Ad Top Header

ความร่วมมือระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TBS) กับธนาคารออมสิน และสมาคมเพื่อนชุมชน จังหวัดระยอง ตามแนวทาง “ธรรมศาสตร์โมเดล” คว้ารางวัลระดับโลกจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการจัดการแห่งยุโรป (European Foundation for Management Development- EFMD) จากแคมเปญสร้างระบบการเรียนรู้ด้านบริหารธุรกิจที่มีผลลัพธ์เป็นการยกระดับธุรกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ และยั่งยืน

“การนำความรู้ทางการบัญชี และบริหารธุรกิจลงไปทำงานกับชุมชนตามแนวทางที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์โมเดลนั้นทางคณะฯ เราดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว” รองศาสตราจารย์ ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงแคมเปญนี้ที่เป็นการนำนักศึกษาระดับชั้นปี 3-4 ลงไปทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชุมชน เพื่อนำความรู้จากห้องเรียนไปสู่การปฏิบัติจริง ความรู้ทางการบริหารธุรกิจสมัยใหม่จะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วยพัฒนามุมมองใหม่ให้สมาชิกของชุมชน ในขณะที่นักศึกษาเองก็ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้วิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงๆ  ที่สำคัญที่สุดคือได้มีโอกาสเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จร่วมกัน

สิ่งที่เราเน้นคือนักศึกษาต้องใช้เครื่องมือทางบริหารธุรกิจสมัยใหม่อย่างกลมกล่อมกับวิถีของชุมชน ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ยั่งยืน เราต้องแน่ใจว่าเมื่อนักศึกษาถอนตัวออกมาแล้ว ชุมชนจะเดินต่อไปได้อย่างแข็งแรง โดยนักศึกษาของเราจะถอยมาเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ นักศึกษาจะร่วมกับชุมชนในการวางรากฐานทางการตลาด การเงิน และบัญชีให้ชุมชน ชุมชนจะสามารถทำงานได้บนพื้นฐานของข้อมูล รู้ต้นทุนที่แท้จริง รู้การวางแผนการผลิต การบริหารสต๊อก ที่สำคัญคนในชุมชนจะต้องทำได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างถูกคิดอยู่บนฐานความยั่งยืนเป็นสำคัญ สิ่งที่ธรรมศาสตร์โมเดลต้องการคือยกระดับการพัฒนาชุมชนให้ต่อสู้ได้ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากการพัฒนาธุรกิจชุมชนด้วยแนวทาง “ธรรมศาสตร์โมเดล” มาได้ระยะหนึ่ง ดอกผลของการทำงานก็เป็นที่ประจักษ์ เมื่อมีพันธมิตรที่สำคัญเข้ามาร่วมอุดมการณ์ด้วยนั่นคือธนาคารออมสิน และสมาคมเพื่อนชุมชน จังหวัดระยองที่มาร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มาได้ราว 5 ปีแล้ว

“สมาคมเพื่อนชุมชน จังหวัดระยอง ซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในมาบตาพุดมามีส่วนสนับสนุนให้นักศึกษาได้เข้าไปสัมผัสชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความหลากหลายและท้าทายมาก ในขณะที่ธนาคารออมสินช่วยเหลืออย่างมากในการขยายธรรมศาสตร์โมเดลออกไปทั่วประเทศ โดยสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทั่วทุกภาคได้เข้าไปยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้ทันสมัยขึ้นตามแคมเปญ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างกว้างขวางในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องขอบคุณทั้งคุณชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และคุณสุรจิต สถาพรวลัยรัตน์ ผู้จัดการสมาคมเพื่อนชุมชน ที่เป็นพันธมิตรที่ทุ่มเททำงานอย่างใกล้ชิดกับธรรมศาสตร์อย่างมาก” คณบดีคณะพาณิชย์ฯ มธ. กล่าว

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดอันเป็นผลจากการร่วมมือกันพัฒนาวิสาหกิจชุมชนคือ การเติบโตในด้านรายได้ ชุมชนเข้าใจการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบบัญชี รู้ต้นทุนกำไร สามารถขยายไปสู่ระบบการขายออนไลน์ และเห็นลู่ทางที่จะต่อยอดธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้ในอนาคต ตัวอย่างเช่น ชุมชนเกาะกก อำเภอเมืองจังหวัดระยอง ผลจากการทำงานร่วมกันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ขายเป็นกิโล มาเป็นการแปรรูปข้าวออกมาเป็นไรซ์บาร์ ขนมเพื่อสุขภาพในชื่อ “Rice Me” ที่สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้อีกหลายสิบเท่า สามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวางกับผู้บริโภคทุกระดับ ที่สำคัญได้ร่วมกันต่อยอดปรับปรุงผลิตภัณฑ์ไปจนได้อย. และปัจจุบันสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีโปรเจคที่ชุมชนร่วมกับทีมนักศึกษาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ลูกประคบเป็นหมอนรองคอบรรจุสมุนไพร พร้อมๆ กับการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ที่เป็นสากล เป็นของฝากที่ชาวต่างประเทศซื้อกลับไปได้ ผลการพัฒนาทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ชุมชนเกิดความตื่นตัวและเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถรักษาที่นาผืนสุดท้ายใจกลางเมืองระยองเอาไว้ได้อย่างน่าภาคภูมิ

 

อีกชุมชนหนึ่งคือชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากฟักข้าวเกษตรพัฒนา ตำบลมหาสวัสดิ์ จังหวัดนครปฐม ทีมนักศึกษาได้ร่วมกับชุมชนทำการปรับสูตรและรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟักข้าว ทั้งเครื่องดื่ม คุ๊กกี้ สบู่ ฯลฯ ในแบรนด์ “บายขนิษฐา (by KANITTHA)” เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ การเปิดรับตัวแทนจำหน่าย การออกร้าน ฯลฯ และสอนการจัดทำบัญชี การควบคุมสินค้าคงเหลือ ปัจจุบันชุมชนบ้านฟักข้าว คลองมหาสวัสดิ์มีรายได้เติบโตอย่างมาก และกลายเป็นต้นแบบของวิสาหกิจสร้างสรรค์ เป็นที่ดูงานของนักท่องเที่ยวและหลายๆ องค์กร เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน และยังได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวในย่านคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้ชุมชนอีกด้วย

ชุมชนข้างต้นเป็นเพียงบางตัวอย่างความสำเร็จในกว่า 160 ชุมชนในระยะกว่า 10 ปีของการดำเนินงาน “ธรรมศาสตร์โมเดล” ซึ่งชุมชนส่วนใหญ่ยังคงดำเนินงานสร้างรายได้ให้กับหมู่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง และเพื่อขยายผลการดำเนินงานให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางไปทั่วโลก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตัดสินใจพัฒนา “ธรรมศาสตร์โมเดล” ออกมาเป็นกรณีศึกษาและส่งเข้าประกวดในฐานะแนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Excellence in Practice) บนเวทีของ EFMD ซึ่งเป็นองค์กรของยุโรปที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในการประเมินเพื่อให้การรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจของสถาบันต่างๆ ในระดับอุดมศึกษาที่เรียกว่ามาตรฐาน EQUIS โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ TBS ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EQUIS มาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบัน EFMD ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม มีสมาชิกทั้งจากมหาวิทยาลัยและองค์กรต่างๆ กว่า 900 แห่ง จาก 91 ประเทศ ทั้งนี้จากมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 10,000 แห่ง มีไม่ถึง 200 แห่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EQUIS

กรณีศึกษาแคมเปญกิจกรรมเพื่อสังคมตามแนวทาง “ธรรมศาสตร์โมเดล” ได้รับการตัดสินจาก EFMD ให้ได้รับรางวัล Excellence in Practice ในประเภท Ecosystem Development ประจำปี 2019 ในระดับ Silver โดยถือเป็นรางวัลสำหรับความร่วมมือระหว่าง TBS ธนาคารออมสิน และสมาคมเพื่อนชุมชน ทั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันการศึกษาของไทย และพันธมิตรจากองค์กรชั้นนำของไทยได้รับรางวัลนี้ โดยพิธีการมอบรางวัลจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2562 ณ กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน

การได้รับรางวัลครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์การเรียนการสอนของ TBS การที่เรามุ่งสร้างการเรียนรู้ของนักศึกษาและสังคมแวดล้อมบน 3 เสาหลักของ Innovative – Practical – Connected  พิสูจน์ได้ถึงความสำเร็จในการสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นการตอกย้ำคุณภาพการศึกษาของ TBS ซึ่งได้รับการรับรองด้วย 3 มาตรฐานการรับรองระดับโลก หรือ “Triple Crown Accreditation” เป็นแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย คณบดี TBS กล่าวในที่สุด

การอบรมด้วยรูปแบบของการบูรณาการทฤษฎี กรณีศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของ Industry 4.0 กิจกรรมกลุ่ม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้สอนที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมและผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งใช้แนวคิดห้องเรียนมีชีวิตที่จะเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทันสมัย และคุณอยากรู้ ทำให้การลงทุนด้านเวลาของผู้เข้ารับการอบรมจะเกิดคุณค่ามากกว่าการรับฟัง Talk show จากผู้สอน อีกทั้งการสร้างเครือข่ายธุรกิจในแวดวงโลจิสติกส์ที่ผู้เข้ารับการอบรมผ่านการคัดสรรคุณสมบัติมาเป็นอย่างดี ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะมีการวัดผลตามเป้าหมายการเรียนรู้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.logistics.kmutt.ac.th
สมัครเข้าร่วมเรียนรู้ได้ที่

สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโครงการบัณฑิตศึกษา เปิดรับสมัครนักศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 จำนวน 4 หลักสูตร ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤษภาคม 2562 ดังนี้

  1. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ)
  2. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
  3. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเชิงอาชีพเพื่อการสื่อสารนานาชาติ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
  4. หลักสูตรประกาศนียบัตรทางภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)

โดยหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตร เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พฤษภาคม 2562 และหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตทั้ง 2 หลักสูตร เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 20 พฤษภาคม 2562

ทั้งนี้ หลักสูตรทั้งหมดจัดการเรียนการสอนนอกเวลาราชการ (เสาร์-อาทิตย์) ที่สถาบันภาษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยคณาจารณ์ผู้เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 087-972-7755 หรือเว็บไซต์ http://englishgradtu.com/

“พณชิต กิตติปัญญางาม” ผอ. DPU X  เผย รัฐ-เอกชน ตื่นตัวเทคโนโลยีใหม่ เตรียมเปิดหลักสูตร  “Geeks on The Block Chain”  ปลุกวงการ Developer แต่งตัวให้พร้อมช่วยองค์กรพัฒนาธุรกิจ 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และนายกสมาคม Thailand Tech Startup Association (สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่) เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวกันมากในการนำเทคโนโลยี BlockChain มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการข้อมูล โดยเฉพาะภายในระยะเวลา อีก 5 ปีนับจากนี้จะเห็นคุณค่าของ BlockChain เพิ่มมากขึ้นเหมือนกับในอดีตที่เริ่มมีอินเตอร์เน็ต ทุกคนมองคุณค่าของอินเตอร์เน็ตไม่ออก ต่อมาเมื่อมีคนเริ่มสร้างแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีการส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนเริ่มเห็นพลังของอินเตอร์เน็ต  เช่นเดียวกันวันนี้ผู้คนกำลังอยู่บนโลกของดิจิตอลกันมากขึ้น Block Chain ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านมากกว่าเพียงข้อมูล แต่ส่ง "คุณค่า" ไปด้วย  จะทำให้เกิดฝาแฝดของสิ่งต่างๆในโลกดิจิตอล ช่วยให้ Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันบนโลกดิจิตอลมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น 

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยี BlockChain มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่แสดงความสนใจทั้งด้านการวิจัยพัฒนาระบบและการร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ เนื่องจากธุรกรรมต่างๆที่ต้องใช้ตัวกลาง (บุคคลที่สาม) จะได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดเจนหลังเทคโนโลยี Block Chain เข้ามาจัดการการแลกเปลี่ยนต่างๆ  ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจของ World Economic Forum (WEF) คาดว่า ภาครัฐของประเทศต่างๆ จะนำร่องประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ก่อนภายในปี 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า และจะนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายในปี 2027 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า

ดังนั้นช่วงเวลาของการเตรียมพร้อมรับมือกับการมาของ เทคโนโลยี BlockChain จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากขององค์กรต่างๆ หลายองค์กรเริ่มมองเห็นคุณค่า ของ BlockChain ที่มีระบบเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล จึงนำมาซึ่งการตื่นตัวและเริ่มนำ  Block chain มาใช้กันเพิ่มมากขึ้น  นับเป็นสัญญาณที่ดีให้กับวงการ Developer เพราะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการทำงานบนระบบ Decentralized จะสามารถมองเห็นภาพและพัฒนา Application ในอนาคตได้ เนื่องจากโครงสร้างและสถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนไป เป็นแบบ Decentralized ด้วย Blockchain  เช่น แนวคิด World Computer ของ Ethereum

ล่าสุด ทาง DPU X สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต ได้ร่วมมือกับ Smart Contract Thailand พร้อมด้วยวิทยากรรับเชิญจาก KBTG ได้จัดหลักสูตร “Geeks on The Block(Chain)” หรือ Block Chain Camp for Developers  batch  1 ครั้งแรกของประเทศ เป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาเชิง Technical ด้าน Block Chain ที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Block Chain ระดับแนวหน้าของประเทศและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการรักษาความปลอดภัยในโลกโซเชียล รวมถึงทีม Smart Contract Thailand และทีม KBTG มาร่วมออกแบบ และดูแลหลักสูตรดังกล่าวนี้

ดร.พณชิต กล่าวด้วยว่า นอกจากการเรียนรู้ด้านพื้นฐานและแนวความคิดระบบ Block Chain ในหลักสูตรนี้แล้ว ผู้เข้าอบรมจะได้ลงมือเขียนโค้ด จากโจทย์จริงด้วย จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เข้ารับการอบรมที่จะได้มีโอกาสฝึกการคิดค้น แก้ปัญหาให้ตรงจุด และเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้หลักสูตรยังได้มีการจัด Public Code Review เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าอบรมท่านอื่นๆ, วิทยากร, Commentator ผู้เชี่ยวชาญ, องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึง Developer ท่านอื่นๆที่มีความสนใจ

ดร.พณชิต กล่าวอีกว่า หลักสูตรดังกล่าวนี้ทาง DPUX เตรียมเปิดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 ผู้เข้ารับการอบรมจนสำเร็จจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ตลอดจนใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองหรือองค์กรต้นสังกัดเพื่อเป็น Developer ที่มีความพร้อมด้าน Block Chainอย่างแท้จริงผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่  http://dpux.dpu.ac.th/geeksontheblock/register/batch1  

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ของบุคคลและด้านการบริหารจัดการองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมีผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย  นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่จำนวนเด็กไทยเกิดน้อยลง และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ทำให้การพึ่งพาการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยลดน้อยลง

รศ.นพ ชาญชัย  พานทองวิริยะกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่าภายใต้การบริหารงานในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นคนที่  11 ได้กำหนด วิสัยทัศน์ ในการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก มีบทบาทหน้าที่ ในการอุทิศเพื่อชุมชนและสังคม มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ การเสริมสร้างความก้าวหน้าและยั่งยืน โดยบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด  KKU Transformation การปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อความก้าวหน้าและการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิฤตอุดมศึกษา ซึ่งได้มีการกำหนดทิศทางในการบริหารมหาวิทยาลัยให้พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบของเสรีภาพทางความรู้และการเข้าถึงแหล่งความรู้รวมไปถึงการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัลสู่สังคม

 

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา  Education Transformation  เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน  และประชาชน  ซึ่งมีแนวคิดหลัก คือ พัฒนาหลักสูตรเดิมสู่กระบวนทัศน์ใหม่ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบใหม่ (Flipped classroom) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Experiential learning)  โดยเน้นให้มีสื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่เพียงพอ ปรับเนื้อหาของหลักสูตรให้มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ เน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต (Future skills) โดยเฉพาะความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น E-commerce, AI, Big data, Data science และ IOT นอกจากนี้ยังสร้างหลักสูตรใหม่ตามความต้องการของสังคมและมีหลักสูตรสำหรับประชาชนทุกอายุ เช่น AI programmer, Blockchain programmer, Data science, Machine learning, AI, Robotic engineering, Mechatronics เป็นต้น  และที่สำคัญคือการสร้างหลักสูตรสำหรับประชาชนเพื่อรองรับเทคโนโลยีในการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยจัดการเรียนรู้เป็นชุดวิชา (Modular system) ซึ่งมีทั้งที่ต้องการปริญญา (Degree) และไม่ต้องการปริญญา (Non-degree) สามารถเรียนรู้ในหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนในมหาวิทยาลัยและการเรียนผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งสามารถเรียนได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกคน มีระบบให้ผู้เรียนสามารถสะสมชุดวิชาเพื่อรับปริญญาในภายหลังได้

ในภาวะที่เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดดนี้  มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีการปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)  มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโครงข่ายและโปรแกรมการใช้งานที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนทั้งการจัดการศึกษา การวิจัย การบริการ และการบริหารจัดการ พัฒนาและส่งเสริมการวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะด้าน AI, Machine learning, Big data Analytic, Digital Marketing ฯลฯ  เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ในการต่อยอดด้านการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะภายในเพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทาง

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Collaboration & amp;Coordination) โดยการจัดทำโครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนา (Flag ship projects) ที่เป็นความร่วมมือของคณะและหน่วยงานที่จะทำงานร่วมกันที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการจัดการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ และเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาแต่ละคณะก่อให้เกิดความก้าวหน้าและเกิดคุณค่าร่วมกันของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1)โครงการศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical hub)เป็นโครงการหลักสำหรับคณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ นอกจากนี้ยังสามารถเป็นที่ให้คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาเคมีและคอมพิวเตอร์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาร่วมพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุได้อีกด้วย 2)โครงการฟาร์มอัจฉริยะ (Smart farming) เป็นโครงการหลักสำหรับกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประกอบด้วย คณะเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตร และวิศวกรรมไฟฟ้าและคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิสารสนเทศ 3) โครงการศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์และชุมชนสัมพันธ์ เป็นโครงการหลักสำหรับคณะในกลุ่มสังคมศาสตร์ที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อศิลปวัฒนธรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

 

ซึ่งการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่นในครั้งนี้ประกอบด้วย 11 ยุทธศาสตร์ 35 กลยุทธ์ และ 61 แผนงานได้แก่ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา (Education Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัย (Research Transformation)  ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ (Academic Service Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการองค์กร (Management Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 สร้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เป็นที่น่าทำงาน (Best place to work) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 7 สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ (Great Place to Live) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 8 ปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 9 การนำมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 10 การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 11 เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Collaboration/Coordination Projects)  จะทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่และทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถผ่านพ้นวิกฤตอุดมศึกษา มีการพัฒนาและมีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาภูมิภาคและประเทศได้เป็นอย่างดี

Page 1 of 2

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries