สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัว ผ่าน “มาตรการสินเชื่อเพื่อการปรับตัว” ภายใต้พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันผู้ประกอบการ รับ 3 เมกะเทรนด์ธุรกิจโลกยุคใหม่“เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต” หนุนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยาวนาน เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดบริบทโลกใหม่ (New Normal) ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เพื่อรับกับทิศทางธุรกิจในอนาคต จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนออกมาตรการ“สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” ต่อยอดจากสินเชื่อฟื้นฟู ภายใต้ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2564 (พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการลงทุนปรับปรุง พัฒนาและเสริมศักยภาพธุรกิจให้สอดรับกับ New Normal ใน 3 รูปแบบ คือ 1.กระแสเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) 2.การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green) 3.นวัตกรรมแห่งโลกอนาคต (Innovation) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ธุรกิจของโลก

มาตรการ “สินเชื่อเพื่อการปรับตัว” เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการลงทุนสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน ในช่วงที่เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวและทิศทางอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยธปท. ได้ปรับหลักเกณฑ์ขยายวงเงินกู้สูงสุด 150 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 2% ต่อปี และเฉลี่ย 5 ปี ไม่เกิน 5% ต่อปี ขณะที่เงื่อนไขการค้ำประกันยืดหยุ่นขึ้น เพื่อเอื้อต่อการเข้าถึงสินเชื่อและส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย สำหรับ SMEs ที่ไม่มีความประสงค์ในการกู้เพื่อลงทุนใหม่ สามารถขอสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อหมุนเวียนทั่วไป ผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ยังดำเนินการควบคู่กันได้

สมาคมธนาคารไทย และ ธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนมาตรการสินเชื่อเพื่อการปรับตัวอย่างเต็มกำลัง ปัจจุบันมีสถาบันการเงินที่ได้จัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการปรับตัวแล้วจำนวน 16 แห่ง โดยผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์ขอสินเชื่อเพื่อการปรับตัวสามารถติดต่อสถาบันการเงินได้โดยตรง สามารถดูรายชื่อสถาบันการเงินและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. ได้ที่ มาตรการสินเชื่อเพื่อการปรับตัว ภายใต้ พ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ (bot.or.th)

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สมาคมธนาคารไทยได้ประสานความร่วมมือกับธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในระยะสั้น โดยสามารถช่วยเหลือ SMEs ได้ถึง 7.7 หมื่นราย วงเงินรวม 1.4 แสนล้านบาท มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ให้ความช่วยเหลือ 5.9 หมื่นราย คิดเป็นยอดอนุมัติสินเชื่อกว่า 2.1 แสนล้านบาท มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ ให้ความช่วยเหลือ 413 ราย คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอนราว 5.8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือลูกค้าแก้ไขปัญหาหนี้ได้ตรงจุด ทันการณ์ และยั่งยืน เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านวิกฤต มีความพร้อมกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร (กลาง) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) พบปะหารือกับนางเจมี่ เบรนแนน (ที่ 3 จากซ้าย) หัวหน้าอเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง (Amazon Global Selling) ประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย ผ่านการอบรมให้ความรู้ การให้คำปรึกษาแนะนำ การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อยกระดับธุรกิจ SMEs ให้สามารถเริ่มต้นค้าขายออนไลน์ระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพบน  Amazon.com แพลตฟอร์มระดับโลก ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

EXIM BANK จัดเต็มแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ 2566 เพื่อผู้ส่งออก “สินเชื่อพลิกฟื้นธุรกิจส่งออก” เพื่อบุคคลทำธุรกิจและ SMEs

ZORT สตาร์ตอัปแพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกครบวงจรของไทย จับมือ Investree สตาร์ตอัป ให้บริการ คราวด์ฟันดิงแพลตฟอร์ม เสริมศักยภาพแพลตฟอร์ม ปลดล็อกสภาพคล่องทางการเงิน ติดปีก SMEs ให้ขยายธุรกิจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่องได้สูงสุด 5 ล้านบาท ด้วยรูปแบบการระดมทุนรูปแบบใหม่ แบบคราวด์ฟันดิง ด้วยการใช้ฐานข้อมูลการขายของออนไลน์มาประกอบการพิจารณา มั่นใจการให้บริการระดมทุนรูปแบบใหม่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยปลดล็อก SMEs ไทยเติบโตได้ไกลขึ้น หลังพบ 80 % ขาดแหล่งเงินทุนใช้หมุนเวียนทำธุรกิจ

 

นายธนัทพันธุ์ ธนเศรษฐ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุด ได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ Investree บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการเงินที่มีฐานการทำธุรกิจอยู่ในภูมิภาคอาเซียน ในรูปแบบคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) เพื่อผสานทั้งสองแพลตฟอร์มทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs) ที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม ZORT เข้าถึงแหล่งเงินทุนระดมทุนรูปแบบใหม่ แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ที่ใช้บริการ ZORT Platform ที่ปัจจุบันมีอยู่ 4,500 ร้านค้า มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถระดมทุนขั้นต่ำจากบริการนี้เริ่มต้นที่ 100,000 บาทต่อราย สูงสุดที่ 5 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่ SMEs จะสามารถใช้ข้อมูล ธุรกรรมทางการเงินสถิติด้านการซื้อขายและบัญชีบน Marketplace ของ ZORT มาใช้เป็นประโยชน์ในการขอเงินทุน โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งแรกของไทย ที่ถือกำเนิดจุดเริ่มต้นแห่งการสร้าง Ecosystem แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และสต๊อกครบวงจรให้มีศักยภาพและสมบูรณ์ เพื่อกลายเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจของผู้ใช้บริการสามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในตลาด

จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ( Data) ของผู้ใช้แพลตฟอร์มพบ อุปสรรค (Pain Point) ของผู้ประกอบการ SMEs ขาดแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องเนื่องจากธุรกิจที่เติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ตามแผนส่งผลให้สภาพคล่องเงินทุนไม่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจ รวมทั้งผู้ประกอบการไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ซึ่งในระบบเงินกู้โดยเฉพาะธนาคารและสถาบันการเงินจำเป็นต้องใช้ประกันสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่มเริ่มดําเนินธุรกิจไม่มีสภาพคล่องทางการเงินมากพอ ประกอบกับระบบธนาคารไม่รองรับการใช้ข้อมูลประวัติ สถิติด้านการเงินและบัญชี จากการทำธุรกิจบน Marketplace มาประกอบการพิจารณา และยังพบว่ารูปแบบเงินเชื่อที่ไม่ตอบโจทย์กับความต้องการ เช่นการอนุมัติเงินกู้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยสูงหรือ การอนุมัติเงินกู้ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม สสว. ที่ระบุว่าผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าร้อยละ 80 เผชิญกับปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมีอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากหลายปัจจัย เช่น ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันและประวัติธุรกรรมทางการเงิน” นายธนัทพันธุ์ กล่าว

 

นางสาวณัทสุดา พุกกะณะสุต ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด( Investree) เปิดเผยว่า Investree จะเข้ามาเสริม Ecosystem ของ ZORT ให้แข็งแรงด้วยบริการด้านการเงิน เพิ่มโอกาสให้ลูกค้า ZORT มีช่องทางการระดมทุนแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม และสามารถนำข้อมูลการซื้อขายของตนเองผ่าน ZORT Platform มาประกอบคำขอระดมทุน โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสมัครขอระดมทุนสะดวกและรวดเร็ว ผ่านช่องทางเว็บไซต์ Investree คราวด์ฟันดิง แพลตฟอร์ม (Crowdfunding platform) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการระดมทุน สามารถผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างสะดวก รวดเร็วใช้งานง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน และทราบผลอนุมัติ เร็วสุดภายใน 3 วันหลังจากส่งเอกสารครบ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นพันธกิจของทั้งสององค์กรที่ต้องการให้ส่งเสริม SMEs มีศักยภาพสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงยั่งยืนเพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยผลผลิตจาก SMEs คิดเป็น 35% ของ GDP รวมทั้งประเทศมีการจ้างงานถึง 12.6 ล้านคน คิดเป็น 72% ของการจ้างงานทั้งหมดจากบริษัท SMEs กว่า 3 ล้านบริษัท ซึ่งคิดเป็น 99 % ของจำนวนบริษัททั้งหมดในประเทศ

 

“Investree ใช้คะแนนเครดิต ที่เป็น Data-Driven Model มาเป็นตัวกำหนดวงเงินระดมทุนให้สอดคล้องกับรายได้ และสถานะทางธุรกิจของผู้ประกอบการ ดังนั้น จำนวนเงินที่ระดมทุนของบริษัทแต่ละรายจะแตกต่างกัน สำหรับผู้ที่ต้องการระดมทุนจะต้องเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทจำกัด ใน กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ที่ใช้ ZORT PLATFORM มาแล้วไม่ต่ำกว่า 24 เดือน และมี ยอดขายจาก Marketplace Integration เฉลี่ย 100,000 บาทต่อเดือน อัตราดอกเบี้ย 6%-26% ผ่อนชำระสูงสุด 12 เดือน ซึ่งตอบโจทย์และแก้ Pain Point ของ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ สะดวกรวดเร็ว สร้างสภาพคล่องทางการเงินทันต่อการขยายธุรกิจและการแข่งขันส่งผลให้เติบโตได้อย่างมั่นคง นำไปสู่การระบบเศรษฐกิจประเทศให้มีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวณัทสุดา กล่าว

กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED FUND) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าวความสำเร็จ “โครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling up) ปี 2565” พร้อม Kick Off เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนใจขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศในปี 2566 เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเป็นการผลักดันผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาแล้วเสร็จภายใต้การสนับสนุนของกองทุนฯ และหน่วยงานสนับสนุนทุนภาครัฐอื่นๆ ให้สามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ได้

นายวิเชฐ ตันติวานิช ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการฯ (TED Market Scaling Up) กล่าวว่า TED Fund มีนโยบายภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพ และการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง และได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถขยายตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการผลักดันผลงานนวัตกรรมที่พัฒนาแล้วเสร็จภายใต้การสนับสนุนของกองทุนฯ และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้สามารถขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ได้ TED Fund จึงได้ริเริ่มโครงการ TED Market Scaling Up ขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ในปี 2566 นี้ เชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่ง โครงการที่มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเช่นนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของภาครัฐในการที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ พร้อมรับกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง

ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) กล่าวว่า โครงการ TED Market Scaling Up เป็นอีกกลไกหนึ่งของ TED Fund ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถขับเคลื่อนและนำผลงานนวัตกรรมไปสู่การขยายผล เพื่อสร้างผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศได้ และเพื่อให้การสร้างธุรกิจของผู้ประกอบการบรรลุตามวัตถุประสงค์และสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยขอบเขตการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วยการจัดสรรเงินสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปพร้อมๆ กัน และผลจากการดำเนินงานโครงการ TED Market Scaling Up ในปี 2565 พบว่า มีผู้ประกอบการที่สนใจยื่นสมัครขอรับการสนับสนุนจำนวนถึง 74 ราย และโครงการที่เสนอเข้ามานั้นล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพค่อนข้างสูง ส่งผลให้กองทุนฯ พิจารณาอนุมัติเงินสนับสนุนทุนจำนวนถึง 23 โครงการ รวมเป็นวงเงินจำนวนมากกว่า 35 ล้านบาท ซึ่งจากการสนับสนุนดังกล่าว คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมถึง 566,590,345 บาท หรือประมาณ 15.8 เท่าของวงเงินสนับสนุน

และในปีงบประมาณ 2566 ทางกองทุนฯ ได้เตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling up) ให้การสนับสนุนทุนไม่เกินมูลค่า 2 ล้านบาท/โครงการ โดยตั้งเป้าจะสนับสนุนจำนวน 30 ราย ในวงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจากการสนับสนุนในปีนี้จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้สูงถึง 948 ล้านบาท ซึ่งการเปิดรับสมัครรอบที่ 1 จะอยู่ในระหว่างวันที่ 15 - 30 เดือนพฤศจิกายน 2565 และรอบที่ 2 จะเปิดรับสมัครในเดือนเมษายน 2566 ดร.ชาญวิทย์ฯ กล่าว

สำหรับโครงการส่งเสริมการขยายตลาดและธุรกิจของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Market Scaling up) ที่จะเปิดรับสมัครนั้น นอกจากโครงการจะให้การสนับสนุนในด้านเงินทุนอุดหนุนแล้ว โครงการยังได้สนับสนุนการบ่มเพาะองค์ความรู้ทางด้านธุรกิจและการตลาด โดยเพิ่มพูนความรู้และเสริมกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจแบบเชิงลึก ควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด การเชื่อมโยงและต่อยอดเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจจริงอีกด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ www.tedfund.mhesi.go.th หรือแอดไลน์กองทุนฯ ได้ที่ : @tedfund หรือโทร 02 333 3700 ต่อ 4072-4075

Page 1 of 3
X

Right Click

No right click