนรู้เพียงสาขาเดียวก็อาจจะต้องเป็นการเรียน ที่ประยุกต์ มีความเป็นสหวิทยาการมากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่กว้างขึ้นและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่จะมีความหลากหลาย มากขึ้นในอนาคต” ผศ.ดร.ณดา กล่าว และยังเปิดเผยต่อว่า

ที่ผ่านมามีการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ที่มีการ แข่งขันกันอย่างดุเดือดทั้งในและต่างประเทศ ทางนิด้าเองได้ พยายามยึดจุดยืนและต้องการนำเสนอความแตกต่างเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับผู้เรียน “ในแง่ของเนื้อหาวิชานิด้าค่อนข้างทันสมัยอยู่แล้ว เพราะเรามีคณาจารย์ที่ทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง การเรียนการสอนของเราจะควบคู่ไปกับการที่คณาจารย์ทำวิจัย ทำให้องค์ความรู้ของอาจารย์ไม่หยุดกับที่ มีการพัฒนาและติดตามกระแสของโลกและการพัฒนาประเทศตลอด” ยกตัวอย่างเช่น เราสอนในเรื่องการบริหารการพัฒนา แต่เราก็มีงานวิจัยที่ผูกติดในเรื่องของ Policy นโยบายต่างๆ และ นำเอาทิศทางการพัฒนาระดับสากลเข้ามาปรับปรุงหลักสูตร เป็นประจำ และที่สำคัญเรามีกระบวนการในการปรับปรุงที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้คณาจารย์ในแต่ละสาขาสามารถที่จะ พัฒนาเนื้อหาวิชาการให้ทันสมัยอยู่อย่างต่อเนื่อง

  • อนาคตวิชาการ ต้องบูรณาการข้ามศาสตร์

ผศ.ดร.ณดา กล่าวถึงแนวทางวิชาการในอนาคตว่า ต่อไป จะเป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ นิด้าเราก็พยายามที่จะให้เกิด การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างคณะมากขึ้น เรามัก ตั้งคำถามก่อนว่า ถ้าเราจะพัฒนาผู้เรียนสักคนหนึ่งผลลัพธ์ ของการเรียนรู้ที่เราอยากจะให้ผู้เรียนคนนี้ได้รับนั้น ตอบโจทย์ กับความต้องการของตลาดหรือไม่ อาจจะมีการพัฒนานักกฎหมายให้มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ด้วย เพื่อให้เกิดรูปแบบของ นิติเศรษฐศาสตร์ หรือแม้แต่การพัฒนาทักษะการสื่อสารในคน ที่เรียนทางด้านบริหารภาครัฐ รวมถึงความเข้าใจความรู้ในการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปด้วย มีการพัฒนาผูกประกอบการให้มี ความสามารถที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์หรือ การค้าแบบ E-commerce ต่างๆ เป็นต้น

แม้ว่าเรื่อง Massive Open Online Courses หรือ MOOCs ที่หลายๆ มหาวิทยาลัยทั่วโลกกำลังตื่นตัวจะถือเป็นความท้าทาย ต่อการพัฒนาระบบการศึกษา ทำให้กระบวนการเรียนเปลี่ยนไป และภาคเอกชนเองก็เริ่มมองว่าทักษะของคนไม่จำเป็นจะต้องผ่านการเรียนปริญญาเท่านั้น แต่สิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถ สร้างโอกาสจากเรื่องเหล่านี้ได้ก็คือ แทนที่เราจะให้เขาเรียนในคอมพิวเตอร์คนเดียว จะไม่ดีกว่าหรือหากการเรียนรู้นั้นถูกจัดอยู่ในบรรยากาศที่เหมาะสม ได้พบเพื่อน ได้ปฏิสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนและอาจารย์ ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดแข็งของนิด้าเพราะเรามีสังคมในการเรียนระหว่างกัน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน เป็นสิ่งที่ผู้มาศึกษาในนิด้าให้ความสำคัญ นั่นคือ การสร้างเครือข่าย ดังนั้น หากเราพัฒนาสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไป ก็เป็นจุดแข็งที่เทคโนโลยี Disrupt ไม่ได้ และอีกจุดแข็งหนึ่งของเราก็คือ การพัฒนากรณีศึกษา (Case Study) ที่เราทำมาอย่างต่อเนื่อง คณาจารย์ของเราค่อนข้างที่จะสัมผัสกับปัญหาในองค์กร สัมผัสกับปัญหาของการพัฒนาในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยว ปัญหาสภาวะที่เกิดในองค์กร เราจึงมีกรณีศึกษาที่จะ สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการอภิปรายและเรียนรู้กันได้ ผ่านรูปแบบกรณีศึกษา

ผศ.ดร ณดา กล่าวถึงเป้าหมายที่จะขยายกลุ่มผู้เรียนให้กว้างขึ้นนั้น นิด้าได้มีการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ Non Degree มากขึ้น รวมถึงเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการอบรม Non Degree กับหลักสูตรที่เป็น Degree ที่ผู้เรียนสามารถนำหน่วยกิตมาเทียบโอนในหลักสูตรที่เป็น Degree ได้ ซึ่งทางสถาบันก็มีกฎเกณฑ์ในการดำเนินการรองรับเอาไว้แล้ว

  • ความท้าทาย คือเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ผศ.ดร ณดา กล่าวถึงประเด็นเรื่องความท้าทายหลักของ เส้นทางการเปลี่ยนแปลงว่า อยู่ที่การปรับเปลี่ยนได้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร รวมไปถึงการ พัฒนาประเทศเองก็มีทิศทางที่เริ่มมีการจัดตั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมีทิศทางการพัฒนาชัดเจน ดังนั้น โจทย์ต่อไปของนิด้าคือ การพัฒนาคนให้รองรับไทยแลนด์ 4.0 หรือพัฒนาคนไทยให้ไปรองรับในศตวรรษที่ 21 การที่นิด้าเป็นองค์กรที่ไม่ใหญ่มากทำให้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของทรัพยากรที่ต้องใช้ในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน ขณะเดียวกันด้วยความที่มีบุคลากรไม่มากก็อาจจะ กลายมาเป็นจุดแข็งทำให้นิด้าสามารถปรับตัวได้โดยง่าย นอกจากนี้นิด้ายังมีเครือข่ายของอาจารย์ที่มีประสบการณ์ รวมถึงการทำ MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างหลากหลาย ทำให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นในลักษณะ ของ Double Degree หรือ Dual Degree ซึ่งในอนาคตเราจะได้ เห็นหลักสูตรที่ถือเป็นการวางพื้นฐานทางด้านทรัพยากรบุคคล ให้กับประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างเสาหลักในการขับเคลื่อน อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“เนื่องจากเราก่อกำเนิดมาโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฉะนั้นภารกิจหนึ่งของเราคือ การทำให้หลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นหลักคิดที่จะทำให้เกิดกระบวนการในการ ตัดสินใจพัฒนาไปสู่ความสมดุลและยั่งยืนได้จริง คิดเชิงระบบเป็น Systematic Approach คือใช้กระบวนการการตัดสินใจ โดยมีเงื่อนไขความรู้กับคุณธรรมเป็นปัจจัยนำเข้ามาสู่กระบวนการในการตัดสินใจที่ใช้หลักพอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน แล้วนำไปสู่พฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารองค์กร การตัดสินใจระดับบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในลักษณะที่สามารถพึ่งตัวเองได้ ปรับตัวได้เร็วเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเผชิญวิกฤต โดยนิด้ามีการสะสมองค์ความรู้ในเรื่องนี้เอาไว้อย่างมากพอที่จะนำมาพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรมพัฒนาผู้นำ การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

เราจะมีการเปิดตัวหลักสูตรอบรมผู้นำพอเพียง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเปิดรับสมัครในปีนี้ เพื่อที่จะเปิดเรียนในปีการศึกษา 2562 เป็นหลักสูตรเชื่อมโยงระหว่าง Non degree กับ Degree ได้ และยังตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และสามารถพัฒนาคน เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0 ด้วย เป็นกลไกการ สร้างคนที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาแบบองค์รวม มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและ เอกชน เพราะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการตัดสินใจ และขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ การเรียนจะมีทั้งหมด 3 Modules

  1. การสร้างความรู้ ทำให้เข้าใจก่อนว่าเศรษฐกิจพอเพียงมี Function เชิงระบบอย่างไร
  2. การฝึกปฏิบัติ ในการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา เอาความรู้ที่ได้รับใน Module แรกมาถอดบทเรียนการฝึกปฏิบัติ โดยการศึกษาจากกรณีศึกษา
  3. การประยุกต์ ต้องสามารถเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ในการ ปฏิบัติงานได้จริง

หากเราสามารถพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจศาสตร์นี้อย่างจริงจัง เราก็จะได้บุคลากรที่ขับเคลื่อนในทุกๆ มิติ ถ้าคนที่จะต้อง มีบทบาทในตรงนี้เข้าใจในวิธีคิดที่เน้นในเรื่องของการมีความรู้อย่างเพียงพอ มีความรู้ในการลงมือทำและมีกระบวนการตัดสินใจ โดยยึดหลักมีเหตุมีผล พอประมาณ แล้วก็ตระหนักถึงความเสี่ยง รอบคอบระมัดระวังในการที่จะตัดสินใจ ก็เหมือนกับว่าเราจะได้ Output ในแง่ของความยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นมิติในการพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้ง ผศ.ดร ณดา ได้กล่าวถึงบทบาทใหม่ๆ ของนิด้าที่จะมีมากขึ้นในปีนี้ผ่านโครงการบริการวิชาการมากมายที่จะลงไปสู่ คนรุ่นใหม่และกลุ่มต่างๆ นอกเหนือจากบุคลากรในภาครัฐและ เอกชน เช่น โครงการที่จัดทำเพื่อพัฒนาทักษะด้านการบริหารให้กับผู้เรียนในระดับอาชีวะ โครงการผู้นำเยาวชนระดับมัธยมปลายเพื่อพัฒนาทักษะทางการเงิน การทำ Summer Camp ของนักศึกษาปริญญาตรีเพื่อเข้ามาเรียนรู้วิชาการด้านต่างๆ ในสถาบัน รวมไปถึงโครงการพัฒนากลุ่มผู้นำท้องถิ่น เป็นต้น

เหล่านี้คือสิ่งที่นิด้าจะเข้าไปมีบทบาทและปรับเปลี่ยน ทิศทางในลักษณะของการสร้างบทเรียนรู้ต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่ง ผศ.ดร.ณดา ได้กล่าวปิดท้ายถึงสิ่งที่ผู้เรียนทุกคนจะได้รับจากการเข้าร่วมเรียนรู้ผ่านทุกโครงการของนิด้าต่อจากนี้ไปว่า

“ในแง่ของคุณภาพ ไม่ว่าคุณจะเรียนจบปริญญาตรีจากที่ไหนแล้วมาต่อปริญญาโทที่นิด้า คุณได้มากกว่าความรู้อยู่แล้ว เพราะบุคลากรของ เรามีความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ คุณจะได้รับการพัฒนาตามความต้องการของตลาดจริง แต่นอกจากความรู้ นักศึกษายังจะได้ทักษะที่เป็น Soft Skills ที่จำเป็นติดตัวไปด้วย รวมถึงสิ่งที่สำคัญคือ การพัฒนาคนและจริยธรรม เพราะว่าเราเองขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราค่อนข้างมั่นใจว่า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว จะเป็นบัณฑิตที่ตรงความต้องการของตลาด ส่วนบริษัทหรือ องค์กรต่าง ๆ ที่ได้รับบัณฑิตของเราเข้าไปทำงาน ก็มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวนักศึกษาได้ เพราะเรามีกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ได้ให้เฉพาะความรู้ แต่ครบพร้อมไปทักษะและจริยธรรม โดยสมบูรณ์” ผศ.ดร ณดา กล่าวในท้ายที่สุด


เรื่อง : ณัฐพัชธ์ สุมา
ภาพ : พัฐจักร ประพฤติกรรม

นิด้า : ภายใต้การเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในความน่าเชื่อถือ (Trust) จากสังคมมายาวนาน ความสำเร็จมีที่มาจากรากฐานการทำงานที่มีการส่งต่อและรับช่วงจากทีมบริหารชุดก่อนผ่านสภาสถาบัน ภายใต้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วด้วยอัตราเร่งที่ไม่เหมือนเดิม ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของทั้ง 5 ปีก่อนหน้านั้น ผู้บริหารและทีมบริหารในวาระนี้ถือกันว่าเป็น The New Chapter ของนิด้า ได้กำหนดนโยบายและแผนในการออกแบบอนาคตของสถาบันใหม่ภายใต้ธีม NIDA Transformation ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ปฐมบทใหม่ของนิด้าจะเข้ากับชุดของโอกาสและความท้าทายของสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างกลมกลืน มีความหมาย และมีความสุข คือคำกล่าวของ ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

“จุดเริ่มของเรามาจากแนวคิดที่ว่าเราจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้อย่างไร ภายใต้การคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การรวบรวมภูมิปัญญาหรือ Wisdom ที่เรามีเพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำเพื่อสร้างเปลี่ยนแปลง โดยต่อจากนี้เราจะยึดโยงจุดแข็งที่สำคัญของสถาบัน ค้นหาความชัดเจนของเป้าหมาย กำหนดทางเลือก และสื่อสารให้ประชาคมนิด้าเข้าใจตรงกันว่าสามารถช่วยให้องค์กรไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างไร อย่างเช่นเป้าหมายสูงสุดที่สอดคล้องกับของอธิการบดีคือ การเติบโตอย่างยั่งยืน เราอยากทำให้คนรุ่นหลังที่มาอยู่ในนิด้ารู้สึกเช่นกันว่าเราทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้เพื่อเขา เหมือนที่เราเองก็รู้สึกว่าอาจารย์ในอดีตท่านได้ปูทางสร้างชื่อเสียงไว้ให้กับสถาบันของเราเยอะมาก บนความพยายามที่จะค้นหาจุดร่วมกันว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าสังคมและพวกเราอยากให้นิด้าเป็นอย่างไร” คือสิ่งที่ ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนยังขยายถึงแผนและแนวทางในความตั้งใจที่จะทำให้เกิดความชัดเจนก่อนนิด้าก้าวสู่ปีที่ 55 จากการแกะรอยค้นหาความสำเร็จในอดีต โดยพบว่าสิ่งที่นิด้าจะต้องทำให้เกิดขึ้นต่อไปให้ได้คือความศรัทธา (Trust) ของคนในสังคมต่อนิด้า รวมถึงความศรัทธาภายในองค์กรเองด้วย เพราะถ้ามีความเชื่อถือกันก็จะทำให้การทำงานมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยสิ่งที่จะเกิดตามต่อมาคือความยั่งยืนทางการเงิน สองสิ่งนี้จึงเป็นเป้าหมายที่เกื้อหนุนกันและกันส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในภาพรวมของสถาบัน ความศรัทธาทำให้เรามีชื่อเสียง มีโอกาส ส่วนทรัพยากรทางการเงินที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้เราสามารถลงทุนเพื่อที่จะสร้างความน่าเชื่อถือนั้นได้ต่อไปได้

ผศ.ดร. รักษ์พงศ์ ได้เผยถึงกลยุทธ์ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของนิด้าว่า นิด้าประกอบไปด้วยเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน 4 ประเด็นคือ

  1. การเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้

       เริ่มต้นจาการออกแบบและปรับผลิตภัณฑ์ต่างๆของนิด้าที่มีคุณค่าสูงต่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและผู้ใช้ประโยชน์ ทั้งการจัดการการเรียนรู้ผ่านการเรียนการสอน การวิจัย การให้บริการวิชาการผ่านการฝึกอบรมและการเป็นที่ปรึกษา และการจัดการทรัพย์สิน รวมไปถึงการขยายฐานผู้รับบริการ และการเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ๆของสถาบัน โดยนโยบายกำหนดว่าทุกห้องเครื่อง ทุกภาคส่วนในนิด้าทั้งส่วนหน้าบ้านและหลังบ้านจะร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการสร้างและส่งมอบคุณค่าสู่ผู้รับบริการและผู้ใช้บริการ

  1. เรื่องชื่อเสียง หรือ Reputation

       ชื่อเสียงและการเป็นที่ยอมรับของสังคมมีผลโดยตรงกับศรัทธาที่สังคมมีต่อนิด้า เราจะรักษาและต่อยอดชื่อเสียงของนิด้าทั้งในด้านการได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพจากองค์กรระหว่างประเทศ การได้รับการยกย่องจากองค์กรต่างๆ การมีผลผลิตทั้งบัณฑิต งานวิจัย งานให้คำปรึกษา และผู้ผ่านการฝึกอบรมที่มีผลกระทบสูงต่อผู้ใช้ประโยชน์หรือเป็นทางออกของสังคม และตลดจนการรักษาและเพิ่มความประทับใจของผู้รับบริการที่มีต่อสถาบัน

  1. เรื่องความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติงาน Operational Excellence

       คือในแง่ของการจัดการการเรียนรู้ที่ต้องปรับให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องของคน เทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้ใช้และสังคม ส่วนการเพิ่มความเป็นเลิศของการผลิตงานวิจัยจะไม่ใช่การมุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องของทฤษฎี แต่ให้ความสำคัญกับการนำไปใช้ประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ งานบริการวิชาการก็เช่นกันเน้นแนวคิดของการออกแบบให้มีความผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ทุกด้านของการปฏิบัติการจะต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเป็นวงจรของการเรียนรู้ มีการนำส่งองค์ความรู้จากรุ่นต่อรุ่นมาพัฒนาให้สรรค์สร้างและต่อยอดปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้กระบวนการหลังบ้านก็มีความสำคัญเช่นกัน ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ กล่าวว่า “เราเดินหน้าไปไม่ได้ไม่ไกลแน่ๆ ถ้าหลังบ้านไม่ร่วมด้วย หนึ่งในแผนงานที่สำคัญมาก คือการส่งสารเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกๆ ฝ่ายในนิด้า”

  1. เรื่องความเป็นเลิศของทรัพยากร Resource Excellence

       ความเป็นเลิศของทรัพยากรคือรากฐานสำคัญของการปฏิบัติการที่เป็นเลิศ การมีชื่อเสียง และการมีขีดความสามารถในการสร้างรายได้  ทั้งคณาจารย์ผู้สอนในสาขาต่างๆ ความรู้ของท่าน ทักษะในการจัดการการเรียนรู้ ทักษะในการทำวิจัย รวมถึงบุลากรสายสนับสนุนที่มีความชำนาญและความเป็นมืออาชีพในงานด้านต่างๆ ตลอดจนการมีเครือข่ายความร่วมมือที่เอื้อต่อการสร้างความเป็นเลิศในด้านต่างๆ การมีระบบข้อมูลสารสนเทศเชิงอัจฉริยะที่เป็นเลิศ และการมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและสนับสนุนการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ กล่าวขยายความในมุมมองนี้ว่า “นิด้ามีสินทรัพย์ที่มีคุณค่าสูง ทั้งบุคลากรสายอาจารย์ บุคลากรสายสนับสนุนและศิษย์เก่าของเราซึ่งมีคนที่เก่งๆ เป็นผู้บริหารในองค์กรชั้นนำที่หลากหลายและมีความหมายต่อสังคมอยู่จำนวนมาก และองค์ความรู้หรือปัญญาที่สร้างขึ้นจากการจัดการการเรียนรู้ การวิจัย และการให้บริการวิชาการ ถ้ามองในเชิงธุรกิจเราจะมีกลุ่มกิจกรรมหลักของนิด้า 4 กลุ่ม คือ การจัดการการเรียนรู้ การวิจัย การบริการวิชาการ และการจัดการทรัพย์สิน ถ้ามองง่ายๆ จะเปรียบเสมือนรถที่มีอยู่สี่ล้อ และอยากให้ทุกล้อร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน (All Wheels Drive) โดยเป็นการขับเคลื่อน 4 กลยุทธ์ข้างต้น ผู้บริหารจะทำหน้าที่เป็น ECU คอยประมวลผลและควบคุมว่าต้องใช้การปรับแรงขับเคลื่อนอย่างไร และสายสนับสนุนจะเป็นห้องสูบที่สำคัญคอยส่งกำลัง ซึ่งเราอยากให้ทุกคนในนิด้ารู้สึกว่ามีช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ ตอบแทนนิด้าของพวกเรา ทำเพื่ออนาคตนิด้าของพวกเรา และเมื่อสำเร็จเขาก็จะภูมิใจ สุขใจ เมื่อถึงเวลานั้นสมาชิกของนิด้ารุ่นถัดไปก็จะรู้สึกขอบคุณสิ่งที่พวกเราได้ทำไว้ให้พวกเขา”

สิ่งท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงตามกลยุทธ์ คือ ความเพิกเฉยหรือความเคยชินกับความไม่เป็นเสิศ ปัญหาข้อจำกัด หรือการอดทนทำสิ่งเดิมๆ ซึ่งอาจมีคุณค่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับทางเลือกใหม่ๆ โดย ผศ.ดร.รักษ์พงศ์ มองว่าปัญหาเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไข ทำให้ทุกคนเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงการพยายามผลักดันให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ เปิดมุมมองให้กว้างขึ้น กล้าคิดกล้าทำ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน โดยหัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชาต้อง Service ทีมเพื่อให้ลูกน้องมีไฟและส่งแรงกลับมา มีความน่าเชื่อถือระหว่างกันทั้งระหว่างเพื่อนร่วมงานและกับฝ่ายบริหารจะส่งผลให้กระบวนการทำงานง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากการเป็นสถาบันสร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการบริหารภาครัฐ นิด้ายังมีภารกิจในการผลิตและสร้างคุณค่าทางสังคมให้กับประเทศไทยในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เข้าไปช่วยพัฒนาพื้นที่ต่างๆ เช่น เข้าไปทำโครงการช่วยวางรากฐานให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกรักพื้นที่ของตัวเอง คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่มีพันธกิจมุ่งเน้นจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีส่วนในการสร้างหรือจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรให้มีคุณภาพและสามารถสร้างคุณค่าอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้คือความต้องการที่จะเป็นทางออกในแต่ละด้านของการพัฒนาประเทศควบคู่ไปด้วยกัน ภารกิจต่างๆเหล่านี้ของนิด้าจึงเติมเต็มและบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารการพัฒนาของ องค์กร สังคม และประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ผมยังเชื่อว่ามีเด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่อยากรวยเร็ว แต่เป็นกลุ่มที่เข้าใจโลกได้เร็วขึ้น อาจจะเข้าใจได้เร็วกว่าผู้ใหญ่สมัยเราด้วยซ้ำว่าเงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับเขา เพียงแต่ว่าเขาต้องการเครื่องมือชุดใหม่ที่อาจจะต้องถูกปรับจูนจากของเดิมให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน กรณีตัวอย่างเช่น ชาวบ้านกดมือถือกู้เงินได้ องค์ความรู้ที่เขาต้องมีควรจะเป็นอย่างไร คงไม่ใช่การเอาหนังสือไปให้เขาอ่านหรือไปสอนเขา เพราะฉะนั้นทางออกในการเข้าไปช่วยบริหารการพัฒนาสังคมจะต้องมีความลุ่มลึกมากขึ้น มีความเข้าใจผู้ใช้งานหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้งมากขึ้น  ถ้าเราเข้าใจคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้น เราก็จะมีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อมองปัญหาหรือความท้าทายของประเทศ ผมกลับมองว่าความท้าทายในด้านเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองเพราะมีกลไกเป็นของมันเองและมีองค์ความรู้ที่เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่หลายๆประเทศยังคิดหาทางแก้ไขไม่ตกผลึกส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปัญหาหรือความท้าทายทางสังคม เช่น ความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น ซึ่งคงเป็นความรับผิดชอบที่สังคมคาดหวังต่อนิด้า” คือมุมมองและความเห็นของ ผศ.ดร รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์


เรื่อง : ณัฐพัชธ์ สุมา
ภาพ : เตชนันท์ จิรโชติรวี

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เตรียมพร้อมจัดงาน NIDA International Business Conference 2019 ขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ช่วงวันที่ 1 และ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562 ณ ชั้น 9 – 10 อาคารบุญชนะ อัตถากร นิด้า ภายในงานเป็นการผนึกกำลังระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิชาการและภาคส่วนธุรกิจ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์ภายใต้ธีมที่กำลังเป็นที่จับตามองของปีนี้คือ “Transforming Business to the Future”

รศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน เจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยถึงจุดประสงค์ของการจัด Conference ในครั้งนี้ว่านอกเหนือไปจากรวบรวมและนำเสนอผลงานวิจัยโดยนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเรื่องใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ ยังมีประเด็นว่าในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Blockchain, AI (Artificial intelligence) หรือ IoT (Internet of Things) จนหลายๆ ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องมีการ Transform จึงอยากจะให้มีการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อการเข้ามาเทคโนโลยีว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจในด้านไหน และอะไรคือสิ่งที่ธุรกิจจะต้องจัดเตรียมแผนและกลยุทธ์รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

สำหรับปีนี้ NIDA International Business Conference 2019 นี้ มีการัดงานขึ้น 2 วัน

Day 1 : พันเอก ดร ดนุวสิน เผยว่า “สำหรับวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันแรกของ Conference จะมีการจัด Cases Development Workshop โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นอาจารย์และนักวิจัยที่ต้องการเขียนเคส หรือกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในองค์กรจริง สามารถนำเอาความรู้ คอนเซ็ปต์หรือทฤษฎีที่เรียนมาไปประยุกต์ใช้ได้ ที่ผ่านมาคณะบริหารธุรกิจในประเทศไทยหลายแห่งมักจะใช้เคสจากอเมริกาและยุโรปในการเรียนการสอน ปัญหาคือ เคสเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบริบทประเทศไทย ดังนั้น นิด้า โดยเฉพาะคณะบริหารธุรกิจ เราต้องการเป็นผู้นำในการพัฒนาเคสที่เป็นบริบทของประเทศไทย ทางคณะมีการสนับสนุนให้อาจารย์เขียนเคสหรือกรณีศึกษาเพื่อใช้ในการสอนและการวิจัยมาเป็นระยะเวลาเกือบสิบปีทำให้เรามีจำนวนเคสค่อนข้างเยอะ

เราต้องการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคในเรื่องการเขียนกรณีศึกษาเพื่อให้อาจารย์มหาวิทยาลัยอื่นๆ หรือนักวิจัยผู้ที่สนใจสามารถมีความรู้ความเข้าใจหากเขาต้องมีการพัฒนากรณีศึกษาที่จะนำมาใช้ในการสอน เขาจะเขียนอย่างไร มีประเด็นอะไรที่เขาต้องให้ความสำคัญ รูปแบบของเคสที่ดีเป็นอย่างไร รูปแบบการเขียน Teaching note เทคนิคในการเขียนเคส การเลือกเคส รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้เคส สำหรับวิทยากรและโค้ชใน workshop ครั้งนี้ก็จะมีผมเป็นวิทยากร ซึ่งผมเองมีประสบการณ์ในการตีพิมพ์เคสมากกว่า 12 เคสซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคสของบริษัทหรือองค์กรในประเทศไทย และอีท่านหนึ่งที่เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ Lee Meng Foon รองประธาน The Case Writers’ Association of Malaysia (CWAM) เป็นสมาคมใหญ่ที่สนับสนุนการพัฒนาเคสแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย

Workshop ในช่วงบ่ายจะเป็นการจัดให้ผู้ที่เข้าอบรม พัฒนา Case Outline โดยจะมี Coach 5 ท่าน เป็นอาจารย์คณะบริหารธุรกิจที่เคยตีพิมพ์เคสไปแล้วไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์จงสวัสดิ์ อาจารย์ปิยะ อาจารย์นิตยา อาจารย์กฤษฎา และเรายังได้รับเกียรติจาก Dr. Hillol Bala อาจารย์จาก Indiana University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำ Ranking ในอันดับ TOP 20 ของโลก และท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ในการเขียนเคสจะมาเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาร่วมด้วย หลายคนเข้าใจว่าเคสจะใช้เฉพาะในคณะบริหารธุรกิจ แต่จริงๆ แล้วผมมองว่าจะเป็นประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว ก็สามารถที่จะใช้เคสเป็นมาเป็นสิ่งที่ทำให้นักศึกษาได้เห็นถึงสถานการณ์จริง ปัญหาจริงในโลกธุรกิจ ในชุมชนว่าเป็นอย่างไร และสามารถ Apply ความรู้ผสมทฤษฎีที่เรียนมาไปใช้ในการแก้ปัญหาได้

