Ad Top Header

ครั้งแรกในประเทศไทยและในเอเซียแปซิฟิค โดย มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) เป็นเจ้าภาพจัดในนามประเทศไทย ดีเดย์เปิดประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง (The 2019 International Advanced Medical Robotics Symposium : iAMRS 2019)  ณ โรงแรมสุโกศล โดยมี ศาสตราจารย์คลินิค นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ท่ามกลางผู้เข้าร่วมประชุมทั้งนักวิจัย วิศวกร ผู้ผลิตหุ่นยนต์ ซัพพลายเออร์จากนานาประเทศ ได้แก่  อังกฤษ , สหรัฐอเมริกา , ญี่ปุ่น , สิงคโปร์, ไต้หวัน , อินเดีย เป็นต้น  

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ (Jackrit Suthakorn) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  กล่าวว่า ตลาดรวมเครื่องมือแพทย์ในโลกมีมูลค่าส่งออกและนำเข้ารวม 71 ล้านล้านบาท ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การแพทย์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ หุ่นยนต์ผ่าตัด  ระบบอัตโนมัติที่ใช้ในโรงพยาบาล และหุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงวัย  แม้ว่าหุ่นยนต์การแพทย์จะมีสัดส่วนเพียง 10% แต่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 60 % ของตลาดหุ่นยนต์บริการทั้งหมด สำหรับมูลค่าตลาดประเทศไทย มียอดนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปี 2560 มีมูลค่า 62,131 ล้านบาท  และยอดส่งออกมีมูลค่า  102,475 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตจากหลายปัจจัยหนุน ทั้งจากนโยบายรัฐในการก้าวเป็นศูนย์กลางการแพทย์และส่งออก (Medical Hub)  อีกทั้งรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติและการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ตลอดจนการขยายตัวในการลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทย   

งานประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง iAMRS 2019 นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ ที่ชูบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำความร่วมมือ ส่งเสริมการวิจัยและอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูงบนเวทีโลก ผนึกพลังนานาประเทศเป็นหนึ่งเดียวกันในพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ (Advanced Medical Robotics) ซึ่งกำลังทวีบทบาทในการดูแลบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยและปลอดภัย โดยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยี การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทยและหลายประเทศ ที่สำคัญช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคร้ายต่างๆ ตลอดจนผลกระทบจากการผ่าตัดรักษา  ทั้งนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เตรียมงบ 1,200 ล้านบาท โดยเริ่มงบเฟสแรก 400 ล้านบาท สร้างศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง (Advanced Medical Robotics Center) อาคารศูนย์ 5 ชั้น พร้อมอุปกรณ์ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา  ศูนย์นี้จะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป โดยกำหนดเปิดในปี 2563 หลังจากนั้นจะเป็นการทำระบบการรับรองมาตรฐานสากลให้สามารถตรวจสอบและรับรองมาตรฐานหุ่นยนต์การแพทย์และเครื่องมือแพทย์ของไทย แก้ปัญหาคอขวดที่ผลงานวิจัยไทยและอาเซียนที่ไม่สามารถผลิตสู่เชิงพาณิชย์ เพราะขาดศูนย์ทดสอบมาตรฐาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการส่งทดสอบในต่างประเทศลงกว่า 50 % นับเป็นสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ระดับสูงสู่ตลาดโลก ตลอดจนการเป็นเมดิคัลฮับของภูมิภาค คาดว่าศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูงนี้จะบริการเต็มขั้นในปี 2564

               

ในงานครั้งนี้ยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือเป็นหุ้นส่วน ระหว่าง ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ Center for Biomedical and Robotics Technology (BART LAB) กับ แฮมลีน เซนเตอร์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (Hamlyn Centre , Imperial College) แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมที่มีผลงานโดดเด่นและชื่อเสียงระดับโลก เพื่อร่วมมือกันพัฒนางานวิจัยและบ่มเพาะเทคโนโลยีหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ในประเทศไทย

สาระของการประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง หรือ The 2019 International Advanced Medical Robotics Symposium (iAMRS 2019) ครอบคลุมเกี่ยวกับ หุ่นยนต์ผ่าตัด (Robotics in Surgery) , หุ่นยนต์พยาบาลดูแลผู้สูงวัย (Robotics for Rehabilitation and Elderly) , มาตรฐาน กฏและข้อบังคับสำหรับหุ่นยนต์การแพทย์ (Standards, Rules and Regulations) , หุ่นยนต์ดูแลสุขภาพและหุ่นยนต์โรงพยาบาล (Healthcare/Hospital Robotics) , ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการแพทย์ (Digital and AI in Medicine) , อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ (Medical Robotics and Device Industry)

วิทยากรที่มีชื่อเสียง ที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านหุ่นยนต์ทางการแพทย์  ในการประชุมครั้งนี้ อาทิเช่น มร.โยชิยูกิ ซานไค จาก Cyberdine ผู้ผลิตหุ่นยนต์ช่วยเดิน”ไซบอร์ก”  มร.กวง ซง หยาง ผู้อำนวยการ แฮมลีนเซ็นเตอร์ อิมพีเรียล คอลเลจ, มร.อีริค พี.ดัตสัน ผอ.การแพทย์ ศูนย์เทคโนโลยีนานาชาติและผ่าตัดระดับสูง (CASIT), ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นวัตกรหุ่นยนต์ และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศาสตราจารย์ โรม ชุตาภา มหาวิทยาลัย UCLA และอีกมากมาย

ศ. คลินิค นายแพทย์อุดม คชินทร (Udom Kachintorn) รมช.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในระยะการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0  รองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และชีวการแพทย์เป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve วันนี้จึงเป็นวันที่น่ายินดี ที่ประเทศไทยได้ริเริ่มเป็นเจ้าภาพ จัดงานประชุมนานาชาติหุ่นยนต์การแพทย์ระดับสูง หรือ The 2019 International Advanced Medical Robotics Symposium (iAMRS 2019) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่เสริมสร้างเครือข่ายอันแข็งแกร่งระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์การแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ระดับสูง สร้างประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีต่อประเทศไทยและประชาคมโลก

ในปัจจุบัน หากพูดถึงหุ่นยนต์ที่ได้รับสัญชาติตัวแรกของโลก คงหนีไม่พ้น "โซเฟีย" หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลก ที่ได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองซาอุดิอาราเบีย เมื่อเดือนตุลาคม 2560 สิ่่งที่พิเศษเกี่ยวกับโซเฟียคือ โซเฟียมีใบหน้าทีสามารถแสดงความรู้สึก อารมณ์ จ้องตาคู่สนทนา จดจำใบหน้า เข้าใจและตอบกลับคำถามได้ ครั้งนี้โซเฟียปรากฏตัวขึ้นภายในงาน "Thailand Leadership Forum: Human-Robot Partnership 2018" ณ ศูนย์ประชุม c asean อาคารไซเบอร์เวิลด์ ชั้น 10 ในชุดนางละครรำของไทย โซเฟียถูกพัฒนาโดย Hanson Robotics ในฮ่องกง ร่วมมือกับ บริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet Inc. ผู้พัฒนาระบบรู้จำเสียงพูด (voice recognition) และบริษัท SingularityNET ที่พัฒนาสติปัญญาของโซเฟีย 

หุ่นยนต์โซเฟียถูกเปิดใช้งานครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558 โซเฟียเป็นยังที่รู้จักในเรื่องหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่มีใบหน้าและพฤติกรรมเสมือนมนุษย์ ผิวหนังของโซเฟียทำมาจากวัสดุที่เรียกว่า "ฟรับเบอร์" (frubber)  ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้โซเฟียสามารถแสดงออกถึงความรู้สึก อารมณ์ แบะสีหน้าได้มากกว่า 60 แบบได้อย่างดีเยี่ยม ดร. เดวิด แฮนสัน (David Hanson) ผู้ก่อตั้ง และ CEO บริษัท แฮนสัน โรบอติกส์ เปิดเผยว่า ใบหน้าอันงดงานของโซเฟัยได้แรงบันดาลใจจาก "ออเดรย์ เฮปเบิิร์น" เจ้าหญิงแห่งฮอลลีวู้ด เนเฟอร์ติติ ราชินีอียิปต์ ภรรยาของเดวิด แฮนสัน และหญิงสาวชาวเอเชีย ด้านหลังศีรษะของโซเฟียมีลักษณะเป็นพลาสติกใส มองเห็นกลไลสมองกลและสายไฟภายในศีรษะของโซเฟียอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้คนที่พบเห็นมีความรู้สึกว่าโซเฟียเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง ในขณะนี้ โซเฟียเข้าใจและตอบโต้เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก รองลงมาคือ ภาษารัสเซีย และ จีน ทางกลุ่มผู้ผลิตยังคงค้นคว้า วิจัยและ พัฒนาให้โซเฟียมีความเข้าใจในด้านภาษาให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น 

ดรสุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด (ซ้าย) โซเฟีย (กลาง) ดร. เดวิด แฮนสัน ผู้ก่อตั้ง และ CEO บริษัท แฮนสัน โรบอติกส์ (ขวา)

เดือนมกราคม ที่ผ่านมา บริษัท DRC-HUBO ได้พัฒนาขากลต้นแบบให้กับโซเฟียแบบไร้สาย สามารถใช้งานได้ 2 ชั่วโมง ต่อการชาร์จแบตเตอร์รี่ 1 ครั้ง ในขณะนี้ รูปลักษณ์ของขากลต้นแบบยังดูใหญ่เทอะทะและการเดินของโซเฟียอาจจะยังไม่สวยงามเหมือนหน้าตาของเธอ แต่นี่ก็เป็นก้าวสำคัญทีทำให้หุ่นยนต์โซเฟียสมบูรณ์ไปอีกระดับนึง เดวิด แฮนสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ลักษณะงานท่ี่ทางทีมพัฒนาโซเฟียอยากที่จะให้โซเฟียมีส่วนร่วมในอนาตคคือ งานบริการ งานดูแลผู้สูงอายุ งานช่วยเหลือสังคม และอีกมาก 

 

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries