

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ถือบัตร Krungsri Boarding Card จองเที่ยวบินทั่วโลกผ่านเว็บไซต์ https://th.trip.com/w/ksboardingcard และชำระเงินด้วยบัตร Krungsri Boarding Card รับส่วนลด 20% สูงสุด 3,000 บาท ต่อการจอง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 – 31 ธันวาคม 2568
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/th/promotions/cards/travel/boarding-card-discount-trip
*ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้จากสื่อต่าง ๆ ของธนาคาร
| สหรัฐ |
ความเสี่ยงภาวะถดถอยในสหรัฐฯ สูงขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าที่รุนแรงกว่าคาด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมโดยจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน จะมีการเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับเกือบ 60 ประเทศ ซึ่งมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ด้านประธานเฟดเผยว่านโยบายภาษีดังกล่าวอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า พร้อมยืนยันว่าจะยังไม่เร่งรีบในการปรับลดดอกเบี้ยจนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบในท้ายที่สุด สำหรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดที่ 228,000 ตำแหน่ง ในเดือนมีนาคม แต่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ 4.2%
สงครามการค้าที่ถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นจากนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งตอกย้ำภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผลการศึกษาของวิจัยกรุงศรีพบว่าหากสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้าตามที่ประกาศไว้ การเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกของสหรัฐฯ ในระยะกลาง-ยาว อาจลดลง -0.66% และ -30.3% ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าผลต่อ GDP และการส่งออกโลกที่คาดว่าจะลดลง -0.16% และ -4.5% ตามลำดับ

| ญี่ปุ่น |
โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนแรงลงจากเงินเฟ้อที่สูง ภายใต้ความเสี่ยงของสงครามการค้าที่เร่งตัวขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์ ยอดค้าปลีกชะลอตัวจาก 4.4% ในเดือนมกราคม สู่ระดับ 1.4% YoY ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (Tankan) ปรับตัวลงสู่ระดับ 12 ในไตรมาส 1 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบริษัทนอกภาคการผลิตซึ่งรวมถึงภาคบริการ ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสองไตรมาสสู่ระดับ 35
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่องและกระทบกับกำลังซื้อภายในประเทศ ด้านภาคการผลิตและส่งออกมีแนวโน้มซบเซาภายใต้ความเสี่ยงสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯประกาศขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ต่อคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงญี่ปุ่นที่ถูกเรียกเก็บสูงถึง 24% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 9 เมษายน ซึ่งจากผลการศึกษาของเราพบว่าหากสหรัฐฯ จัดเก็บนำเข้าในอัตราดังกล่าว การส่งออกของญี่ปุ่นอาจลดลง -3.7% ในระยะกลาง-ยาว

| จีน |
เศรษฐกิจจีนปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่เผชิญกับความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ คาดการส่งออกจะอ่อนแรงลง ทางการจีน (NBS) รายงาน PMI ภาคการผลิตและนอกภาคการผลิตสูงขึ้นในเดือนมีนาคม (ดังรูป) ด้านสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีนทุกรายการเพิ่มถึง 34% (มีผลบังคับใช้วันที่ 9 เมษายน) ทำให้อัตราภาษีปีนี้เพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 54% ขณะที่จีนประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 34% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 เมษายน
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ของสหรัฐฯ กับหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน จะทำให้ GDP และการส่งออกของจีนในระยะกลางถึงยาวลดลง -0.04% และ -2.7% ตามลำดับ โดยจีนจะเผชิญกับผลกระทบทั้งทางตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และทางอ้อมผ่านประเทศที่เป็นฐานการผลิตให้กับจีน โดยเฉพาะอาเซียนซึ่งสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราตั้งแต่ 10-49% ขณะเดียวกันสงครามการค้าอาจยิ่งไปซ้ำเติมภาวะอุปทานส่วนเกินของจีน รวมถึงลดทอนประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่จีนประกาศกรอบในภาพใหญ่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในระยะอันใกล้ คาดว่า จีนจะเร่งประกาศรายละเอียดมาตรการผ่อนคลายทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น

สินค้าส่งออกของไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงเกินคาดที่ 36% อาจส่งผลให้การส่งออกไทยปีนี้ไม่เติบโต ประเทศไทยนับเป็น 1 ในเกือบ 60 ประเทศที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) โดยสินค้าของไทยจะถูกเก็บในอัตราที่ 36% สูงสุดเป็นอันดับ 5 ในอาเซียน รองจากกัมพูชา (49%) ลาว (48%) เวียดนาม (46%) และเมียนมาร์ (44%) โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายนนี้
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าในระยะสั้น มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ อาจทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงอย่างมาก และเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจเติบโตใกล้ศูนย์หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาลดภาษี สำหรับอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้นโดยเฉพาะอาหารทะเลแปรรูป และยางรถยนต์อาจส่งผลต่อเนื่องผ่านห่วงโซ่อุปทานการผลิต ซึ่งจะกระทบไปยังการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่งผลลบต่อการจ้างงาน รวมถึงกำลังซื้อโดยรวมของประเทศ

ความตึงเครียดทางการค้าโลกทวีแรงขึ้นและยังมีความไม่แน่นอนสูง กดดันเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลง อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทยสูงเกินคาดที่ 36% ขณะที่ทางการไทยเคยประเมินไว้ว่าอาจถูกเก็บภาษีที่ 11% (ช่วง 10-15%) โดยก่อนหน้านี้ส่วนต่างภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ยของไทยกับสหรัฐฯอยู่ที่ราว 6% หากบวกกับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อัตราภาษีนำเข้าที่เคยคาดการณ์จะอยู่ที่ราว 13% สำหรับผลกระทบในระยะปานกลางถึงระยะยาวอาจจะรุนแรงน้อยกว่าในระยะสั้น เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าใหม่ที่สหรัฐฯ กำหนดกับไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญ อาทิ จีน (54% คำนวณจากอัตราภาษีตอบโต้ 34% บวกกับอัตราภาษีที่สหรัฐฯจัดเก็บ 20% เมื่อต้นปี) และเวียดนาม (46%) ส่งผลให้การย้ายฐานการลงทุนและผลของการทดแทนการส่งออกสินค้าอาจส่งผลบวกในเชิงเปรียบเทียบต่อการส่งออกและการผลิตบางรายการของไทย การประเมินผลกระทบโดยอาศัยแบบจำลอง Global Trade Analysis Project (GTAP) วิจัยกรุงศรีพบว่าจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ นี้ จะทำให้การส่งออกและ GDP ของไทยในระยะกลางถึงยาวลดลง
-2.6% และ -0.11% ตามลำดับ และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนพบว่า GDP ของเวียดนามและกัมพูชาจะลดลงมากกว่าไทย เนื่องจากถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกว่าและมีการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯมากกว่า ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จะได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าไทย
ในระยะข้างหน้าความตึงเครียดทางการค้าโลกอาจมีพัฒนาการในหลายทิศทาง ได้แก่ (i) การเจรจาที่นำไปสู่ข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯ (ii) มาตรการตอบโต้ที่ลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งทางการค้าที่ยืดเยื้อ หรือ (iii) ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นซึ่งกดดันภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตของหลายประเทศลดลง และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบรูปตัว K (โดยภาคการผลิตหลายสาขายังคงฟื้นตัวได้ช้าหรือการเติบโตที่อ่อนแอกว่าภาคบริการอยู่มาก) ผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯอาจยิ่งซ้ำเติมภาคการผลิตสำคัญของไทย และกดดันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงปานกลางให้ยิ่งอ่อนแอลง
“กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นำโดย นายคงสิน คงคา ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ ‘กรุงศรี ออโต้’ ด้วยการคว้ารางวัล ‘2025 Thailand’s Most Admired Brand’ หรือ ‘แบรนด์อันดับหนึ่งที่มีผู้บริโภคเชื่อถือมากที่สุด ประจำปี 2568’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ในหมวดธนาคารและบริการทางการเงิน กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 พร้อมรางวัลพิเศษ “Market Leader Brand Award” หรือ แบรนด์ผู้นำที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด ที่มีแคมเปญสื่อสารการตลาดที่โดดเด่น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถในทุกมิติ จากผลของการสำรวจและวิจัยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ โดยนิตยสารแบรนด์เอจ (BrandAge)
การได้รับรางวัล ‘แบรนด์อันดับหนึ่งที่มีผู้บริโภคเชื่อถือมากที่สุด’ เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของกรุงศรี ออโต้ ในการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด ด้วยการเดินหน้าสร้าง Innovation Experience ผ่านแอป โก บาย กรุุงศรี ออโต้ ที่นำเสนอบริการทางการเงินแบบดิจิทัลที่ครอบคลุม สะดวก และรวดเร็ว พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยสร้างสรรค์ชีวิตผู้ใช้รถให้ดีขึ้น ครอบคลุมและรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของ กรุงศรี ออโต้ ที่ถูกศึกษาในความเห็นของผู้บริโภค (Brand-Innovative Image) โดยพนักงานกรุงศรี ออโต้ ทุกคน ยึดมั่นในการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Krungsri Auto Responsible Lending) ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ที่ร่วมสมัย (Contemporary Brand Building) โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้ใช้รถ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ กรุงศรี ออโต้ เป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถมาอย่างยาวนาน
สำหรับการประกาศรางวัล ‘2025 Thailand’s Most Admired Brand’ โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 25 ได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศในทุกภูมิภาคและพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัย ในการออกแบบและพัฒนาแบบสอบถามให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การตลาด รวมถึงพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปีนี้มีการเก็บข้อมูลจาก 1,600 ตัวอย่างทั่วประเทศ เพื่อค้นหาและยกย่องแบรนด์ที่มีผู้บริโภคเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งจากความมุ่งมั่นตั้งใจสร้างคุณค่าธุรกิจเพื่อเป็นที่ 1 ในใจผู้ใช้รถ ส่งผลให้ กรุงศรี ออโต้ ยังคงครองอันดับ 1 แบรนด์ที่มีผู้บริโภคเชื่อถือมากที่สุด ประจำปี 2568 ในหมวดธนาคารและบริการทางการเงิน กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
มาได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เอาใจขาช้อปออนไลน์ มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ถือบัตร Krungsri Boarding Card หรือบัตรกรุงศรี เดบิต ทุกประเภท เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร Krungsri Boarding Card หรือบัตรกรุงศรี เดบิต ที่เป็นรายการชำระเงินออนไลน์ ภายใต้บัตรหมายเลขเดียวกัน ครบตามที่กำหนด รับฟรี โค้ดส่วนลดร้านค้าชั้นนำ มูลค่ารวมสูงสุด 1,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขตามรายละเอียดดังนี้
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
https://www.krungsri.com/th/promotions/cards/hot-promotion/debit-shop-online
*ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้จากสื่อต่าง ๆ ของธนาคาร
โอกาสทองสำหรับคนอยากออกรถมาถึงแล้ว! กรุงศรี ออโต้ ขนทัพข้อเสนอสุดพิเศษมามอบให้ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อรถยนต์ใหม่ รถอีวี และบิ๊ก ไบค์ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 1.98% สำหรับรถยนต์ใหม่ อนุมัติไวภายใน 30 นาที ผ่านแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ พร้อม รับและลุ้นของกำนัลมูลค่ารวมกว่า 1.8 ล้านบาท ลงทะเบียนรับบัตรเข้างานมอเตอร์โชว์ฟรี ที่แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้
ในโอกาสพิเศษนี้ กรุงศรี ออโต้ เตรียมข้อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านสินเชื่อ รวมถึงโปรโมชันมากมายสำหรับลูกค้าที่มาภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ไม่ว่าจะเป็น

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอสินเชื่อได้ที่บูธ กรุงศรี ออโต้ (บูธ S1) บริเวณหน้าทางเข้า ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 6 เมษายน 2568 พร้อมดาวน์โหลดแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ เพื่อประเมินวงเงินสินเชื่อยานยนต์ ได้แล้ววันนี้ที่ https://kautolink.com/ujo42Z
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ กรุงศรี ออโต้ กำหนด ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.krungsriauto.com
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*กรุงศรี นิว คาร์ ให้บริการสินเชื่อโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 1.98% - 5.25% (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้น
ลดดอก 3.81% - 9.80% ต่อปี)
*กรุงศรี บิ๊ก ไบค์ ให้บริการสินเชื่อโดย บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 3.29% - 13.80% (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 5.92% - 23% ต่อปี)