October 06, 2022
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

บริษัทนีลเส็น (ประเทศไทย) เป็นบริษัทวิจัยและตรวจวัดข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้โภคดู หรือซื้อ ได้มีการเก็บข้อมูลงบโฆษณารายเดือนและมีความประสงค์ที่จะแบ่งปันข้อมูลงบโฆษณาประจำเดือน ของเดือนกันยายน 2018

 

 


Copyright © 2017 The Nielsen Company (US), LLC. All rights reserved. Confidential and Proprietary.

 

หมายเหตุสำคัญ

สื่อกลางแจ้ง (outdoor) และสื่อเคลื่อนที่(transit):มีการรวมข้อมูลจาก  JCDecaux สำหรับข้อมูลจากสื่อในสนามบินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 และข้อมูลของสื่อ outdorr และ transit จาก  JCDecaux ได้ถูกรวมเข้าไว้ในรายงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560

นีลเส็นได้มีการเพิ่มพื้นที่การเก็บข้อมูลสื่อกลางแจ้ง (outdoor) เช่นสื่อเคลื่อนที่(transit),ป้ายบิลบอร์ด, ป้ายโฆษณาบนทางเท้า, สื่อในสนามบิน และอื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมปี2559  เป็นต้นมา

อินเตอร์เน็ท - ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 นีลเส็นได้มีการขยายการเก็บข้อมูลโมษณาผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ทโดยครอบคลุม 50 เว็บไซต์ยอดนิยม และ 10  เว็บไซต์ยอดนิยมบนมือถือ สำหรับภาพรวมการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ททั้งหมดกรุณาอ้างอิงข้อมูลจากDAAT

สื่อในห้าง – นีลเส็นได้มีการเพิ่มข้อมูล สื่อวิทยุในห้าง Big C และ 7 Eleven เข้ามาในฐานข้อมูล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ข้อมูลของสื่อในห้างTesco Lotus และ Big C ไม่ได้รวมอยู่ในฐานข้อมูลของนีลเส็น

ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มสื่อที่บริหารจัดการโดยบริษัท Plan B เข้ามาในฐานข้อมูลของสื่อกลางแจ้ง, สื่อเคลื่อนที่, และสื่อในห้าง

 

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเตอร์เนทบนสมาร์ทโฟนมากกว่า 45 ล้านคนและใช้เวลาโดยเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน 216 นาทีต่อวัน LINE ก็เป็นอีกช่องทางที่มีผู้ใช้มากกว่า 95% ของผู้ใช้อินเตอร์เนทบนมือถือและใช้เวลาบน LINE เฉลี่ยประมาณ 63 นาทีต่อวัน (ข้อมูลจาก Nielsen Q4, 2017) ทำให้ LINE กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสนทนาหลักของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งสติกเกอร์ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ของ LINE ที่ผู้ใช้ชื่นชอบและใช้ในการสื่อสารแทนคำพูดหรือข้อความ

โดยสถิติของการใช้สปอร์นเซอร์สติกเกอร์ หรือสติกเกอร์แบรนด์ที่แจกฟรีนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 23% เมื่อเทียบไตรมาสแรกของปีนี้และปีที่ผ่านมา นอกจากสติกเกอร์จะทำให้การแชทของคุณสนุกและสื่อสารแทนคำพูดได้ชัดเจนขึ้น ยังช่วยโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากผลสำรวจจาก TNS  ช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ในเรื่องคาแรคเตอร์หรือมาสคอตของแบรนด์ต่างๆ โดยผลสำรวจ กล่าวว่าคาแรคเตอร์สามารถดึงดูดสนใจให้กับแบรนด์ถึง 83% และผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถามผ่านทาง LINE กล่าวว่าสปอร์นเซอร์สติกเกอร์ หรือสติกเกอร์แบรนด์ที่แจกฟรีทำให้คนสังเกตุเห็นแบรนด์เพิ่มขึ้น 34% และรู้จักแบรนด์นั้นๆ มากขึ้น 33% โดย 78% ผู้ใช้เลือกที่จะดาวน์โหลดสติกเกอร์แบรนด์บางเซ็ต 56% เลือกเซ็ตที่มีคำพูดใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และ 47%  เลือกเซ็ตที่เป็นสติกเกอร์แอนิเมชั่น ซึ่งทาง LINE เลยจัดอันดับ 3 สติกเกอร์แบรนด์ที่มีผู้ใช้มากที่สุด สติกเกอร์แบรนด์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดแต่ละหมวดธุรกิจ และคำพูดที่ถูกใช้เยอะที่สุดครึ่งปีแรกของ 2561 ดังนี้

คำพูดและอิริยาบทที่ถูกส่งเยอะที่สุด

  1. OK
  2. Haha / 555
  3. ขอบคุณ / Thank you
  4. Love / รักนะ /
  5. Hi / สวัสดี / ดีจ้า

สติกเกอร์ที่มีผู้ใช้สูงที่สุด 3 อันดับของไตรมาสแรกปี 2018  

อันดับ 1 Miss OP ของแบรนด์ Oriental Princess

อันดับ 2 Godji Happy Life ของปตท.

อันดับ 3 Aunjai Good Days, Great Times ของ AIS Privilege

ที่สุดของสติกเกอร์แบรนด์ใน 10 ธุรกิจที่มีผู้ใช้มากที่สุด

  • ธุรกิจโทรคมนาคม: AIS Privilege
  • ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า: Samsung Mobile
  • ธุรกิจการเงินการธนาคาร: GH Bank
  • ธุรกิจเครื่องดื่ม: Singha Rewards
  • ธุรกิจยานยนตร์: Mitsubishi
  • ธุรกิจพลังงาน: ปตท
  • ธุรกิจเครื่องใช้อุปโภคบริโภค: Lion
  • ธุรกิจความงาม: Oriental Princess
  • ธุรกิจค้าปลีก: Robinson
  • หน่วยงานภาครัฐ: กฟผ

 

 

 

 

สมาคมการตลาดแถลงวิสัยทัศน์สำคัญ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในฐานะแพลตฟอร์มเพื่อสร้าง รวบรวม และกระจายองค์ความรู้ ส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้ประสบความสำเร็จบนเวทีการค้าทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก พร้อมกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยหัวใจนักการตลาด

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย นำโดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แถลงข่าววิสัยทัศน์และพันธกิจ พร้อมแนะนำทีมคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่ ที่จะมาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ เพื่อนำผู้ประกอบการไทยก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนด้วยหัวใจนักการตลาดร่วมกัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ กล่าวว่า “ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทาย ที่ภาคเอกชนและประชาชนชาวไทยได้ร่วมฟันฝ่าก้าวข้ามวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน ในปี 2561 นี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว ด้วยสภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในประเทศไทยเองก็เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ที่คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ร้อยละ 4.2 – 4.7 จากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน และในด้านรูปแบบทางธุรกิจ ที่เริ่มมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายจากเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อ (Connectivity)

ในยุคนี้ เป็นยุคที่บริษัทและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ไม่สามารถยืนอยู่ได้โดยลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือซึ่งกันและกัน (Collaboration) อีกทั้ง นิยามของการตลาดและบทบาทของนักการตลาดก็เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยมองทุกอย่างแยกส่วนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สินค้า ราคา โปรโมชั่น จุดขาย หรือ การสื่อสาร โฆษณา ประชาสัมพันธ์  แต่ในยุคนี้ ทุกอย่างถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยมี ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ที่ต้องเน้นความสะดวก สบาย และเข้าถึงได้โดยง่าย หรือ (Convenient)

เทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อ (Connectivity) ได้เปลี่ยนโฉมหน้าโลกธุรกิจไปจากเดิมที่เราเคยรู้จัก นักการตลาดกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง ประสบการณ์ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ระหว่างโลก On-line และโลก Off-line

ในโลกยุคใหม่ ความเข้าใจผู้บริภคนั้นสำคัญเป็นอย่างมากต่อความสำเร็จของแบรนด์ หัวใจของการเป็นนักการตลาด จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นนักการตลาดตามวิชาชีพอีกต่อไป หากแต่เป็นบทบาทของทุกๆ คนในองค์กร ที่ต้องลุกขึ้นมาปรับหรือเปลี่ยนตัวเอง โดยใช้การตลาดเป็นตัวนำ  พร้อมเรียนรู้และฝึกตนให้มีคุณสมบัติ 5 ประการ ของนักการตลาดในโลกปัจจุบัน คือ ช่างสงสัย (Curious) ช่างสังเกตุ (Observant) มองมุมใหม่ (Innovative)  พร้อมปรับตัว (Adaptive) และ มีความรับผิดชอบ (Responsive)”

 

เมื่อการตลาดมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกๆธุรกิจ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยจึงได้กำหนด วิสัยทัศน์ใหม่ คือ การใช้ความเยี่ยมยอดทางการตลาด มาเป็นพลังขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Marketing Excellence as a ‘Competitive Force’ of the Nation)  ที่จะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 พันธกิจหลัก คือ

  • สร้าง Head : แพลตฟอร์มในการรวมตัวกันของนักการตลาด (Marketing Wisdom Center)
    • ร่วมกับนักการตลาดมืออาชีพ เพื่อรวบรวม ประมวลความคิด วิเคราะห์กลั่นกรอง เป็น Co-Creation เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการตลาดและธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อชี้นำและกำหนด Trend ทางการตลาดในแง่มุมต่างๆ พร้อมเผยแพร่แก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป
  • สร้าง Hand : เครือข่ายผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาด (Marketing Ambassadors)
    • มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายนักการตลาดที่จะมาแบ่งปันความรู้ในการทำธุรกิจและการตลาด จากประสบการณ์จริงและกรณีศึกษาต่างๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของทางสมาคมในรูปแบบงานสัมนา งานแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งในระดับจังหวัด และในระดับประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
  • สร้าง Heart : ชี้ให้เห็นถึง จิตวิญญานการตลาด ที่ถูกต้องและเหมาะสม (Marketing Soul)
    • มีบทบาทสำคัญ ในการปลุกจิตสำนึก และชี้ให้เห็นว่า “การตลาดที่ถูกต้องและเหมาะสม คือ จิตวิญญาณสำหรับทุกธุรกิจ” และการยึดมั่นในจรรยาบรรณการตลาดที่ดี จะส่งผลดีกับธุรกิจในระยะยาว ด้วยการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องและเหมาะสมร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการร่วมมือกันระหว่างสมาคมต่างๆ หรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
  • สร้าง Hope : เพื่อจุดประกายธุรกิจรุ่นใหม่ (New Generation Marketers)
    • จุดประกายแรงบันดาลใจ ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ด้านการตลาดให้กับ SMEs, Start Up และนักศึกษาการตลาดและสาขาอื่นๆ ในสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อสร้างความหวัง ความเชื่อมั่น ในการที่จะใช้การตลาดนำพาประเทศไทยไปสู่ THAILAND 0

ทั้งนี้ การจะบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้าง A Leading Marketing Body ซึ่งประกอบด้วย Head, Hand,  Heart และ Hope สำหรับประเทศไทยได้นั้น ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคการศึกษา และ ภาครัฐ เพื่อสกัดองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการตลาดร่วมกัน และใช้แพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาผู้ประกอบการไทย เพิ่มการเข้าถึง และกระจายความรู้ต่างๆ ให้กว้างขวางมากขึ้น และร่วมกันก้าวสู่ความเป็นเลิศทางการตลาดของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”  นายอรรถพลฯ กล่าวทิ้งท้าย

 

จากนั้น  คุณบังอร สุวรรณมงคล กรรมการฝ่ายวิชาการและข้อมูลตลาด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นแชร์ข้อมูล MAT’s Insight: “เทรนด์การตลาดแห่งอนาคต” กล่าวถึง 7 เทรนด์ผู้บริโภคที่นักการตลาดต้องจับตามอง เพื่อเป็นการ Kick off สังคมแห่งการแบ่งปันความรู้ทางการตลาด

