Ad Top Header

เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต บริษัทผู้จัดงานงานแสดงสินค้า งานประชุม และอีเวนท์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งในสถานที่และออนไลน์ช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทั่วโลกจะได้รับคุณภาพและแผนการดำเนินการจัดงานที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างต่อเนื่อง ประกาศความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในการจัด Smart City Solution Week 2019 ครั้งแรกในไทย นำงานแสดงสินค้า 3 แบรนด์ ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ และไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ จัดพร้อมกับงานดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 ระหว่าง วันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ชูประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสมาร์ทซิตี้แห่งภูมิภาคอาเซียน เปิดมิติใหม่ของสุดยอดงานแสดงเทคโนโลยีและโซลูชั่นล่าสุดเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ครบวงจรที่สุด ตั้งแต่โซลูชั่นด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ อาคารอัจฉริยะ พลังงานอัจฉริยะ และนวัตกรรมดิจิทัล   

มร. ฮูเบิร์ต ดูห์  ประธานและกรรมการผู้จัดการ เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิว เอร่า บิสซิเนส มีเดีย จำกัด “เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต ภูมิใจที่ได้สนับสนุนการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมมั่นใจว่าความร่วมมือระหว่าง ดีป้า กับเมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต ในการจัดงานแสดงเทคโนโลยี 4 งานพร้อมกันก่อให้เกิดเป็นมหกรรมงานแสดงสินค้าในแนวคิด สมาร์ท ซิตี้ โซลูชั่น วีค (Smart City Solution Week) จะเกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทยและอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า  เวิลด์เด็กซ์ และ ดิ เอ็กซ์ซิบิส จะเข้าใจถึงความต้องการของตลาด ในประเทศ ขณะที่เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตจะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการจัดงานแสดงเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมจุดแข็งด้านเครือข่ายพันธมิตรของเมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตที่มีอยู่ทั่วโลกมาสนับสนุนการเติบโตของงาน ตอบสนองความต้องการในประเทศ ยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงาน และที่สำคัญเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่แวดวงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอีกด้วย"

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า “เราหวังว่าความร่วมมือกับพันธมิตรทุกหน่วยงานที่ก่อให้เกิดมหกรรม Smart City Solution Week จะเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทยและอาเซียน ทั้งนี้เพราะการพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืนเป็นแนวโน้มที่ปฏิเสธไม่ได้ของเมืองต่างๆ ในอาเซียน ดังนั้นเราจึงหวังว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากงานมหกรรมในครั้งนี้ที่เปรียบเสมือนแพลตฟอร์มระบบนิเวศของโซลูชั่นส์เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแบบบูรณาการ”

ในปี 2561 งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ งานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ และ ไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ นั้นสามารถดึงดูดผู้แสดงสินค้าได้กว่า 300 รายจาก 18 ประเทศและได้ต้อนรับผู้ชมงานกว่า 10,000 คน และในปีนี้ เมื่อผนวกการจัดงานทั้ง 3 งานพร้อมกับ งานดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง ซึ่งเป็นงานด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นมหกรรมงานแสดงสินค้าภายใต้คอนเซปต์ Smart City Solution Week 2019 นอกจากจะเพิ่มความยิ่งใหญ่ของการจัดงานแล้ว ยังจะดึงดูดผู้เยี่ยมชมมากขึ้น และขยายโอกาสทางธุรกิจและองค์ความรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเมืองอัจฉริยะเพิ่มขึ้นด้วย

4 งานแสดงสินค้าที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญแต่ละอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

งานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ 2019 และงานไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ 2019 ซึ่งมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ จะจัดร่วมกันภายใต้แนวคิด “City + IoT – A sustainable and livable future” มุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีพัฒนาเมืองและไอโอที เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนและน่าอยู่ ตอบสนองวิวัฒนาการดิจิทัลที่เทคโนโลยีไอโอทีถูกนำมาประยุกต์ใช้กับโซลูชั่นส์เพื่อการพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ อาทิ ระบบไฟถนนอัจฉริยะ ระบบโครงข่ายสำหรับส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทกริด รวมทั้งระบบอาคารอัจฉริยะ และระบบพลังงานอัจฉริยะ โดยอาศัยเซ็นเซอร์เพื่อเก็บบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายของเมืองอัจฉริยะที่ซับซ้อน นำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นสมาร์ทซิตี้นับพันแอป ช่วยให้ผู้นำเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเมืองมีข้อมูลคุณภาพสูงจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น 

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว งานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ 2019 และงานไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ 2019 จะนำเสนอโซลูชั่นส์ที่ตอบสนองความต้องการของสมาร์ทซิตี้ในหลายด้าน ตั้งแต่โซนแอปพลิเคชั่นดิจิทัล (ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ, ที่จอดรถอัจฉริยะ และอาคารอัจฉริยะ) โซนเทคโนโลยีอัจฉริยะ (เซ็นเซอร์อัจฉริยะ ระบบควบคุมอัจฉริยะ รวมทั้งสมาร์ท ไลท์ติ้ง แพลตฟอร์มอัจฉริยะต่างๆ) โซนระบบการบริหารจัดการอัจฉริยะ (การบริหารทรัพยากรอัจฉริยะและการบริหารจัดการชุมชนอัจฉริยะ) นอกจากนี้เพื่อสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืนและน่าอยู่ภายในงานยังมุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นส์การบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ รวมถึงพลังงานทดแทน การผลิตพลังงานไฟฟ้า และการไฟฟ้าดิจิทัลอีกด้วย 

งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกในปี 2554 จนได้รับการยอมรับว่าเป็นงานแสดงสินค้าสำคัญที่มืออาชีพในอุตสาหกรรมความปลอดภัยทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนห้ามพลาด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโซลูชั่นส์ความปลอดภัยอัจฉริยะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยในปีนี้ งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2019 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Security + AI – Empowers Sustainable City Development” โดยจะนำเสนอนวัตกรรมความปลอดภัยที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีไอโอที (IoT) ล่าสุดเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับเมืองอัจฉริยะ

เทคโนโลยีเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเสริมศักยภาพของกล้องวงจรปิดที่นับเป็นอุปกรณ์ระบบรักษาความปลอดภัยหลักให้ทำงานได้มากกว่าการปกป้องทรัพย์สินและมีความอัจฉริยะมากขึ้นเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร การดำรงชีวิต การดูแลผู้สูงอายุ  อาทิ ฟังก์ชั่นการจดจำใบหน้าและแจ้งเตือนหากตรวจจับใบหน้าของโจรผู้ร้ายที่เคยบันทึกไว้ การติดตามเฝ้าระวังผู้มีพิรุธที่เดินไปตามจุดต่างๆ  การใช้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดมาวิเคราะห์คำนวนจำนวนรถบนถนนและปรับปรุงการจราจร เป็นต้น

เพื่อรองรับความต้องการของผู้เข้าชมงานในการจัดหาโซลูชันส์ที่แตกต่างกันและเน้นตลาดความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2019 จะประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่  โซน Smart Police โซน Safe Factory โซน Smart Transportation โซน Smart Campus และโซน Smart Solutions ที่เน้นโซลูชั่นส์การจัดการสิ่งแวดล้อม โดยโซนเหล่านี้จะประกอบไปด้วยเทคโนโลยีและโซลูชั่นส์ล่าสุดด้านระบบเฝ้าระวัง ระบบระบุตัวตนไบโอเมตริกซ์ เซ็นเซอร์อัจฉริยะ สัญญาณเตือนภัย ระบบควบคุมการเข้าออก และระบบจัดการฝูงชน

ในส่วนของงาน ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2560 เป็นงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล นำเสนอถึงวิธีการนำบิ๊ก ดาต้าหรือข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมและปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพในเมือง ภายใต้ภารกิจที่จะมุ่งสู่ไทยแลนด์  4.0 โซลูชั่นที่สามารถพบได้ในงานนี้ ได้แก่ ระบบการบริหารจัดการเมือง คลาวด์ คอมพิวติ้ง ผลิตภัณฑ์  ฟินเทคและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาทิ ระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำและดาวเทียม

งานดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2019 และ งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2019 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 ตุลาคม 2562  งานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ และงานไทยแลนด์ บิลดิ้ง แฟร์ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติไบเทค กรุงเทพ

จากข้อมูลของ MarketsandMarkets คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทซิตี้จะเติบโตจากมูลค่า 308 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 ไปเป็น 717.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 18.4 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 4 ปี ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ คือ ความต้องการด้านความปลอดภัยในที่สาธารณะการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมือง และโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยระบบการคมนาคมขนส่งอัจฉริยะจะเป็นสัดส่วนตลาดที่ใหญ่ที่สุดเนื่องมาจากความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อรองรับจำนวนประชากรในเมืองที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

 

          เมืองอัจฉริยะ(Smart City) เป็นหนึ่งในหัวข้อที่สังคมยุคใหม่พูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สังคมดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงต่างๆ แต่เมืองอัจฉริยะที่เกิดขึ้นแล้วบนโลกและกำลังจะเกิดขึ้นแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไป

          ในงานสัมมนา Delta Future Industry Summit ที่จัดโดยบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  ได้เชิญวิทยากรที่น่าสนใจมาพูดเกี่ยวกับเรื่องเมืองอัจฉริยะของไทย

พันศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

            เริ่มจากฝั่งผู้กำหนดนโยบาย พันศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาให้มุมมองเรื่องเมืองอัจฉริยะว่า เป็นการต่อยอดแนวคิดจากแผนงานดิจิทัลไทยแลนด์ ที่ต้องการให้ประเทศไทยเติบโตโดยใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด โดยรัฐบาลได้เตรียมพร้อมทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จะรองรับเช่น การวางสายเคเบิลใยแก้วให้ไปถึงทุกหมู่บ้านของประเทศภายในปีหน้า เพื่อให้คนทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต สามารถใช้ประโยชน์สร้างรายได้จากอีคอมเมิร์ช เรียนรู้ความรู้จากโลกออนไลน์ รวมถึงสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองและชนบท

          ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มสนับสนุนโครงการพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะไปแล้ว 7 จังหวัด ประกอบด้วย ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพมหานคร และอีก 3 จังหวัดในอีอีซี คือชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทราเป็นการทดลองพัฒนาเมืองในด้านต่างตามที่ภาคประชาสังคมในพื้นที่มีความต้องการ โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาช่วยส่งเสริมการขับเคลื่อนนำโดยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน

            ผู้ช่วยรัฐมนตรีดีอี บอกว่าปัจจุบันอัตราประชากรที่เข้ามาอยู่ในเมืองทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และจะเพิ่มขึ้นเป็น 60-70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 จึงเป็นเหตุให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ เพื่อจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สามารถจัดการมลภาวะต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

            ทั้งนี้นิยามของเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยโดยพันศักดิ์คือ เมืองที่น่าอยู่ มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ลดค่าใช้จ่าย

            โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้นมาได้อย่างแท้จริงนั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีดีอีบอกว่า คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ ที่จะมาช่วยกันระดมความคิดเห็นว่าจะเลือกทำเมืองอัจฉริยะในแง่มุมใดก่อนตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ที่มีแตกต่างกัน

            อีกปัจจัยหนึ่งคือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ มาเป็นเครื่องมือเพื่อหากลไกเชื่อมโยง แบ่งปันข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปใช้งานได้จริงโดยจะต้องมีผู้ดูแลอาจจะเป็นรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อให้โครงการต่างๆ มีความยั่งยืน

            โดยภาครัฐจะทำหน้าที่ส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อช่วยให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นไปได้ โดยรัฐบาลอยากเห็นภาคเอกชนบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงสตาร์ทอัพเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย

ผศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            อีกมุมมองจากฝั่งของนักวิชาการ ผศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้ความเห็นเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะว่ามีองค์ประกอบสำคัญการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาชนผ่านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่มาช่วยแก้ปัญหา

            โดยปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดเมืองอัจฉริยะประกอบด้วยการที่ประชากรย้ายเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้น การมองหาความโปร่งใสในกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น การที่มีเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงและจัดการข้อมูลจำนวนมาก ทิศทางของสังคมและปัญหาเรื่องสภาวะแวดล้อม

            ทั้งนี้เมืองอัจฉริยะจะมาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เช่นลดการใช้พลังงาน ลดปัญหาการจราจร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยให้กับชุมชนในเมือง ผ่านกริดในด้านต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการควบคุมพลังงาน การจราจร การจัดการคุณภาพอากาศและน้ำ จัดการที่จอดรถ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจัดการเป็นส่วนใหญ่ โดยอาจจะมีภาคเอกชนเข้าไปร่วมด้วยในบางกิจกรรม

            ผศ.ดร.นพพรมองว่า สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงกันระหว่างของข้อมูลระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ กับประชาชน โดยการจะเปลี่ยนเมืองสู่เมืองอัจฉริยะในด้านใดขึ้นกับการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละชุมชนที่จะเลือกประเด็นที่ต้องการพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ จากนั้นจึงมองหาพาร์ตเนอร์ที่เข้ากับเป้าหมายที่วางเอาไว้ โดยต้องคำนึงถึง ความคุ้มค่าและยั่งยืนที่จะเกิดขึ้น ด้วยการบริหารจัดการข้อมูลที่เชื่อมโยงสังคม สภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดแผน

            โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเลือกพัฒนาเมืองสู่เมืองอัจฉริยะในด้านใดทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีและนักวิชาการมองไปในทิศทางเดียวกันว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคือ การมีส่วนร่วมของทั้งภาครัฐและประชาชนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยหนุนให้โครงการต่างๆ เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เป็นตัวช่วย

เซีย เชน เยน ประธานบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

            บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนา Delta Future Industry Summit ประจำปี 2561 ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยเซีย เชน เยน ประธานบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บอกว่าต้องการจะให้เป็นงานที่แลกเปลี่ยนความรู้แนวคิดใหม่ๆ ให้กับสังคมไทยโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมพูดคุย และเป็นการสร้างเครือข่ายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการต่างๆ โดยจะจัดกิจกรรมเช่นนี้ต่อเนื่องในทุกปี

อนันดา เออร์เบินเทค (Ananda UrbanTech) เป็นวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่จะพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองผ่านการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี  และ Seedstars องค์กรระดับโลกที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองผ่านเทคโนโลยีและการคิดค้นของผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ ร่วมมือกันเป็นปีที่สองในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Ananda x Seedstars Urban Living 2018 โดยนำวิทยากรชั้นนำมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯรวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ

วิทยากรที่มาร่วมให้ความคิดเห็นประกอบด้วย คริสเตียน โคลเกิ้ล (Kristian Kloeckl) นักออกแบบและรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทอร์น สาขาศิลปะและสถาปัตยกรรมศาสตร์ คริสเตียน ให้ความสำคัญในการตรวจสอบการออกแบบปฏิสัมพันธ์ (Interaction Design) เพื่อการนำไปสู่ไฮบริดซิตี้  และการศึกษาบทบาทของแนวคิดไร้แบบแผนสำหรับการออกแบบ ซึ่งผลงานของเขาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวได้รับการเปิดเผยอย่างแพร่หลายจากงานจัดแสดงในสถานที่ต่างๆ อาทิ เวนิส เบียนนาเล่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในนิวยอร์ก และพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์  

มานูเอล เดอร์ ฮาโกเพน (Manuel Der Hagopian) ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท G8A Architecture  ในเมืองเจนีวา  ปัจจุบันเขาให้ความสนใจเกี่ยวกับผลกระทบของการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากรที่อยู่อาศัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ 2015 มานูเอลดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีและการออกแบบมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์  

และสุดีป ไมธี (Sudeept Maiti) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายซิตี้โปรแกรม บริษัท WRI India สุดีป เป็นผู้ดูแลฝ่ายการควบคุมบริหารจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆของบริษัท WRI India เพื่อการพัฒนาระบบการขนส่งในเมือง เขามีประสบการณ์การทำงานด้านการควบคุมบริหารอุปกรณ์ (Mobility Solutions) มามากกว่า 200 ระบบ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขนส่งที่ยั่งยืน การวางผังเมือง และการออกแบบชุมชนเมือง นอกจากนี้เขายังมีส่วมร่วมในการจัดตั้งกลุ่ม Multi-City และ Multi-Stakeholder เพื่อช่วยเปิดโอกาสสำหรับการเข้าร่วมพัฒนาของภาคเอกชน รวมทั้งการวางแผนกลยุทธ์, การดำเนินการภาคพื้นดินสำหรับระบบความปลอดภัย, การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และแนวคิดการพัฒนามุ่งเน้นการขนส่ง (TOD) สำหรับเมืองต่างๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเมืองเหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันแนวคิดในการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ เพราะ การพัฒนาชุมชนเมืองคือประเด็นสำคัญ ในยุคการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่ (Urbanization) ประชากรโลกกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง โดยองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ประชากรที่จะเข้ามาอาศัยในเมืองจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ค.ศ. 2050 ความท้าทายที่นักวางแผนเมืองต้องเผชิญคือการพิจารณาภูมิทัศน์เมืองตลอดจนสุขภาพ การเคลื่อนย้าย การศึกษาของผู้อยู่อาศัย มลพิษ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐาน ตามรายงานเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals Report)  

 งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักวางผังเมือง นักลงทุน ผู้ประกอบการ รวมถึงกลุ่มวิทยากรชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในเมืองมาปรึกษาหารือโดยใช้ข้อมูลเมืองและนวัตกรรมเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเมือง

โดยสามประเด็นหลักในการพูดคุยประกอบด้วย:

การออกแบบซิตี้ไฮบริด: Inter/face, Inter/act, Improv/act” โดย คริสเตียน โคลเกิ้ล เขาบอกว่าไฮบริดซิตี้ถือเป็นสภาพแวดล้อมเหนือกว่าความเป็นสมาร์ทซิตี้ที่สามารถวัดการตอบสนองแบบเรียลไทม์ต่อสถานการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ซึ่งแนวคิดไร้แบบแผนช่วยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราเรียนรู้กับการสร้างสรรค์อย่างไร้แบบแผน เราจะพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 การออกแบบเมืองสมัยใหม่ทำได้โดยการออกแบบให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของคนในสังคม โดยการคิดแบบองค์รวมผ่านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ โดยความท้าทายที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือ เรื่องนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ต้องมาทดลองคิดและวางแผนร่วมกัน โดยเขาให้คำแนะนำว่า ควรจะคิดนอกกรอบ และให้คนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

และคำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ว่า สามารถมองได้หลายมุมมอง แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คนในสังคมทุกคนอยากเลือกใช้ เหมาะกับชีวิตของคนในเมืองนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการดูแลสุขภาพ การขนส่ง การศึกษา และอื่นๆ ซึ่งการจะเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถปรับตัวได้ในอนาคต เขาให้ข้อสังเกตว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้ามาอาจเป็นส่วนๆ ก็ได้เช่นการใช้พื้นที่แบบ Co-Working Space ที่เกิดขึ้นก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ทั่วโลกในปัจจุบัน

 การออกแบบตามธรรมชาติสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีความหนาแน่นสูง" โดย มานูเอล เดอร์ ฮาโกเพน ที่เขาบอกโดยสรุปว่า ทุกเมืองมีความแตกต่างอย่างมากโดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม สภาพภูมิอากาศ การเมืองการปกครอง ซึ่งในบางครั้งการสร้างอาคารอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป แต่กว่าจะรู้นั้นก็ต่อเมื่อเราจำเป็นต้องหยุดสร้างไปเสียแล้ว  เราสร้างอาคารสูงเนื่องจากพื้นที่มีจำกัดซึ่งลักษณะการสร้างอาคารดังกล่าวอาจปิดโอกาสการติดต่อสื่อสารของคนในสังคมมากกว่าการขยายโครงสร้างอาคารทางแนวนอนหรือให้กว้างยิ่งขึ้น

