January 19, 2026

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด มหาชน ผู้นำด้านพลังงานและโซลูชันพลังงานหมุนเวียน เดินหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดผ่านการซื้อ Renewable Energy Certificates (RECs) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

บลจ.กสิกรไทย ในฐานะผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน ได้ให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ลงทุน การจับมือกับ บี.กริม เพาเวอร์ ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 2) และส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เติบโตในภาคธุรกิจไทย

คุณวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า "การใช้ Renewable Energy Certificates (RECs) เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของเราในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะช่วยผลักดันภาคธุรกิจไทยให้ก้าวไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง"

คุณนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวว่า "เรามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน และภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนของ บลจ.กสิกรไทย ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในประเทศไทย"

ความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ (ขวา) ผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยนายชัช เหลืองอาภา (ซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคาร รับ 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัลสุดยอดบัตรเครดิตใหม่ ประเทศเวียดนาม (Best New Credit Card) และรางวัลสุดยอดธนาคารแห่งใหม่เพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีออนไลน์ ประเทศเวียดนาม (Best New Online SME Bank) จากงาน International Finance Awards 2024 สะท้อนความเป็นธนาคารที่พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนที่ประเทศเวียดนาม และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของธนาคารกสิกรไทยในระดับภูมิภาคที่มุ่งมั่นส่งมอบบริการทางการเงินที่มั่นคงปลอดภัย ใช้ง่ายสบายใจ และครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธุรกิจเอสเอ็มอี และองค์กรขนาดใหญ่ จัดโดย International Finance นิตยสารด้านธุรกิจและการเงินชั้นนำระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบผ่านสาขาที่ประเทศเวียดนามตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญระดับภูมิภาคที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตของ GDP 5-6% อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572 โดยมีผลิตภัณฑ์ KBank Cashback Plus บัตรเครดิตใบแรกของเคแบงก์ในเวียดนาม ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน ปี 2567 และได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าธนาคาร โดยในไตรมาสที่ 3 มีอัตราการใช้งานบัตร (Active Card Rate) สูงกว่า 90% จากข้อมูลของ VisaNet

นายวิน พรหมแพทย์, CFA, ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ให้การต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิชาเอกการเงินและการลงทุน สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เนื่องในโอกาสเข้าศึกษาดูงานธุรกิจจัดการกองทุน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำงานจริงผ่านกระบวนการวิเคราะห์การลงทุน พร้อมทั้งการแนะนำเส้นทางสู่อาชีพสายการเงินและการลงทุนจากผู้จัดการกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย จับมือธนาคารชิซูโอกะ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับใหม่ ยกระดับบริการทางการเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาค AEC+3 และการสนับสนุนนักลงทุนจากภูมิภาค AEC+3 ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังญี่ปุ่น พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการทางการเงินระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทย

นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยดำเนินยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น เพื่อการต่อยอดบริการรองรับการทำธุรกรรมและธุรกิจของลูกค้าในภูมิภาค AEC+3 โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่สำคัญและมีมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยบริษัทญี่ปุ่นมักขยายการลงทุนเป็นลำดับขั้น โดยเริ่มจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามด้วยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน

นายมิโนรุ ยางิ ประธานผู้บริหาร ธนาคารชิซูโอกะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นเผชิญกับความท้าทายทางสังคมหลายประการ รวมถึงประชากรที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุ และจังหวัดชิซูโอกะก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ภายใต้แผนการจัดการระยะกลางฉบับแรกของเรา ธนาคารชิซูโอกะมุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลระหว่างการสร้างคุณค่าทางสังคม และการเพิ่มคุณค่าขององค์กร โดยการแก้ไขปัญหาที่สำคัญในภูมิภาคด้วยหัวข้อ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ในบริบทนี้ เป็นที่ชัดเจนว่ามุมมองข้ามพรมแดนและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นมีความสำคัญ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเราและให้บริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ภูมิภาคและลูกค้าในทั้งญี่ปุ่นและไทย เรามั่นใจว่าด้วยการนำทางความซับซ้อนของการเงินโลกและการพัฒนาความร่วมมือของเรา เราสามารถเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับความสำเร็จ

 

ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารชิซูโอกะ ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่น  มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดชิซูโอกะและเมืองสำคัญต่างๆ รวมถึงโอซาก้า นาโกย่า และโตเกียว จึงได้ต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อขยายความร่วมมือในการยกระดับบริการทางการเงินระหว่างประเทศของธนาคาร ให้เป็นความร่วมมือแบบสองทาง (Two-way collaboration) ผ่านการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบันการเงิน เพื่อครอบคลุมการทำงานที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการตลาดและการลงทุน 2.การนำเสนอและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจในยุคดิจิทัล 3.การแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองสถาบันเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ เพื่อให้ทั้งสองธนาคารมีความพร้อมที่จะส่งมอบบริการที่ตอบสนองความต้องการของพันธมิตรและภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด โดยมุ่งให้การสนับสนุนนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาค AEC+3 และให้การสนับสนุนนักลงทุนจากภูมิภาค AEC+3 ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน

นายพิพิธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทยและธนาคารชิซูโอกะ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2554 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นกว่า 100 แห่ง ในการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย พร้อมให้บริการลูกค้าธุรกิจกว่า 200 ราย ครอบคลุม 7 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว จีน และฮ่องกง ที่ธนาคารกสิกรไทยมีสาขาอยู่ รวมถึงกรณีที่ลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยจากแต่ละประเทศที่ต้องการจะขยายการลงทุนหรือธุรกิจไปยังประเทศญี่ปุ่น ธนาคารกสิกรไทยเชื่อมั่นว่าการยกระดับความร่วมมือกับธนาคารชิซูโอกะครั้งนี้ จะตอบโจทย์การลงทุนและการค้าในอาเซียนที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดียิ่งขึ้น ร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารกสิกรไทยในการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำแห่งภูมิภาค AEC+3

ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัว “คอนเซียชพลัส” (KONCIERGE+) แพลตฟอร์มแรกที่รวมโซลูชันเพื่อธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจร สนับสนุนให้ธุรกิจโรงแรม เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีในการบริหารจัดการโรงแรมได้ง่ายขึ้น ด้วยโซลูชันที่รวมมาให้ครบ ได้แก่ ระบบการบริหารจัดการห้องพัก ระบบการบริหารช่องทางการขายและการตั้งราคา ระบบการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันรับโอกาสการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวไทย เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปี 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยจำนวน 37.5 ล้านคน 

นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2568 คาดว่าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 1.78 ล้านล้านบาท ซึ่งจากสถิติปี 2567 พบว่าการจ่ายค่าที่พักทั้งคนไทยเที่ยวไทยและต่างชาติประมาณ 950,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการพักกับโรงแรมขนาดใหญ่มีเพียง 37% ของค่าที่พักที่ใช้จ่ายกับโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยให้การสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวมาโดยตลอด ทั้งด้านการเงิน ช่องทางการขาย Voucher และการโปรโมต จนมาถึงครั้งนี้ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการพัฒนา KONCIERGE+ ที่เปิดตัวในวันนี้ เป็นแพลตฟอร์มแรกที่รวมโซลูชันเพื่อธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจร ซึ่งธุรกิจที่ใช้ KONCIERGE+ จะได้ประโยชน์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้จากการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการโรงแรม  

ด้านนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ปัจจุบันโรงแรมในไทยมีกว่า 16,000 โรงแรม แต่อุปสรรคที่ทำให้โรงแรมยังไม่เติบโตได้เท่าที่ควร ได้แก่ 1) การที่โรงแรมมีการทำการตลาดและการตั้งราคาที่ยังเป็นการตั้งราคาคงที่ ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 2) ขาดการทำการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง 3) หลังโควิดมี Demand ของนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่จำนวนพนักงานที่น้อยลง ทำให้หลายโรงแรมเกิดปัญหาขาดคนทำงาน จนอาจทำให้ประสิทธิภาพการบริการน้อยลง และ 4) การเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มีอย่างจำกัด ทำให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการไม่ดี การพัฒนา KONCIERGE+ ที่เปิดตัวในวันนี้สมาคมโรงแรมไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่ธนาคารกสิกรไทยเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมโรงแรม และได้สร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับธุรกิจโรงแรมผลักดันให้ทำธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง และที่สำคัญแพลตฟอร์มนี้ยังเป็นของคนไทย ซึ่งสมาคมโรงแรมไทยเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการสนับสนุนให้โรงแรมเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน แล้วยังช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุน สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และที่สำคัญเป็นช่วยให้สร้างประสิทธิภาพในการบริการเนื่องจากบุคลากรที่ขาดแคลนในปัจจุบัน

KONCIERGE+ เป็นแพลตฟอร์มแรกที่รวมโซลูชันการจัดการธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจโรงแรมขนาด SME โดยมีโซลูชันดังนี้

ระบบการจัดการพื้นฐาน ได้แก่

  • ระบบการบริหารจัดการห้องพัก (Property Management System) เพื่อบริหารจัดการห้องพักให้มีประสิทธิภาพขึ้น เช่น ตรวจสอบจำนวนห้องว่าง เวลาที่แขกเช็กอินและเช็กเอาท์
  • ระบบจัดการงานภายใน หรือบริหารทีมภายในองค์กร เช่น งานด้านการทำความสะอาด การด้านการซ่อม เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของงาน ตั้งแต่การสั่งงาน การติดตามงาน และตรวจสอบงาน ช่วยให้การสื่อสารภายในเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ระบบจัดการการขาย ได้แก่

  • ระบบบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel Manager) เพื่อช่วยบริหารจัดการช่องทางการขายผ่าน OTA (Online Travel Agency) ผู้ให้บริการด้านการจองที่พักโรงแรมออนไลน์
  • Digital Marketing เครื่องมือช่วยทำการตลาด เพื่อลดการพึ่งพา OTA
  • ระบบบริหารจัดการราคา (Revenue Management System) มี AI ในการคำนวณและปรับราคาห้องพักแบบอัตโนมัติ เพื่อการทำกำไรสูงสุดของโรงแรม
  • ระบบเปรียบเทียบอัตราห้องพักของคู่แข่ง ช่วยให้ผู้บริหารโรงแรมสามารถตรวจสอบราคาคู่แข่งเพื่อตั้งราคาได้อย่างเหมาะสม

ระบบบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า ได้แก่

  • AI Chat Bot เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้า ตอบแชทลูกค้าได้ทันที
  • Loyalty Program Guest Service ช่วยติดตามและเพิ่มยอดการรีวิวของลูกค้าทางช่องทางต่างๆ เพื่อให้โรงแรมสามารถปรับปรุงคุณภาพได้ดีขึ้นด้วย

นายพิพิธ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าธุรกิจท่องเที่ยวโดยภาพรวมมีแนวโน้มเติบโต แต่ธุรกิจโรงแรมขนาด SME ยังเผชิญกับปัญหาในหลายด้าน ซึ่งธนาคารหวังว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการโรงแรมผ่าน KONCIERGE+ จะช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ รวมถึงการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

X

Right Click

No right click