  1. ผู้บริโภคมีความช่างสงสัย และ ไม่รอ ไม่ทนกับสิ่งที่ไม่ใช่
  • ผู้บริโภคยุคใหม่จะเป็นคนช่างสงสัย อยากรู้ทุกรรารยละเอียด และสิ่งนี้สะท้อนในพฤติกรรมการซื้อ โดยผู้บริโภคจะมีการศึกษาข้อมูลก่อนซื้อ และมีการเปรียบเทียบ ศึกษาหรือดูรีวิวสินค้าจากคนใช้จริง เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด ดังนั้น การทำเนื้อหาคอนเทนต์ที่โดนใจ คือ การเข้าใจถึงต้องการและปัญหาของลูกค้า ในแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง และต้องสื่อสารกับพวกเขาในช่วงเวลาที่ใช่ ในสิ่งที่เขาต้องการ
  1. ความคุ้มค่าใหม่ๆในการซื้อสินค้าและบริการ
  • ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการใช้สินค้าและบริการต่างๆอย่างคุ้มค่ากับการจ่าย สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้และความต้องการใหม่ๆยุคปัจจุบัน จึงเกิดโมเดลธุรกิจสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ๆมากมาย นักการตลาดต้องตั้งคำถามว่า กลุ่มเป้าหมายเราเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เพราะบางครั้งแนวทางการทำงานในอดีต ไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันแล้ว เราอาจต้องปรับโมเดลการทำงานใหม่จากเดิมโดยสิ้นเชิง เพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้
  1. ประสบการณ์สำคัญกว่าแค่สินค้าบริการ
  • ในยุคนี้ แม้สินค้าจะเหมือนกัน แต่คุณสร้างความแตกต่างกันด้วยประสบการณ์ได้ ความฝันของผู้บริโภคคือ การได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าที่เหมือนจริงที่สุด เพราะประสบการณ์ตรงเป็นการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลที่สุด จึงเป็นแรงกระตุ้นให้มีการใช้เทคโนโลยีของโลกเสมือนจริงมากขึ้นในหลายธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการก่อนตัดสินใจ
  1. ผู้บริโภคต้องการความง่ายขั้นสุด
  • เราก้าวจากยุค Mobile First เข้าสู่ยุคแห่งความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อเพิมความง่ายให้กับทุกๆเรื่องของชีวิต โลกไม่ได้พึ่งพาแค่โทรศัพท์มือถือหรือแท๊ปเลต แต่เทคโนโลยีจะอยู่รายล้อมรอบตัวเรา โดยใช้ร่างกายของเราเป็น interface เพราะมีความง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด ตอบสนองมนุษย์ที่ต้องการความง่ายขั้นสุดเสมอ ซึ่งเทรนด์นี้จะสะท้อนมาในการพัฒนาอุปกรณ์ผู้ช่วยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ Voice Command ที่มีความฉลาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง แต่จะเรียนรู้พฤติกรรมเราด้วย เพื่อทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด
  1. โลกแห่งการเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา
  • กระแสเทคโนโลยีจะมาเรื่อยๆและมาเร็ว ทุกคนจะรู้สึกว่าต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เพราะความรู้ของเราจะล้าหลังเร็วมาก แม้กระทั่งเรื่องสินค้าและบริการก็เปลี่ยนเร็วจนคนตามไม่ทัน เราจึงต้องทิ้งความรู้เดิม แล้วเรียนรู้ใหม่ตลอด
  1. เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่ก็ต้องการความเป็นมนุษย์เช่นกัน
  • แม้จะมีเทคโนโลยีในโลกการตลาดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Big Data จนถึง AI แต่การติดต่อสื่อสารกับมนุษย์เราต้องการ “ความรู้สึกด้วย” เพราะการตลาดที่ดี คือการตลาดที่เข้าใจ ใส่ใจความต้องการของผู้บริโภค และรับรู้ความรู้สึกของพวกเขา ดังนั้น AI ในอนาคตจะมี EI Emotional Intelligence มากขึ้นด้วย เช่น การจับสีหน้าหรือภาษากายให้เห็นอารมณ์ของผู้ใช้งาน หรือการแสดงออกทางอารมณ์ให้กับผู้ใช้งาน เช่น ความรัก ความใส่ใจ ในอนาคต AI จึงจะเหมือนมนุษย์จริงๆ มากยิ่งขึ้น จนเราอาจแยกมนุษย์กับ AI ไม่ออก
  1. รักฉันแล้วต้องรักโลกและสังคมด้วย
  • ผู้บริโภคยุคใหม่ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบยั่งยืนมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากกระแสการลดขยะ การลดการใช้พลาสติก และต้องการทราบที่มาของอาหารที่ทาน และรวมถึงสนใจแบรนด์หรือธุรกิจที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม สังคม และโลกมากขึ้น ดังนั้นแบรนด์ ต้องแสดงจุดยืนชัดเจนในด้านความยุ่งยืน ต่อผู้สังคม สิ่งแวดล้อม และคนที่เกี่ยวข้อง

ในโลกแห่งการตลาดยุคใหม่ ถึงแม้จะท้าทายแต่ก็นับเป็นโอกาสในการขยายและเติบโต การแข่งขันในทุกธุรกิจก็จะมีความเข้มข้นขึ้นอยู่เสมอ สิ่งที่นักการตลาดต้องใส่ใจไม่ใช่แค่ทำธุรกิจของตนเองให้เต็มที่ หรือเพียงการแข่งขันกับคู่แข่งเท่านั้น แต่ต้องรับมือกับสิ่งที่กำลังเป็นไป เข้าใจหัวใจผู้บริโภค และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างไม่หยุดนิ่ง

เอเซียติคฯ ปลื้ม “อัมพวา” กะทิแท้ 100% ขึ้นแท่นท็อปแบรนด์ดาวรุ่งที่เติบโตสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร  การันตีด้วยรางวัล Top Risers จากเวที “แบรนด์ยอดนิยมประจำปี 2561 Brand Footprint Award 2018”  ตอกย้ำผู้นำและปฏิวัติวงการกะทิสำเร็จรูปตัวจริง  พร้อมเดินหน้าวิจัยและพัฒนาสินค้าคุณภาพดีเกรดพรีเมียมออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐพล  วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้ผลิต แปรรูป และส่งออกผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทฯ ได้เปิดตัว “อัมพวา” (Ampawa) กะทิแท้ 100% ในรูปแบบขวด PET เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการกะทิสำเร็จรูปสัญชาติไทยในขวด PET รายแรกของโลกที่คัดสรรจากมะพร้าวคุณภาพชั้นดี นำมาคั้นทันทีตั้งแต่กะเทาะเปลือก ผ่านการแปรรูปและบรรจุลงในขวดกันรังสียูวีด้วยเทคโนโลยีการบรรจุเย็นด้วยระบบปลอดเชื้อที่ทันสมัย (Cold Aseptic Filling Technology)  ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อเก็บรักษาความขาว ข้น หอม มันของกะทิคั้นสดแบบธรรมชาติ  ปราศจากการปรุงแต่ง ด้วยนวัตกรรมและกระบวนการคิดค้นโดยมีเกณฑ์มาตรฐานคือ กะทิสดจากธรรมชาติ เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีมากทั้งจากคู่ค้าและผู้บริโภค

ล่าสุดกะทิแท้ 100% “อัมพวา” ได้รับรางวัล Top Risers หรือแบรนด์ดาวรุ่งที่เติบโตสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร จากเวที “แบรนด์ยอดนิยมประจำปี 2561 Brand Footprint Award 2018” ซึ่งสำรวจและจัดอันดับโดยบริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (Kantar  Worldpanel Thailand : KWP)  ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึกที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอัตราการบริโภคสูง (Fast  Moving Consumer Goods : FMCG)  และก่อนหน้านี้ “อัมพวา” ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศด้วยกระแสการตอบรับที่ดีมากจนชนะใจเชฟชาวฝรั่งเศส และได้รับการโหวตให้ได้รับรางวัลและตราพิเศษ  Flavors of The Year Restoration 2018 จากหน่วยงาน “Monadia Organisateur Centre de Qualite” ของฝรั่งเศส

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของแบรนด์ “อัมพวา” เกิดจากแนวคิดเชิงรุกและคิดนอกกรอบที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดว่า ทำอย่างไรให้กะทิสำเร็จรูปมีคุณภาพดีเยี่ยมใกล้เคียงกับกะทิคั้นสด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเป็นขวด PET รายแรกของโลก จึงทำให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
สะดวกต่อการเก็บรักษา สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความสะดวกสบายในการทำอาหารด้วยกะทิสำเร็จรูป รวมถึงการสื่อสารและลักษณะของแบรนด์  “อัมพวา” ที่ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย และพิสูจน์ได้จริง

“จากความสำเร็จของแบรนด์อัมพวาและการเติบโตของตลาดกะทิสำเร็จรูป ส่งผลให้มีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาด และผลิตสินค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งบริษัทฯ มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ผู้ผลิตคิดค้นพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น และจะส่งผลให้ตลาดเติบโตและแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีโอกาสได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจการแปรรูปมะพร้าว ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อนำเสนอสินค้าไทยคุณภาพระดับพรีเมียมที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้คนไทยรวมถึงทั่วโลกได้บริโภคสินค้าที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย พร้อมทั้งขอขอบคุณผู้บริโภคที่ให้การตอบรับและไว้วางใจในคุณภาพ ทำให้กะทิอัมพวาประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างรวดเร็ว” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการถ่ายทอดและแบ่งปันผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก (Sharing Coconut Culture with the World) ด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัย และครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐานสินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมการบริหารจัดการธุรกิจด้วยระบบ Zero Waste Management โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทุกส่วนของมะพร้าวอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตติดอันดับ 1 ใน 3 ของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวของคนไทยออกสู่ตลาดโลก

แกร็บ ประกาศเปิดตัว “แกร็บแพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โอเพ่นแพตลฟอร์มเพื่อมุ่งสู่การเป็น “ซูเปอร์แอพ” สำหรับทุกวัน รายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแกร็บจะเพิ่มบริการที่ตอบรับการใช้งานในทุกวันในแอพพลิเคชั่น พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำซึ่งสามารถเชื่อมต่อบริการของพวกเขากับแกร็บแพลตฟอร์มได้ โดยพันธมิตรสามารถขยายการให้บริการของพวกเขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลผู้ใช้ของแกร็บและเครือข่ายช่องทางการขนส่งที่แข็งแกร่งของ “แกร็บแพลตฟอร์ม” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอันหลากหลายในรูปแบบ APIs (Application Programming Interface) ที่ช่วยให้พันธมิตรสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีของแกร็บ อาทิ ในส่วนของการจัดส่งสินค้า และการชำระเงินออนไลน์ เป็นต้น

"แกร็บแพลตฟอร์มขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ใช้ทุกคนในระดับที่มากกว่าที่เราจะสามารถขยายได้ด้วยตัวเอง" นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ กล่าว

 

