January 23, 2026

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ โดยแบรนด์ CP ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และพันธมิตร MK Restaurants ร้านสุกี้อันดับ 1 ของไทย เปิดตัวเมนูใหม่ 'บะหมี่เกี๊ยวกุ้งซุปสุกี้ CP x MK' สร้างประสบการณ์ความอร่อยระดับตำนานใกล้บ้าน ในรูปแบบของอาหารพร้อมรับประทาน โดยมี นางศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจการค้าในประเทศ ซีพีเอฟ นางสาวกัญญนันทน์ เรืองสิทธวีร์ ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ด้านจัดซื้อ ซีพี ออลล์ พร้อมด้วย นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน

 

การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นความตั้งใจของแบรนด์ CP ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าของสินค้าขายดี อย่าง 'เกี๊ยวกุ้งจักรพรรดิ ซีพี' ที่ได้รับรางวัล Crystal Taste Award 2025 สุดยอดรางวัลความเป็นเลิศด้านรสชาติจาก International Taste Institute ประเทศเบลเยียม โดยการปรับเมนูให้ความอิ่มท้องมากขึ้น ด้วยเส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม มาผสานความอร่อยกับซุปผสม 'น้ำจิ้มสุกี้ MK' ต้นตำรับสูตรลับ รสชาติที่ทุกคนคุ้นเคยกันมายาวนาน จำหน่ายผ่านช่องทางการขายอย่าง ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความอร่อยได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

 

นางศุภรา ศรีบูรณ์ กล่าวว่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์เรือธงของซีพีเอฟและร้านสุกี้ MK Restaurants อย่าง 'เกี๊ยวกุ้งจักรพรรดิ ซีพี' ทำจากกุ้งเต็มตัวกุ้งใหญ่พิเศษ แป้งเกี๊ยวแผ่นบาง การันตีรสชาติด้วยรางวัลระดับนานาชาติ กับน้ำจิ้มสุกี้รสเด็ดสูตรลับเฉพาะของเอ็มเค เสริมด้วยศักยภาพของ 7-Eleven ในการจัดจำหน่าย ทำให้เมนู บะหมี่เกี๊ยวกุ้งซุปสุกี้ CP x MK สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์ความอร่อยที่คุ้มค่าผ่านเมนูอาหารที่มีโภชนาการหลากหลาย นอกจากนี้ เป็นการรวมความมงคลเข้าด้วยกัน เพราะเกี๊ยวกุ้งถือเป็นอาหารเสริมโชคลาภ เชื่อว่าช่วยดึงดูดทรัพย์ก้อนใหญ่ เปิดรับความเฮงตลอดปี มาจับคู่กับ MK ที่เพิ่งปล่อย Campaign MongKol Restaurants เมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นเมนู ดับเบิ้ลความมงคลได้เลย

 

นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กล่าวว่า ความตั้งใจของ MK GROUP กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรีเทลมาอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมาย สร้างประสบการณ์การรับประทานสุกี้ MK ที่เป็นแบรนด์ในใจคนไทย ออกมาในรูปแบบใหม่ที่ง่าย สะดวก และมีคุณภาพ ทั้งน้ำจิ้มสุกี้ MK, ชุดสุกี้ลูกชิ้นรวมมิตร และชุดบะหมี่หยกลูกชิ้นรวมมิตร เพื่อขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับ CP ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ MK GROUP เพื่อสร้างการเติบโตต่อกลุ่มธุรกิจรีเทล ด้วยการดึงรสชาติ ‘น้ำจิ้มสุกี้ MK’ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาเป็นส่วนผสมสำคัญที่จะช่วยชูความอร่อยของ ‘บะหมี่เกี๊ยวกุ้งของ CP’ ให้เป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย และสร้างการจดจำของผลิตภัณฑ์แก่ MK Restaurants ได้ดี บวกกับศักยภาพในการจัดจำหน่ายของ 7-Eleven คาดว่า ‘บะหมี่เกี๊ยวกุ้งซุปสุกี้ CP x MK’ จะได้รับการตอบรับที่ดีได้อย่างแน่นอน

 

สำหรับ ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ ดำเนินภายใต้แนวคิด 'ลูกค้าสำเร็จ CP สำเร็จ' ของเครือซีพี ที่ร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตรและคู่ค้า เพื่อส่งมอบเมนูอาหารคุณภาพรสชาติดีแก่ผู้บริโภค สามารถลิ้มลองความอร่อยของ 'บะหมี่เกี๊ยวกุ้งซุปสุกี้ CP x MK' ในราคา 69 บาท ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อบก. และ สสว. เดินหน้าต่อเนื่องกับโครงการ “SMEx รุ่นที่ 4 ต้นทุนต่ำ นำรักษ์โลก” เพื่อยกระดับความรู้คู่ค้า SMEx  เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามแนวทาง ESG 

นายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า  โครงการ SMEx มีเป้าหมายส่งเสริมการยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต  SMEx  โดยนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของซีพีเอฟ มาช่วยพัฒนาศักยภาพคู่ค้าแบบครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสเติบโต ยกระดับความรู้ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผนึกพลังกับคู่ค้าธุรกิจ SME ในห่วงโซ่อุปทาน มุ่งสู่ Net-Zero  โดยมี ผู้เชี่ยวชาญและทีมวิศวกรของซีพีเอฟ เป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำและคำปรึกษาจนโครงการบรรลุเป้าหมาย ตั้งแต่การอบรมถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตามแนวทาง Lean Six Sigma รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรมาช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนและมีความรู้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เตรียมความพร้อม SME รับมือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างเข้มแข็ง

  

“โครงการ SMEx ได้รับได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการอย่างดี สำหรับโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Partner to Grow มุ่งยกระดับของ SME ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ มีความสามารถและมีศักยภาพในการพัฒนาในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถที่จะดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างยั่งยืน สำหรับรุ่นที่ 4 บริษัทร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อน โครงการ SMEx สามารถไปได้ข้างหน้าอย่างดีขึ้น และคู่ค้า SME ได้รับประโยชน์ มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้น” นายพีรพงศ์กล่าว

 

สำหรับ SMEx รุ่นที่ 4 ซีพีเอฟจับมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำ ได้แก่ หน่วยงานด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะนำความรู้ทางวิชาการให้ SME เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านความยั่งยืน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. หน่วยงานที่ให้ความรู้ด้านการรับรองการขึ้นทะเบียน มีความเข้าใจคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร  และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทส่งเสริมการทำธุรกิจของ SME เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้า SME ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร และสนับสนุนให้คู่ค้า SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางความยั่งยืน จะช่วยให้ SME สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งด้านการค้าโลก จากการดำเนินโครงการของ SMEx ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และ 2  ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 261,283 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นายภเดช กันตจินดา บริษัท เนเจอร์ สไปซ์ กล่าวว่า โครงการ SMEx ที่มีประโยชน์ SMEs ทำได้เห็นผลจริงมีทีมอาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามาดูตั้งแต่ต้นทางเพื่อช่วยหาแนวทางลดต้นทุนการทำกระเทียมเจียว ทีมผู้เชี่ยวชาญจากซีพีเอฟนำประสบการณ์ความรู้มาถ่ายทอด แบ่งปันวิธีคิด นำไปสู่ปรับวิธีการเจียวกระเทียมช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย นำไปสู่ต้นทุนลดลง และไม่ผันผวน

นายกิตติ์พัฒน์ วชิระเธียรชัย บริษัท เคอร์รี่ แอนด์ สไปร์ กล่าวว่า โครงการ SMEx ช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น จากความร่วมมือกับซีพีเอฟ ช่วยให้บริษัทประหยัดงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นางสาวคุณวรมน วุฒิพุธนันท์ บริษัท วิทย์ คอร์ป เล่าว่า บริษัทขอขอบคุณซีพีเอฟที่เห็นความสำคัญของ SME  จากการร่วมโครงการ SMEx ทีมงานได้รับความรู้ในเรื่องกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไปช่วยให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ช่วยลดระยะเวลาและลดการสูญเสียจากความผิดพลาดในการบรรจุและส่งของ มีรายได้เพิ่มขึ้น

บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยกขบวนนวัตกรรมเครื่องดื่มแห่งอนาคต และโซลูชั่นครบวงจร ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ HORECA รุ่นใหม่สู่ความสำเร็จ ภายใต้ทิศทางของบริษัท “CP B&F Beverages of Tomorrow: ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านธุรกิจเครื่องดื่มของผู้ประกอบการ” ในงานมหกรรม THAIFEX-HOREC Asia 2025 งานแสดงสินค้ากลุ่มธุรกิจ HORECA ที่ครบครันที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2025 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

นายสรรเสริญ สมัยสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ กล่าวว่า  บริษัทให้บริการเครื่องดื่มและฟู้ดเซอร์วิสครบวงจรในระดับมาตรฐานสากล ด้วยความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและฟู้ดเซอร์วิสสำหรับลูกค้ากลุ่มร้านอาหาร  โรงแรม  และ Catering รวมถึงตลาดค้าปลีก สินค้าและบริการของเราที่ครอบคลุมธุรกิจครบวงจร ช่วยให้ผู้ประกอบการ HORECA สามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคง  ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

“เรานำความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมด้านเครื่องดื่มและฟู้ดเซอร์วิส ยกระดับมาตรฐานธุรกิจ food service ของลูกค้า ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องดื่มที่โดดเด่นเรื่องรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและความพึงพอใจให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ” นายสรรเสริญ กล่าว

ในงานนี้ CP B&F ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็น Coffee และ non coffee เน้นยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคในร้านอาหารและภัตตาคารด้วยแนวคิด “เครื่องดื่มที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ” โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก  ได้แก่

 

  • เครื่องดื่มสูตรพิเศษแบรนด์ HEY! BEV ที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ของร้านอาหาร
  • โซลูชันระบบการบริหารจัดการธุรกิจเครื่องดื่ม: ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ตามเทรนด์ธุรกิจยุคใหม่
  • นวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ: รวมถึงน้ำดื่มพรีเมี่ยมจากน้ำพุธรรมชาติจากภูเขาไฟฟูจิ ผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดและปลอดภัย
  • กาแฟ แบรนด์ Beanie Coffee – Specialty Cloud Cafe: แบรนด์กาแฟสำหรับคอกาแฟตัวจริงในรูปแบบ SPECIALTY CLOUD CAFE ที่ให้ประสบการณ์กาแฟสุดพิเศษ ด้วยเมล็ดกาแฟหลากสายพันธุ์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน
  • วัตถุดิบและอุปกรณ์ครบวงจร: ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการร้านกาแฟ ร้านอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

พบกับกิจกรรมไฮไลท์ คอกาแฟต้องไม่พลาด ! สัมผัสประสบการณ์กาแฟดริประดับพรีเมียม ชมศูนย์ทดลองรสชาติแห่งอนาคต รีเฟรชพลังไปกับเครื่องดื่มสุดพิเศษ และยังได้ลุ้นลุ้นโชคไปกับ Lucky Draw!

 

ร่วมค้นพบโอกาสใหม่ในธุรกิจเครื่องดื่มแห่งอนาคต ที่บูธ CP B&F หมายเลข N31 ฮอลล์ 10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคมนี้ ตั้งแต่ 10.00-18.00 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน แก่โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก และโรงเรียนบ้านยางครก เพื่อสร้างเสริมภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร หนุนนักเรียนได้เรียนรู้ทักษะอาชีพติดตัว พร้อมสร้างคลังอาหารยั่งยืนในโรงเรียนและชุมชน โดยมี นายปรีชาพล พูลทวี นายอำเภออมก๋อย เป็นประธานในพิธี ณ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

นายจอมกิตติ ศิริกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (ซีพี) เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิซีพี และซีพีเอฟ มุ่งขยายโอกาสให้โรงเรียนทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อให้นักเรียนมีโภชนาการที่เหมาะสม อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างแข็งแรงและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารกลางวันจากไข่ไก่ที่สดใหม่ มีคุณภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย โดยโครงการฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นการจัดหาอาหารกลางวัน ยังเป็นสื่อการเรียนรู้พัฒนาทักษะอาชีพด้านเกษตร ผ่านการเลี้ยงไก่ไข่ การบริหารจัดการฟาร์มขนาดเล็ก และการนำผลผลิตไข่ไก่มาจำหน่ายให้แก่ชุมชนในราคาที่เหมาะสม ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ไข่เพื่อใช้บริโภคภายในโรงเรียนเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน (Social Enterprise)

ทางด้าน นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ นี้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 37 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่นักเรียนและคณะครู เพื่อให้สามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรอย่างเต็มที่ในการติดตาม ดูแล และให้คำแนะนำด้านวิชาการ ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงจนถึงปลดแม่ไก่ การจัดการผลผลิต การขายและการตลาดเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารงานให้มีเงินทุนส่งให้รุ่นต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

"โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน" ดำเนินการก้าวเข้าสู่ปีที่ 37 และยังคงมุ่งผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและเอกชน ขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งโภชนาการโปรตีนคุณภาพกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในเครือฯ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เจียไต๋ ซีพีเอฟ ซีพี ออลล์ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ทั้ง Makro และ Lotus’s และ ทรู เพื่อส่งต่อคุณค่า สร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 988 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนกว่า 223,000 คน และบุคลากรทางการศึกษากว่า 16,500 คน ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ

 

ภายในงานมีหน่วยงานร่วมกิจกรรม อาทิ นายประจักษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ เขต 5, นายกฤษฎากานต์ จี๋มะลิ ผู้อำนวยการ รร.บ้านห้วยไม้หก, นางสาวปราณี ก๋ายอด ผู้อำนวยการ รร.บ้านยางครก ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานราชการ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน โดยมีกิจกรรม "CP KIDS CHEF" แข่งขันทำอาหารจากวัตถุดิบไข่ไก่ โดยมี 4 โรงเรียนในพื้นที่ เข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ รร.บ้านห้วยไม้หก รร.บ้านยางครก รร.บ้านห้วยน้ำขาว และ รร.บ้านมูเซอ ทำให้นักเรียนได้คิดสร้างสรรค์เมนูไข่ที่หลากหลาย ช่วยต่อยอดทักษะทางด้านอาชีพแก่นักเรียน

น้ำและปุ๋ย ถือเป็นปัจจัยการผลิตพืชที่สำคัญ และยังเป็นต้นทุนการผลิตหลักของเกษตรกร การลดภาระค่าใช้จ่ายไปพร้อมๆกับได้เพิ่มผลผลิตไปในคราวเดียว “ปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” เป็นโครงการที่ตอบโจทย์นี้ และยังเป็นอีกแนวทางการสร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

โครงการ “ปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” ที่ซีพีเอฟดำเนินการมานานกว่า 20 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตพืชไร่และพืชสวนดีขึ้น ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่าย จากการลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยซีพีเอฟนำน้ำปุ๋ยจากการบำบัดด้วยระบบ Biogas ในฟาร์มสุกร ซึ่งเป็นน้ำที่ยังมีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับพืช เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” กลับมาใช้ประโยชน์ในฟาร์ม ทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และแปลงผักปลอดภัยซึ่งพนักงานปลูกในพื้นที่ว่างของฟาร์มไว้เพื่อบริโภค และด้วยสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกๆปี  น้ำปุ๋ยจากฟาร์ม จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรโดยรอบ

 

สิงห์คำ อินทะ เกษตรกรรุ่นบุกเบิกที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรจอมทอง จ.เชียงใหม่ มาใช้กับไร่ข้าวโพดหวาน มานานกว่า 20 ปี เล่าว่า เริ่มแรกที่ขอใช้น้ำปุ๋ยเพราะต้องการลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี เมื่อใช้น้ำปุ๋ยที่มีแร่ธาตุไนโตรเจนสูงเหมาะกับข้าวโพดหวาน ต้นโตไว ฝักใหญ่ ผลผลิตเพิ่มขึ้น รายได้จึงเพิ่มตาม และยังลดค่าปุ๋ยได้ถึง 50-70% จากนั้นเกษตรกรรอบข้างก็ชวนกันมาใช้น้ำปุ๋ย ปัจจุบันใช้อยู่ 15 ราย ทั้งปลูกข้าวโพดหวานและผักสวนครัวโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ที่ผ่านมาไม่ต้องเสี่ยงกับภัยแล้ง มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี

 

ด้าน ณรงค์สิชณ์ สุทธาทิพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกร และประธานหมอดินจังหวัดจันทบุรี เล่าว่า รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรจันทบุรี 2 ซึ่งปัจจุบันปรับปรุงเป็นระบบท่อลำเลียงน้ำที่เปิดใช้วันละ 2-4 ราย ให้เกษตรกร 20 ราย บนพื้นที่ 200 กว่าไร่ ใช้ในสวนผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ กล้วย เฉพาะตนเองใช้ในสวนทุเรียน 10 กว่าไร่ ผลผลิตดีขึ้นมาก ติดผลดี คุณภาพผลผลิตดี เพราะน้ำปุ๋ยมีอินทรีย์วัตถุที่ดีแทนปุ๋ยเคมี ช่วยปรับโครงสร้างดิน ปรับปรุงบำรุงดิน ต้นไม้จึงเจริญงอกงาม ลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีไปกว่า 20-30%

 

จากความสำเร็จของธุรกิจสุกร เป็นแนวทางที่ดีที่ธุรกิจอื่นๆ นำไปใช้เป็นต้นแบบ อาทิ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ของซีพีเอฟ จำนวน 9 แห่ง ที่ส่งต่อน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรใกล้เคียง วิโรจน์ ใจด้วง ปลูกหญ้าเนเปียร์ บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ซึ่งการปลูกหญ้าต้องใช้ปุ๋ยยูเรียจำนวนมาก จึงเริ่มรับน้ำตั้งแต่ปี 2564 จากฟาร์มไก่ไข่สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยฟาร์มวางระบบท่อยาว 1 กิโลเมตร ส่งมาให้โดยต้องผสมกับน้ำจากคลองชลประทานอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้ตอนหลังเก็บเกี่ยวหญ้าเพื่อปรับสภาพดิน ใช้น้ำ 3-4 เดือนต่อครั้ง หลังใช้พบว่าหญ้าลำต้นอวบใหญ่ใบใหญ่โตเร็ว โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยยูเรียอีกเลย ช่วยลดรายจ่ายไปถึง 4,000 บาทต่อปี และได้ผลผลิตเพิ่มเกือบ 50%

 

นอกจากนี้ คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ยังต่อยอดสู่การทำปุ๋ยกากไบโอแก๊สด้วย ไพบูลย์ ทาพิลา เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอีกราย ที่เริ่มรับปุ๋ยกากไบโอแก๊สมาใช้กับไร่อ้อย 100 ไร่ เมื่อปี 2564 คาดหวังว่าจะช่วยประหยัดต้นทุน และลดการใช้ปุ๋ยเคมีซ้ำๆที่ทำให้สภาพดินเสียหาย หลังใช้แล้วไม่ผิดหวัง คุณภาพดินดีขึ้น อ้อยงามลำใหญ่ยาว ผลตอบแทนจากการขายอ้อยก็ดีขึ้นด้วย ก่อนนี้เคยใช้ปุ๋ยเคมีมีค่าใช้จ่ายปีละ 3 แสน หลังใช้ปุ๋ยชีวภาพช่วยลดต้นทุนได้ถึง 50-70%

 

เสียงสะท้อนจากเกษตรกร ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรน้ำเกิดประโยชน์สูงสุด ที่ไม่เพียงเกิดประโยชน์กับองค์กร แต่ยังมองรวมไปถึงความมั่นคงด้านน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่าอีกด้ว

X

Right Click

No right click