December 08, 2019

นายแพทย์ ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการ บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด และโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแห่งการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทั้งด้านร่างกายและจิตใจหลังเกษียณ ตามคอนเซ็ปต์ “เมืองแห่งการดูแลผู้สูงวัย” เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ใหม่ 3 เรื่อง จิณณ์ ทอล์ค (JIN Talk), อัลไซเมอร์ (Alzheimer) และ สโตรค (Stroke) นำเสนอเนื้อหาผ่านประสบการณ์จริงของแพทย์ที่ได้ทำการรักษา พูดคุย ให้คำแนะนำกับผู้ป่วย และครอบครัวที่แตกต่างกัน และเรื่องราวเหตุการณ์จริงของผู้ป่วยสูงวัยหลายๆ ครอบครัวที่ต้องปรับตัวรับมือกับวัย และสภาวะร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้หลายครอบครัว รวมทั้งผู้ดูแลเกิดความเครียด และต้องปรับตัวสูง หวังสะท้อนถึงปัญหาที่ผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และครอบครัวต้องเจอ พร้อมแนะวิธีก้าวข้ามผ่านทุกความยากลำบากที่เกิดขึ้น และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข และมีคุณภาพให้ได้

“จากสถิติปัจจุบัน คนไทยอายุยืนขึ้นถึง 90 ปี นั่นแปลว่าหลังเกษียณคุณต้องใช้ชีวิตที่เหลืออีก 30 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เท่าที่ควร จึงไม่เคยวางแผนชีวิตหลังเกษียณ และในความเป็นจริงบ้านหลังเดิมที่คุณอยู่ อาจเป็นอันตราย เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับชีวิตหลังเกษียณ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาท์ตี้ ออกแบบแนวคิดใหม่ เพื่อการเป็นอยู่ที่ต้องการให้คนไทยใช้ชีวิตอีก 30 ปีอย่างมีความสุขที่สุด บนแนวคิด Generation Wellbeing ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีความเชื่อว่า จะต้องมีสุขภาวะ ไม่อยู่ในภาวะพึ่งพาใครให้นานที่สุด เพื่อเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ๆ ของคุณ โดยการรวม บ้าน สังคม โรงพยาบาล และ Wellness อยู่ในที่เดียว ทำให้คุณเหมือนมีหมอ และบุคลากรทางการแพทย์ อยู่ในบ้านหลังใหญ่ หลังนี้เพี่อดูแลคุณทั้ง กาย ใจ จิตวิญญาณ ที่เป็นหัวใจของการมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาว” นายแพทย์ ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กล่าว  

ด้วยความตั้งใจสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จิณณ์ ทอล์ค ดำเนินเรื่องผ่านแนวคิดของคุณหมอ 3 ท่าน โดยตั้งคำถามถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและให้คำจำกัดความกลุ่ม เจนเนอเรชั่น เวลบีอิ้ง (General Wellbeing) ว่าเป็นกลุ่มคนที่เชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ต้องมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง กาย ใจ และจิตวิญญาณ และต้องมีชีวิตโดยไม่อยู่ในภาวะพึ่งพาใครให้นานที่สุด และเชื่อว่าชีวิตไม่ได้จบที่วัยเกษียณ แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากจะเป็น พร้อมบอกถึง 6 วิธีที่จะทำให้คุณเป็น เจนเนอเรชั่น เวลบีอิ้ง (Generation Wellbeing) ก่อนจะจุดประกายแนวคิดการอยู่อาศัยแบบใหม่ที่รวม บ้าน สังคม โรงพยาบาล และ Wellness ในที่เดียวกัน เหมือนอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ ที่มีหมออยู่ในบ้าน เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณสมบูรณ์แบบที่สุด

ในขณะที่ อัลไซเมอร์ (Alzheimer) คือเรื่องจริงที่เล่าผ่านคุณหมอ นำเสนอเรื่องราวของครอบครัวๆ หนึ่ง ประกอบด้วยคุณแม่อายุ 80 ปีที่มีอาการอัลไซเมอร์ ผู้ดูแลของคุณแม่อายุ 60 และลูกชายวัย 50 เป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ปัญหาคล้ายๆ กันเมื่อมีคนในบ้านเป็นอัลไซเมอร์ คือจะต้องมีคนหนึ่งคอยดูแล แบบหลังแอ่นอยู่คนเดียวในบ้าน และคนที่เหลือก็มีปัญหาเครียดสะสมไปตามๆ กัน เพราะต้องคอยรองรับทั้งทางด้านร่างกาย และอารมณ์ที่แปรปรวน ยิ่งนานวันเข้า ทุกคนในบ้านจะต้องป่วยกันหมด ซึ่งหนังเสนอทางออก คือต้องย้ายบ้านไปอยู่ในบ้านที่คนเป็นลูกอุ่นใจคลายความกังวล คนดูแลได้แบ่งเบาภาระ และกลับมามีชีวิตส่วนตัวอีกครั้ง เพราะคุณแม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ ได้อยู่ในที่ๆ มีคนดูแล ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ทำให้คุณแม่อาการดีขึ้น พร้อมย้ำว่าคุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้นเมื่อย้ายมาเข้าอยู่ที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (Jin Wellbeing County) บ้านหลังใหญ่ ที่มีหมออยู่ในบ้าน

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่องสุดท้าย สโตรค (Stroke) นำเสนอเรื่องจริงของสามี ภรรยา คู่หนึ่งที่วันหนึ่งสามีเป็น สโตรค (Stroke) เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อภรรยามาขอปรึกษาคุณหมอ เธอรู้สึกว่าชีวิตถึงทางตัน สามีตกงานไม่สามารถเลี้ยงพ่อแม่ของเขาได้ ส่วนเธอก็อาจต้องออกจากงานเพราะไม่มีใครดูแลสามี แล้วพ่อแม่เธอใครจะเลี้ยง ชีวิตเธอเหมือนจะมีทางออกแค่ 2 ทาง คือ ทิ้งชีวิตการงานออกมาดูแลสามีและพ่อแม่ หรืออีกทางคือทิ้งสามีไปเลย แต่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาท์ตี้ คือทางออกที่ดีที่สุด ที่คุณหมอแนะนำให้เธอย้ายบ้านมาอยู่ เพราะที่นี่มีคนคอยดูแลสามีเธอตลอดเวลา และเป็นที่ๆ ออกแบบมาทั้งโครงการให้สามีสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้  เพราะทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้เป็น Healing Environment ที่พร้อมฟื้นฟูสามีเธอให้ดีขึ้นทั้ง กาย ใจ และจิตวิญญาณ ส่วนเธอก็หมดห่วงและกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม เพราะที่นี่เป็นบ้านหลังใหญ่ ที่มีหมออยู่ในบ้าน


ทั้งนี้ ท่านสามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณา จิณณ์ เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ได้ที่

เรื่องที่ 1 : คนหนึ่งจำไม่ได้ อีกคนไม่อยากจำ

อัลไซเมอร์ คนหนึ่งจำไม่ได้...คนรอบข้างไม่ต้องกังวล…ที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาท์ตี้ บ้านหลังใหญ่ ที่มีทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ที่พร้อมดูแลทุกอย่างแทนคุณ ฟื้นฟูคนป่วยและพร้อมคืนสุขภาวะที่ดีแก่ผู้ดูแลและลูกหลาน

เรื่องที่ 2 : เส้นเลือดตีบ ชีวิตแตก

Stroke เส้นเลือดตีบ ชีวิตไม่แตก...ย้ายมาอยู่ในที่ๆ มีคนคอยดูแลผู้ป่วยแทนคุณ ท่ามกลาง Healing Environment...ทีมแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ที่พร้อมทำให้ชีวิตคุณและผู้ดูแลเดินต่อไปได้

นับตั้งแต่ที่ ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Creating Shared Value (CSV) ร่วมกับ มาร์ค เครเมอร์ ในปี พ.ศ.2554 ว่าเป็นบทบาทของภาคธุรกิจที่จะร่วมพัฒนาสังคมด้วยการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคมควบคู่ไปพร้อมกัน ซึ่งมีความแตกต่างจากการขับเคลื่อน CSR ในรูปแบบเดิม จนในปัจจุบัน มีองค์กรธุรกิจที่ขานรับเอาแนวคิดดังกล่าวไปใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกสาขาอุตสาหกรรม

สำหรับองค์กรที่ต้องการนำแนวคิด CSV เคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติ ข้อแนะนำของไมเคิล อี พอร์เตอร์ และมาร์ค เครเมอร์ ที่ได้ให้ผ่านทางชุมชนนักปฏิบัติ “Shared Value Initiative” ซึ่งทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งในปี พ.ศ.2555 มีจุดเริ่มต้นจากการสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมหรือเงื่อนไขสนับสนุนใน 3 ประการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป็นข้อผูกมัดหรือข้อยึดมั่นในระดับองค์กร การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน การเฟ้นหาและบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลังนำการขับเคลื่อน

 

Source: Shared Value Initiative, Shared Value at the Enterprise Level: Conditions for an Enabling Environment, 2013.

แนวทางของการกำหนดเรื่องการสร้างคุณค่าร่วมให้เป็นข้อผูกมัดหรือข้อยึดมั่นในระดับองค์กร มีจุดที่เริ่มต้นได้จากการปรับเจตจำนงขององค์กรและการกำหนดวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นการคำนึงถึงคุณค่าร่วม การเชื่อมโยงความต้องการทางสังคมในประเด็นที่กำหนดเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร

ส่วนการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน CSV ในระดับองค์กร ประกอบด้วย การออกแบบโครงสร้างการดำเนินงานใหม่จากการพิจารณาภาวะความพร้อมของเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบการแสวงหาหุ้นส่วนการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอกซึ่งมีความเชี่ยวชาญจำเพาะในประเด็นทางสังคมนั้นๆ การพัฒนาหรือดัดแปลงกระบวนการธุรกิจ รวมถึงการสร้างระบบการวัดผลในเชิงคุณค่าร่วม

ในแง่ของการเฟ้นหาและบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลังนำการขับเคลื่อนเรื่อง CSV มีข้อพิจารณาตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจหรือให้สิ่งจูงใจในรูปแบบที่เหมาะสมแก่พนักงาน การพัฒนาบ่มเพาะความรู้ สมรรถภาพ และภาวะผู้นำ รวมถึงการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถโดดเด่นในเรื่องดังกล่าวเข้ามาร่วมงาน

หลังจากที่ได้ดำเนินการจัดวางเงื่อนไขสนับสนุนและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นแล้ว ข้อพิจารณาต่อมา คือ การจัดวางองค์ประกอบที่ช่วยในการออกแบบความริเริ่มหรือแผนงานในการสร้างคุณค่าร่วม ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนากรณีทางธุรกิจ การเข้าร่วมกับหุ้นส่วนดำเนินการภายนอก การกำหนดกิจกรรมและเม็ดเงินลงทุน การจัดโครงสร้างทรัพยากรในองค์กร การกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ทางธุรกิจและทางสังคม

การขับเคลื่อน CSV ควรเริ่มต้นจากการสำรวจและทำให้เกิดสภาพแวดล้อมหรือเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงมือปฏิบัติใน 3 ประการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดให้ CSV เป็นข้อผูกมัดหรือข้อยึดมั่นในระดับองค์กร การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดทางให้เกิดการขับเคลื่อน CSV การเฟ้นหาและบ่มเพาะบุคลากรให้มีไฟและมีพลังนำการขับเคลื่อน CSV

ทั้งนี้ การที่องค์กรจะสามารถจัดวางองค์ประกอบสำหรับความริเริ่มหรือแผนงานในการสร้างคุณค่าร่วม องค์กรจำเป็นที่จะต้องทราบหรือกำหนดระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่ประสงค์จะดำเนินการ โดยพิจารณาจากความพร้อมของทรัพยากรและเงื่อนไขที่องค์กรมีอยู่ในขณะนั้นว่าสอดคล้องกับระดับที่เป็นการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมโดยตรงผ่านทางตัวสินค้าและบริการ หรือเป็นการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องผลิตภาพ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมตลอดห่วงโซ่คุณค่า หรือเป็นการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น เช่น การสร้างงาน การสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจชุมชน สวัสดิการสังคม

เมื่อองค์กรสามารถกำหนดระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่จะดำเนินการ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในขั้นต่อไป คือ การระบุตัวชี้วัดที่เป็นผลลัพธ์ทั้งในเชิงธุรกิจและในเชิงสังคมของความริเริ่มหรือแผนงานที่สอดคล้องกับระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่เลือกดำเนินการ

Source: Shared Value Initiative, Measuring Shared Value: Common Initiative-Level Outcomes, 2013.

ตัวอย่างของคุณค่าทางธุรกิจที่ได้รับ ได้แก่ ยอดรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น การเติบโตของตลาด ต้นทุนลดลง การมีแหล่งจัดหาที่มั่นคง ผลิตภาพดีขึ้น คุณภาพดีขึ้น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการกระจายสินค้าและบริการดีขึ้น ระดับการเข้าถึงแรงงานสูงขึ้น ขีดความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น

ตัวอย่างของคุณค่าทางสังคมที่ได้รับ ได้แก่ ยอดการใช้พลังงานลดลง ยอดการใช้น้ำลดลง ยอดการใช้วัตถุดิบลดลง ทักษะในการทำงานดีขึ้น รายรับของพนักงานดีขึ้น ระบบการดูแลผู้ป่วยได้รับการปรับปรุง ปริมาณรอยเท้าคาร์บอนลดลง โภชนาการที่ดีขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้น การสร้างงานเพิ่มขึ้น สุขภาวะที่ดีขึ้น เป็นต้น

กรอบการขับเคลื่อน CSV ที่เป็นผลจากการประมวลเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่องค์กรต้องทำให้มีขึ้น องค์ประกอบที่ใช้ในการออกแบบความริเริ่มหรือแผนงาน การกำหนดระดับการสร้างคุณค่าร่วมที่บูรณาการเข้ากับกลยุทธ์องค์กร และการกำกับการสร้างคุณค่าร่วมโดยใช้ตัวชี้วัดทั้งทางธุรกิจและทางสังคมควบคู่กัน สามารถแสดงได้ดังภาพ

Source: Thaipat Institute, Shared Value Framework, Aggregated from APS Network Training: London Cohort, 2013.

ในบริบทของการสร้างคุณค่าร่วม ตัวชี้วัดที่เป็นผลลัพธ์เชิงสังคมจะใช้เป็นตัวตัดสินใจหรือตอบโจทย์การลงทุนในความริเริ่มหรือแผนงานที่องค์กรได้ออกแบบเพื่อดำเนินการ โดยผลได้ในเชิงสังคมที่เกิดขึ้นจะใช้เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจตามมาด้วย

จะเห็นว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาสังคมตามแนวคิด CSV จะมุ่งเน้นในเรื่องหรือประเด็นทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความเชี่ยวชาญขององค์กร โดยมีการนำประเด็นปัญหาสังคมดังกล่าวมาใช้เป็นโจทย์ร่วมในการคิดค้นและพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร และให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคีหุ้นส่วนภายนอกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


 

เรื่อง  ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ | ประธาน สถาบันไทยพัฒน์
----------------------------------------------
นิตยสารMBA ฉบับที่ 184 Jan - Feb 2015

เริ่มปีใหม่กันแล้ว หลายๆ คนคงตั้งเป้าหมายในปีใหม่ว่า จะทำอะไร บางคนอาจตั้งเป้าหมายว่าจะออกกำลังกายมากขึ้น จะตื่นเช้ามากขึ้น จะ...มากขึ้น ฯลฯ

ราคาไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก

เปิดหนังสือในแวดวงไอทีช่วงนี้ คำหนึ่งที่จะพบเสมอคือ “บิ๊กเดต้า” (Big Data) หรือข้อมูลที่ยิ่งใหญ่

งาน Google for Thailand ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ (TQM) จับมือ กรุงเทพประกันภัย (BKI) คลอดประกันมนุษย์เงินเดือนซีรีย์ใหม่ “คุณเจ็บ เงินไม่เจ็บ”

จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลสำหรับปี 2562 (World Digital Competitiveness Ranking)

พร้อมแล้วกับงาน Good Living for Aging Society ครั้งที่ 4 ในงาน Money Expo Year-End 2019

ศูนย์ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งมหานครโตเกียวสำนักงานประเทศไทย (Tokyo SME Support Center)

Page 1 of 70
X

Right Click

No right click