นอกจากนี้ แกร็บ ยังเปิดตัวบริการสำหรับทุกวันบริการล่าสุด “แกร็บเฟรช” ซึ่งเป็นบริการส่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตแบบออนดีมานด์บนแอพพลิเคชั่นแกร็บ และถือเป็นบริการที่แกร็บแพลตฟอร์มได้ร่วมมือกับแฮปปี้เฟรช ผู้ให้บริการส่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป แกร็บจะขยายบริการสู่ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ของสินค้าที่มีการจับจ่ายมากที่สุดของครัวเรือน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของแกร็บในการก้าวเป็นซูเปอร์แอพสำหรับทุกวันของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิสัยทัศน์ของแกร็บในการเป็นซูเปอร์แอพสำหรับทุกวันเปิดตัวพร้อมกับรูปโฉมใหม่ของแอพพลิเคชั่นแกร็บ โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มากกว่าการบริการต่างๆ  แต่ยังรวมถึงการได้รับเนื้อหาข้อมูลในทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการ โดยพวกเขาจะสามารถเข้าถึงการจ่ายเงินในหน้าหลักของแอพพลิเคชั่นแกร็บผ่านการแตะเพียงครั้งเดียว และเข้าถึงการบริการสำหรับทุกวันบริการอื่นๆ อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเมืองที่อยู่ การรีวิวสถานที่ และเทศกาลต่างๆ อาทิ มัสยิดที่ใกล้ที่สุดระหว่างช่วงรอมฎอนหรือผลคะแนนล่าสุดของการแข่งขันฟุตบอลโลก เป็นต้น

 

นับว่าการเปิดตัวแกร็บแพลตฟอร์มเป็นหนึ่งในหลายความสำเร็จของแกร็บในปีนี้

  • แกร็บ ฉลองครบรอบการบริการครบ 2 พันล้านเที่ยวในวันที่ 7 กรกฎาคม 2561 โดยก่อนหน้านี้ แกร็บใช้เวลาถึง 5 ปี 4 เดือนในการให้บริการครบ 1 พันล้านแรก แต่ใช้เวลาเพียงแค่น้อยกว่า 9 เดือนในการให้บริการครบรอบอีกพันล้านถัดมา
  • แกร็บเป็นบริษัทแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีรายได้รวมสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2561
  • บริการการเดินทางของแกร็บยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยยอดการใช้บริการรวม (GMV - Gross merchandise volume) สูงขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
  • ธุรกิจใหม่ของแกร็บเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแกร็บฟู้ดได้ขยายการให้บริการจาก 2 ประเทศ ไปยัง 6 ประเทศ และยอดขายรวมโตถึง 9 เท่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
  • ยอดการใช้จ่ายแกร็บไฟแนนเชียลระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2561 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า โดยนับว่าในปัจจุบัน แกร็บไฟแนนเชียลเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

“ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเรา สิ่งที่เรามีได้ในวันนี้ได้รับการทดสอบผ่านทางการให้บริการของเราเอง โดยเราได้เติบโตจากแพลตฟอร์มการจองรถแท็กซี่ จนมาเป็นผู้ให้บริการขนส่งสำหรับบริษัทในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน จึงนับเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนำสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกับพันธมิตรที่ได้รับการคัดเลือก โดยท้ายที่สุดคือการทำให้แพลตฟอร์มของเราเป็นแพลตฟอร์มเปิดสำหรับธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยยอดการติดตั้งในโทรศัพท์มือถือ 100 ล้านเครื่อง เครือข่ายผู้ขับขี่ พันธมิตรผู้ขนส่ง ผู้ค้าและตัวแทนรวมกว่า 7.1 ล้านคน รวมถึงระบบการจ่ายเงินที่แข็งแกร่ง และเทคโนโลยีที่เรามี  ได้ทำให้แกร็บเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคที่สามารถให้การสนับสนุนการสร้างการเติบโตทางธุรกิจของสตาร์ทอัพอื่น ๆ” นายแอนโทนี่ กล่าว

 

รับสินค้าภายใน 1 ชั่วโมงกับแกร็บเฟรช

ลูกค้าในปัจจุบันใช้บริการแกร็บเพื่อเดินทาง รับประทานอาหารกลางวัน ส่งพัสดุ รวมถึงช้อปปิ้งอยู่แล้ว และพวกเขายังสามารถซื้อสินค้าต่างๆ จากซูเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่ต้องเสียเวลารอคิวด้วยแกร็บเฟรช

ด้วยการร่วมมือกับแฮปปี้เฟรช ลูกค้าแกร็บจะได้รับความสะดวกจากการซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตได้จากบ้าน จากการที่ผู้บริโภคมักต้องการซื้อสินค้าสดและสินค้าแช่งแข็งอยู่เป็นประจำ ผู้ขับขี่และให้บริการขนส่งของแกร็บเอ็กซ์เพรสสามารถส่งสินค้าเหล่านั้นถึงประตูบ้านได้ภายใน 1 ชั่วโมง หรือตามเวลาที่นัดไว้

 

แกร็บเฟรช โดยแฮปปี้เฟรช มอบบริการที่คุ้มค่าและหลากหลาย

  • ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า 100,000 รายการจากเครือซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายสินค้าเฉพาะทางกว่า 50 แห่ง
  • ผู้ช่วยซื้อสินค้าส่วนตัวที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีและมีความรู้ในการเลือกซื้อสินค้าทั่วไปและสินค้าเฉพาะ ซึ่งสามารถให้บริการตามความต้องการพิเศษด้วย โดยลูกค้าสามารถปฏิเสธการรับสินค้าในกรณีไม่พอใจได้
  • มอบความยืดหยุ่นและสะดวกสบายในการส่งสินค้าถึงประตูบ้าน ตามเวลาที่ต้องการ

 

นายกิลเลม ซาการ์ร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แฮปปี้เฟรช กล่าวว่า “ธุรกิจการส่งสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคภายในบ้านยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากผลสำรวจของเราพบว่า ร้อยละ 70 ของผู้ซื้อสินค้าของใช้ในบ้านผ่านแอพพลิเคชั่นมักจะซื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งและมักจะซื้อจากร้านที่มีความคุ้นเคย สิ่งที่ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการคือสินค้าพร้อมส่งในเวลาที่ต้องการ แกร็บเฟรชนั้นมีสินค้าที่หลากหลายที่สุดหากเทียบกับผู้ให้บริการส่งสินค้ารายอื่น”

นายกิลเลม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “แกร็บคือพันธมิตรที่ดีที่สุดสำหรับเรา ด้วยจำนวนผู้ขับขี่และส่งสินค้าจำนวนมากทำให้เราจัดตารางส่งสินค้าได้มากขึ้น และปรับปรุงเวลาการส่งสินค้าของเราได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถขยายขอบเขตการให้บริการในประเทศและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถมุ่งพัฒนาจุดแข็งของเราซึ่งก็คือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าผ่านบริการผู้ช่วยซื้อสินค้าส่วนตัวที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี”

แกร็บเฟรช จะทดลองให้บริการในรูปแบบเบต้าในเมืองจาการ์ตาในเดือนนี้ และจะเปิดตัวในประเทศไทยและมาเลเซียภายในสิ้นปีนี้ สำหรับประเทศอื่นๆ จะเปิดให้บริการในอนาคต

 

เติบโตอย่างรวดเร็วและเข้าถึงลูกค้ากว่าหนึ่งล้านคนต่อวันด้วยแกร็บแพลตฟอร์ม
แกร็บจะทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำในธุรกิจ เพื่อมอบการบริการสำหรับทุกวันแก่ลูกค้า รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งรายได้สำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก

แกร็บแพลตฟอร์มคือเทคโนโลยีอันหลากหลายในรูปแบบ APIs (Application Programming Interface) ที่ช่วยให้พันธมิตรสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับเทคโนโลยีของแกร็บได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การจัดส่งสินค้า การชำระเงิน การระบุตัวตนผู้ใช้ การส่งข้อความ การให้ข้อมูลข่าวสาร และแผนที่ระบุพิกัด

 

แกร็บแพลตฟอร์มช่วยให้พันธมิตรได้รับประโยชน์จากความแข็งแกร่งของแกร็บ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผู้ขับขี่ พาร์ทเนอร์ผู้ขนส่ง ตัวแทน และผู้ค้ารวมกว่า 7.1 ล้านคน ธุรกิจของเราใน 225 เมืองใน 8 ประเทศ และเทคโนโลยีรวมถึงผลิตภัณฑ์ชั้นนำที่ตอบรับความต้องการของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีขนาดทางธุรกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ภายในปีพ.ศ. 2593 ประชากรจำนวนมากจะมีฐานะดีขึ้นในสังคมระดับกลาง ระบบสาธารณูปโภคทางเทคโนโลยีจะเดินหน้า บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง การผสานกันระหว่างความแข็งแกร่งของแกร็บและความเชี่ยวชาญของพันธมิตรจะเสริมศักยภาพของทั้งสองฝ่ายให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทุกวันของลูกค้าในภูมิภาคนี้” นายแอนโทนี่ ตัน กล่าวเพิ่มเติม

 

พันธมิตรของแกร็บแพลตฟอร์มสำหรับร่วมงานกับแกร็บได้หลายวิธีเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจรวมถึงลดความซับซ้อนในการให้บริการ ดังนี้

 

  1. สร้างบริการในแกร็บแพลตฟอร์ม พันธมิตรสามารถมอบบริการเพิ่มเติมบนแอพพลิเคชั่นแกร็บ เช่นเดียวกับ แกร็บเฟรช ซึ่งให้บริการโดยแฮ้ปปี้เฟรช แก่ผู้ใช้แกร็บ
  2. เพิ่มศักยภาพธุรกิจด้วยแกร็บแพลตฟอร์ม ผ่านการเชื่อมต่อการทำงานกับเทคโนโลยีอันหลากหลายของแกร็บเช่น แกร็บเพย์สำหรับการชำระเงินผ่านมือถือ แกร็บเอ็กซ์เพรสสำหรับการขนส่ง แกร็บโพรไฟล์เพื่อการระบุตัวตนผู้ใช้ เข้ากับเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของพันธมิตร
  3. สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านแกร็บแพลตฟอร์ม พันธมิตรสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้แกร็บผ่านการให้ข่าวสาร และโปรแกรมแกร็บรีวอร์ดส์ โดยใช้เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ อาทิ การรีวิวผลิตภัณฑ์ หรือการมอบโปรโมชั่น

 

แกร็บ ซูเปอร์แอพที่สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกวัน

“ความมุ่งหวังของเราคือการสร้างแอพพลิเคชั่นเดียวสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถตอบสนองความต้องการในทุกวันของผู้บริโภคในทุกเวลาที่พวกเขาต้องการ หรือแม้กระทั่งคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคล่วงหน้าได้ ลูกค้าของแกร็บจะสนุกกับบริการต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นช้อปปิ้ง บริการพื้นฐานต่างๆ ความบันเทิงและอื่นๆ อีกมากมาย ที่เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่การเป็นซูเปอร์แอพสำหรับทุกวันที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ” นายเจอรัลด์ ซิงค์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ แกร็บ กล่าว
นอกเหนือจากการส่งสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว แกร็บยังมอบบริการเติมเครดิตแบบพรีเพดสำหรับโทรศัพท์มือถือหรือ พัลซ่า (Pulsa) ในประเทศอินโดนีเซีย อีกด้วย

แอพพลิเคชั่นแกร็บยังจะมีฟีเจอร์การให้ข่าวสาร (News Feed) ที่ได้รับการปรับให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละตลาด เพื่อให้ประโยชน์และข้อมูลที่สำคัญเมื่อลูกค้าเดินทาง ด้วยข้อมูลข่าว รีวิว และความบันเทิง ลูกค้าของแกร็บจะสามารถอ่านรีวิวร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าที่กำลังเดินทางไปได้ก่อนไปถึง หรือแม้กระทั่งดูหนังสั้นจากโปรดิวเซอร์ท้องถิ่นและเล่นเกมส์ ทั้งนี้เนื้อหาจะได้รับการปรับอยู่เสมอเพื่อให้เหมาะกับช่วงเวลานั้น ๆ เช่น เวลาที่ควรรับประทานอาหารเช้าในช่วงรอมฎอน หรือควรจะใช้บริการรถหรือจักรยานในวันนั้นๆ ในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ แกร็บ ยังจับมือเป็นพันธมิตรด้านเนื้อหากับ Yahoo เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ลูกค้าแกร็บในสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จะได้รับข่าวสารและข้อมูลล่าสุด ในขณะที่พันธมิตรด้านข่าวในประเทศอื่น ๆ จะได้รับการประกาศในอนาคต
“เรารูสึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับแกร็บในสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ในช่วงที่แกร็บปรับโฉมของหน้าหลักในแอพพลิเคชั่น จากการที่แกร็บมีความเข้าใจลูกค้าในภูมิภาคนี้เป็นอย่างดี ทำให้แกร็บสามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นผู้จัดหาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ รวมถึงมีความบันเทิง และสามารถเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น นับว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการผสมผสานกันระหว่างเนื้อหาที่น่าเชื่อถือของเรา และความสะดวกสบายจากการให้บริการของแกร็บ” นายริโค จัน กรรมการผู้จัดการ กลุ่มประเทศ INSEA ฮ่องกงและญี่ปุ่น บริษัทโอท กล่าว

 

ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยและธุรกิจที่สนใจเป็นพันธมิตรกับแกร็บบนแกร็บแพลตฟอร์มผ่านทางแกร็บเวนเจอร์ส สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ventures.grab.com/
แกร็บจะเปิดประสบการณ์ใหม่บนระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียในวันนี้ ส่วนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Andriod) จะเริ่มให้บริการในวันที่ 18 กรกฎาคม และสำหรับประเทศอื่น ๆ จะเริ่มภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

Page 6 of 7
X

Right Click

No right click