December 12, 2025

ธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลังกับ ONNEX by SCG Smart Living ในเครือ SCG เดินหน้าลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decarbonization) ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อพิเศษ เพื่อพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟ เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม เร่งขับเคลื่อนจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มด้าน ESG และการลดคาร์บอนไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่คู่ค้า ผู้ผลิต และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์รวมขององค์กรถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 ของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้บริษัทขนาดใหญ่จึงเริ่มผลักดันและให้การสนับสนุนคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและเล็กจำนวนมากที่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและความรู้ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมองว่าบทบาทของธนาคารวันนี้ไม่ได้จำกัดแค่การปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องเป็นตัวเร่งระบบ หรือ System Enabler ที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของทั้งห่วงโซ่อุปทานของลูกค้าอย่างรอบด้าน เมื่อลูกค้ามองหาตัวช่วยในภารกิจลดคาร์บอนใน Scope 3 ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญของธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทยพร้อมช่วยให้คำปรึกษาและความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ คือการเข้าถึงและทำได้จริง ธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม และจับมือร่วมกับพันธมิตรอย่าง ONNEX by SCG Smart Living ที่มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือในด้านพลังงานสะอาด สร้างบริการแบบ One Stop Services ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ทั้งโซลูชันด้านเทคนิค โดยธนาคารมีโซลูชันทางการเงินที่หมาะสมกับการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ สินเชื่อเพื่อการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับใช้ในธุรกิจ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และระยะเวลาผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น พร้อมข้อตกลงพิเศษเฉพาะคู่ค้าของ ONNEX ภายใต้ความร่วมมือนี้เท่านั้น

นายเกริก ยิ้มพรพิพัฒน์ผล Smart Residential Director บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน จำกัด ผู้บริหารจากแบรนด์ ONNEX by SCG Smart Living เปิดเผยว่า องค์กรมีภารกิจเพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นนี้และรุ่นต่อไป โดย ONNEX เป็นผู้ให้บริการด้าน Energy Solution แบบครบวงจร มีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟสำหรับอาคาร โรงงาน และบ้านพักอาศัย พร้อมระบบจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงโซลูชันการจัดการคุณภาพอากาศภายในบ้านและอาคาร จึงร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decarbonization) ผลักดันให้คู่ค้าในซัพพลายเชนเปลี่ยนผ่านได้จริง ด้วยการสนับสนุนการติดโซลาร์รูฟซึ่งเป็นพลังงานสะอาด และยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล ตอบโจทย์ตลาดโลกที่มุ่งสู่ Low Carbon Society 

ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมพัฒนาโซลูชันและสินเชื่อที่ตอบโจทย์ให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน สำหรับคู่ค้า ONNEX ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ONNEX by SCG Smart Living โทร 063-2724451

กสิกรไทยร่วมมือกับไทยแอร์เอเชีย ทำสัญญาบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรกของธุรกิจสายการบินในประเทศไทย โดยอ้างอิงโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) ที่ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นกลไกที่จะช่วยให้เกิดการมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดยธนาคารจะมอบอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษให้กับบริษัทหลังจากได้รับใบประกาศเกียรติคุณของโครงการ LESS ตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งความร่วมมือนี้ตอกย้ำบทบาทของเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ร่วมกับองค์กรชั้นนำระดับประเทศและนานาชาติอีก 23 แห่ง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นในการใช้มาตรฐานความยั่งยืนธุรกิจ หรือ ESG สร้างการเติบโตควบคู่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนโยบายลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นองค์กร Net Zero จึงตั้งเป้าหมายในนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม ให้มีความเข้มข้นต่อเนื่องขึ้นในทุกปีเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยบริษัทดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นสิ่งช่วยยืนยันว่ากิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเป็นที่ยอมรับ จึงเป็นที่มาในการเชื่อมโยงประกาศเกียรติคุณของโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งทำให้ไทยแอร์เอเชียเป็นสายการบินแรกในประเทศไทยที่ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และยังสามารถดำเนินการตามเป้าหมายในนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม  เพื่อพัฒนานวัตกรรมตลาดเงินรวมถึงยังตอกย้ำบทบาทของเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทยที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคตอีกด้วย

