

กสิกรไทยเปิดตัวโครงการ K-Advice เสริมความแข็งแกร่งบริการด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ด้วยการสร้างทีมที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ K-Advice ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต ที่สนใจการวางแผนการเงินและต้องการสร้างความมั่นคงด้านการเงิน ซึ่งคาดว่ามีอยู่กว่า 600,000 คน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ประกัน หรือการวางแผนการเงินระยะยาว ตั้งเป้าขยายทีม K-Advice ทั่วประเทศให้ได้ 800 คนภายใน 3 ปี
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งส่งเสริมบริการด้านการลงทุนและการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนที่เป็นที่ไว้วางใจ ช่วยให้ผู้ลงทุนเท่าทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่หลากหลายควบคู่กับการส่งมอบองค์ความรู้ให้แก่ลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเพื่อตอบโจทย์การเข้าถึงในการดูแลกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดโครงการ K-Advice เพื่อพัฒนาทีมที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ที่เข้าใจความต้องการและบริบทของกลุ่มนักลงทุนสมัยใหม่ พร้อมให้คำแนะนำแบบใกล้ชิด เจาะลึกเป็นรายบุคคล รองรับความต้องการของกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพในการเติบโต นอกจากนี้ธนาคารยังขยายทีมผู้ดูแลความสัมพันธ์ทางโทรศัพท์หรือไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำด้านการลงทุนที่เป็นประโยชน์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ทีม K-Advice จะผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการวางแผนการเงินแบบครบวงจรอย่างมืออาชีพ ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และทักษะด้านการสื่อสารและการดูแลลูกค้า ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญภายในและภายนอกธนาคาร ผู้ที่ผ่านการอบรมและมีคุณสมบัติครบถ้วน จะได้เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินอิสระแบบมืออาชีพ พร้อมเครื่องมือและระบบที่ทันสมัยในการสนับสนุนการทำงาน โดยธนาคารมีฐานลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตให้พร้อมต่อยอดได้ทันที โครงการ K-Advice เปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณ พนักงานปัจจุบัน รวมทั้งบุคคลภายนอกที่สนใจเติบโตหรือต่อยอดในสายอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งในช่วงต้นของโครงการ ธนาคารจะเริ่มเปิดรับสมัครจากพนักงานเกษียณและพนักงานปัจจุบันก่อน และจะเปิดรับบุคคลภายนอกเป็นลำดับต่อไป เพื่อขยายโอกาสให้กับผู้มีศักยภาพทั่วประเทศที่สนใจร่วมงานกับธนาคาร ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ K-Advice ทั่วประเทศให้ได้ 800 คนภายใน 3 ปี รองรับกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งคาดว่ามีอยู่กว่า 600,000 คน
ดร. พิพัฒน์พงศ์ กล่าวตอนท้ายว่า K-Advice เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของธนาคาร ที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนในโลกการเงินให้กับสังคมไทย ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่มีคุณภาพ การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและการดูแลลูกค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สนใจวางแผนด้านการเงิน ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับคนทำงานในโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกัน
ธนาคารกสิกรไทย มุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในทุกมิติ โดยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ริเริ่มโครงสร้างงานกิจกรรมทางการตลาด โดยใช้บูธตัวต่อรักษ์โลก ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของคนไทย ด้วยการนำ พลาสบริก (PlasBrick) บล็อกประสานผลิตจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล ที่ใช้ซ้ำหมุนเวียนได้ สามารถปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้ายได้อย่างไร้ขีดจำกัด มาประยุตก์ใช้ และจะมีการนำวัสดุนี้มาหมุนเวียนใช้ในงานกิจกรรมทางการตลาดของธนาคารตลอดต่อเนื่องทั้งปี เพื่อลดการทิ้งวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของธนาคารในเรื่อง Zero Waste ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาบริการที่ใส่ใจ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืน

นางสาวจิตราวิณี วรรณกร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการเพื่อส่งมอบประสบการณ์และบริการที่ลูกค้าไว้วางใจ มีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัว และคำนึงถึงการจัดการที่ยั่งยืน จึงมีการออกแบบกิจกรรมทางการตลาดที่ใส่ใจควบคู่กับการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน Go Green Together เปลี่ยนผ่านสู่ไลฟ์สไตล์และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน นำไปสู่การริเริ่มโครงสร้างงานกิจกรรมทางการตลาด โดยใช้บูธตัวต่อรักษ์โลกเป็นธนาคารแรก ด้วยการนำ พลาสบริก (PlasBrick) ซึ่งผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่มีลักษณะเป็นบล็อกประสานประกบเข้าล็อกเหมือนตัวต่อ มาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุหลักของโครงสร้างบูธที่ธนาคารใช้ในการจัดนิทรรศการเพื่อกิจกรรมการตลาดตลอดปี 2568 ซึ่งนอกจากจะเป็นบูธที่มีวัสดุหลักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ซ้ำหมุนเวียนได้ในระยะยาวแล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ธนาคารในการจัดกิจกรรมให้แก่ลูกค้า ที่มีความยืดหยุ่นหลากหลายได้ โครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกจึงมีจุดเด่น 3 ด้าน ดังนี้

ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการใช้วัสดุหลักที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% จึงช่วยลดขยะ มีผลิตจากการหลอมขยะพลาสติกและใช้การฉีดสีแทนการพ่นหรือทาสี ทำให้ไม่เกิดละอองฝุ่น หากมีชิ้นส่วนเสียหายหรือต้องการเปลี่ยนสีก็สามารถนำเฉพาะที่จำเป็นไปหลอมขึ้นรูปใหม่ โดยไม่ต้องผลิตใหม่ทั้งโครงสร้าง จึงไม่ก่อให้เกิดขยะและลดการผลิตใหม่ได้ นอกจากนี้ด้วยรูปทรงเป็นก้อนเหลี่ยม น้ำหนักเบา ขนส่งได้ง่ายและเยอะขึ้นในแต่ละรอบ จึงลดการใช้เชื้อเพลิง และจากการเป็นวัสดุที่ใช้ซ้ำได้ต่อเนื่อง ธนาคารสามารถใช้งานโครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกหมุนเวียนได้หลายโอกาสตลอดทั้งปี ช่วยลดการทิ้งวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของธนาคารในเรื่อง Zero Waste นำไปสู่การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ความประหยัดทั้งด้านเวลาและงบประมาณ ด้วยการเชื่อมแบบต่อบล็อกที่ทำได้ง่าย ทำให้โครงสร้างนี้ใช้จำนวนแรงงานและเวลาในการติดตั้งและรื้อถอนน้อยกว่าวัสดุดั้งเดิมได้มาก นอกจากนี้ ผลิตครั้งเดียว สามารถใช้งานออกบูธของธนาคารได้หลากหลายโอกาส ทั้งงานในร่มและงานกลางแจ้ง ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว
การตอบโจทย์ด้านดีไซน์ จากการที่พลาสบริกมีรูปทรงเป็นบล็อกใช้งานโดยการประกบเข้าล็อกเหมือนตัวต่อ จึงตอบโจทย์เรื่องการวางผังบูธที่หลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ให้บริการลูกค้าที่ต้องการในแต่ละกิจกรรมที่แตกต่างกัน

นางสาวจิตราวิณี กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารกสิกรไทยมีการคัดเลือกและพัฒนาวัสดุโครงสร้างบูธอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้วัสดุและกระบวนการที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งาน และเป็นธนาคารแรกที่ได้นำนวัตกรรมพลาสบริกซึ่งเป็นวัสดุที่จดอนุสิทธิบัตรโดยผู้ออกแบบมาประยุกต์ใช้งานจริง ในรูปแบบโครงสร้างบูธสำหรับออกงานนิทรรศการ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของคนไทย ธนาคารเริ่มใช้งานโครงสร้างบูธตัวต่อรักษ์โลกครั้งแรกในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ประจำปี 2568 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยบูธที่ธนาคารใช้ได้รับการรับรองความเป็นกลางทางคาร์บอนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งธนาคารจะใช้โครงสร้างนี้ในกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อร่วมขับเคลื่อนธนาคารและประเทศไทยมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไปด้วยกัน
นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย (ซ้าย) และนายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS (ขวา) ร่วมเปิดตัวความร่วมมือสนับสนุนร้านค้าออนไลน์ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการร้าน ผลักดันยอดขายโต โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS ที่สมัครแพ็กเกจค้าขายออนไลน์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ แพ็กเกจ AIS 5G Social Commerce, AIS 5G Seller และ AIS 5G TikTok Shop รับสิทธิ์ใช้งานแพ็กเกจ K SHOP Pro ในแอปพลิเคชัน K SHOP แอปพลิเคชันจัดการร้านค้า ฟรี 30 วัน มูลค่า 299 บาท และรับเพิ่มบัตรของขวัญ Lotus’s Gift Card มูลค่า 100 บาท เมื่อเชื่อมต่อ K SHOP Pro กับ Facebook Page หรือ Line OA ของร้าน หรือเมื่อสมัครใช้งานเครื่องรับบัตรพกพา (mPOS) ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2568
งาน EARTH JUMP 2025 ซึ่งธนาคารกสิกรไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่แล้ววันนี้ ระดมผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจระดับโลกและระดับประเทศ ให้แนวทางกลยุทธ์และความรู้ อัปเดตข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือความแปรปรวนที่เกิดขึ้น โดยในวันแรกมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมาย อาทิ โลกกจะเกิดสภาวะแปรปรวนด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนยังเดินหน้าต่อไป ประเทศไทยเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเรื่อง Taxonomy ในอาเซียน และภาครัฐกำลังผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ในส่วนภาคเอกชนก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าเรื่องนี้ต่อเนื่อง แต่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ความชัดเจนของนโยบายและข้อบังคับต่างๆ รวมถึงแหล่งเงินทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ พร้อมทั้งกรณีศึกษาประเทศจีนที่นำ Taxonomy มาแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจนสำเร็จ และกรณีศึกษาจากประเทศเดนมาร์กที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้พร้อมกับเศรษฐกิจที่โตขึ้นเกือบ 80% นอกจากนี้ยังมีมุมมองและข้อมูลอัปเดตเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันว่ายังต้องเดินหน้าต่อ เพราะนี่คือกติกาเกมธุรกิจในโลกใหม่

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การจัดระเบียบโลกด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีอเมริกาเป็นศูนย์กลาง หลายประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในส่วนของประเทศไทย ภาครัฐกำลังผลักดัน พรบ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้าเพื่อบังคับและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีมาตรการภาคบังคับเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันด้วยระบบกลไกราคาคาร์บอน เช่น 1.ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) เพื่อบังคับการลดการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งกำเนิด 2.การเริ่มเก็บ Carbon Tax ในบางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน พร้อมทั้งผลักดันมาตรการสนับสนุนโดยจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคประชาชน โดยภาครัฐก็ต้องไม่เพียงแค่ Talk the Talk แต่ต้อง Walk the Walk ด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างความสำเร็จในการทำตามแผนงานที่เห็นผลจริง รวมถึงการพร้อมรับฟีดแบคจากภาคเอกชนเพื่อต่อยอดเป็นนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือที่แม้จะมีอุปสรรคและข้อจำกัดจากข้อกฎหมายอยู่บ้างแต่ภาครัฐก็ต้องตอบสนองให้เร็วที่สุด

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มี ‘ความแปรปรวน’ ตลอดเวลา เราต้องเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันหลายเรื่อง เช่น นโยบายของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโตชะลอตัว การเข้ามาของ AI และที่สำคัญคือเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ส่งผลทำให้เกิดภัยพิบัติจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการรับมือมี 3 กลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำ คือ 1. Health Check ตรวจสุขภาพตัวเองก่อน ว่าตอนนี้เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเท่าไร 2. Commitment ตั้งเป้าว่าเราจะลดเท่าไร ในปีไหน และ 3. Solution คือการหาวิธีและหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าที่ตั้งไว้ ธนาคารกสิกรไทยไม่เพียงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเราเอง แต่ยังมุ่งมั่นช่วยเหลือลูกค้า เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero พร้อมกัน ด้วยการสร้าง K-Climate Solutions ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ เพื่อนำไปสู่ Ecosystem ที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย

สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจในช่วงเช้าจากงาน EARTH JUMP 2025 มีดังนี้
งาน EARTH JUMP 2025 จัดขึ้น 2 วัน โดยในส่วนของการจัดงานวันที่สอง (29 พ.ค. 2568) มีเรื่องที่น่าสนใจ ได้แก่ อัปเดตเทรนด์และผลกระทบต่อธุรกิจไทย ฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจถึงทางรอดใหม่ของ SME ในยุค Net Zero ร่วมถอดบทเรียนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างโรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ พร้อมโชว์เคสนวัตกรรมสุดล้ำจากองค์กรชั้นนำ รวมถึงโอกาสธุรกิจท่ามกลาง Climate Game และพบกับ SME e-Handbook คู่มือที่จะช่วยให้ธุรกิจ SME เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืนเป็นที่แรก
นี่คือโอกาสสุดท้ายสำหรับธุรกิจและผู้ที่สนใจปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง คว้าโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับสุดยอดฟอรัมแห่งปี EARTH JUMP 2025 สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ www.kasikornbank.com/k_earthjump2025
นายภูวดล ทรงวุฒิชโลธร (แถวบน ที่ 9 จากซ้าย) Assistant Managing Director - Project Management บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) และนายโภไคย ศรีรัตโนภาส (แถวบน ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านบริหารงานบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นประธานมอบรางวัลโครงการ CU NEX Hackathon ภายใต้หัวข้อ “Boost up Chula, Sustainable Lifestyle – พลังจุฬาฯ สู่ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน” เพื่อเฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์ที่ช่วยต่อยอดการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้นิสิตได้ลงมือทำจริงในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนแอป CU NEX ผ่านฟีเจอร์ L.L.E. (Life-long Experimental) หรือ Open API โดยมีทีมที่ชนะการแข่งขัน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทีม StephanNex กับไอเดียสุดล้ำ ฟีเจอร์ “C-Canteen” ที่ใช้ AI ตรวจจับความหนาแน่นของโรงอาหาร บอกที่นั่งว่าง และฟังก์ชันสั่งอาหารล่วงหน้า ได้รับรางวัลมูลค่า 60,000บาท และโอกาสในการฝึกฝนทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพร่วมกับทาง KBTG เป็นระยะเวลา 3 เดือน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม REMTO พัฒนาฟีเจอร์ CU Connex เชื่อมต่อศิษย์เก่าและนิสิตปัจจุบันของจุฬาฯ สำหรับการค้นหาเมนเทอร์ ได้รับรางวัลมูลค่า 40,000 บาท และรางวัลจากการชนะ popular vote 5,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม CU FW พัฒนาแพลตฟอร์มการจ้างงานสำหรับชาวจุฬาฯ และรวบรวมเป็น Portfolio รูปแบบดิจิทัลบน CU NEX ได้รับรางวัลมูลค่า 30,000 บาท
ทั้งนี้ โครงการ CU NEX เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้าง Digital Lifestyle University ในการใช้ชีวิตของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านแอป CU NEX โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจาก KBTG มาช่วยให้ความรู้และคำแนะนำทั้งการทำ Workshop และเป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษา โดยมีการจัดกิจกรรมและเปิดโอกาสให้นิสิตมาร่วมคิดไอเดียดีๆ อย่างต่อเนื่อง