December 10, 2025

บลจ.กสิกรไทย ปักหมุดต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เตรียมเปิดเสนอขาย ThaiESGX 2 กองทุน 2 ทางเลือก ทั้งรูปแบบลงทุนในหุ้น 100% และแบบผสม 70/30 ในหุ้นและตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน เน้นหุ้นไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง สนับสนุนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย เตรียมพร้อมเสนอขาย 2 กองทุนน้องใหม่ Thai ESGX ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมีทั้งรูปแบบที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย 100% และแบบผสม 70/30 ในหุ้นไทยและตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้นไทยที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด โดยพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ผลการดำเนินงานมั่นคง มีรายได้และกำไรที่ไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน

นายวินกล่าวต่อไปว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นหลายตัวมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูงขึ้น โดยปัจจุบัน Dividend Yield ของ SET อยู่ที่ 4.4% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปีที่ผ่านมาที่ 3.2% ยิ่งกว่านั้น SET High Dividend ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนหุ้นกลุ่มที่มีอัตราจ่ายปันผลสูงต่อเนื่อง ปัจจุบันมีอัตราจ่ายปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลังที่ 4.2% โดยบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) คาดว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยในอนาคตนั้น จะมาจากอัตราปันผลที่สูงขึ้นเป็นหลัก โดยสนับสนุนจากการที่ 3 อุตสาหกรรมใหญ่สุดของ SET ได้แก่ พลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร คิดเป็น 44% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเติบโตเต็มที่ (Mature Stage) ที่ความต้องการใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกิจการชะลอลงจากช่วง 15 ปีก่อน ทำให้มีความสามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้น

“บลจ.กสิกรไทย ประเมินผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในกองทุน Thai ESGX ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ผู้ที่มีฐานภาษีในระดับสูงเกิน 20% และมองเห็นโอกาสในการเข้าลงทุนเมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจ และ 2) ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมในกองทุน LTF ซึ่งกองทุน LTF จากกสิกรไทย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 58,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าผู้ที่มีเงินลงทุนใน LTF น้อยกว่า 500,000 บาท จะพิจารณาสับเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุน Thai ESGX เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจจากหุ้นปันผลสูง” นายวินกล่าว

นายวินกล่าวเพิ่มเติมว่า บลจ.กสิกรไทย มีความพร้อมและศักยภาพในการบริหารจัดการกองทุน Thai ESGX การันตีได้จากทีมงานผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์อันยาวนาน เพื่อมุ่งหวังที่จะเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถซื้อ และ/หรือ สับเปลี่ยนจาก LTF มายังกองทุน Thai ESGX ได้สะดวกและปลอดภัยผ่าน App K PLUS และ K-My Funds สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center 0 2673 3888

กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล เข้าร่วมงาน Money 20/20 Asia ซึ่งเป็นงานสัมมนาด้านฟินเทคระดับโลก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 24 เมษายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีธนาคารระดับโลกและภูมิภาค บริษัทผู้ให้บริการด้านการชำระเงินระดับโลกและเอเชีย ผู้นำด้านเทคโนโลยี นักลงทุนและกลุ่มบริษัทร่วมทุน สตาร์ทอัพ หน่วยงานกำกับดูแลชั้นนำของเอเชีย และมีเดียแพลตฟอร์มมากมายที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเงินในยุคดิจิทัล พร้อมเปิดตัว ออร์บิกซ์กรุ๊ป ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Ecosystem) ในประเทศไทย   ถือเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมที่สุด เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจที่ตอบโจทย์อนาคตภายใต้กลุ่มออร์บิกซ์

ผู้นำธนาคารกสิกรไทยบนเวทีระดับโลก

นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า งาน Money20/20 มหกรรมงานฟินเทคชั้นนำระดับโลก ซึ่งกรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลางการเติบโตของฟินเทคในเอเชียที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยได้ขึ้นร่วมเสวนาในหัวข้อ "Legacy Banks in the New Economy: Innovation, Agility, and Customer-Centric Transformation" การพลิกโฉมธนาคารดั้งเดิมในยุคเศรษฐกิจใหม่ ด้วยนวัตกรรม ความคล่องตัว และการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยได้แสดงวิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทย มุ่งสร้างอนาคตการเงินด้วยนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อความยั่งยืน ด้วยการปรับตัวก้าวข้ามทุกวิกฤตสู่การเป็น Early Adopter อย่างแท้จริง  ด้วยความสำเร็จจาก K PLUS โมบายแบงกิ้งที่ครองอันดับหนึ่งดิจิทัลแบงก์กิ้งที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ความร่วมมือกับพันธมิตร และการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ สอดคล้องกับทิศทางของยุคเศรษฐกิจใหม่ และสร้างนวัตกรรมทางการเงินในโลกบล็อกเชน เชื่อมโยงกลยุทธ์ทั้งด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และ  ESG เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ "Digital Banks vs. Legacy Banks: Will 2025 Be the Tipping Point?" การแข่งขันระหว่างธนาคารดิจิทัล และธนาคารดั้งเดิม ผ่านมุมมองของผู้นำองค์กรการเงินระดับโลก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ธนาคารดั้งเดิมสามารถรักษาความสำคัญและแข่งขันกับธนาคารดิจิทัลได้โดยการปรับตัวเป็น Hybrid Bank ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งดั้งเดิม เช่น ความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับลูกค้า กับการพัฒนา ประสบการณ์ดิจิทัลที่ทันสมัย และการจับมือเป็นพันธมิตร เพื่อเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ส่วนกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนในนวัตกรรม ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการใช้จุดแข็งด้าน Human Touchpoints เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ขับเคลื่อนให้ลูกค้าใช้ชีวิตและทำธุรกิจได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยบริการที่ครบวงจร สอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมต่อยอดจากธุรกิจธนาคารสู่ระบบนิเวศทางการเงินยุคใหม่ เช่น การจัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อรองรับ Digital Asset Ecosystem และ การให้บริการที่ครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในโลกการเงินยุคใหม่

ทั้งนี้ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ยังได้แถลงข่าวเปิดตัว กลุ่มออร์บิกซ์ อย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การให้บริการที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการวางรากฐานให้กับอนาคตของวงการการเงินไทย ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยน่าเชื่อถือสอดคล้องตามเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับดูแลภายในประเทศ และเข้าถึงได้จริง สำหรับทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ออร์บิกซ์กรุ๊ป ตั้งเป้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาค

ดร.กรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การให้บริการที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อปูทางสู่ระบบการเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวของประเทศ

สำหรับ บริษัท ออร์บิกซ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้เปิดตัว กลุ่มออร์บิกซ์ (Orbix Group) ผู้ให้บริการที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มุ่งเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ (Seamless) บริการครอบคลุมในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีระบบรักษาข้อมูลและความปลอดภัย

 

ปัจจุบัน มีบริการที่ครอบคลุมระบบนิเวศด้านสินทรัพย์ดิจิทัล 5 บริษัท ภายใต้ออร์บิกซ์กรุ๊ป ประกอบด้วย:

  • Kubix (คิวบิกซ์)ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) รายแรกของกลุ่มธุรกิจทางการเงินไทย ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • Orbix Trade (ออร์บิกซ์ เทรด) ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่หลากหลาย
  • Orbix Invest (ออร์บิกซ์ อินเวสท์) ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Fund Manager) ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • Orbix Technology (ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี) ผู้พัฒนาและให้บริการ Quarix ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อคเชนระดับภูมิภาค ที่มุ่งขับเคลื่อนให้เกิด Use Cases ในโลกความจริง
  • Orbix Custodian (ออร์บิกซ์ คัสโทเดียน) ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.

มุ่งสู่อนาคตของฟินเทคและสินทรัพย์ดิจิทัล

การเข้าร่วมงาน Money20/20 Asia ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของธนาคารกสิกรไทย และ ออร์บิกซ์กรุ๊ปภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ในการเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงิน พร้อมพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับอนาคตทางการเงินที่มีมาตรฐานภายใต้หน่วยงานกำกับดูแล และสามารถเข้าถึงได้

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ขยายตัวในกรอบจำกัด แม้การส่งออกสินค้าจะขยายตัวสูงจากผลของการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนกลับไม่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ สำหรับในปี 2568 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าปีก่อน โดยนอกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างแล้ว การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ ซึ่งความตึงเครียดของสงครามการค้าจากการปรับขึ้นของภาษีตอบโต้นับเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่มาตรการของภาครัฐอาจช่วยประคองเศรษฐกิจได้เพียงบางส่วน เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศยังถูกกดดันจากฐานะทางการเงินที่เปราะบางและภาระหนี้ของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน การดูแลช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม การให้ความร่วมมือผ่านโครงการภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทย่อยแห่งหนึ่งของธนาคารได้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทางสากล โดยมีผลต่อการรับรู้ และการจัดประเภทรายการในงบการเงินเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินสะท้อนมูลค่าทางการเงินของกิจการได้ดียิ่งขึ้น งบการเงินรวมปี 2567 ได้มีการปรับปรุงใหม่เสมือนได้นำมาตรฐานฯ ฉบับดังกล่าว มาถือปฏิบัติย้อนหลังเพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกันได้  ทั้งนี้ การนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินดังกล่าวมาใช้ไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวมของธนาคารและบริษัทย่อย

ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจำนวน 2,761 ล้านบาท หรือ 7.23% เป็นผลจากการเผชิญแรงกดดันของภาวะอัตราดอกเบี้ย  ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผลสูงสุดอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.41% แม้ว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตขึ้นจำนวน 1,826 ล้านบาท หรือ 15.39% จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน รายได้จากการลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการดำเนินงานสุทธิ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 ขยายตัวในกรอบจำกัด แม้การส่งออกสินค้าจะขยายตัวสูงจากผลของการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนกลับไม่ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ สำหรับในปี 2568 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าปีก่อน โดยนอกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างแล้ว การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ ซึ่งความตึงเครียดของสงครามการค้าจากการปรับขึ้นของภาษีตอบโต้นับเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่มาตรการของภาครัฐอาจช่วยประคองเศรษฐกิจได้เพียงบางส่วน เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศยังถูกกดดันจากฐานะทางการเงินที่เปราะบางและภาระหนี้ของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อลูกค้าผู้ฝากเงิน ผู้ลงทุน การดูแลช่วยเหลือลูกค้าในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม การให้ความร่วมมือผ่านโครงการภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถดำเนินชีวิต และธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ 3+1 และการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทย่อยแห่งหนึ่งของธนาคารได้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวทางสากล โดยมีผลต่อการรับรู้ และการจัดประเภทรายการในงบการเงินเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินสะท้อนมูลค่าทางการเงินของกิจการได้ดียิ่งขึ้น งบการเงินรวมปี 2567 ได้มีการปรับปรุงใหม่เสมือนได้นำมาตรฐานฯ ฉบับดังกล่าว มาถือปฏิบัติย้อนหลังเพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกันได้  ทั้งนี้ การนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินดังกล่าวมาใช้ไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวมของธนาคารและบริษัทย่อย

ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ปรับปรุงใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจำนวน 2,761 ล้านบาท หรือ 7.23% เป็นผลจากการเผชิญแรงกดดันของภาวะอัตราดอกเบี้ย  ประกอบกับการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผลสูงสุดอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin : NIM) อยู่ที่ระดับ 3.41% แม้ว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตขึ้นจำนวน 1,826 ล้านบาท หรือ 15.39% จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน รายได้จากการลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ อย่างไรก็ตาม รายได้จากการดำเนินงานสุทธิ

 

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย (กลาง) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย  เป็นผู้แทนธนาคารรับรางวัล “Best Green Retail Finance Initiative in Asia Pacific” โครงการด้านการเงินสีเขียวยอดเยี่ยมแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” โดยรางวัลนี้มอบให้แก่บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคควบคู่กับการส่งเสริมที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารกสิกรไทยที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดธนาคารแห่งความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ชีวิตกรีนไลฟ์สไตล์ได้ง่ายขึ้น  ในงาน The Asian Banker: Global Excellence in Retail Finance Awards 2025 จัดโดยนิตยสาร The Asian Banker  ณ โรงแรม The Westin Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้

ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และ INNOPOWER  เดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เปิดตัว GreenPass แพลตฟอร์มขึ้นทะเบียนและขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) สำหรับธุรกิจ SME และลูกค้ารายย่อย เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจ SME และลูกค้ารายย่อยที่ใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์รูฟท็อป สามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการขาย REC ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการเปิดตัว GreenPass เป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME และลูกค้ารายย่อยได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนอกเหนือจากการลดค่าไฟ และขายไฟคืน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความยั่งยืนทางพลังงานในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ Net Zero ได้ชัดเจนมากขึ้น

นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดพลังงานสะอาดในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 26% ในช่วงปี 2567-2576 และภายในปี 2571 จะมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอีกกว่า 200,000 ราย แต่ในปัจจุบันมีลูกค้ารายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกว่า 30,000 ราย ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับสิทธิ์ REC เพราะการขึ้นทะเบียน REC สำหรับรายย่อยยังมีกระบวนการที่ดูซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับลูกค้ารายย่อย ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero จึงได้พัฒนา GreenPass ขึ้นมา ร่วมกับพันธมิตรอย่าง EGAT และ INNOPOWER  

แพลตฟอร์ม GreenPass จะช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถขึ้นทะเบียนและซื้อขาย REC ได้ง่ายและสะดวก โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถสร้างรายได้จาก REC เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,000-1,500 บาทต่อสัญญาการขึ้นทะเบียน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า EGAT ในฐานะที่เป็นหน่วยงานผู้รับรอง REC ของประเทศไทย ตามมาตรฐาน I-TRACK หรือ I-REC(E) ของ The International Tracking Standard Foundation (Founder of I-REC) เห็นว่า REC สามารถนำมาสร้างเป็นรายได้หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมนอกจากการลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่มาขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีโครงการขนาดเล็กซึ่งรวมถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อปให้ความสนใจที่จะขึ้นทะเบียน REC กันมากขึ้น EGAT จึงเล็งเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้รายย่อยมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์จาก REC นี้ด้วยเช่นกัน จึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปรายย่อยสามารถเข้าถึงการขึ้นทะเบียน REC ได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ EGAT ยังได้พัฒนา REC Issuer Platform ขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรับรอง REC เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้อย่างทันการณ์ เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนมีทางเลือกในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ถือเป็นการสนับสนุนการพัฒนาตลาด REC ในประเทศไทยและส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า GreenPass เป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้รายย่อยสมัครเข้าร่วมโครงการได้อย่างง่ายดายและเข้าถึงได้มากขึ้น โดย INNOPOWER ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการซื้อขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) ในประเทศไทย และยังเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม REC Aggregator ซึ่งช่วยรวบรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าระดับรายบุคคลและองค์กรรายย่อยที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดซื้อขาย REC ได้อย่างเป็นระบบ

ที่ผ่านมา ความท้าทายเรื่องค่าใช้จ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้องทำให้ของผู้ผลิตไฟฟ้าระดับรายบุคคลและองค์กรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง การร่วมมือครั้งนี้ระหว่างธนาคารกสิกรไทย EGAT และ INNOPOWER ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดตลาด REC ให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 500 กิโลวัตต์ ซึ่งมีจำนวนมากและเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจากความนิยมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียน REC ผ่านแพลตฟอร์ม REC Aggregator จะช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถยื่นขอใบรับรองได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลแบบอัตโนมัติที่ยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบและรับรองเอกสารตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การเป็นแพลตฟอร์มทวนสอบ (Verification Label) ตามมาตรฐาน I-TRACK รายแรกของประเทศไทย

นายพิพิธ เอนกนิธิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมุ่งมั่นสู่การเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน พร้อมผลักดันและสนับสนุนลูกค้าและคู่ค้าให้ปรับตัวสู่ความยั่งยืนไปด้วยกัน ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว เช่น Green Loan, Green Bond การให้ความรู้ในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น งานฟอรัมแห่งปี EARTH JUMP, คอร์ส NET ZERO CEO, งานสัมมนา Decarbonize Now รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยในการปรับตัว โดยล่าสุด คือ การเปิดตัวแพลตฟอร์ม GreenPass ในครั้งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจขึ้นทะเบียนขาย REC ในช่วงแรกของการเปิดตัว จะต้องเป็นผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยใช้ Invertor ของ HUAWEI ทั้งนี้ ลูกค้าธุรกิจ SME และลูกค้ารายย่อย สามารถขึ้นทะเบียนและขาย REC โดยลงทะเบียนได้ที่ LINE: @GreenPass เพื่อเริ่มต้นสร้างรายได้จากพลังงานสะอาดได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kasikornbank.com/greenpass หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ K Contact Center 02-8888888

X

Right Click

No right click