Ad Top Header

ซีอีโอซีพีเอฟ เผยทิศทางนำบริษัทเดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์องค์กรสู่ “ครัวของโลก” โดยเน้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการของกระแสโลกทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม ควบคู่การบริหารจัดการภายในองค์กรที่เน้นการสร้างคนภายใต้บรรยากาศ Leadership at all level  

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า“ซีพีเอฟมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ครัวของโลก ภายใต้ความท้าทายใหม่ๆในการบริหารธุรกิจยุค Digital ซึ่งจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญา 3 ประโยชน์เช่นที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรยุค 4.0 คือการนำแนวคิดนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน (Innovation towards Sustainability) เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและทุกๆผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟ  โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) คลาวด์ (Cloud Computing) บิ๊กดาต้า(Big Data) ไอโอที (Internet of Thing : IOT) ตลอดจนระบบอัตโนมัติ มาใช้ในการยกระดับและเชื่อมโยงกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่ เช่น การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ-โรงงานอัจฉริยะ (Smart Farm-Smart Factory) หรือ ระบบการตลาดดิจิทัลและช่องทางการจำหน่ายสินค้า e-Commerce ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพธุรกิจ สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภค

 

“นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้แก่ซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและในเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการวิจัยพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์-พันธุ์สัตว์-อาหารเพื่อการบริโภค  สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารครั้งใหม่ของโลก เช่น ไก่เบญจาได้สำเร็จ รวมถึงคิดค้นอาหารสุขภาพ กลุ่ม Smart อาทิ อาหารเพื่อผู้ป่วยและผู้สูงวัยอย่าง Smart Soup, อาหารมังสวิรัติ Smart Meal และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ Smart Drink อาหารและเครื่องดื่มจากนวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว  และด้วยประสิทธิภาพของศูนย์ RD Center มาตรฐานระดับโลกของเราจะทำให้ซีพีเอฟสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารสู่ตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง”นายประสิทธิ์กล่าว 

 

ขณะที่ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซีพีเอฟจึงนำแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy เข้ามาใช้ในการผลักดันความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด รวมถึงการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้การทำธุรกิจของซีพีเอฟสร้างผลกระทบแก่ทรัพยากรโลกให้น้อยที่สุด ดังเช่น โครงการจัดหาวัตถุดิบยั่งยืน โครงการ Solar Rooftop โครงการ CPF Coal Free 2022  โครงการฟาร์มสีเขียว หรือการประกาศใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อร่วมบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

 

สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ซีพีเอฟจะยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา“คน” โดยสร้างบรรยากาศให้พนักงานทุกคนมีความกล้าแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าทำ และลงมือทำในสิ่งใหม่ๆที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเอง ลูกค้า ชุมชน ฯลฯ อันจะช่วยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีความเป็นผู้นำ ภายใต้บรรยากาศการทำงานที่เรียกว่า Leadership at all level ซึ่งจะสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า พร้อมจะนำองค์กรให้เติบโตต่อไป

 

ด้วยความแข็งแกร่งของกระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ๋การผลิต ทั้งFeed-Farm-Food ผนวกกับการที่ซีพีเอฟมีการลงทุนใน 17 ประเทศและส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เมื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการบริหารยุคดิจิตอลเข้าด้วยกัน เชื่อว่าจะสนับสนุนให้ซีพีเอฟก้าวสู่ “ครัวของโลก” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

นายประสิทธิ์กล่าวอีกว่า ซีพีเอฟจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “3 ประโยชน์” ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นปฏิบัติมาโดยตลอดร่วมศตวรรษ นั่นคือ การคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชน และสุดท้ายคือประโยชน์ของบริษัท โดยมุ่งมั่นที่จะนำองค์กรให้เติบโตต่อเนื่องในเวทีโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม โปร่งใสและ มีธรรมาภิบาล ซึ่งจะเอื้อให้ซีพีเอฟยืนหยัดในสังคมโลกได้อย่างสง่างามเช่นที่ผ่านมา

ปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยและอีกหลายประเทศกำลังเผชิญหน้าและเร่งระดมสรรพวิธีเพื่อหาทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยจำนวนมากจากครัวเรือนและภาคโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้มีการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมไปถึงการเผาเพื่อทำลายขยะจนทำให้เกิดมลพิษขึ้น ประเทศไทยมิใช่ประเทศแรกและประเทศเดียวที่ต้องประสบปัญหาเช่นนี้ ในอดีตประเทศญี่ปุ่นมีการทิ้งของเสียและขยะมูลฝอยลงสู่ผืนดินบริเวณแทบภูเขาและทะเล ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงมาก่อน ทางออกในการกำจัดของเสียเหล่านั้นในอดีตที่ผ่านมาของประเทศญี่ปุ่น คือการเผาทำลาย ซึ่งโดยปกติแล้วในขยะมูลฝอยไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างก็มีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การเผาในแต่ละครั้งต้องใช้เชื้อเพลิงปริมาณมาก มีค่าใช้จ่ายสูง และที่สำคัญคือการเผายังก่อให้เกิดมลพิษของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นละอองสะสมรวมตัวกันจนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า PM2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจไปจนถึงปอด ถุงลม หรือแม้แต่เส้นเลือดฝอยได้ ในประเทศไทยเองมีองค์กรที่เรียกว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) เพื่อเป็นค่าเตือนให้เห็นคุณภาพอากาศในบริเวณนั้นๆ แบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ บางจุดค่า AQI พุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับที่ 4 คือ มีฝุ่นละออง 101 - 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นระดับคุณภาพอากาศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบวิกฤตอย่างหนักค่า AQI ไต่ไปถึงระดับที่ 5 คือ มีฝุ่นละอองสูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นระดับคุณภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพขั้นอันตราย โดยบางพื้นที่มีค่า AQI สูงเกือบ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานระดับอันตรายของกรมควบคุมมลพิษไปกว่า 10 เท่า สาเหตุของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากควันรถยนต์ ควันจากการหุงต้มอาหารที่ใช้ฟืน และโดยเฉพาะการเผาหญ้าจากการเกษตรหรือการเผาขยะเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม

 

เพื่อขจัดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันมีต้นเหตุมาจากขยะและกระบวนการลดขยะแบบเก่า ญี่ปุ่นได้พัฒนานวัตกรรมและนำมาสู่เทคโนโลยีที่จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ ด้วยแนวคิดในการคัดกรองน้ำออกจากขยะมูลฝอยก่อนที่จะนำไปทำลาย ทำให้สามารถลดอัตราการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ และยังลดมลพิษทางอากาศได้ในอีกทาง

 

บริษัท คาวากูจิ เซกิ จำกัด (Kawaguchi Seiki) คือหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นคิดค้นนำเอาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จนในที่สุดสามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองสำเร็จ ภายใต้ชื่อ “Screw Press Dehydrator DM Series” และเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2008 ซึ่งเป็นเครื่องคัดกรองน้ำออกจากขยะ ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยจากอาหารไม่ว่าจะเป็นเศษพืชผักหรือผลไม้ การทำงานที่โดดเด่นของเครื่องคือการนำเอาน้ำและกากแยกออกจากกัน ทำให้ปริมาณของเหลือสุดท้ายลดปริมาณลง และง่ายต่อการจัดการ ทั้งปริมาณที่ลดลงและอยู่ในสภาพแห้ง สำหรับนำไปเป็นอาหารสัตว์ หรือเป็นอาหารพืชในรูปปุ๋ยอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี ทำให้เพิ่มมูลค่าจากเศษขยะเหลือใช้ เกิดเป็นกระบวนการ Eco Feed System ที่ช่วยประหยัดต้นทุนในการขนไปทิ้ง และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง เครื่องแยกกากน้ำและกากขยะ หรือ Screw Press Dehydrator ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรมด้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจัดการเศษวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรจากกระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

โคสุเกะ โอซาวา ประธาน บริษัท คาวากูจิ เซกิ (Kawaguchi Seiki) ได้กล่าวถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยใน ณ ขณะนี้ ว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและจับตามองโดยเหล่าประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศญี่ปุ่นด้วย เพราะไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในขณะเดียวกันไทยเองก็ต้องการเร่งขยายการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมด้วย คือโครงการ EEC

“เราคิดว่าหากนำเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ คือ Screw Press Dehydrator มาประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะช่วยทำให้ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยได้รับการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้ลดน้อยลง ทั้งดิน น้ำ และอากาศ และที่สำคัญยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มเพราะกากของเหลือสามารถไปขายหรือใช้เป็นอาหารสัตว์หรือนำไปขายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในภาคเกษตรได้ในอีกทางหนึ่ง” คือคำกล่าวของ โคสุเกะ โอซาวา

นอกจากนั้น โคสุเกะ ยังกล่าวถึงความคิดเห็นที่ว่า อยากเห็นการส่งเสริมให้โรงงานต่างๆ ในประเทศไทยนำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการเรื่องขยะและของเหลือจากกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการกับปัญหาด้านมลภาวะที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และเข้มงวด โดยอยากให้ภาครัฐกำหนดเป็นนโยบายที่เข้มงวด เพราะถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมต่อกันเป็นวงจรส่งผลเป็นวงกว้าง หากไม่มีการดูแลหรือป้องกันอาจกลายเป็นภัยพิบัติที่ยากต่อการรับมือต่อไปในอนาคต ทางบริษัทเห็นว่า เทคโนโลยีที่ทาง คาวากูจิ เซกิ ใช้อยู่นั้นจะสามารถช่วยรองรับและสนับสนุนการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนราคาที่เหมาะสม อีกทั้งเรายังมีความยินดีและพร้อมที่จะมีความร่วมมือในการส่งเสริมการวิจัย ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมให้สามารถเดินทางและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานไปพร้อมๆ กัน บนเป้าหมายทั้งช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ในขณะที่ก็ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในพร้อมๆ กัน

"เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับสังคมไทย" คือคำกล่าวและเป้าหมายของ โคสุเกะ โอซาวา


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

แปล : อัฏฐญาณ เรืองมาลัย

คสช. เป็นคณะปกครองที่ทำให้ “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “การเมือง” หลังจากที่เศรษฐกิจแยกออกจากการเมืองมาได้หลายสิบปี

การให้ตรา “แผนยุทธศาสตร์ชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญ คือการทำให้เศรษฐกิจ กลับสู่รากเหง้าเดิม คือกลับมาเป็นการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่เศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค เป็นเรื่องบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน บัญชีผลผลิตมวลรวมหรือจีดีพี บัญชีดุลการค้า ดุลการชำระเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราดอกเบี้ย อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในระดับปีระดับไตรมาสและ ระดับรายเดือน หรือแม้กระทั่งการขึ้นลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ที่บอกว่า “กลับสู่รากเหง้าเดิม” เพราะสมัยแรกเริ่ม เศรษฐกิจกับการเมืองนั้น แยกกันไม่ออก ต้องมาคู่กันเสมอ

ดังมีคำในภาษาอังกฤษที่เรียกวิทยาการทางด้านนี้ว่า “Political Economy” ซึ่งมี คนแปลเป็นภาษาไทยว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” นั่นเอง เพราะความอลังการของการวิเคราะห์ และปัญหาที่ Political Economy สนใจ นั้นมันไม่ใช่เรื่องทางบัญชี แต่เป็นเรื่องของ “ความมั่งคั่งของประเทศและสังคม” ความอยู่ดีกินดีของมนุษย์ ความอุดมของ ชีวิตคน ตลอดจนความขัดแย้งทางชนชั้น อำนาจต่อรองของกลุ่มต่างๆ ในระบบ เศรษฐกิจ ทั้งกลุ่มที่ครอบครองปัจจัย การผลิตและพลังการผลิตของสังคม กลุ่มทุน กลุ่มแรงงาน เป็นต้น เช่นถ้าเราบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารเป็นบวกมาหลายสิบปีแล้ว และส่งออกได้เท่านั้นเท่านี้ต่อปี มีอัตราการเติบโตเท่านั้นเท่านี้ และแยกออกเป็นการส่งออกอาหารชนิดใดบ้าง เป็น แต่ละรายการทำบัญชีออกมาอย่างละเอียด เหมือนที่เราคุ้นเคยอยู่ในปัจจุบันนี้เราเรียกว่า “ตัวเลขทาง เศรษฐกิจ” เฉยๆ แต่ถ้าสามารถตอบได้ว่า อาหารที่เราส่งออกไปเป็นมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ต่อปีดังกล่าว มีใครได้บ้าง และได้กันคนละเท่าไหร่  ใครได้มาก ใครได้น้อย ยุติธรรมหรือเปล่า เช่น

บริษัทซีพีได้เท่าไหร่?

เบทาโกรได้เท่าไหร่?

ผู้ถือหุ้นและพนักงาน แบ่งกันยังไง?

บริษัทขนส่งได้เท่าไหร่?

เจ้าของ E-commerce Platform ได้เท่าไหร่?

ห้องเย็นได้ไปเท่าไหร่?

บริษัทน้ำมัน ปุ๋ย อาหารสัตว์ พ่อค้าคนกลาง โรงสี ได้กันคนละเท่าไหร่?

และในจำนวนนั้นเป็นต่างชาติได้ไปเท่าไหร่?

แยกย่อยไปจนถึง ผู้ผลิตอาหารหรือเกษตรกรได้เท่าไหร่ ฯลฯ แบบนี้ ถึงจะเรียกว่า “Political Economy”

ดังนั้นการวางแผนเศรษฐกิจให้ได้ผล ผู้วางแผนและผู้บริหารเศรษฐกิจต้องมีข้อมูลในเชิง Political Economy ถึงจะรู้ว่าใครได้ใครเสียยังไงในแต่ละกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

การทำให้เศรษฐกิจเป็นการเมือง และบริหารเศรษฐกิจโดยการวางแผนจากส่วนกลางมักต้องใช้อำนาจเผด็จการดังประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลายเคยปฏิบัติมาแล้ว และยังคงปฏิบัติอยู่ เช่นในเมืองจีน เป็นต้น

หรืออย่างที่พรรคนาซีเคยทำมากับประเทศเยอรมนี ระหว่างปี ค.ศ. 1934-1945 โดยก่อนหน้านั้นพรรคฟาสซิสต์ก็เคยทำมาแล้ว กับอิตาลีและกลุ่มทหารบกก็ทำมาแล้ว ในญี่ปุ่นซึ่งในภาษาของลัทธิเศรษฐกิจ เขาเรียกว่า “State Corporatism” คือรัฐควบคุม เศรษฐกิจและนักการเมือง (หรือทหารหรือข้าราชการ) ควบคุมรัฐอีกทอดหนึ่ง แม้แต่ประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยเองก็เคยใช้ระบบนี้แบบกลายๆ เหมือนกันในบางช่วง เช่นสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น

หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา มีประเทศที่ใช้ระบบวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลาง และเผด็จอำนาจแล้วทำสำเร็จก็มีเช่น เกาหลีใต้และสิงคโปร เป็นต้น โดยประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะเกาหลีใต้นั้น เห็นได้ชัดว่ากว่าจะสำเร็จก็ต้องให้คนทั่วไปและกลุ่มแรงงาน เสียสละมิใช่น้อย เพราะรัฐบาลสนับสนุนบริษัทใหญ่ให้เอาเปรียบคนงานตัวเองเพื่อให้บริษัทใหญ่เหล่านั้นแข็งแรง และสามารถออกไปต่อสู้กับโลกได้หรืออย่างญี่ปุ่นนั้น แม้จะไม่ได้ใช้ระบบเผด็จการทางด้านรัฐสภา แต่ในระบบเอกชนนั้น บริษัทมีอำนาจเหนือชีวิตพนักงานในทุกด้านเพียงแต่วัฒนธรรมและจริยธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นมันทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ อีกทั้งระบบราชการและข้าราชการของญี่ปุ่นนั้นสามารถมาก ทั้งยังซื่อสัตย์สุจริต ส่งผลให้เอกชนยอมรับและยอมตามอย่างไร้ข้อกังขา

แม้ผมจะเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า “เศรษฐกิจ” ต้องเป็น “เศรษฐกิจการเมือง” แต่ผมคิดว่า วิธีบริหารเศรษฐกิจโดยการวางแผนส่วนกลาง และทำให้กลายเป็นการเมืองในรัฐธรรมนูญนั้น คงยากที่จะสำเร็จ

 


 บทความ : ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

 

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries