January 19, 2026

ลีสซิ่งกสิกรไทย คาดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46  จะสามารถกระตุ้นยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2568 ได้ ออกแคมเปญโปรฉ่ำ ร่วมกับบัตรเครดิตกสิกรไทย ให้ลูกค้าได้กระเป๋าเดินทางครบเซต K POINT และ Starbucks e-coupon มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้าที่ขอสินเชื่อรถยนต์ใหม่ มุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านโซลูชันสินเชื่อรถดิจิทัลครบวงจร

นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่ายอดขายรถยนต์ใหม่ในประเทศในปี 2567 ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 572,568 คัน ซึ่งลดลงประมาณ 26% ในปี 2568 จากการคาดการณ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยและผู้ขายและผู้ผลิตรถยนต์มีมุมมองที่หลากหลาย ตัวเลขอาจอยู่ในกรอบตั้งแต่ 530,000-600,000 คัน ซึ่งช่วงงานมอเตอร์โชว์ 2025 สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เช่น  BYD ATTO2, Tesla New Model Y, MG IM6 และ MG ES5, AION UT และ ZEEKR 7x รวมถึงรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Hybrid) เช่น New Audi A5 TFSI , Deepal S05 (EREV) และ Hunter, BYD Shark, AION M8, Mitsubishi XFORCE HEV และ New Haval H6 ในงานนี้ ลีสซิ่งกสิกรไทยได้ร่วมออกบูธพร้อมข้อเสนอสินเชื่อพิเศษร่วมกับบัตรเครดิตกสิกรไทย ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568- 30 เมษายน 2568 มอบโปรโมชันจัดเต็มให้ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อรถยนต์ของลีสซิ่งกสิกรไทยดังนี้

สำหรับลูกค้าภายในงานมอเตอร์โชว์ 26 มีนาคม 2568- 6 เมษายน 2568

  • รับทันที กระเป๋าเดินทาง Mini Trunk (กระเป๋าอเนกประสงค์) ขนาด13 นิ้ว มูลค่า 2,000 บาท จำนวน 1 ใบ เมื่อสมัครสินเชื่อและได้รับอนุมัติผ่านช่องทาง Digital Self-Apply
  • รับทันที กระเป๋าเดินทางทรง Trunk ขนาด22 นิ้ว มูลค่า 4,888 บาท จำนวน 1 ใบ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผ่านบริษัทในเครือของลีสซิ่งกสิกรไทย

และสำหรับลูกค้าทั่วประเทศ เมื่อออกรถกับลีสซิ่งกสิกรไทยพร้อมสมัครประกันคุ้มครองสินเชื่อ (Credit Shield) และทำสัญญาภายใน 31  พฤษภาคม 2568 รับกระเป๋าเดินทางครบเซต Mini Trunk ขนาด13 นิ้ว และTrunk ขนาด 22 นิ้ว รวมมูลค่า 6,888 บาท

 

แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าธนาคารกสิกรไทย

  • จองรถภายในงานหรือทั่วประเทศผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย รับ Starbucks e-coupon มูลค่าสูงสุด 4,000 บาท
  • สมัครสินเชื่อรถใหม่ผ่านช่องทาง K EV Shop และสมัครบริการหักค่างวดผ่านบัญชีอัตโนมัติ (Direct Debit) จะได้รับสูงสุด 50,000 K POINTS

นายธีรชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า จากพฤติกรรมของลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์และการขอสินเชื่อที่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เช่น ลูกค้ามีแนวโน้มในการค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบรถแต่ก็อยากจะประเมินหรือสมัครสินเชื่อไว้ด้วยเลย ต่อมาเมื่อเป็นลูกค้าแล้วก็อยากได้รับบริการความสะดวกรวดเร็วที่สุด ลีสซิ่งกสิกรไทยจึงได้ร่วมมือกับ KBTG มุ่งเน้นการพัฒนาสร้างโซลูชันที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง สามารถยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่าน Digital Solutions ที่ครอบคลุมตลอดเส้นทาง จากการรับรู้แบรนด์จนถึงการตัดสินใจใช้บริการ (Customer Journey) ตั้งแต่เริ่มคิดอยากจะซื้อรถยนต์ การประเมินความสามารถและวงเงิน การสมัครสินเชื่อไปจนถึงการบริการหลังการขายอย่างครบวงจร และการตอบโจทย์ลูกค้าที่ผ่อนอยู่ให้ได้รับสภาพคล่องด้วยสินเชื่อรถช่วยได้ (Top Up) ประกอบด้วย

  • K EV Shop: แพลตฟอร์มรวบรวมแคมเปญพิเศษสุดร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ประหยัดพลังงานแบรนด์พันธมิตร ให้ลูกค้าเลือกรับแคมเปญพิเศษได้ทุกที่ทุกเวลา
  • Quick Calculation: เครื่องมือประเมินวงเงินและค่างวดเพื่อช่วยวางแผนซื้อรถใหม่หรือรถใช้แล้ว โดยพิจารณาตามความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า สอดคล้องกับเกณฑ์ Responsible Lending ของธนาคารแห่งประเทศไทย
  • Digital Self-Apply: แพลตฟอร์มสมัครสินเชื่อซึ่งใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนและประมวลผลการอนุมัติเครดิตสกอริ่งอัตโนมัติ ทำให้ทราบผลการอนุมัติสินเชื่อได้ทันที  
  • KLeasing Line Official: ช่องทางในการรับข้อมูลสถานะการใช้สินเชื่อ การใช้บริการหลังการขายและสิทธิพิเศษ พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้เงินด้วยสินเชื่อรถช่วยได้ (Top Up) แก่ลูกค้าที่ผ่อนชำระอยู่กับลีสซิ่งกสิกรไทย

โดยหากลูกค้าสนใจสามารถศึกษารายละเอียดหรือสมัครสินเชื่อรถใหม่ได้ที่ www.kasikornbank.com/k_motorshow2025campaign 

หมายเหตุ:

สินเชื่อรถใหม่ กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 3.82%-10% ต่อปี

สำหรับบัตรเครดิต ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและบจก. ลีสซิ่งกสิกรไทยกำหนด ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com/k_motorshow2025campaign 

www.kasikornbank.com/k_kevshoppromotion_apr2025 

www.kasikornbank.com/k_cardealer-autoservice 


อ้างอิง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกช. 7/2566 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดทำและควบคุมโฆษณาให้มีเนื้อหาที่ "ถูกต้องและชัดเจน" "ครบถ้วนและเปรียบเทียบเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้" และ "ไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร" เพื่อให้ลูกค้าได้รับและเข้าใจข้อมูลที่จำเป็นอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการมีวินัยทางการเงิน

ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่มีการอ้างถึงการจ่ายชำระ/การใช้บริการสินเชื่อ สินเชื่อบัตรเครดิต และการผ่อนชำระสินค้า โดยระบุคำเตือนในข่าวให้ถูกต้องตามที่หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้

  • จากแนวคิดของภาครัฐในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้เสียออกจากระบบ โดยเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภคของลูกหนี้รายย่อยที่เครดิตบูโร ซึ่งจากข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567 เอ็นพีแอลของหนี้ภาคประชาชนที่เครดิตบูโร (หนี้ค้างชำระมากกว่า 90 วันขึ้นไป) มีจำนวน 59 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 1.2 ล้านล้านบาทนั้น สะท้อนการตระหนักของภาครัฐ เกี่ยวกับความซับซ้อนของปัญหาหนี้เสียที่ค้างอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น (รูปที่ 1) หลังจากผ่านวิกฤตมาหลายรอบ โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

  • หากเทียบกับกรณีที่คล้ายคลึงกันของไทยคือ การจัดตั้ง AMC และ TAMC หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มีหนี้เสียสูงถึง3% ของสินเชื่อรวมในเดือนพฤษภาคม 2542 หรือราว 2.5 ล้านล้านบาท อันเกินกว่ากำลังของระบบสถาบันการเงินจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ทำให้เกิดการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของภาคเอกชนและภาครัฐตามมาตั้งแต่ปี 2540-2541 จนมีจำนวนกว่า 10 แห่ง เพื่อซื้อหนี้จากธนาคารแม่ แยกออกไปบริหารจัดการเฉพาะ ต่อมาจึงมีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือ TAMC ในปี 2544 เพื่อซื้อหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงปลายวิกฤตดังกล่าว ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท จากสถาบันการเงินไปบริหารเพื่อฟื้นฟูและ/หรือปิดจบหนี้

  • แม้จุดเริ่มต้นของแนวคิดการจัดตั้ง AMC ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและในครั้งนี้ มีความเหมือนกันตรงที่การมุ่งแยกหนี้เสียออกจากระบบ แต่กลับอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตปี 2540 การจัดตั้ง AMC จะเน้นซื้อหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตจากอานิสงส์ของเงินบาทอ่อนค่าที่ส่งผลดีต่อ FDI และการส่งออก ได้ช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนเห็นภาพรายได้ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ในระยะเวลาดังกล่าว ยังเป็นช่วงแรกๆ ของตลาดการบริหารหนี้ และมีการแก้กฎหมาย มีการจัดตั้งศาลล้มละลายกลาง จึงทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้มีองค์ประกอบหลายด้านที่สนับสนุนการแก้ไขหนี้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ขณะที่ ปัญหาในรอบนี้แตกต่างออกไป นั่นคือ หนี้เอ็นพีแอลทั้งธุรกิจและรายย่อยจำนวนไม่น้อยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือจากทั้งธนาคารพาณิชย์และทางการ สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ไขหนี้ นอกจากนี้ ตลาดการบริหารหนี้ก็มีความท้าทายมากขึ้นจากการที่หนี้ที่ไหลเข้ามาในระยะหลัง แก้ยากขึ้น อีกทั้งการระบายทรัพย์สู่ตลาดตามกระบวนการทางกฎหมาย ก็น่าจะใช้เวลาเช่นกัน ท่ามกลางผู้ซื้อและอำนาจซื้อที่จำกัด ดังนั้น แนวคิดในการจัดตั้ง AMC ในรอบนี้ จึงต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปข้างต้นด้วย เพื่อออกแบบรูปแบบธุรกิจและกลไกการจัดการให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปมากขึ้น

  • นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่
    • เป้าหมายการแก้หนี้ที่เน้นหนี้รายย่อย จะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากจำนวนบัญชีรายย่อยที่เครดิตบูโร มีจำนวนกว่า 9 ล้านบัญชี ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงหนี้เสียของสหกรณ์ นอนแบงก์ในธุรกิจลิสซิ่ง หรือนอนแบงก์ที่ไม่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร
    • ปัญหา Moral Hazard ของลูกหนี้ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า การขายหนี้ให้ AMC บริหาร ลูกหนี้มีโอกาสได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ที่แตกต่างหรือผ่อนปรนกว่าเดิม โดยเฉพาะหาก AMC ซื้อหนี้ดังกล่าวมาในราคาที่ไม่สูง ซึ่งภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนอย่างเช่นในปัจจุบัน อาจกระตุ้นให้ลูกหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา เลือกปฏิเสธการจ่ายหนี้และกลายเป็นเอ็นพีแอลมากขึ้น ซึ่งจะกลับมาทำให้เจ้าหนี้ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อระบบการเงินโดยรวม ดังนั้น การตีกรอบเงื่อนไขการรับซื้อหนี้ของลูกหนี้จากสถาบันการเงินให้มีความเหมาะสม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ระบบเครดิตของไทยยังยืนอยู่ได้ในอนาคต
    • การแก้หนี้ที่ยั่งยืนยังต้องอาศัยการแก้ไขจากฝั่งรายได้ ควบคู่กับการสร้างวินัยและวัฒนธรรมในการใช้จ่ายที่ถูกต้อง จึงจะเป็นการแก้หนี้อย่างยั่งยืนที่แท้จริง

สุดท้าย การจัดตั้ง AMC จะมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหนี้เสียของระบบการเงินไทยในรอบนี้เพียงใด คงขึ้นกับการออกแบบ Business Model และรายละเอียดต่างๆ ที่จะตามมา ทั้งรูปแบบการจัดตั้ง แหล่งเงินทุน ราคาซื้อหนี้ เงื่อนไขส่วนแบ่งผลขาดทุนหรือกำไรจากการบริหารหนี้ ตลอดจน ระยะเวลาของโครงการว่าจะปิดตัวเมื่อบริหารหนี้จากการซื้อตามโครงการที่กำหนดเสร็จสิ้น หรือจะเป็น AMC ที่รับซื้อหนี้อย่างต่อเนื่องเหมือนที่ดำเนินการอยู่จำนวนมากถึง 87 แห่งในปัจจุบัน เพราะจะมีผลต่อความร่วมมือในการขายหนี้ ผลกระทบต่อลูกหนี้ และเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม

Disclaimers

รายงานวิจัยนี้จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะ หรือ ข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว

ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)


โดย: ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล

 

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย (ที่ 4 จากขวา) ให้การต้อนรับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิติพงษ์ ยอดมงคล รองอธิการบดี (ที่ 4 จากซ้าย) คุณนารีรัตน์ จันทรมังกร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน (ที่ 3 จากซ้าย) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพร พิชัยยา รองอธิการบดี (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโอกาสเข้าเยี่ยมกิจการเพื่อศึกษาระบบการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย พร้อมรับฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการจัดสรรเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Asset Allocation) เพื่อโอกาสสร้างความมั่งคั่ง แม้ในภาวะตลาดผันผวนด้วย K-WealthPLUS” ณ ชั้น 12 ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่พหลโยธิน เมื่อเร็วๆ นี้

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% เหลือ 2.00% ต่อปี นั้น ธนาคารพร้อมตอบสนองต่อมาตรการดังกล่าวด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้าทุกกลุ่มสูงสุด 0.25% เพื่อตอกย้ำความตั้งใจของธนาคารในการดูแลและช่วยเหลือลูกค้าบรรเทาภาระหนี้ ลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน

นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศซึ่งยังคงเผชิญกับความท้าทายและมีแนวโน้มขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมถึงนโยบายการค้าที่มีความไม่แน่นอน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเสริมสร้างกำลังซื้อของประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลวันที่ 4 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป รายละเอียด ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 7.34% เป็น 7.09% ต่อปี
  • อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดจาก 7.15% เป็น 7.05% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดจาก 7.18% เป็น 7.08% ต่อปี

ธนาคารกสิกรไทยยังคงพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าสามารถรับมือและบริหารจัดการภาระหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารได้ทุกช่องทาง

นายจักรพงศ์ โอแสงธรรมนนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ (ขวา) ธนาคารกสิกรไทย นายอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK พร้อมด้วย นายเดวิด ลอร์เร้นซ์ ไม้ค์เคิลส์ (กลาง) ประธานคณะกรรมการ และกรรมการผู้อำนวยการ บมจ. จี เอ็ม เอส เพาเวอร์ และ บจก. รี เอนเนอร์ยี ร่วมลงนามสนับสนุนทางการเงินสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) วงเงิน 410 ล้านบาทแก่ บจก. รี เอนเนอร์ยี ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม บมจ. จี เอ็ม เอส เพาเวอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยธนาคาร    กสิกรไทย และ EXIM BANK สนับสนุนวงเงินแห่งละ 50% ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

การสนับสนุนสินเชื่อในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 21.49 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดจำหน่ายผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Private PPA) ให้แก่บริษัทผู้รับซื้อไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นโครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยให้ธุรกิจของผู้รับซื้อไฟฟ้าสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของทั้งสองธนาคารที่มุ่งมั่นให้บริการทางการเงินไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจและส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero 

X

Right Click

No right click