Day II : สำหรับวันที่ 2 มีนาคม จะเป็นงานสัมมนา NIDA International Business Conference ในวันนั้นงานจะเริ่มต้นเปิดในช่วงเช้าโดยท่านอธิการบดีนิด้าซึ่งจะกล่าวเรื่องของการปรับตัวของมหาวิทยาลัยและ การ Transform ของมหาวิทยาลัย ในส่วนของ Keynote speaker ของปีนี้ ถือว่าเป็น highlight สำคัญเพราะได้รับเกียรติจาก Prof. Thomas Robinson ประธานและ CEO ของสมาคม AACSB ซึ่งเป็นหนึ่งผู้กำหนดมาตรฐานชี้วัดด้านคุณภาพของคณะบริหารธุรกิจทั่วโลก โดย Prof. Thomas Robinson จะมากล่าวถึงทิศทางของการเรียนการสอนในหลักสูตรบริหารธุรกิจที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อรองรับต่อการเข้ามาของเทคโนโลยีและอนาคต จากนั้นจะมีการนำเสนอผลงาน แบ่งออกมาเป็น 4 Tracks ที่เชื่อมโยงกับเรื่อง Transformation ด้านต่างๆ ของธุรกิจตั้งแต่เทคโนโลยี การตลาด องค์กร และการบริหาร ต่อด้วย Transformation Leader’ s Forum

พันเอก ดร ดนุวสิน บอกเล่าถึง Transfomation Leader’ s Forum ในปีนี้ที่ได้เชิญผู้บริหารผู้เคยมีประสบการณ์ในการเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์กรใหญ่ๆ อาทิ ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.จีราวรรณ บุญเพิ่ม อดีตปลัดกระทรวงไอซีที ผู้เข้าไปมีส่วนผลักดันนโยบายในเรื่องการนำไอซีทีเข้ามาใช้ในประเทศไทยหลายนโยบาย อีกท่านคือ คุณชุติมา สีบำรุงสาสน์ เป็น VP ของบริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ซึ่งจะมากล่าวในประเด็น Culture เรื่องคนในองค์กรระดับโลกอย่างไมโครซอฟท์ นอกจากนั้นก็จะมี Keynote อีกท่านหนึ่งคือ Prof. Hillol Bala อาจารย์จาก Kelley School of Business ที่ Indiana University หนึ่งในทีมผู้สร้างทฤษฎี Technology Acceptance Model (TAM) ที่กล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในการบริหารธุรกิจ โดยท่านจะพูดเรื่องที่ต้องพิจารณาเมื่อมีการ Transform ในองค์กร หลังจากนั้นจะเป็นการนำเสนอ เปเปอร์ ซึ่งจะมีอีก 4 Tracks ที่เชื่อมโยงเรื่อง Transformation กับชุมชนและสังคม, กับการเงิน, กับเรื่อง New Role Marketing และกับการบริหารหรือ Management ส่วนช่วงสุดท้ายของงานจะเป็นพิธีมอบรางวัล Best Paper Award

 

NIDA International Business Conference 2019

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ ที่  คลิ๊กที่นี่


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

ภาพ : ภัทรวรรธน์ พงษ์บริพันธ์

ตลอดเวลากว่า 53 ปีที่ นิด้า หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  ได้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าให้แก่ สังคมไทยอย่างสืบเนื่องยาวนานและไม่เคย หยุดยั้ง คือ การสร้าง คนและองค์ความรู้  ดุษฎีบัณฑิตและมหาบัณฑิตกว่า 70,000 คน ที่สร้างผลงานทั้งในภาครัฐและเอกชน อีกทั้ง ผลิตผลองค์ความรู้ด้านงาน วิจัย ในสาย Policy Research อันเป็นที่ยอมรับและถูกใช้ ในการแก้ปัญหาในการพัฒนาทั้งภาคชุมชน สังคมและเศรษฐกิจอย่างครบครัน จวบจน วันนี้ที่บริบทของสังคมเริ่มเปลี่ยนไป ปรากฏ ความท้าทายต่อบทบาทของ นิด้า และ อนาคตที่ถึงวันแห่งการประกาศจุดเปลี่ยน แห่งศตวรรษ

Change หรือ NIDA Transformation  คือวิสัยทัศน์ และพันธกิจ ของ ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ อธิการบดีคนใหม่ของนิด้า  ผู้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม  พ.ศ. 2561 พร้อมคณะผู้บริหารสถาบันฯชุดใหม่ หลังการหมดวาระของผู้บริหารชุดเดิม ภายใต้ นโยบายและเป้าหมายสำคัญ ที่จะต้องขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ของการปรับตัว เพื่อนำพาประชาคมนิด้า ทุกภาคส่วนก้าวสู่อนาคตด้วยกระบวนทัศน์ใหม่  ไปสู่การตอบโจทย์ด้านการศึกษาของสังคม และประเทศชาติ โอกาสนี้ นิตยสาร MBA ได้เข้าพบ และสัมภาษณ์เพื่อรับฟังถึงแนวทางแห่งอนาคตใหม่ ของ นิด้า

MBA : เรื่อง Disruptive Education ซึ่งเริ่มเป็นกระแสและ ประเด็นร้อนอยู่ ณ ตอนนี้ สร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการ ศึกษาไทยอย่างไรบ้าง?

ศ.ดร.กำพล : ในช่วงที่เริ่มร่างและจัดทำแผนวิสัยทัศน์ ทำให้ผมและคณะฯ ได้สำรวจข้อมูลความเป็นไปในอุตสาหกรรม การศึกษาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศอย่างละเอียดอีกครั้ง ทำให้พบกับคำตอบเรื่องความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดจากผลกระทบ ด้านเทคโนโลยี โดยส่วนใหญ่มักมีข้อสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสร้าง ผลกระทบกับภาคการศึกษาน้อยมาก แต่ ณ ตอนนี้ข้อสรุปเดิม  เริ่มไม่จริงอีกต่อไป เพราะในปัจจุบันภาคการศึกษาเริ่มได้รับ ผลกระทบจากเทคโนโลยีอย่างมาก และมากอย่างที่ไม่เคย เป็นมาก่อน

MBA : นิด้ามองเรื่อง Disruption และมีแนวทางในการตั้งรับ อย่างไร?

ศ.ดร.กำพล : ประเด็นเรื่อง Disruption เป็นเรื่องที่  รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งท่านเป็นนายกสภาสถาบัน รวมทั้งกรรมการสภาฯมองกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ตอนนั้น ผมก็เป็นหนึ่งในกรรมการอยู่ด้วย มีการหารือและคิดเรื่องนี้แล้ว สุดท้ายก็ได้มีมติในเรื่องนี้ออกมาว่าจะต้องเตรียมในเรื่องการ Transform นิด้า ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง ทางสภาฯ  มีมติออกมาเป็นโครงการชื่อว่า NIDA Transformation และนั่น คือพันธกิจสำคัญในการเสนอวิสัยทัศน์ของผมในวาระนี้ด้วย

MBA : NIDA Transformation และ Keywords สำคัญ จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

ศ.ดร.กำพล : ถือว่าเป็นนโยบายของวาระสมัยนี้ซึ่งกำหนดบนคีย์เวิร์ด 3 เรื่องคือ ความเป็นเลิศ (Excellence)  การมีส่วนร่วม (Inclusion) และความเชื่อมโยง (Connectivity)  โดยความหมายของคีย์เวิร์ดเหล่านี้นั้น เริ่มที่คำาว่า ‘ความเป็นเลิศ  หรือ Excellence’ ประกอบไปด้วยนโยบาย 4 ด้านคือ วิชาการ งานวิจัย การเรียนการสอน และการปฏิบัติงานเพื่อความ ก้าวหน้าในอาชีพ ส่วนคีย์เวิร์ดต่อมาคือเรื่อง Inclusion  ความหมายคือการมีส่วนร่วม เพราะเรามีเป้าหมายที่ต้องการ ให้ทุกภาคส่วนในประชาคมของนิด้าเข้ามามีส่วนร่วมในทุกๆ กระบวนการที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ต่อไป เพราะคณะผู้บริหาร ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆ คน ผู้มีส่วนได้เสียของนิด้า ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา ตลอดจนศิษย์เก่า เราอยากกระตุ้นให้ทุกๆ คนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานิด้า ในทุกๆ ก้าวของการเปลี่ยนแปลง และคีย์เวิร์ดที่สามเป็นเรื่องความเชื่อมโยง หรือ Connectivity ประเด็นนี้คือความมุ่งหมาย ที่ต้องการจะสร้างความเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ภายใต้แนวคิด Quadruple helix model ซึ่งจะมี 4 องค์ประกอบในคอนเซ็ป ของการพัฒนา คือ การผสานภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้าด้วยกัน โดยนิด้า คือ 1 ใน 4 ขององค์ ประกอบของแนวคิดตามโมเดลนี้อยู่แล้ว เราต้องการสร้างความ เชื่อมโยงกับอีก 3 แกนที่เหลือ

MBA : กลยุทธ์ในการขับเคลื่อน NIDA Transformation  ในครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด ?

ศ.ดร.กำพล : เราจะออกแคมเปญใหญ่ เรียกว่า  REDESIGN NIDA Together ความหมายในภาษาไทยคือ  มาร่วมกันออกแบบอนาคตนิด้า โดยสิ่งที่จะ Launch ในแคมเปญนี้ ขั้นแรก คือ เราจะสื่อสารและสร้างความรับรู้ต่อสถานการณ์ของ ภาคการศึกษาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในเมืองไทย และในต่างประเทศ ทั้งข้อเท็จจริง สิ่งที่เกิด สถิติและตัวเลข  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จากนั้นก็เดินหน้าสู่เป้าหมาย ของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

ซึ่งแคมเปญ REDESIGN NIDA Together นี้มีเป้าหมาย ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การแสดงความเห็น จนไปถึงแผนและภาคปฏิบัติในที่สุด ต้องถือว่านิด้ามีความโชคดี ที่ในระยะหลังเรามีอาจารย์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาในสถาบัน จำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า การที่พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการ จัดทำแผนกำหนดอนาคตนั้น ต่อไปพวกเขาจะกลายเป็นผู้ได้รับ ผลจากการได้มีส่วนร่วมในครั้งนี้ เพราะเขาจะต้องเติบโตขึ้นมา และเป็นผู้บริหารของนิด้าต่อไปในอนาคต ดังนั้น ผมจึงต้องการ กระตุ้นให้อาจารย์รุ่นใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในแคมเปญและ โครงการให้ได้มากที่สุด เพราะถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่สร้างความ เปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมตั้งรับ และหากสิ่งคาดการณ์กันเรื่อง Disruptive Education ที่ เคย์ตัน คริสเทนเซ่น ได้คาดการณ์ไว้ เป็นจริง เราก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามหาวิทยาลัยกี่แห่งที่จะหายไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการความร่วมมือจากอาจารย์รุ่นใหม่  แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการประสบการณ์จากอาจารย์ รุ่นอาวุโส ที่จะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง คอยสนับสนุน คอยชี้แนะและ ให้ความคิดเห็น เพื่อให้อาจารย์รุ่นใหม่สามารถขับเคลื่อนองค์กร ต่อไปในอนาคต

MBA : Kick Off ของแคมเปญ REDESIGN NIDA Together กำาหนดไว้อย่างไรบ้าง?

ศ.ดร.กำพล : เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นวันที่ นิด้าจัดงานปีใหม่ เป็นวาระเดียวกับที่ผู้บริหารชุดใหม่ เปิดเวทีแถลงวิสัยทัศน์ และนโยบาย เราจึงกำหนดเปิดตัว แคมเปญ REDESIGN NIDA Together กับประชาคม และถือว่า โครงการ NIDA Transformation ของสภาสถาบันฯ ซึ่งเป็น โครงการยุทธศาสตร์ปรับกระบวนทัศน์เพื่อสร้างความเปลี่ยน ผ่านโดยรวมของสถาบัน ทั้งเรื่องคน การบริหารจัดการ และ  Infrastructure ได้เริ่มขึ้นควบคู่กันไป ซึ่ง REDESIGN NIDA  Together ก็คือหนึ่งในแคมเปญของโครงการ NIDA Transformation  นั่นเอง

ส่วนเรื่องหลักๆ ที่ต้องผลักดันเป็นสเต็ปแรกของโครงการ ออกแบบอนาคตนิด้า เป็นเรื่อง Mindset เรื่องของการ สร้างความตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง  ส่วนในกระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้น จะมีกิจกรรม เข้ามารองรับเพื่อเปิดเส้นทางของการเข้ามาร่วมกันของทุกฝ่าย หลังวันประกาศนโยบาย สัญลักษณ์ของโครงการ REDESING NIDA Together จะปรากฏในทุกหนแห่งภายในพื้นที่ของสถาบัน ทั้งโลโก้ โปสเตอร์ ป้ายประกาศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์  จากนั้น ทางสถาบันจะจัดให้มีกิจกรรม Workshop ขึ้นในเดือน มกราคมปี พ.ศ. 2562 เราจะนำเอาเครื่องมือใหม่ในการระดมสมอง ที่เรียกว่า Strategic Foresight ซึ่งเป็นแนวทางการมองอนาคต ข้างหน้ามาเป็นศาสตร์ในการทำ Workshop ในครั้งนี้ และเราจะใช้ Concept เรื่อง Design Thinking และ Business Canvas  มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ทั้งหมดนี้คือ เฟสแรกของ โครงการออกแบบอนาคตของนิด้า

MBA : สาระสำาคัญของ REDESING NIDA Together คือ อะไร?

ศ.ดร.กำพล : เป็นกระบวนการเชิญชวนให้ทุกคนใน ประชาคมมาร่วมออกแบบอนาคตของนิด้า เพื่อที่เราจะได้ดีไซน์ บ้านแห่งใหม่ จากการเปิดรับฟังเสียงสะท้อนความคิดเห็นต่างๆ จากเหล่าคณาจารย์ การร้องเรียน หรือความคิดเห็นต่อ ข้อบกพร่อง สิ่งควรแก้ไขหรือปรับปรุง แม้แต่สิ่งที่ทำไปแล้วไม่ได้ ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ก็สามารถเสนอยกเลิกหรือตัดทิ้งได้  ข้อเสนอหรือโครงการใหม่ๆ ที่อยากให้มี อยากให้พัฒนา หรือ แม้แต่กฎระเบียบหรือข้อบังคับที่ทำให้เกิดความจำกัดในการ ก้าวไปข้างหน้า ก็สามารถส่งความคิดเห็นเข้ามาได้ในวาระของการระดมความเห็นเพื่อการปรับกระบวนทัศน์ในครั้งน  ถือเป็นจังหวะที่ดีที่ทุกฝ่ายจะมาร่วมด้วยช่วยกัน

MBA : ในส่วนของ Action Plan ของแคมเปญหลัง กระบวนการปรับ Mindset แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ?

ศ.ดร.กำพล : จะเป็นเรื่อง Execution อันนี้คือเราจะ ทำให้ทุกสิ่งมีระบบมากขึ้น เราคาดว่า Workshop จะให้คำตอบ กับเราว่า อนาคตเราจะไปทางไหน? อย่างไร? มีอะไรต้อง ทำบ้าง? แล้วเราก็จะตั้ง Project ขึ้นมาเป็น Project Base  ยกตัวอย่าง โครงการที่นิด้าไปชนะการแข่งขัน เช่น โครงการ Smart City เราก็นำมาสานต่อ โดยนำแนวคิดที่ชนะการประกวด มาพัฒนาอาคารนวมินทร์เพื่อให้เป็น Smart Building โดย ทำเป็นโครงการประหยัดพลังงานด้วย Solar Rooftop ซึ่งก็จะ สอดคล้องและเข้าทางเป้าหมายในเรื่อง Excellence ที่เป็น หนึ่งในนโยบายแกนกลาง

อีกเรื่องสำคัญที่จะต้องปรับพัฒนา คือ เรื่องการเรียน การสอน ซึ่งตอนนี้เรากำลังพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะหรือ Smart Classroom เพื่อเป็นโซนการเรียนรู้ใหม่ อันนี้เป็นการ ตอบโจทย์ในเรื่องเทรนด์การเรียนรู้ของอนาคต แผนที่เรากำหนดไว้ คือ จะแบ่งเป็น Computer Lab เพื่อตอบสนองอนาคตเรื่อง AI เรื่อง Data Analytic รวมไปถึงเรื่อง Fintech และที่สำคัญเราจะมี ห้อง Design Thinking เพื่อตอบโจทย์เรียนรู้ที่สำคัญ

ส่วนเรื่อง E-Learning เราพยายามวางแผนให้เป็นเรื่อง ในระยะยาว จะทำเป็นลำดับขั้นไป ซึ่งการลงทุนจะเริ่มจาก งบประมาณรัฐ จากนั้นจะหางบเพิ่มเติมจากแหล่งทุนอื่น โดยเรา มีแนวทางความร่วมมือกับเอกชนอยู่ ล่าสุดมีหลายองค์กรที่ เข้ามานำเสนอเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้สำหรับห้อง Smart Classroom ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อเป็น Showcase  ทั้งในเรื่อง Face Recognition Data Analytic และอื่นๆ ขณะนี้ เรากำลังพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่าง Win Win กันใน ทุกฝ่าย

MBA : นอกเหนือไปจากประเด็นเรื่อง Disruption และ การปรับตัวแล้ว นิด้ามี Change เรื่องอื่นๆ หรือไม่?

ศ.ดร.กำพล : เรื่องใหญ่ของนิด้าอีกประการคือ เรื่องการ ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ คืออีกก้าวของ ภารกิจสำคัญและถือเป็นอีกความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนิด้า จำเป็นมากที่ประชาคมของนิด้าต้องรับรู้และต้องเข้าใจตรงกัน ให้ได้ว่า การออกนอกระบบและเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับนั้น เป็นได้ทั้งโอกาสและความท้าทาย ซึ่งสถานภาพใหม่กำลังจะมา ถึงในไม่ช้า เราต้องใช้โอกาสนี้เตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งก็จะมี แคมเปญ REDESIGN NIDA Together อยู่ในประเด็นนี้ด้วย 

MBA : พูดเรื่อง ‘ความยาก’ ของการสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือ Change ในความเห็นของอธิการบดี?

ศ.ดร.กำพล : เป็นคำถามเดียวกับที่ คุณบัณฑูร ล่ำซำ เคยถูกถามเมื่อครั้งที่ทำ Re-Engineering ให้ธนาคารกสิกรไทย ในอดีต ตอนนั้นท่านตอบว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงในตอนที่ทุกคนในองค์กรยังมีความรู้สึกว่า องค์กรยังไปได้อยู่ แล้วจะเปลี่ยนแปลงทำไม ทุกคนยังอยู่ใน Comfort Zone” และตอนนั้น คุณบัณฑูร ยังกล่าวต่อว่า  การเปลี่ยนแปลงที่ทุกข์ทรมานที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงที่ถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน

ผมอยากตอบว่า นิด้าเราตอนนี้ก็ไม่ต่าง หลายคนยังมอง ว่า ผลกระทบยังไม่มีและเรายังไปได้ แต่เมื่อเราเห็นสัญญาณ บางอย่างปรากฏแล้ว จำเป็นมากที่เราชาวนิด้า ต้องปรับ Mind Set ในเรื่องนี้ เราถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่เช่นนั้น  เมื่อเราก้าวไปถึงจุดที่ถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ มันคือสายเกินไป

MBA : หลักการบริหารจัดการในอนาคตของนิด้า กำหนดไว อย่างไรบ้าง?

ศ.ดร.กำพล : ก่อนอื่นสิ่งที่ผมอยากเน้นให้เห็นเป็น ความสำคัญคือ การเล็งผลเรื่องความสำเร็จ หากปราศจาก แผนกลยุทธ์เพื่อการลงมือปฏิบัตินั่นคือความไร้ทิศทางแต่ ปราศจากการลงมือทำ แผนกลยุทธ์ดียังไงก็เปล่าประโยชน์  ซึ่งแคมเปญ REDESIGN NIDA Together ครั้งนี้ การวางแผน และการลงมือปฏิบัติล้วนถูกออกแบบให้เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ร่วมแรงของทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่กระบวนการค้นหาเป้าหมาย  การดีไซน์แผนงาน ไปจนถึงการปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนี้ หากทุกฝ่าย ร่วมกัน ความสำเร็จย่อมเป็นไปได้

อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งสำคัญมากคือ การที่เราจะบริหารองค์กรและขับเคลื่อน โครงการต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างราบรื่นนั้น เรื่องผลประโยชน์ของบุคลากรจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับ ผลประโยชน์ขององค์กร ผมจึงมีนโยบายในเรื่องการปรับ ระบบทิศทางเรื่องแรงจูงใจ หรือ Incentive Alignment  ของบุคลากรภายในนิด้า ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ รวมไปถึง เจ้าหน้าที่ในปฏิบัติการทั้งหมด

ถัดจากเรื่องแรงจูงใจแล้ว ต่อมาเป็นเรื่องหลักการบริหาร ที่เป็นความพยายามที่จะนำเอาแนวทางการบริหารแบบ ภาคเอกชนเข้ามาผสมกับการบริหารมหาวิทยาลัย โดยจะ ประยุกต์แนวคิดการบริหารและ Concept ที่กำลังเป็นที่นิยม ในยุคนี้ ทั้ง Lean Management และ Agile Management ซึ่งเป็น แนวคิดที่สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายแกนกลางในการ มุ่งสู่ความเป็นเลิศ โดยเน้นรูปแบบการทำงานที่คล่องตัว มีความ รวดเร็วและกระฉับกระเฉงในการทำงาน

อย่างเรื่อง Lean Management เราให้แต่ละหน่วยงานจัดทำ Work Flow เพราะเราต้องการให้ได้มาตรฐานสากล ตอนนี้หลาย หน่วยงานของนิด้าได้มาตรฐาน ISO อย่างเช่น ITC (Information Technology Center) สำนักวิจัย กองบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น แน่นอนว่าการจะได้รับรองมาตรฐาน ISO ย่อมหมายถึง ระบบงานต้องมีความชัดเจน เป็นจุดเริ่มต้น หลังจากจัดทำ  Work Flow แล้ว เราจะใช้กลไกในการปรับปรุงกระบวนการ ทำงานให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ทั้งในเรื่องขั้นตอน เอกสาร และต้นทุน โดยที่ยังคำนึงถึงเรื่องความพึงพอใจที่ต้องการให้มี เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

MBA : นโยบายในเรื่องหลักสูตร และทิศทางการปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับกับอนาคตเป็นอย่างไร?

ศ.ดร.กำพล : เรื่องหลักสูตร เรามีเป้าหมายว่าแต่ละคณะ จะต้องสร้าง Flag Ship ของตนเอง บนความเข้มแข็งที่มีอยู่  เป็นจุดขายและแข่งขันได้ โดยส่วนกลางจะทำหน้าที่ Facilitate และทุ่มทรัพยากรเต็มที่ เพื่อช่วยให้หลักสูตรหรือสาขาที่ต้องการ พัฒนาหลักสูตรใหม่ หรือมีโปรเจคอะไรที่เป็น Initiative ได้รับ การสนับสนุนเต็มที่ โดยเราอยากให้เกิดปีละ 4 หลักสูตรจาก  4 คณะ ใน 3 ปีก็จะครบ 12 คณะนิด้า

จากนั้นจะเป็นเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสาขาภายใน ของนิด้า เรามีเป้าหมายเรื่องการสร้างความเชื่อมโยงกันใน แต่ละคณะอยู่แล้ว เพราะอนาคตต่อไปจะเสนอเพียงศาสตร์ สาขาเดียวไม่ได้ จะต้องเป็นสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary) ซึ่งนอกจากความร่วมมือภายในแล้ว ยังจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับ มหาวิทยาลัยอื่นทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย ผมคิดว่า การนำจุดแข็งมารวมกัน เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์กว่าการจะมา แข่งขันกันเองระหว่างมหาวิทยาลัยอื่นๆ แม้กับมหาวิทยาลัย ในต่างประเทศก็ตาม ที่ผ่านมา เราเริ่มทำและประสบความสำเร็จ ไปบ้างแล้ว เช่น เรามีความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเปิดหลักสูตรที่ชื่อว่า Financial Engineering เป็นหลักสูตรปริญญาตรีควบ ปริญญาโท โดยนักศึกษา คณะวิศวะ สจล. ที่สมัครเข้าร่วม ในหลักสูตรนี้ ตอนเรียนปี 3-4 จะต้องลงเรียนบางวิชาที่นิด้า เป็นวิชาในสาขาการเงิน และ เมื่อจบปริญญาตรีที่วิศวะ สจล. จึงมาเรียนต่อที่นิด้าอีก 1 ปี  ก็จะได้วุฒิปริญญาโทอีก 1 ดีกรี จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ อันนี้เป็นตัวอย่างของการสร้าง ความเชื่อมโยง ซึ่งโมเดลนี้ นิด้า ยังมีอีกหลายโปรแกรมที่ทำ ร่วมกับมหาวิทยาลัยใน ต่างประเทศ เช่น หลักสูตร ออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัย อินเดียน่า และหลักสูตรด้าน สถิติประยุกต์กับ University of Hull และแน่นอนว่า ยังมีอีก หลายความร่วมมือที่กำลังจะทยอยเปิดต่อไปในอนาคต

นโยบายในเรื่องคน นิด้า ส่งเสริมให้อาจารย์ขอตำแหน่ง ทางวิชาการ อย่างน้อย ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ (รศ.) เป็นต้นโดยสถาบันจะสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ อย่าง เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินรางวัลการตีพิมพ์ผลงาน ตลอดจน งานวิจัยแบบ Policy Research เพื่อเป็น Think Tank และเป็นที่ พึ่งให้กับรัฐและเอกชน

MBA : Strength ของนิด้า คืออะไรบ้าง?

ศ.ดร.กำพล : ชื่อเสียง ความสำเร็จและการยอมรับ ของนิด้ากว่า 53 ปี คือความเข้มแข็งที่นิด้ามีมาอย่างต่อเนื่อง รากฐานและการสร้างทรัพยากรทั้งบุคคลและองค์ความรู้ให้กับ ประเทศชาติ ศิษย์เก่าของสถาบันกว่า 70,000 คนทั่วประเทศ ที่ทำงานให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน คือผลงานที่ยืนยันความ เข้มแข็ง และเชื่อว่าภายใต้ความผูกพันกับสถาบัน ศิษย์เก่านิด้า เหล่านี้ ล้วนรักและผูกพันกับสถาบัน พร้อมจะร่วมกันผลักดัน การพัฒนานิด้าในเรื่องที่สร้างสรรค์

ในด้านวิชาการและองค์ความรู้ นิด้ามีผลงานด้านงานวิจัย เพื่อการพัฒนาที่รับใช้สังคมสืบเนื่องต่อมาอย่างยาวนาน และ อีกเรื่องที่สำคัญคือ หลายปีที่ผ่านมานิด้าเราได้พัฒนาการเขียนเคส  หรือ Case Study ที่เป็นเคสของไทยเราขึ้นมา และกำลังพัฒนา ให้เป็น Case Center แห่งเดียวของประเทศที่รวม Local Case ซึ่งถือเป็น Local Content ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการเรียนการ สอนที่สำคัญ

MBA : ในฐานะผู้บริหารกิจการสถาบัน นิด้ามีโครงการ พัฒนาการลงทุนอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร?

ศ.ดร.กำพล : โดยโมเดลของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ในต่างประเทศ พึ่งพิงค่าเทอม หรือ Tuition Fee เป็นสัดส่วน ที่น้อยมาก แต่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและงบประมาณจากภาครัฐเป็นหลัก  มีแค่บางแห่งที่มีรายได้จากสินทรัพย์อื่นๆ ซึ่งนิด้าในขณะนี้ กำลังศึกษาโครงการพัฒนาทรัพย์สินของสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินของสถาบันที่มีอยู่ในหลายจังหวัด หรืออาคารสถานที่  ตลอดจนห้องเรียน Smart Classroom ก็อยู่ในวิสัยของแนวคิด เรามีโครงการที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาการ สร้างรายได้ให้กับสถาบันในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ ศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งหากศิษย์เก่าหรือผู้ที่เล็งเห็นศักยภาพก็สามารถ นำเสนอโครงการเข้ามาได้

MBA : ปรัชญาการบริหารและการทำงานคืออะไร?

ศ.ดร.กำพล :  ‘Be Able But Be Humble’ คือหลักคิด ประจำใจ ความหมายคือ การเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ยังคง ซึ่งความอ่อนน้อมและถ่อมตน ซึ่งผมคิดว่าคุณสมบัติของความ ถ่อมตนแม้เป็นคนเก่ง ก็ไม่ใช่สิ่งเสียหาย ผมถือว่านั่นคือ Plus อีก ประการของผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จได้ นอกจากความ สามารถเฉพาะตัวแล้ว การสนับสนุนจากข้างบนที่คอยดึง และ การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่คอยดัน ถ้ามีทั้ง สองอย่างนี้คอยผลักดัน การบรรลุเป้าหมายของความสำเร็จ ย่อมเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การเชื่อมโยงของ ทั้งสองส่วน

 

 


เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : เตชนันท์ จิรโชติรวี

Page 1 of 4

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries