Ad Top Header

การอบรมด้วยรูปแบบของการบูรณาการทฤษฎี กรณีศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของ Industry 4.0 กิจกรรมกลุ่ม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้สอนที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมและผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งใช้แนวคิดห้องเรียนมีชีวิตที่จะเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ทันสมัย และคุณอยากรู้ ทำให้การลงทุนด้านเวลาของผู้เข้ารับการอบรมจะเกิดคุณค่ามากกว่าการรับฟัง Talk show จากผู้สอน อีกทั้งการสร้างเครือข่ายธุรกิจในแวดวงโลจิสติกส์ที่ผู้เข้ารับการอบรมผ่านการคัดสรรคุณสมบัติมาเป็นอย่างดี ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยจะมีการวัดผลตามเป้าหมายการเรียนรู้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.logistics.kmutt.ac.th
สมัครเข้าร่วมเรียนรู้ได้ที่

สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโครงการบัณฑิตศึกษา เปิดรับสมัครนักศึกษาประจำปีการศึกษา 2562 จำนวน 4 หลักสูตร ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤษภาคม 2562 ดังนี้

  1. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ)
  2. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
  3. หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเชิงอาชีพเพื่อการสื่อสารนานาชาติ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)
  4. หลักสูตรประกาศนียบัตรทางภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ (หลักสูตรภาคภาษาอังกฤษ)

โดยหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตร เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พฤษภาคม 2562 และหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตทั้ง 2 หลักสูตร เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 20 พฤษภาคม 2562

ทั้งนี้ หลักสูตรทั้งหมดจัดการเรียนการสอนนอกเวลาราชการ (เสาร์-อาทิตย์) ที่สถาบันภาษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยคณาจารณ์ผู้เชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 087-972-7755 หรือเว็บไซต์ http://englishgradtu.com/

“พณชิต กิตติปัญญางาม” ผอ. DPU X  เผย รัฐ-เอกชน ตื่นตัวเทคโนโลยีใหม่ เตรียมเปิดหลักสูตร  “Geeks on The Block Chain”  ปลุกวงการ Developer แต่งตัวให้พร้อมช่วยองค์กรพัฒนาธุรกิจ 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการสถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และนายกสมาคม Thailand Tech Startup Association (สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่) เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวกันมากในการนำเทคโนโลยี BlockChain มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการข้อมูล โดยเฉพาะภายในระยะเวลา อีก 5 ปีนับจากนี้จะเห็นคุณค่าของ BlockChain เพิ่มมากขึ้นเหมือนกับในอดีตที่เริ่มมีอินเตอร์เน็ต ทุกคนมองคุณค่าของอินเตอร์เน็ตไม่ออก ต่อมาเมื่อมีคนเริ่มสร้างแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีการส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนเริ่มเห็นพลังของอินเตอร์เน็ต  เช่นเดียวกันวันนี้ผู้คนกำลังอยู่บนโลกของดิจิตอลกันมากขึ้น Block Chain ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านมากกว่าเพียงข้อมูล แต่ส่ง "คุณค่า" ไปด้วย  จะทำให้เกิดฝาแฝดของสิ่งต่างๆในโลกดิจิตอล ช่วยให้ Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันบนโลกดิจิตอลมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น 

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยี BlockChain มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่แสดงความสนใจทั้งด้านการวิจัยพัฒนาระบบและการร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ เนื่องจากธุรกรรมต่างๆที่ต้องใช้ตัวกลาง (บุคคลที่สาม) จะได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดเจนหลังเทคโนโลยี Block Chain เข้ามาจัดการการแลกเปลี่ยนต่างๆ  ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจของ World Economic Forum (WEF) คาดว่า ภาครัฐของประเทศต่างๆ จะนำร่องประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ก่อนภายในปี 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า และจะนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายในปี 2027 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า

ดังนั้นช่วงเวลาของการเตรียมพร้อมรับมือกับการมาของ เทคโนโลยี BlockChain จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากขององค์กรต่างๆ หลายองค์กรเริ่มมองเห็นคุณค่า ของ BlockChain ที่มีระบบเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล จึงนำมาซึ่งการตื่นตัวและเริ่มนำ  Block chain มาใช้กันเพิ่มมากขึ้น  นับเป็นสัญญาณที่ดีให้กับวงการ Developer เพราะผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการทำงานบนระบบ Decentralized จะสามารถมองเห็นภาพและพัฒนา Application ในอนาคตได้ เนื่องจากโครงสร้างและสถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนไป เป็นแบบ Decentralized ด้วย Blockchain  เช่น แนวคิด World Computer ของ Ethereum

ล่าสุด ทาง DPU X สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต ได้ร่วมมือกับ Smart Contract Thailand พร้อมด้วยวิทยากรรับเชิญจาก KBTG ได้จัดหลักสูตร “Geeks on The Block(Chain)” หรือ Block Chain Camp for Developers  batch  1 ครั้งแรกของประเทศ เป็นหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาเชิง Technical ด้าน Block Chain ที่เข้มข้นที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ภูมิ ภูมิรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Block Chain ระดับแนวหน้าของประเทศและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการรักษาความปลอดภัยในโลกโซเชียล รวมถึงทีม Smart Contract Thailand และทีม KBTG มาร่วมออกแบบ และดูแลหลักสูตรดังกล่าวนี้

ดร.พณชิต กล่าวด้วยว่า นอกจากการเรียนรู้ด้านพื้นฐานและแนวความคิดระบบ Block Chain ในหลักสูตรนี้แล้ว ผู้เข้าอบรมจะได้ลงมือเขียนโค้ด จากโจทย์จริงด้วย จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้เข้ารับการอบรมที่จะได้มีโอกาสฝึกการคิดค้น แก้ปัญหาให้ตรงจุด และเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้หลักสูตรยังได้มีการจัด Public Code Review เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าอบรมท่านอื่นๆ, วิทยากร, Commentator ผู้เชี่ยวชาญ, องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึง Developer ท่านอื่นๆที่มีความสนใจ

ดร.พณชิต กล่าวอีกว่า หลักสูตรดังกล่าวนี้ทาง DPUX เตรียมเปิดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 ผู้เข้ารับการอบรมจนสำเร็จจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ตลอดจนใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองหรือองค์กรต้นสังกัดเพื่อเป็น Developer ที่มีความพร้อมด้าน Block Chainอย่างแท้จริงผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่  http://dpux.dpu.ac.th/geeksontheblock/register/batch1  

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ของบุคคลและด้านการบริหารจัดการองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมีผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย  นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่จำนวนเด็กไทยเกิดน้อยลง และสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ทำให้การพึ่งพาการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยลดน้อยลง

รศ.นพ ชาญชัย  พานทองวิริยะกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่าภายใต้การบริหารงานในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นคนที่  11 ได้กำหนด วิสัยทัศน์ ในการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก มีบทบาทหน้าที่ ในการอุทิศเพื่อชุมชนและสังคม มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ การเสริมสร้างความก้าวหน้าและยั่งยืน โดยบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด  KKU Transformation การปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อความก้าวหน้าและการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิฤตอุดมศึกษา ซึ่งได้มีการกำหนดทิศทางในการบริหารมหาวิทยาลัยให้พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบของเสรีภาพทางความรู้และการเข้าถึงแหล่งความรู้รวมไปถึงการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัลสู่สังคม

 

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา  Education Transformation  เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน  และประชาชน  ซึ่งมีแนวคิดหลัก คือ พัฒนาหลักสูตรเดิมสู่กระบวนทัศน์ใหม่ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบใหม่ (Flipped classroom) เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Experiential learning)  โดยเน้นให้มีสื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ที่เพียงพอ ปรับเนื้อหาของหลักสูตรให้มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ เน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต (Future skills) โดยเฉพาะความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น E-commerce, AI, Big data, Data science และ IOT นอกจากนี้ยังสร้างหลักสูตรใหม่ตามความต้องการของสังคมและมีหลักสูตรสำหรับประชาชนทุกอายุ เช่น AI programmer, Blockchain programmer, Data science, Machine learning, AI, Robotic engineering, Mechatronics เป็นต้น  และที่สำคัญคือการสร้างหลักสูตรสำหรับประชาชนเพื่อรองรับเทคโนโลยีในการทำงานและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยจัดการเรียนรู้เป็นชุดวิชา (Modular system) ซึ่งมีทั้งที่ต้องการปริญญา (Degree) และไม่ต้องการปริญญา (Non-degree) สามารถเรียนรู้ในหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนในมหาวิทยาลัยและการเรียนผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งสามารถเรียนได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกคน มีระบบให้ผู้เรียนสามารถสะสมชุดวิชาเพื่อรับปริญญาในภายหลังได้

ในภาวะที่เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดดนี้  มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีการปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)  มีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโครงข่ายและโปรแกรมการใช้งานที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนทั้งการจัดการศึกษา การวิจัย การบริการ และการบริหารจัดการ พัฒนาและส่งเสริมการวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะด้าน AI, Machine learning, Big data Analytic, Digital Marketing ฯลฯ  เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ในการต่อยอดด้านการเรียนการสอน การบริการวิชาการ และพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะภายในเพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทาง

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Collaboration & amp;Coordination) โดยการจัดทำโครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนา (Flag ship projects) ที่เป็นความร่วมมือของคณะและหน่วยงานที่จะทำงานร่วมกันที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการจัดการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ และเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษาแต่ละคณะก่อให้เกิดความก้าวหน้าและเกิดคุณค่าร่วมกันของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1)โครงการศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical hub)เป็นโครงการหลักสำหรับคณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ นอกจากนี้ยังสามารถเป็นที่ให้คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาเคมีและคอมพิวเตอร์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาร่วมพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุได้อีกด้วย 2)โครงการฟาร์มอัจฉริยะ (Smart farming) เป็นโครงการหลักสำหรับกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประกอบด้วย คณะเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเกษตร และวิศวกรรมไฟฟ้าและคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาภูมิสารสนเทศ 3) โครงการศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์และชุมชนสัมพันธ์ เป็นโครงการหลักสำหรับคณะในกลุ่มสังคมศาสตร์ที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อศิลปวัฒนธรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน

 

ซึ่งการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยขอนแก่นในครั้งนี้ประกอบด้วย 11 ยุทธศาสตร์ 35 กลยุทธ์ และ 61 แผนงานได้แก่ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษา (Education Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัย (Research Transformation)  ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 การปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ (Academic Service Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการองค์กร (Management Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 สร้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เป็นที่น่าทำงาน (Best place to work) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 7 สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ (Great Place to Live) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 8 ปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 9 การนำมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 10 การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 11 เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (Collaboration/Coordination Projects)  จะทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่และทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถผ่านพ้นวิกฤตอุดมศึกษา มีการพัฒนาและมีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาภูมิภาคและประเทศได้เป็นอย่างดี

รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับ MBA ว่า Sustainable Agriculture หรือเกษตรยั่งยืนน่าจะเป็นคำตอบให้กับการพัฒนาเกษตรในประเทศไทย ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ผ่าน 3 กลไก คือ Skill โดยการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ Skill การพัฒนาทักษะเกี่ยวกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ และ Smart ที่จะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เชื่อมโยงสองข้อแรก

เหตุที่ รศ.ดร.พิสุทธิ์ ให้ความสนใจเรื่องนี้เพราะประเทศไทยมีประชากรที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรจำนวนมาก หากสามารถช่วยให้เกษตรกรมีความสามารถเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยประหยัดทรัพยากรและจัดการกับมลพิษในประเทศไปได้มาก เช่นใช้น้ำ ใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมีลดลง และที่สำคัญคือทำให้อาหารที่เรารับประทานไม่ปนเปื้อน ลดค่ารักษาพยาบาลที่คนในประเทศต้องใช้จ่ายจากสุขภาพที่เสื่อมโทรมจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

วิถีแห่งเกษตรยั่งยืนในความหมายที่ รศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าวถึงคือ การทำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ การปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ และความสมาร์ตซึ่งหมายถึงการแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้ ไม่เกินความสามารถของเกษตรกร และมีความจับใจสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาทำอาชีพเกษตรกรได้

รศ.ดร.พิสุทธิ์ ยกตัวอย่างว่า “มังคุดอยู่ได้ 3- 4 วัน ถ้าจะสมาร์ตต้องทำให้อยู่ได้ 8 วัน ก็ต้องดูว่าคุ้มหรือไม่ ต้องคำนวณว่าวิธีใหม่ทำให้เกษตรกรที่เป็นหนี้ลดลงหรือไม่ ถ้าไปหามาใหม่แล้วเป็นหนี้มากกว่าเดิมจะทำไปเพื่ออะไร มูลค่าที่เพิ่มควรจะกลับไปหาเกษตรกร ไม่ใช่ยิ่งทำเกษตรกรยิ่งจน แล้วไม่มีใครอยากมาเป็นเกษตรกร ผมว่าอย่างนี้ไม่ถูก”

โดยการจะทำให้เกษตรกรไทยไปสู่เกษตรยั่งยืนได้ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์บอกว่าต้องเป็นไปตาม Level of Engagement คือ 1 การทำให้เกิดความตระหนัก 2 ให้ความรู้ที่ถูกต้อง 3 ปรับให้เกษตรกรมีทัศนคติและพร้อมจะลงมือทำ 4 ทำให้เกษตรกรรู้สึกความเป็นเจ้าของและพร้อมจะไปชวนคนอื่นเข้ามาร่วม

โดยใน 2 ข้อแรก อาจจะใช้แคมเปญหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ลงพื้นที่ไปสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรยั่งยืน ส่วนสถาบันการศึกษาอย่างเช่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็สามารถเข้าไปช่วยได้ในขั้นตอนที่ 3 และ 4 ด้วยการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปช่วย

วิศวะจะช่วยเกษตรได้อย่างไร

รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ บอกว่า สิ่งที่ตนเองมองในการที่คณะจะเข้าไปช่วยเหลือภาคเกษตรได้น่าจะเป็นด้านเครื่องจักรกล แอปพลิเคชัน ระบบเซนเซอร์ ระบบอัตโนมัติต่างๆ และอีกเรื่องที่น่าจะช่วยได้มาก คือการทำ Flow Diagram เพื่อให้เห็นภาพรวมของทั้งระบบ และทำ Materaial Flow Analysis ที่จะช่วยให้เห็นว่าในการผลิตพืชผลการเกษตรชนิดหนึ่งเกิดอะไรขึ้นบ้าง ของเสียที่เกิดขึ้นตรงจุดใด

“นี่คือจุดแข็งของวิศวะ จะได้รู้ทำไมนี่ใช้น้ำเยอะจัง จะเอาอะไรไปแก้ นี่เกิดควันเยอะแล้วจะเอาอะไรไปแก้” ดร.พิสุทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ การที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ลงไปเกี่ยวข้องกับการเกษตรน่าจะมีส่วนช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาด้วยภาพลักษณ์ความใหม่ของเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำลงไป เป็นการช่วยแก้ปัญหาจำนวนเกษตรกรในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พิสุทธิ์มองว่า การเข้าไปช่วยเหลือไม่ใช่การไปบอกให้เกษตรกรทำตามแล้วจะประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือการปรับให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืน เกษตรกรจึงควรเป็น

ผู้เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้คำแนะนำต่างๆ ที่ลงไปยังพื้นที่ เพราะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรมากที่สุดคือตัวเกษตรกรเอง

เรื่องที่ รศ.ดร.พิสุทธิ์พูดส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่กลับเน้นถึงการสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น โดยเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ จะไปช่วยให้เกษตรกรไทย มุ่งสู่ความเป็นเกษตรกรยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ตัวอย่างโครงการของคณะวิศวะ

รศ.ดร.พิสุทธิ์ยกตัวอย่างโครงการที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำเกี่ยวกับการเกษตรอยู่ว่า
- Smart and Precision Farm จากทีมของอาจารย์ในภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ ที่ทำระบบที่ช่วยให้ทราบถึงพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ การตรวจดูแร่ธาตุต่างๆ ในดิน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น
- โครงการที่ทำร่วมกับสถาบันส่งเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น โดยเข้าไปร่วมศึกษาการทำกรีนรูฟสู่กรีนบิวดิ้ง รวมไปถึงการทดลองนำระบบแขนกลให้น้ำไปทดลองที่ดาดฟ้าอาคารในซอยสุขุมวิท 29
- โครงการฟาร์มบอต ของนิสิตวิศวกรรมเครื่องกลที่ทำหุ่นยนต์ช่วยหยอดเมล็ดข้าว เพราะจากการศึกษาว่าการหว่านข้าวอาจเกิดความสูญเสียจำนวนมาก ฟาร์มบอตจะมาช่วยขุดหลุม คัดและใส่เมล็ดข้าวลงในหลุม
- โครงการทำระบบหอคอยกรองน้ำให้กับหมู่บ้านในจังหวัดน่าน เนื่องจากการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้คนในพื้นที่ไม่กล้าดื่มน้ำในพื้นที่ตัวเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับน้ำดื่มจำนวนมาก
- และอีกโครงการคือ Sensor Weather Station ที่จังหวัดน่าน ที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน ฝุ่น คาร์บอนไดออกไซด์ต่างๆ ทำให้สามารถปรับแบ่งกำหนดการเผาปรับพื้นที่เกษตรกรรมได้โดยไม่กระทบมลภาวะมากเกินไป ช่วยลดปัญหามลภาวะทางอากาศที่เผชิญกันอยู่

Page 1 of 2

Joomla! Debug Console

Session

Profile Information

Memory Usage

Database Queries