นายทิพากร สายพัฒนา รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความยินดีในการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงใบประกาศเกียรติคุณของโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกกับแอร์เอเชีย โดยธนาคารจะมอบอัตราแลกเปลี่ยนพิเศษให้กับบริษัทหลังจากได้รับใบประกาศเกียรติคุณของโครงการ LESS ตามช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งแอร์เอเชียเป็น 1 ในองค์กรที่ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยในการจัดตั้งเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) โดยเชื่อมั่นว่าธุรกรรมนี้จะมีส่วนในการสร้างแรงจูงใจให้การดำเนินธุรกิจของไทยแอร์เอเชีย  บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ตอบโจทย์การดำเนินงานของธนาคารบนหลักการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน ที่พร้อมจะสนับสนุนลูกค้าด้วยการเป็นผู้บุกเบิกการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตธรรมทางการเงินในฐานะผู้นำด้านธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุนชั้นนำของประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตที่ 1.4% แม้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งภาคการส่งออก การแข่งขันในประเทศกับสินค้านำเข้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ยอดขายรถยนต์ที่หดตัว  ยอดสินเชื่อที่ชะลอลง และความกังวลปัญหาหนี้เสีย อย่างไรก็ตาม หากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในหลายประเทศยังคงไว้ที่ระดับ 10% ตลอดทั้งปี คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ที่ 0.5% และเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเติบโตได้ 1.8%

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยล่าสุด OECD ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568  ลง 0.2 % มาอยู่ที่ 2.9% และปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลง 0.6% เหลือ 1.6% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งความไม่แน่นอนของนโยบายของสหรัฐฯ ทั้งด้านการค้า การเงิน การคลัง การศึกษา และการเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อค่าเงิน เสถียรภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงกว่า 8% นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง  ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากร และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัว ถึงแม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังการชะลอสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตที่ 1.4% และเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม หากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในหลายประเทศยังคงไว้ที่ระดับ 10% ตลอดทั้งปี คาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ที่ 0.5% และเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเติบโตได้ 1.8%

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่าภาษีสหรัฐฯ ที่ไม่ชัดเจนจะทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องจากความเสี่ยงการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงการแข่งขันในประเทศกับสินค้านำเข้า โดยคาดว่าสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคต่อยอดขายของธุรกิจค้าปลีกปี 2568 จะอยู่ที่กว่า 30% และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คงมองว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะหดตัวลึกขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังที่ -1.7% YoY เทียบกับ -1.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก จากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle, BEV) ที่เร่งขึ้น จากการแข่งขันด้านราคาของรถจากจีน ขณะที่รายได้ภาคเกษตรไทยมีแนวโน้มหดตัวจากแรงกดดันทั้งด้านราคาและความต้องการสินค้าเกษตรที่ลดลง  รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดสินค้าเกษตรโลก

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เพิ่มเติมมุมมองด้านสภาวะการระดมทุนของภาคเอกชนว่ายังอ่อนแอต่อเนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง การชำระคืนหนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินที่ยังคงกังวลเรื่องปัญหาหนี้เสีย ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปีนี้ลงมาที่ -0.6% จากเดิมที่ 0.6% ในขณะเดียวกัน มองว่า เอ็นพีแอลยังเป็นขาขึ้น แม้ว่าตัวเลขอาจไม่เกิน 3% ต่อสินเชื่อรวม โดยสถาบันการเงินจะยังคงพยายามเร่งจัดการหนี้เสีย และหนี้ที่เริ่มมีวันค้างชำระ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และการขายหนี้เสียออกไป เป็นต้น

ดร.กฤตย์ สีตะธนี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่ากิจกรรมด้าน ESG ของภาคเอกชนไทยก็ชะลอลงเช่นกัน ท่ามกลางหลายปัจจัยลบ การออกหุ้นกู้ Sustainable Finance ลดลง โดยส่วนหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นการใช้บริการสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารพาณิชย์ ที่ข้อมูลเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสีเขียวในปีนี้ จะยังคงขยายตัวค่อนข้างสูง โดยกลุ่มที่ยังระดมทุนอยู่เน้นไปที่ธุรกิจรายใหญ่ผ่านโครงการ Project Finance ที่มีแผนการระดมทุนอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีคงเลือกชะลอแผนไปก่อน หรือเน้นลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panel), การประหยัดพลังงาน หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เห็นความคุ้มค่าค่อนข้างชัดเจนในระยะสั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวในต้อนท้ายว่า เพื่อรับมือกับทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ภาครัฐควรเน้นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเน้นมาตรการระยะสั้นที่ยังมีความจำเป็น แต่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับมาตรการระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยด้วย ส่วนมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เพื่อลดแรงกระแทกให้กับผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบเรื่องภาษีสหรัฐฯ คงต้องมุ่งสนับสนุนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบหรือผลิตในประเทศ (Local Content และ Made in Thailand) รวมทั้งเร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ คำแนะนำสำหรับธุรกิจ คือ การรักษากระแสเงินสด เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง

ธนาคารกสิกรไทย มุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในทุกมิติ โดยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ริเริ่มโครงสร้างงานกิจกรรมทางการตลาด โดยใช้บูธตัวต่อรักษ์โลก ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของคนไทย ด้วยการนำ พลาสบริก (PlasBrick) บล็อกประสานผลิตจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล ที่ใช้ซ้ำหมุนเวียนได้ สามารถปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด มาประยุตก์ใช้ และจะมีการนำวัสดุนี้มาหมุนเวียนใช้ในงานกิจกรรมทางการตลาดของธนาคารตลอดต่อเนื่องทั้งปี เพื่อลดการทิ้งวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของธนาคารในเรื่อง Zero Waste ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาบริการที่ใส่ใจ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืน

นางสาวจิตราวิณี วรรณกร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการเพื่อส่งมอบประสบการณ์และบริการที่ลูกค้าไว้วางใจ มีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัว และคำนึงถึงการจัดการที่ยั่งยืน จึงมีการออกแบบกิจกรรมทางการตลาดที่ใส่ใจควบคู่กับการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน Go Green Together เปลี่ยนผ่านสู่ไลฟ์สไตล์และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน นำไปสู่การริเริ่มโครงสร้างงานกิจกรรมทางการตลาด โดยใช้บูธตัวต่อรักษ์โลกเป็นธนาคารแรก ด้วยการนำ พลาสบริก (PlasBrick) ซึ่งผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่มีลักษณะเป็นบล็อกประสานประกบเข้าล็อกเหมือนตัวต่อ มาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุหลักของโครงสร้างบูธที่ธนาคารใช้ในการจัดนิทรรศการเพื่อกิจกรรมการตลาดตลอดปี 2568 ซึ่งนอกจากจะเป็นบูธที่มีวัสดุหลักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ซ้ำหมุนเวียนได้ในระยะยาวแล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ธนาคารในการจัดกิจกรรมให้แก่ลูกค้า ที่มีความยืดหยุ่นหลากหลายได้ โครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกจึงมีจุดเด่น 3 ด้าน ดังนี้

ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการใช้วัสดุหลักที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% จึงช่วยลดขยะ มีผลิตจากการหลอมขยะพลาสติกและใช้การฉีดสีแทนการพ่นหรือทาสี ทำให้ไม่เกิดละอองฝุ่น หากมีชิ้นส่วนเสียหายหรือต้องการเปลี่ยนสีก็สามารถนำเฉพาะที่จำเป็นไปหลอมขึ้นรูปใหม่ โดยไม่ต้องผลิตใหม่ทั้งโครงสร้าง จึงไม่ก่อให้เกิดขยะและลดการผลิตใหม่ได้ นอกจากนี้ด้วยรูปทรงเป็นก้อนเหลี่ยม น้ำหนักเบา ขนส่งได้ง่ายและเยอะขึ้นในแต่ละรอบ จึงลดการใช้เชื้อเพลิง และจากการเป็นวัสดุที่ใช้ซ้ำได้ต่อเนื่อง ธนาคารสามารถใช้งานโครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกหมุนเวียนได้หลายโอกาสตลอดทั้งปี ช่วยลดการทิ้งวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของธนาคารในเรื่อง Zero Waste นำไปสู่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความประหยัดทั้งด้านเวลาและงบประมาณ ด้วยการเชื่อมแบบต่อบล็อกที่ทำได้ง่าย ทำให้โครงสร้างนี้ใช้จำนวนแรงงานและเวลาในการติดตั้งและรื้อถอนน้อยกว่าวัสดุดั้งเดิมได้มาก นอกจากนี้ ผลิตครั้งเดียว สามารถใช้งานออกบูธของธนาคารได้หลากหลายโอกาส ทั้งงานในร่มและงานกลางแจ้ง ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว

การตอบโจทย์ด้านดีไซน์ จากการที่พลาสบริกมีรูปทรงเป็นบล็อกใช้งานโดยการประกบเข้าล็อกเหมือนตัวต่อ จึงตอบโจทย์เรื่องการวางผังบูธที่หลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ให้บริการลูกค้าที่ต้องการในแต่ละกิจกรรมที่แตกต่างกัน

นางสาวจิตราวิณี กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีการคัดเลือกและพัฒนาวัสดุโครงสร้างบูธอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้วัสดุและกระบวนการที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งาน และเป็นธนาคารแรกที่ได้นำนวัตกรรมพลาสบริกซึ่งเป็นวัสดุที่จดอนุสิทธิบัตรโดยผู้ออกแบบมาประยุกต์ใช้งานจริง ในรูปแบบโครงสร้างบูธสำหรับออกงานนิทรรศการ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของคนไทย ธนาคารเริ่มใช้งานโครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกครั้งแรกในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ประจำปี 2568 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบูธที่ธนาคารใช้ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งธนาคารจะใช้โครงสร้างนี้ในกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อร่วมขับเคลื่อนธนาคารและประเทศไทยมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน

นายภูวดล ทรงวุฒิชโลธร (แถวบน ที่ 9 จากซ้าย) Assistant Managing Director - Project Management บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) และนายโภไคย ศรีรัตโนภาส (แถวบน ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านบริหารงานบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นประธานมอบรางวัลโครงการ CU NEX Hackathon ภายใต้หัวข้อ “Boost up Chula, Sustainable Lifestyle – พลังจุฬาฯ สู่ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน” เพื่อเฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์ที่ช่วยต่อยอดการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้นิสิตได้ลงมือทำจริงในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนแอป CU NEX ผ่านฟีเจอร์ L.L.E. (Life-long Experimental) หรือ Open API  โดยมีทีมที่ชนะการแข่งขัน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทีม StephanNex กับไอเดียสุดล้ำ ฟีเจอร์ “C-Canteen” ที่ใช้ AI ตรวจจับความหนาแน่นของโรงอาหาร บอกที่นั่งว่าง และฟังก์ชันสั่งอาหารล่วงหน้า ได้รับรางวัลมูลค่า 60,000บาท และโอกาสในการฝึกฝนทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพร่วมกับทาง KBTG เป็นระยะเวลา 3 เดือน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม REMTO พัฒนาฟีเจอร์ CU Connex เชื่อมต่อศิษย์เก่าและนิสิตปัจจุบันของจุฬาฯ สำหรับการค้นหาเมนเทอร์ ได้รับรางวัลมูลค่า 40,000 บาท และรางวัลจากการชนะ popular vote 5,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม CU FW พัฒนาแพลตฟอร์มการจ้างงานสำหรับชาวจุฬาฯ และรวบรวมเป็น Portfolio รูปแบบดิจิทัลบน CU NEX ได้รับรางวัลมูลค่า 30,000 บาท  

ทั้งนี้ โครงการ CU NEX เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง Digital Lifestyle University ในการใช้ชีวิตของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านแอป CU NEX  โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจาก KBTG  มาช่วยให้ความรู้และคำแนะนำทั้งการทำ Workshop และเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษา  โดยมีการจัดกิจกรรมและเปิดโอกาสให้นิสิตมาร่วมคิดไอเดียดีๆ อย่างต่อเนื่อง 

Page 4 of 9
X

Right Click

No right click