December 08, 2022
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 6847

จักรพงศ์ ธรรมวิเศษศรี ประธานกรรมการบริหาร ควินท์ เรล์ม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการควินทิลเลียน เบิร์ก (QUiNTILLION BURGH) เมืองอัจฉริยะท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อผู้อยู่อาศัยวัยเกษียณจากทั่วโลก ที่รองรับการใช้ควินท์ คอยน์ กล่าวว่า “ในระหว่างที่ทิศทางของวงการ
คริปโตเคอเรนซีเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปด้วยดี และอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจกำลังขอใบอนุญาต ทางเราอาศัยจังหวะนี้ออกโรดโชว์ในต่างประเทศ พบว่ามีชาวต่างชาติให้ความสนใจโครงการของเราเป็นจำนวนมาก ในทางเดียวกันก็ทำให้เกิดความต้องการซื้อขายเหรียญมากเกินความคาดหมาย เราจึงตัดสินใจนำควินท์ คอยน์ ขึ้นเทรดบนกระดานต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังให้ความสนใจซื้อขายเหรียญของเรา”

โดยควินท์ เรล์ม บี.วี. พา ควินท์ คอยน์ (QUiNT COIN) ขึ้นเทรดวันแรก 8 สิงหาคม 2561 บน EXRATES  กระดานซื้อขายอันดับที่ 35 ของโลก ที่ลิสต์เหรียญมากกว่า 120 สกุล

ควินท์ คอยน์ คือการระดมทุนในรูปแบบไอซีโอ (ICO: Initial Coin Offering) จำนวน 1,250 ล้านโทเคน เสนอแก่ผู้ที่สนใจจากทั่วโลก ในราคาเหรียญละ 0.024 ดอลลาร์สหรัฐ/โทเคน หรือประมาณ  0.75 บาท/โทเคน ซึ่งสิ้นสุดการเสนอขายไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา รวมยอด ได้ทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 661 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของโครงการควินทิลเลียน เบิร์ก

จักรพงศ์บอกว่า ควินทิลเลียน เบิร์ก เป็นโครงการที่สามารถใช้ควินท์ คอยน์ ซื้อสิทธิในการอยู่อาศัย หรือใช้จ่ายภายในโครงการได้ นับได้ว่าเป็นโครงการแห่งอนาคตที่คนทั่วโลกกำลังมองหา  จึงมั่นใจเป็นอย่างมากว่าราคาซื้อขายของควินท์ คอยน์ จะสามารถรักษาระดับได้ดี ทั้งจากผู้ต้องการอยู่อาศัยจริงและจากผู้มองเห็นโอกาสในการลงทุน

โดยโครงการควินทิลเลียน เบิร์ก (QUiNTILLION BURGH) จะสร้างบนพื้นที่ขนาดประมาณ 3,200 ไร่ หรือประมาณ 4.8 ตารางกิโลเมตร ใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีการนำแนวคิดเมืองอัจฉริยะมาบริหารจัดการโครงการอย่างเต็มศักยภาพในทุกส่วน โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยและการดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งสำรวจแล้วว่าเป็นความต้องการหลักของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายวัยเกษียณจากทั่วโลกที่ปรารถนาจะเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองไทย

 

          Crescent Crypto Asset Management ผู้จัดการกองทุนดัชนีสกุลเงินดิจิทัล ที่นำโดยศิษย์เก่าโกลด์แมน แซคส์ ประกาศปิดการระดมทุน Series A และเปิดตัวกองทุนต่างประเทศ Offshore Cayman โดยการระดมทุนรอบนี้นำโดย FBG Capital ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับบล็อกเชน ตั้งแต่การลงทุนในโทเคน การซื้อขาย เช่น principal trading, over-the-counter ("OTC") trading ไปจนถึงกลยุทธ์การลงทุนประเภทต่าง ๆ ได้เข้ามาลงทุน พร้อมนำเครือข่ายและความรู้ในอุตสาหกรรมมาสู่ Crescent

           FBG จะอาศัยความได้เปรียบจากฐานการดำเนินงานระดับโลกที่แข็งแกร่ง เพื่อช่วยสนับสนุน Crescent ในการเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ สำหรับกลุ่มกองทุนเชิงรับ (passive fund) ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศ นอกจากนี้ FBG จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของตนเองเพื่อช่วย Crescent พัฒนาและนำผลิตภัณฑ์เหรียญดิจิทัลหลายสกุลเข้าจดทะเบียนในตลาดการเงินแบบดั้งเดิม

           สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในการขยายทีมงาน ว่าจ้างผู้บริหารระดับอาวุโสประจำฝ่ายขายและการพัฒนาธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่บุคลากรที่มีความสามารถจากบริษัทวาณิชธนกิจและผู้ให้บริการ ETF ชั้นนำ ซึ่งมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะผลักดันสกุลเงินดิจิทัลเข้าสู่ตลาดกระแสหลักเช่นเดียวกันกับบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งใจที่จะนำเงินทุนที่ได้มาใช้สร้างแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาและการวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลอีกด้วย

          กองทุนต่างประเทศ (Offshore Fund) กำหนดมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำที่ 250,000 ดอลลาร์ และขณะนี้เปิดรับใบจองซื้อแล้ว โดยมีค่าธรรมเนียมการจัดการ 2% และสามารถใช้สิทธิไถ่ถอนเป็นรายไตรมาส

           Crescent Crypto เปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิของปี 2560 ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัททุกคนเริ่มต้นการทำงานที่โกลด์แมน แซคส์ ก่อนที่จะไปสั่งสมประสบการณ์เพิ่มเติมในกองทุนเฮดจ์ฟันด์และธุรกิจเงินร่วมลงทุน โดยมี Crescent 20 Index Fund เป็นกองทุนเรือธง โดยเป็นกองทุนดัชนีสกุลเงินดิจิทัลที่บริหารจัดการโดยเอกชน ที่มุ่งเน้นผลตอบแทนการลงทุนในโลกของคริปโตด้วยแนวทางเชิงรับและมีกฎเกณฑ์ กลยุทธ์การลงทุนดังกล่าวปรับตัวตามความผันผวน สภาพคล่อง และการจัดเก็บที่ปลอดภัย (safe storage) และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือการลงทุนที่ไม่ซับซ้อนสำหรับนักลงทุน กองทุน Crescent 20 Index ครอบคลุมมูลค่าตลาดรวมประมาณ 90% ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล กองทุนถูกจัดเก็บในรูปแบบ Cold Storage ทั้ง 100% และมีการปรับสัดส่วนกองทุนเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ กองทุนในประเทศ (onshore fund) จำกัดการลงทุนให้กับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (accredited investor) เท่านั้น ด้วยมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำที่ 100,000 ดอลลาร์

"เมื่อกล่าวถึง Disruptive Technologies ซึ่งนานๆทีจะเกิดสักครั้ง แต่นั่นหมายถึงเทคโนโลยีที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior) หรือ Lifestyle ของผู้คนครั้งสำคัญ เหมือนเช่นดั่งในปี 1975 ที่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(Personal computer) เป็น Disruptive platform เป็น infrastructure ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง บิล เกตต์ สร้างแอพพลิเคชั่นมาเปลี่ยนแปลงโลกจนทุกวันนี้ที่ไม่มีใครไม่ใช้ Personal computer และอีกครั้งในเวลาต่อมาคือในปี 1990 ที่เทคโนโลยี อินเทอร์เนต TCP/IP ก็เป็น Infrastructure รอบใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง มาร์ก ซัคเกอร์เบริก สร้างแอพพริเคชั่น facebook หรือ แลร์รี่ เพจ สร้าง Google ขึ้นมาและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกดังเช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้"

สำหรับรอบนี้ถือเป็นความโชคดีของคนในยุคนี้ที่จะมีโอกาสได้ใช้ Blockchain ซึ่งจะเป็น Disruptive Technology เป็น Infrastructure ของ Generation โดยที่ผ่านมามี Bitcoin ที่พวกเราแทบทุกคนรู้จักกันดีทั่วโลก เป็นแอพพริเคชั่นตัวแรกซึ่งถูกปล่อยออกมาในปี 2009 แต่ในเวลาไม่ถึง 9 ปี ธนาคารทั่วโลกต้องขยับตัวกันอย่างมหาศาล หรือกระทั่งวงการระดมทุนที่เรียกว่า ICO จะเห็นได้ว่าในปี 2017 มูลค่าการลงทุนผ่าน ICO ปีเดียวมากกว่า VC ทั่วโลกรวมกัน

"หมายความว่า Blockchain  คือ  Disruptive platform ตัวต่อไปที่ทุกวงการจะต้องหันมาใช้ เหมือนกับที่เคยต้องหันมาใช้ Personal computer และ Internet TCP/IP ในทำนองเดียวกัน"  นั่นคือ Talk บทเปิดของ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา  บนเวที Thailand MBA Forum 2018

Blockchain Technology 

เปลี่ยนผ่าน Internet of information → Internet of Value

"ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" Group CEO Blockchain Capital, Group Holdings Co.,Ltd. ได้บรรยายถึงหัวใจสำคัญของ บล็อกเชน เทคโนโลยี ซึ่งเป็น layer ที่สองของอินเตอร์เน็ท ที่มีพัฒนาการเหนือไปกว่ายุคแรกที่เป็น TCP/IP ที่เป็น Internet of Information ซึ่งส่งผ่านได้เพียงข้อมูล แต่สำหรับ บล็อกเชน เป็นอินเตอร์เน็ทที่มีความสามารถเหนือไปกว่า เพราะสามารถที่จะส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่า "มูลค่า" (Value) ออกไปได้ด้วย โดยไม่ต้องผ่านเทคโนโลยีของตัวกลางดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป และแปลว่าในอนาคตอันใกล้ เหล่ากลไกตัวกลางในวงการแลกเปลี่ยนต่างๆ จะต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่

"ท๊อป จิรายุส" ยกกรณีตัวอย่างของวงการแลกเปลี่ยนมูลค่า อย่างเช่น การโอนเงินที่เคยมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นที่เคยต้องผ่านโบรคเกอร์ หรือกระทั่งการซื้อขายที่ดินที่เคยต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า  ธุรกรรมต่างๆ ที่เคยต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือกลไกของตัวกลางในการดำเนินการ ต่อไปเราสามารถแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง เพราะบล็อกเชนมีความพร้อมและอนุญาตให้เราสามารถ digitized มูลค่ากันได้แล้ว เรียกว่า Decentralized Vs. Centralized system

ในอดีตเราใช้อินเตอร์เนท TCP/IP ส่งออกส่งที่เป็นข้อมูลหรือรูปภาพ คือการส่งสิ่งที่เป็นสำเนาออกไป มากมายเพียงใดก็ทำได้ แต่ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ ดังนั้นจึงส่งสิ่งที่เป็นมูลค่า ออกไปไม่ได้จริง ไม่เช่นนั้นเราก็ย่อมจะสามารถส่งออกสิ่งที่มูลค่า เช่นธนบัตรใบละ 1,000 บาทออกไปให้ใครต่อใครก็ได้ มากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะส่งกี่ครั้ง ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ และนั่นคือข้อจำกัดหรือที่เรียกว่า Double spent problem

แต่สำหรับ บล็อกเชน ได้รับการพัฒนาภายใต้การรวบรวมปัญหาและงานวิจัยโดยนักพัฒนาผู้มีนามว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้คิดและพัฒนาบิทคอย โดยเขาได้แก้ปัญหาในสิ่งที่เรียกว่า Solve Double Spent Problem ทำให้บล็อคเชน สามารถเก็บมูลค่า และสามารถส่งออก "มูลค่า" ได้โดยตรงระหว่างผู้ส่งและผู้รับ และนั่นคือเป็นวิวัฒนาการของสิ่งที่ว่า Internet of value

4 Development ของ Blockchain

"จิรายุส" บอกกล่าวเล่าถึงพัฒนาการในวงการบล็อกเชนว่า สามารถแบ่งออกได้เป็นขั้นเป็นตอนอยู่ 4 ระยะ ใน stage แรกของบล็อกเชน คือ Internet of Money เช่น bitcoin ที่ออกมาได้ 8-9 ปี ทุกวันนี้ digital currency ทั่วโลกมีมากกว่า 1,700 ตัว โดยกลุ่มแรกของคริปโตนั้น มุ่งเป้าไปสู่การเป็น internet of money เพื่อที่จะทำให้เราสามารถ digitized เงินแล้วโอนหากันแบบ peer to peer โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอีกต่อไป

เพราะในระบบที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้ การโอนเงิน  ซึ่งหมายถึงการโอนเงินจากธนาคารต้นทางไปยังธนาคารผู้รับ จะมีสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  เปรียบเสมือนทางด่วนที่เราต้องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อจะไปยังจุดที่หมาย  ยิ่งหลายด่านก็หมายถึงค่าผ่านทางที่ต้องเพิ่มขึ้นและต้องจ่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงปลายทาง และนั่นคือที่มาของค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 5-10 % ในการโอนเงินไปต่างประเทศ   แต่พอมี digital money อย่าง bitcoin,light coin, state cash หรือ Ripple  เหล่านี้คือ Digital money ที่ล้วนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเอาออกในสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  หรือกลไกตัวกลางออกไปเพื่อให้เราสามารถโอนเงินกันได้อย่างเร็วขึ้น-ประหยัดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Internet of Assets = Value Registry

stageที่สองของบล็อกเชน เป็นความสามารถในการ digitized ทุกอย่างที่มีมูลค่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คือ เพียงเงิน(money)อย่างเดียว แต่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าอื่นอาทิเช่น ที่ดิน, เพชร, พลอย, ภาพเขียนหรืออื่นๆ อีกมากมาย ก็สามารถนำมา digitized อยู่ในบล็อกเชนได้เช่นกัน

Internet of Entities = Value Ecosystem

สำหรับstageที่ 3 บล็อคเชนจะถูกนำมาใช้ในการปลดล็อค ทำให้ก่อเกิดโมเดลธุรกิจ และการจัดการใหม่ๆ เป็น decentralized autonomous ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Ethereum หนึ่งในบล็อกเชนที่เป็น Generalized platform  ที่ถูกใช้ในการสร้างเหรียญและมี Smart contract ที่เปิดโอกาสให้คนสามารถสร้างบล็อคเชนและโทเคน(Token) ขึ้นมาอย่างง่ายดาย  กลายเป็นเครื่องมือในการออกTokenเพื่อระดมทุนในรูปแบบที่เรียกว่า ICO ( Initial Coin Offering) ซึ่งปรากฏว่าจากคริปโตที่เคยมีเพียงไม่กี่ตัวในอดีต เพียงปีเศษๆ ที่ผ่านมามีคริปโตเกิดขึ้นกว่า 1,700 ตัวทั่วโลก โดยกว่า 90% ของเหรียญเหล่านั้นถูกสร้างบน Ethereum

Interoperable  Ledgers = Value web

เป็นพัฒนาขั้นที่ 4 ที่ปัจจุบันกำลังเร่งพัฒนาเพื่อให้โทเคนที่มีอยู่ทั่วโลกจำนวนมากมาย  และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมาก แต่มีสิ่งที่เป็นปัญหาติดอยู่ ณ ขณะนี้คือ โทเคนในแต่ละแพลตฟอร์ม  ยังคุยกันคนละภาษา ซึ่งหากจะมีการแลกเปลี่ยนมูลค่าซื้อขาย-แลกเปลี่ยน ก็จะต้องเอาเหรียญเหล่านั้นโอนไปยังที่ที่เรียกว่า Centralized exchange crypto แล้วก็ซื้อขายเพื่อแลกเปลี่ยนกันเหมือนซื้อขายหุ้น เหตุเช่นนี้เพราะคริปโตแต่ละตัวยังไม่สามารถคุยกันได้โดยตรง ( เหมือนอินเตอร์เนทในยุคแรกๆ)

ในขณะนี้นักพัฒนากลุ่มใหม่ๆ เช่น Kyber, Ox, Airswap หรือ OmiseGo กำลังเร่งพัฒนาเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างโทเคนตัวต่างๆ ให้สามารถคุยกันหรือแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ "Blockchain for Management" โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา จากงาน Thailand MBA Forum 2018  ได้ที่นี่

 

 

 

5.  5G ตัวเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมโลก การให้บริการ Mobile broadband กำลังก้าวไปสู่ระบบ 5G โดยมีแผนที่จะ roll out ครั้งแรกไม่เกินปี 2018 ซึ่งถือได้ว่าเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในความพยายามที่จะผลักดันให้การบริการ   Mobile broadband สามารถให้บริการในทุก digital platform

4. โทรคมนาคมเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์ม IoT และโดรน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม 4G/5G มีบทบาทที่อย่างมากในการเป็นผู้เล่นที่สำคัญในตลาด IoT และอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerial vehicles : UAV) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าโดรน โดยแอพพลิเคชั่นโดรนจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถปฏิรูปการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของต้นทุนและเวลาในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลเพื่อปรับปรุงการตัดสินใจ จึงมีการจัดตั้งศูนย์กลางในการให้บริการเฉพาะทางเกี่ยวกับโดรนภายใต้ชื่อ Drone-powered Solutions (DPS) เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผนและนำโดรนมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้โดรนในเชิงพาณิขย์ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทแต่ละแห่งจำเป็นต้องมีการลงทุนที่สำคัญและมีความสามารถเฉพาะด้าน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับโดรนภายในบริษัท ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถเสนอ DPS สำหรับทุกบริษัทได้ โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถมีบทบาทนี้ได้ เนื่องจากมีความสามารถในการเชื่อมต่อ IoT, ระบบคลาวด์, big data และการวิเคราะห์

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ประการแรกพวกเขาสามารถเสนอ DPS โดยการสร้างพันธมิตรในด้านต่างๆเกี่ยวกับโดรน, ประมวลผลข้อมูล และการจัด ส่งข้อมูล และสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถภายในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งคาดว่าตลาดสำหรับ DPS ซึ่งไม่รวมถึงการจัดซื้อโดรนในกลุ่มประเทศ Gulf Cooperation Council (GCC) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2020 ซึ่งตลาดนี้สามารถให้บริการด้วยรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย เช่น การให้บริการโดรนในเชิงพาณิชย์, Live Video แบบออนดีมานด์ หรือระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ

ประการที่สอง ผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถช่วยในการจัดตั้งศูนย์ควบคุม การจราจรของโดรน หรือ Drone traffic control centre (DTCC) ซึ่งจะช่วยให้ สามารถควบคุมการทำงานของโดรนและเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อ บังคับ โดยจะอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ DTCC ทั้งในการจัดหาและจัดการการจัดเก็บข้อมูล การเชื่อมต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การให้บริการในระดับมืออาชีพ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมทั้งระบบการจัดการการ จราจรของโดรน และการวิเคระห์และจัดทำรายงานแบบเรียลไทม์

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมควรพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมและมีการกำหนด Roadmap สำหรับใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโดรนแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคมสำหรับแหล่งรายได้ที่หลากหลายและการกระตุ้นการเติบโตใหม่ๆ

การปฏิวัติด้านสารสนเทศเป็นการปรับโฉมหน้าของเศรษฐกิจโลก การสร้างข้อมูล, การประมวลผล, การเก็บรักษา และการแลกเปลี่ยน กำลังเปลี่ยนแปลงการดำเนิน งานและปรับปรุงรูปแบบธุรกิจใหม่ ปัจจุบันการจัดเก็บชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล และการใช้ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิผล จำเป็นต่อความได้เปรียบ ทางการแข่งขัน การพลิกโฉมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเนื่องจากโดรนเป็นจุดเชื่อมต่อของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าสองประเภท ได้แก่ Internet of Things (IoT, เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) และปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีโดรน หุ่นยนต์ และรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

เป็นตัวอย่างของระบบข้อมูลที่บูรณาการรวมอยู่ในอุปกรณ์ทางกายภาพ ซึ่งโดรนยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแหล่งข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีเซ็นเซอร์ และกล้องถ่ายรูปทำให้สามารถได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน ซึ่งสามารถวิเคราะห์และเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่สามารถดำเนินการได้ และโดรนยังสามารถดำเนินงานที่สำคัญได้ เช่น การวิเคราะห์ การค้นหา การตรวจสอบ ส่งสัญญาณ การนำทาง และการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง โดยใช้ซอฟต์แวร์อัตโนมัติ

เทคโนโลยีโดรน ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและไปไกลเกินกว่าเป้าหมายทางการ ทหารซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมของการใช้โดรน และปัจจุบันได้เข้าสู่เชิงพาณิชย์ เช่น เดียวกับแอพพลิเคชั่นด้าน IT อื่นๆ การใช้งานโดรนในเชิงพาณิชย์มีการแพร่ กระจายมากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพื้นฐานของโดรน (เช่น เซ็นเซอร์, กล้อง, GPS และแบตเตอรี่), สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เป็นบวก และความสนใจของนักลงทุน ซึ่งโครงการของ Federal Aviation Administration (FAA) ระบุว่าจำนวนโดรนที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯจะมีจำนวนเกือบสามล้านเครื่องในปี 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นสี่เท่าในปี 2016

โดรนช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานและดำเนินกิจกรรม ที่ท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนและเวลา โดรนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงได้ ไม่เพียงแต่ความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการใช้งานที่กว้างขวางขึ้นสำหรับภาคธุรกิจอีกด้วย

DPS มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่นำมาใช้งาน เช่น การสำรวจและทำ แผนที่ การควบคุมการลงทุน การจัดการสินค้าคงคลัง การเฝ้าติดตามการบำรุง รักษา การขนส่งสินค้า การเฝ้าระวัง และการรายงานข่าวด้วยวิดีโอ ซึ่ง DPS จำนวนมากมีจำหน่ายแล้วในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน และเมื่อมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นในภาคส่วนอื่นๆ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรับปรุงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

การใช้โดรนสำหรับควบคุมการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคชุมชน ทำให้สามารถสำรวจสถานที่ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ข้อมูลภาคสนามสำหรับการสร้างแบบจำลองสถานที่อย่างแม่นยำ สามารถถูกรวบรวมไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การสำรวจสถานที่ก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าการสำรวจภาคสนามมากถึง 20 เท่า นักลงทุนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าในการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดรนสามารถแก้ปัญหาด้านเทคนิคที่สำคัญ ที่สุดในการตรวจสอบการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง และการบริหารจัดการสินทรัพย์ ตลอดจนการวางแผนและการใช้งานเครือข่าย ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ในอดีตช่างเทคนิคต้องปีนขึ้น ไปบนสุดของอาคาร แต่ในปัจจุบันสามารถใช้โดรนทำงานนี้ได้แล้ว โดยสามารถบันทึกรายละเอียดข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสินทรัพย์ และดำเนินการสินค้าคงคลังที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม สามารถได้ภาพสถานที่อย่างถูกต้องซึ่งมักกระจายไปทั่วประเทศ

โดรนมีบทบาทในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและติดตั้งให้อยู่ในสภาพดี สามารถดำเนินการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดรนสามารถถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ การวัด และการอ่านได้เหมือนกับช่างเทคนิค และช่วยเพิ่มความปลอดภัยเนื่องจากบริษัทต่างๆ ไม่จำเป็นต้องให้คนงานต้องมาเสี่ยงในการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลหรือในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมหลายรายมีความก้าวหน้าในเรื่องโดรน อย่างเช่น บริษัท AT&T ได้เปิดตัวโครงการในเดือนตุลาคม 2016 ที่ใช้โดรนในการตรวจสอบสถานีฐาน และบริษัท Verizon ใช้โดรนเพื่อตรวจสอบบริเวณสถานีฐานที่ได้    รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง

โดรนยังสนับสนุนการวางแผนและการใช้งาน โดยสามารถระบุจุดที่เสียหายในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เช่น บริษัท AT&T ใช้โดรนในการทดสอบความแรงของสัญญาณทั่วภูมิภาคต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ส่วนบริษัท Nokia ได้ทำการ ทดลองที่คล้ายคลึงกันนี้ใน United Arab Emirates (UAE)

ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีบทบาทสำคัญในการใช้โดรน DPS ต่างๆ ที่หลากหลาย จะต้องมีความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลประเภทภาพและวิดีโอ และประมวลผลและวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้อาจต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบการโทรคมนาคม

ซึ่งถือเป็นบทบาทใหม่สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมแบบดั้งเดิมกำลังจะพัฒนาขึ้น   ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต่างกำลังมองหาหนทางใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล โอกาสทางการค้ามีความ สำคัญ  บริษัทต่างๆในทุกอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศ GCC คาดว่ามูลค่าตลาด โดรนในเชิงพาณิชย์โดยรวมในกลุ่ม GCC (ไม่รวมการจัดซื้อโดรน) อาจสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯภายในปี  2022


บทความ โดย : พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ “Next-Gen. Leaders & Next-Gen. Mobile Tech” โดย พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กสทช. จากงาน Thailand MBA Forum 2018  ได้ที่นี่

X

Right Click

No right click