เขาเสริมว่าการออกแบบต้องตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของการใช้พื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง โดยออกแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้มและการใช้ชีวิตที่อยากให้เป็น สามารถตอบสนองสิ่งที่คนในชุมชนจะใช้ชีวิตได้ตามความเป็นจริง

 "นวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง" โดย สุดีป ไมธี ที่บอกว่า ทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรแออัดคือให้ประชากรหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งบริการเหล่านี้ต้องอำนวยความสะดวกสบายควบคู่กับการบริการด้านต่างๆเพื่อให้วิธีการแก้ไขนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด

เขาบอกว่า การบูรณาการการเดินทางทำให้ระบบสาธารณูปโภคดีขึ้นกว่าที่เป็นมาจะช่วยพัฒนาให้เกิดสมาร์ทซิตี้ได้ โดยการเลือกใช้เทคโนโลยีใดขึ้นกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกเรื่อง

 ดร.จอห์น มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง การร่วมมือกับ Seedstars ถือเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนเมืองในประเทศไทยและในภูมิภาคผ่านกลยุทธ์การช่วยสนับสนุนและส่งเสริมบริษัทหน้าใหม่ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตของคนเมืองที่ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางการถกเถียงมากมายว่าสมาร์ทซิตี้จะไม่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เว้นแต่ประชาชนจะมีส่วนร่วมขับเคลื่อนความเป็นสมาร์ทซิตี้ จากแนวคิดสำคัญของวิทยากรนำเสนอ 4 โซลูชั่นส์ที่น่าจะเป็นไปได้เพื่อช่วยพัฒนากรุงเทพฯให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ ซึ่ง 4 โซลูชั่นส์ดังกล่าว
ประกอบด้วย:

  • สภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Augmented Environments) ช่วยให้ผู้คนสามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ในอย่างที่ไม่เคยมาก่อน
  • ผสมผสานพื้นที่สีเขียวเพื่อให้อาคารมีความยั่งยืนได้ด้วยตัวของมันเอง
  • การขนส่งแบบบูรณาการ (เชื่อต่อการขนส่งหลายชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อการทำงานที่เป็นหนึ่ง)
  • การวางแผนที่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพกับข้อมูล (Bangkok Interactions with Data)

เขาบอกว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองแบบใด ความต้องการมีอย่างไรผู้ที่รู้ดีที่สุดคือคนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพ และตามแผนพัฒนาระบบขนส่งในกรุงเทพฯจะทำให้เมืองแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจเมื่อเมืองเปลี่ยนรูปแบบไป กรุงเทพฯจะเป็นเวทีที่ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่หลากหลายมากกว่าอีกหลายเมืองบนโลกใบนี้

 คาตาริน่า ซูเลนไยโอวา (Katarina Szulenyiova) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Seedstars   บริษัทจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองผ่านเทคโนโลยีและการคิดค้นของผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่  กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า จากวิสัยทัศน์ของSeedstarsคือมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองผ่านเทคโนโลยีและการเปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ การใช้ชีวิตในเมืองและสมาร์ทซิตี้เป็นสองประเด็นสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างความแตกต่าง  การนำผู้เชี่ยวชาญและผู้คิดค้นพัฒนามาปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเครื่องมือเพื่อให้การคิดค้นของพวกเขาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

“Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ คือเมืองที่มีพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมด ที่นำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรของเมือง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้สูงขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง ผ่านการใช้บริการข้อมูล และเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบและรูปแบบต่างๆ มากมายที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก และตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนในเมืองหรือในสังคม” ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ไว้อย่างน่าสนใจและอธิบายต่อว่า

หัวใจสำคัญของการสร้างเมืองเป็น Smart City เป็น Smart Community เมืองอัจฉริยะ ชุมชนอัจฉริยะ คือต้องมี “ผู้นำ” ไม่ว่าจะมาจากหน่วยงาน องค์กรใด และตำแหน่งอะไรก็ตาม หากผู้นำท่านนั้นเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มและมีความคิดสร้างสรรค์ มีมุมมองและรู้จักหรือยอมรับที่จะนำเอาเทคโนโลยีมีมากมายในโลกใบนี้มาใช้ และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องแพง แต่ทำให้ทุกคนในเมืองหรือชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงชุมชนเมืองให้เป็น Smart City ขึ้นมาได้

เพราะเมืองที่ฉลาด ก็คือเมืองที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของประชากรในเมืองได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตะกอน การที่เมืองจะตอบโจทย์คนในเมืองได้จึงอยู่ที่ผู้นำผู้เข้าใจและรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองนั้นๆ สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นโจทย์พัฒนาระบบต่างๆ เพื่อให้บริการกับคนในเมือง โดยเหตุผลที่ผู้นำต้องเข้าใจและรู้จักการใช้เทคโนโลยี ก็เพราะว่าเทคโนโลยีจะมาเป็นเครื่องมือที่เข้าช่วยให้คนสามารถพัฒนาและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับวันศักยภาพของเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน

โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะมาพร้อมกับประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อการสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้นและสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ความสามารถนี้ทำให้เราส่งภาพที่คมชัด บันทึกไฟล์ได้ต่อเนื่องไม่ติดขัด ประมวลผลที่มีความซับซ้อนได้ดีมากขึ้น นำไปใช้ได้ในหลายด้าน

ยกตัวอย่างในกรุงเทพมหานคร ปัญหาหนึ่งของเราคือ การเดินทางไม่ว่าจะโดยรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะคนในเมืองต้องคิดเผื่อเวลากันเองเพราะไม่รู้ว่าปริมาณรถในเส้นทางที่เราต้องการจะเดินทางเป็นอย่างไร มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเส้นทางนั้นหรือไม่ หรือรถโดยสารที่เราต้องการใช้บริการจะมาถึงป้ายรถหรือสถานีเวลาใด คน กทม. ไม่สามารถประเมินเวลาการเดินทางในแต่ละวันได้เลย โดยเฉพาะวันไหนฝนตกลงมาการจราจรก็จะติดขัดมากกว่าปกติและหากเส้นทางหลักๆ เกิดสถานการณ์น้ำระบายไม่ทันก็จะเป็นอัมพาตกันทั้งเมือง 

แต่หากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองอัจฉริยะ ก็อาจจะมีการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบการคมนาคมร่วมกับระบบผังเมือง ระบบการจราจร และระบบรายงานอากาศ เข้าด้วยกัน กลายเป็นระบบที่เข้ามาช่วยให้คนในเมืองสามารถทราบตารางรถสาธารณะที่จะผ่านเข้ามายังจุดที่ต้องการ ว่าแต่ละคันจะมาถึงเวลาใด และใช้เวลาในการเดินทางถึงที่หมายเท่าไร รู้สภาพการจราจรล่วงหน้า สามารถเลือกเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาของวัน หรือสามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศตลอดทั้งวันโดยเฉพาะในฤดูฝน เพื่อให้คนในเมืองได้จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันฝน หรือทราบว่าบริเวณไหนจะมีน้ำขังรอการระบาย ก็จะได้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบในเมืองอัจฉริยะที่มาตอบโจทย์ชีวิตของคน กทม.

จากแนวคิดข้างต้นของ ดร.สุชัชวีร์ ข้างต้น นำมาสู่การศึกษาพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองอัจฉริยะ 6 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกำลังศึกษา พัฒนา และเชื่อมโยง เพื่อนำไปสู่ทางออกใหม่ให้กับคนในเมืองกรุง ผ่านสถาบันวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) ของสถาบันฯ เกี่ยวกับเรื่อง Smart Living หรือ ระบบการอยู่อาศัยอัจฉริยะ Smart Utility หรือระบบสาธารณูปการอัจฉริยะ Smart Environment หรือระบบสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart IT หรือ ระบบสารสนเทศอัจฉริยะ และ Smart Mobility หรือ ระบบการขนส่งอัจฉริยะ


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ “Smart City” ชีวิตยุคใหม่ในเมืองอัจฉริยะ โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จากงาน Thailand MBA Forum 2018 ได้ที่นี่

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries