

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ขับเคลื่อนสนับสนุนกรมประมงร่วมปฏิบัติการไล่ล่าปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ซีพีเอฟลงพื้นที่ร่วมกับประมงจังหวัดสมุทรสาครปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำ ณ คลองบริเวณประตูน้ำใกล้วัดบางน้ำวน ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมส่งมอบปลากะพงจำนวน 5,000 ตัวเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายของปลา ส่งผลให้วันนี้ ซีพีเอฟได้สนับสนุนกรมประมงจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองจับปลารวม 12 จังหวัดสามารถขจัดปลาออกจากแหล่งน้ำไปมากกว่า 10,000 กิโลกรัม และส่งมอบปลานักล่ารวม 64,000 ตัวแล้ว พร้อมร่วมกับโรงงานศิริแสงอารำพีรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่นต่อเนื่อง
นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งที่ 3 ที่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดบางน้ำวน ม.4 ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยมี นายกู้เกียรติ ดิษแพ นายกอบต.บางโทรัด ผู้นำชุมชนตำบลบางโทรัด ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำรวจน้ำ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร พันธมิตรกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ในวันนี้มีกิจกรรมร่วมแรงกันจับปลาด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ การปล่อยปลานักล่า รวมถึงการสาธิตเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ โดยมีผู้แทนจากซีพีเอฟร่วมกิจกรรม มอบอุปกรณ์จับปลา และปลากะพง จำนวน 5,000 ตัว ให้แก่ประมงจังหวัดสมุทรสาครเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำกำจัดลูกปลาหมอคางดำ รวมถึงสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้ร่วมงานครั้งนี้

สำหรับกิจกรรมจับปลาครั้งนี้ จับปลาหมอคางดำได้ประมาณ 1,400 กิโลกรัม ประมงสมุทรสาครแบ่งให้ชาวบ้านไปบริโภค ส่งมอบให้กรมราชทัณฑ์ นำไปใช้ปรุงอาหารเลี้ยงผู้ต้องขัง รวมถึงนำไปทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำในศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำอควาเรียม จังหวัดสมุทรสาคร และมอบให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่มาร่วมลงจับปลาหมอคางดำในครั้งนี้
“ประมงสมุทรสาครได้เริ่มดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำ มาตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประมงพื้นบ้าน ร่วมกันจับปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างจริงจัง จนถึงวันนี้สามารถจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้แล้วกว่า 1 ล้านกิโลกรัม และยังเดินหน้ากำจัดปลาหมอคางดำต่อเนื่อง” นายเผดิม กล่าว
โดยซีพีเอฟร่วมกับโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี ได้เข้ามาช่วยรับซื้อปลาหมอคางดำ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์จับปลา รวมทั้งมอบพันธุ์ปลานักล่ารวมแล้ว 10,000 ตัว เพื่อปล่อยลงแหล่งน้ำตัดวงจรชีวิตและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำให้เบาบางลง คืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรในแหล่งน้ำ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ของปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาคร

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าร่วมมือกับกรมประมงในการจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำอย่างจริงจังใน 12 จังหวัดแล้ว ได้แก่สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี นครปฐม ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และยังเดินหน้าพร้อมร่วมกับจังหวัดอื่นๆ ต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังได้สนับสนุนปลานักล่ารวม 64,000 ตัว แก่ประมงสมุทรสงคราม ประมงสมุทรสาคร ประมงจันทบุรี และประมงระยอง พร้อมได้ประสานงานเพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

ซีพีเอฟได้บูรณาการขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุกเพื่อร่วมกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำฟื้นฟูระบบนิเวศ ประกอบด้วย โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2,000,000 กิโลกรัม ที่ปัจจุบันร่วมกับโรงงานปลาป่นในสมุทรสาครจัดซื้อปลาไปแล้วกว่า 605,860 กิโลกรัมและยังเไปจังหวัดอื่นช โครงการปล่อยปลานักล่า 200,000 ตัว รวมถึง โครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนำปลาไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และโครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว.
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยแบรนด์ CP และสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาเมนูอาหารพร้อมรับประทาน กับ Sky Cafe เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางให้แก่ผู้โดยสารของสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ด้วยอาหารคุณภาพ รสชาติอร่อย ซึ่งพัฒนาสูตรอาหารเฉพาะจากฝีมือเชฟผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของซีพีเอฟ นำร่อง 5 เมนูเด่น ได้แก่ ข้าวกะเพราไก่ ข้าวแกงเขียวหวานไก่ ข้าวไก่เทอริยากิ บะหมี่ไก่ และข้าวผัดมังสวิรัติ เริ่มจำหน่ายวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ครอบคลุมจุดหมายมากกว่า 50 เส้นทางบินทั่วเอชีย โดยมี นายหลวง ทรุง อัน รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ นางศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจการค้าในประเทศ และนางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ ร่วมในพิธีลงนาม
นางศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการ ธุรกิจการค้าในประเทศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความร่วมมือกับสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากธุรกิจในประเทศเวียดนาม และขอขอบคุณที่ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพสินค้าของซีพีเอฟ จึงประสานกับทีมศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟ (CPF RD Center) ในการศึกษาและพัฒนาเมนูที่เหมาะสำหรับการบริการบนเครื่องบิน ภายใต้โจทย์เป็นเมนูที่มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญคือ รสชาติต้องอร่อย ถูกปากผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติ จนได้เป็น 5 เมนูเด่น สำหรับ เมนูข้าวกะเพราไก่ ยังเป็นเมนูที่ได้รับรางวัล 'Superior Taste Award ปี 2023' การันตีด้วยเชฟระดับนานาชาติกว่า 200 ท่าน

“ซีพีเอฟ มุ่งมั่นพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้นวัตกรรม (INNOVATION) และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อส่งมอบอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และสามารถคงความสดเหมือนได้รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี ส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีขึ้น (WELLNESS) อย่างวัตถุดิบที่เลือกใช้ คือ เนื้อไก่สด CP ที่มีความปลอดภัยสูงสุด ปราศจากสารตกค้าง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นแบรนด์ไทยหนึ่งเดียวที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับอวกาศ ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด ระดับเดียวกับนักบินอวกาศรับประทาน ซึ่งตลอดห่วงโซ่คุณค่าของซีพีเอฟมาจากขั้นตอนและกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (PLANET) เพื่อให้ลูกค้าสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ และดีต่อโลก” นางศุภรา กล่าว

ด้าน นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรกับซีพีเอฟ เพื่อยกระดับคุณภาพของอาหารบนเที่ยวบิน โดยเรามุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่เป็นเลิศแก่ผู้โดยสาร ด้วยความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมและความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์เมนูอาหาร ทำให้มั่นใจว่าการนำเสนอเมนูใหม่ๆ จะสร้างความประทับใจเหนือความคาดหมายให้แก่ผู้เดินทาง ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานใหม่ของบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเที่ยวบินอีกด้วย
“สำหรับผู้โดยสารที่มีไฟล์ทบินในวันที่ 5 สิงหาคม เป็นต้นไป จะได้พบกับเมนูความอร่อยที่หลากหลายจากแบรนด์ CP ซึ่งพร้อมให้บริการตลอดเที่ยวบิน จนถึงจุดหมายปลายทาง โดยสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ที่ Website เวียตเจ็ทแอร์ดอทคอม พร้อมบัตรโดยสาร หรือที่ Manage Booking ภายหลังการจองบัตรโดยสาร รวมถึงแจ้งกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในแต่ละไฟล์ท” นายปิ่นยศ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับ ความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ ยังต่อยอดไปเฟสที่ 2 โดยซีพีเอฟได้พัฒนาอาหารเพิ่มเติมอีก 2 เมนู คือ เส้นใหญ่ผัดซีอิ้วและเพนเนไวท์ซอส มีแผนจะวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2567 อย่างไรก็ตาม เตรียมพบกับเมนูความอร่อยนานาชาติอีกหลายหลายเมนูจากแบรนด์ CP ที่จะมาเติมความสุขให้ทุกการเดินทางไปกับสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์
“เราเป็นลูกค้าที่ชอบทานทุกเมนูของห้าดาว เพราะคุณภาพสินค้า และรสชาติที่อร่อยแบบคงที่ 40 ปีผ่านไป สินค้าเขาก็ยังคงรสชาติความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน มีแต่พัฒนายิ่งขึ้น สินค้ามาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา และยังเป็นอาหารที่รับประทานได้ง่ายๆ ไก่จ๊อตอนเช้าสำหรับทุกคนในครอบครัวก็อิ่มอร่อยได้ แถมยังมีประโยชน์เพราะมีโปรตีนจากเนื้อไก่แบบ เรามองที่ตัวเองก่อน และน่าจะเป็นสินค้าตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบเหมือนกันกับเรา เมื่อประทับใจ ก็อยากทำร้านของตัวเอง การเริ่มทำแฟรนไชส์ได้ง่าย โดยมีทีมงานห้าดาวเป็นทีมหลังบ้านสนับสนุนที่ดีมาก จากร้านแรกเมื่อปี 2561 ก็ขยายสู่ร้านต่อๆไป จนกระทั่งขยายเป็น 11 สาขาในวันนี้” รุ่งอรุณ ภักดีสูงเนิน หรือ เจ๊รุ่ง เริ่มต้นเล่าที่มาของการเป็นนักธุรกิจแฟรนไชส์ห้าดาวอย่างน่าสนใจ
จากแม่ค้าที่มีร้านขายอาหารในห้าง ที่อยากสร้างธุรกิจใหม่ๆควบคู่กัน เจ้รุ่งเลือกแฟรนไชส์ห้าดาว จากความชอบของตนเอง ที่เปลี่ยนเป็นความรักในอาชีพนี้ อาชีพที่สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง ให้กับตัวเธอตลอด 6 ปีที่ผ่านมา และยังสร้างอาชีพให้กับทีมงานอีก 12 คน ที่ช่วยกันดูแลร้านทั้ง 11 สาขา ทำให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว มีเงินส่งเสียลูกหลานได้เรียนหนังสือ

เมื่อถามว่าการมีสาขาร้านมากๆเช่นนี้ การบริหารและดูแลร้านต้องทำอย่างไร เจ๊รุ่งบอกว่า ในทุกๆวันจะต้องเดินทางไปดูร้านให้ครบทั้ง 11 สาขา โลตัสแจ้งวัฒนะ โลตัสรัตนาธิเบศร์ โลตัสศิริชัย โลตัสเรวดี แม็คโครรังสิต วิภาวดี35 บิ๊กซีสี่มุมเมือง แยกเกษตร(ตลาดกินซ่า) โรงพยาบาลทรวงอก พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน และบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ2 กรณีที่ไปด้วยตัวเองไม่ได้ จะดูผ่าน CCTV ที่สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียง ทำให้สามารถบริหารจัดการร้านได้อย่างสะดวก พูดคุยกับทีมงานได้ทันที และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งกระบวนการผลิตในร้าน การทำงานของทีมงาน การให้บริการ และจำนวนลูกค้าในแต่ละวัน ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์ก็ไม่ต้องกังวลเพราะทางห้าดาวรับผิดชอบเรื่องนี้ ตั้งแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดส่งสินค้า สนับสนุนด้านการตลาดและโปรโมชันอย่างครบวงจร
“การทำร้านห้าดาวเราไม่คาดหวังว่าต้องได้เยอะตั้งแต่แรก ขอแค่ร้านมั่นคงเลี้ยงตัวเองได้ และตัวเราได้ทีมงานก็ต้องได้ด้วย ที่สำคัญทีมเราทั้ง 12 คน ต้องมีอาชีพ มีรายได้ สร้างงานให้เขา และเติบโตไปพร้อมๆกัน ที่ผ่านมาจะบอกทีมงานเสมอว่าให้คิดว่าเป็นร้านของตัวเอง การทำงานจะมี incentive เป็นแรงจูงใจให้ทุกคน ส่วนสิ่งที่ร้านเราให้ความสำคัญที่สุดคือ การบริการต้องมาที่หนึ่ง ต้องสร้างความประทับใจ จะไม่กดดันเรื่องยอดขาย ขอให้ทุกคนทำให้เต็มที่ ใส่ใจบริการลูกค้าอย่างดีที่สุด หลังจากนั้นลูกค้าจะเป็นคนตัดสินใจเอง” เจ๊รุ่งบอกเทคนิคสร้างความสำเร็จ

เมื่อถามถึงแคมเปญ ‘ลดรายจ่ายคนซื้อ เพิ่มรายได้คนขาย’ ที่ห้าดาวตั้งใจมอบสิ่งดีๆให้กับลูกค้าและแฟรนไชส์ เจ๊รุ่งบอกว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ แคมเปญนี้ช่วยกระตุ้นยอดขาย ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและบริการที่ได้รับ เขาก็พร้อมสนับสนุน เพราะสินค้าห้าดาวถึงแม้ไม่ใช่ช่วงโปรโมชัน ผู้บริโภคก็ยังรู้สึคุ้มค่าคุ้มราคา เรียกว่ามี ‘ความคุ้มค่าเป็นปกติ' ขณะเดียวกัน แฟรนไชส์เองก็มีแคมเปญหลังบ้านที่ทำให้ผลกำไรจากตัวสินค้า และมียอดขายเพิ่มขึ้นจากแคมเปญ เรียกว่าได้ประโยชน์สองต่อทั้งกำไรหลังบ้านและยอดขายที่เพิ่มในแต่ละครั้ง และยังมีระบบการจัดการยอดขายผ่านเครื่อง POS ทุกจุดหลังบ้าน พร้อมระบบเดลิเวอรี่เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย ทุกแพลตฟอร์ม ทุกสาขาอีกด้วย
“วันนี้พูดได้เต็มปากว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ครอบครัวห้าดาว’ เป็นห่วงโซ่สุดท้ายที่สำคัญในการส่งมอบอาหารปลอดภัย อาหารที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ทุกวันนี้เรามีกินมีใช้ก็เพราะธุรกิจนี้ มีกินมีใช้ เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงดูหลานๆ ทีมงานมีรายได้ มีเงินปลูกบ้านก็เพราะธุรกิจนี้ พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่และภูมิใจที่เราประสบความสำเร็จ รวมถึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างอาชีพให้คนอื่นๆด้วย” เจ๊รุ่ง กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ
กระทรวงแรงงาน โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือ กสร. และบริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ “ขับเคลื่อนแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี” (GLP) สำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทย ตั้งเป้าฟาร์มสุกรซีพีเอฟทั้งหมด 106 แห่งทั่วประเทศสามารถผ่านการรับรองครบ 100% ได้ภายใน 1 ปี พร้อมขยายผลสู่เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย 4,000 ราย เพิ่มขีดความสามารถสินค้าเกษตรสู่ระดับสากลและยั่งยืน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU ที่จัดขึ้น ณ กระทรวงแรงงาน กล่าวชื่นชมซีพีเอฟที่แสดงความมุ่งมั่นในการส่งเสริม สนับสนุนให้สถานประกอบกิจการ ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน นำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทยไปใช้บริหารจัดการแรงงานสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สถานประกอบกิจการอื่นต่อไป
นางโสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2566 กรมได้ร่วมมือกับองค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรในประเทศไทยขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มสุกร นำ GLP (Good Labour Practices) ไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานของฟาร์มสุกรให้สอดคล้องตามกฎหมายอย่างมีจริยธรรม โดยการลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อน เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และกรมพร้อมสนับสนุนความรู้ทางวิชาการและเทคนิคต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการที่สนใจนำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีในฟาร์มสุกรไปใช้ในสถานประกอบกิจการ

ด้านนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เสริมว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานในฟาร์มและโรงงานในทุกกลุ่มธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานแรงงานสากลอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง ดูแลและปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักสากล ตลอดจนสนับสนุนคู่ค้าและเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทานให้มีหลักปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน เพิ่มขีดการแข่งขันให้สินค้าเกษตรไทยสามารถตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคและสังคม พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “3 ประโยชน์” สู่ความยั่งยืน ของเครือซีพีที่ซีพีเอฟทุกคนยึดมั่น ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และบริษัท

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้จัดการอบรมให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องนำหลัก GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานในฟาร์มสุกรทั้ง 106 แห่งได้อย่างถูกต้อง และประยุกต์ใช้ให้เกิดความยั่งยืน จนสามารถผ่านการรับรองและได้รับตราสัญลักษณ์ GLP จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในโครงการ Contract Farming ประมาณ 4,000 รายทั่วประเทศได้นำหลัก GLP ไปใช้บริหารจัดการแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลักสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟมาจากห่วงโซ่การผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและโลก.