January 22, 2026

LINE ประเทศไทย เดินหน้าสนับสนุนครีเอเตอร์ไทย เปิดมุมมอง “Creator Commerce” บนเวที iCreator Conference 2025 งานมหกรรมรวมคอนเทนต์ครีเอเตอร์และแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ของปี ชูแนวคิด Social Capital คือต้นทุนสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน ฐานพลังแฟนอันสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์เลิฟได้ แต่แบรนด์ควรผสานใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง LINE OA และ MyShop สร้างประสบการณ์ที่ใช่ เพื่อปั้นแบรนด์โตไปควบคู่กัน พร้อมเผยเทคนิคสร้างความสำเร็จจากเหล่าครีเอเตอร์สู่แบรนด์ดังในไทยที่มีการใช้ LINE มาเสริมประสบการณ์ เปลี่ยนฐานพลังแฟนให้เป็น ‘แบรนด์เลิฟ’

ปั้นแบรนด์เลิฟ รุกเกม Creator Commerce ด้วยอาวุธลับจาก LINE

คุณมาริษา คณานุรักษ์ ผู้จัดการอาวุโสทีม Business Development จาก LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Commerce ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วย Social Capital หรือทุนทางสังคม ที่เกิดจากความเชื่อใจและความรักที่ผู้ติดตามมีต่อครีเอเตอร์ สู่การต่อยอดจากคอนเทนต์เป็นสินค้าหรือบริการ เนื่องจากครีเอเตอร์มีจุดแข็งในการสื่อสารและการสร้างคอนเทนต์ ทำให้มีฐานแฟนคลับคอยสนับสนุนและพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากครีเอเตอร์สามารถผสานจุดแข็งนี้เข้ากับโซลูชันของ LINE จะช่วยเติมเต็มศักยภาพให้ครีเอเตอร์สามารถปั้นแบรนด์ได้ครอบคลุมทุก Journey ตั้งแต่การสื่อสาร การจัดการร้าน ไปจนถึงปิดการขายผ่านแชท พร้อมขยายคอมมูนิตี้ได้อย่างทรงพลังครบจบบนแพลตฟอร์มเดียว”

หนึ่งในโซลูชันที่เป็นอาวุธลับยอดนิยมของเหล่าครีเอเตอร์ ได้แก่ LINE OA พื้นที่รวมฐานแฟน ให้ครีเอเตอร์พูดคุยสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้อย่างใกล้ชิด และ MyShop เครื่องมือช่วยปิดการขายผ่านแชทได้แบบไม่มีสะดุด ด้วยระบบจัดการสต็อก ออกออเดอร์ และชำระเงินครบในที่เดียว โดยมีข้อดีคือความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ ทั้งไม่ปิดกั้นการมองเห็นคอนเทนต์จากแบรนด์ ไม่จำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้ข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ต่อยอดสร้างการเติบโตให้แบรนด์ รวมทั้งไม่บังคับเลือกบริการขนส่ง นอกจากนี้ยังมีโซลูชันอื่น ๆ บน LINE ที่ช่วยยกระดับการทำ Creator Commerce และมอบประสบการณ์ที่ดีให้แฟน ๆ ได้แบบ Full Funnel อาทิ LINE Ads และ MyCustomer | CRM

เปิดเทคนิคใช้ LINE OA และ MyShop ปิดการขายจากแบรนด์ครีเอเตอร์

LINE ยังได้เปิดมุมมองและเทคนิคสร้างความสำเร็จจากเหล่าครีเอเตอร์ที่ต่อยอดสู่แบรนด์ดังในไทย ที่นำเครื่องมือ LINE OA และ MyShop ไปใช้จริง จนสามารถต่อยอดพลังแฟนสู่การปั้นยอดขายได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น

 

· เทพลีลา จากคอนเทนต์ “คำต้องห้าม”สู่บอร์ดเกมยอดขายถล่มทลาย โดยเปิด LINE OA เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารกับแฟนคลับ พร้อมขายบอร์ดเกม “คำต้องห้าม” และสินค้าอื่น ๆ อีกมามายผ่าน MyShop ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งได้ด้วยตัวเองแบบ self-checkout ช่วยลดภาระแอดมิน จนยอดผู้ติดตามรวมบน LINE OA พุ่งหลักหมื่นคน และอัตรา Block Rate เพียง 15%

 

· Hej Bonnie แบรนด์เสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ชื่อดัง สร้างแบรนด์ปังขายครบจบเฉพาะบน LINE โดยแบรนด์ใช้ LINE OA ควบคู่กับ MyShop เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร โปรโมทคอลเลกชันใหม่ พร้อมปิดการขายอย่างครบวงจร เมื่อแบรนด์มีการสื่อสารผ่าน LINE OA อย่างสม่ำเสมอ และสร้างยอดขายบน MyShop ได้อย่างต่อเนื่อง ระบบของ LINE จะมีการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอสินค้าจากแบรนด์ที่น่าสนใจผ่านสื่อโปรโมทเพิ่มเติมบน LINE ช่วยเพิ่มเพื่อน LINE OA ให้อัตโนมัติเมื่อลูกค้าเข้าดูหรือซื้อสินค้าดังกล่าว ทำให้เพื่อนใน LINE OA ของแบรนด์โต 2–5% อย่างต่อเนื่องในทุกเดือน

 

· The Rolling Pinn แบรนด์ขนมหวานสุดฮิตโดนใจ ขยายพรีออเดอร์บน LINE เสริมแบรนด์โต จากปัญหาเพจปลอมในโซเชียล ทำให้แบรนด์เลือกย้ายการขายทั้งหมดมาไว้บน LINE OA และ MyShop สร้างความมั่นใจให้แฟน ๆ จนจำนวนเพื่อนเพิ่มขึ้นทันทีกว่า 25% หลังย้ายมาบน LINE พร้อมขยายบริการให้แฟน ๆ สามารถ Pre-order ได้ผ่าน MyShop ช่วยให้แบรนด์บริหารจัดการหลังบ้านได้แม่นยำขึ้น ทั้งการกำหนดวันรับสินค้าและจำนวนการผลิต ดันยอดขายเติบโตอีกเท่าตัวในเดือนถัดมา

นอกจากนี้ LINE ยังได้เผยกรณีศึกษาของแบรนด์อื่น ๆ จากหลากหลายครีเอเตอร์ที่น่าสนใจ อาทิ Japan and Friends หรือ “จุ๊มเหม่ง” ที่เปิดขายสินค้าสุดน่ารักบน MyShop จนมีเพื่อนใน LINE OA เพิ่มขึ้นกว่า 535% และมี Block rate ต่ำเพียง 8% ด้านแบรนด์โดนัทอย่าง “Doughnut Library” เลือกปิดการขายผ่านแชทจนดันยอดเพิ่มขึ้นกว่า 50% และลดปัญหา drop-off ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

 

การสร้างแบรนด์เลิฟในยุคนี้ ต้องอาศัยพลังฐานแฟนผสานเข้ากับเทคโนโลยีและเครื่องมือการตลาดที่ตอบโจทย์ โดย LINE พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างครีเอเตอร์ไทยในการปั้นแบรนด์ตั้งแต่การสื่อสาร การจัดการร้าน ไปจนถึงปิดการขายอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างการเติบโตที่จับต้องได้จริง สำหรับครีเอเตอร์ที่สนใจเครื่องมือบน LINE ก้าวเข้าสู่การ

ทำ Creator Commerce แบบครบวงจรเพื่อการเติบโตผ่านแชท สามารถกรอกแบบฟอร์มติดต่อทีมที่ปรึกษาจาก LINE for Business ได้ที่ https://lin.ee/q6oqub6 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @linebizth และเฟซบุ๊กเพจ LINE for Business

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพระดับโลก ด้วยการเปิดตัว “Sony Rental Service” บริการให้เช่าอุปกรณ์กล้อง เลนส์ และอุปกรณ์เสริมจากโซนี่อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ผู้ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงผู้ที่กำลังพิจารณาอัปเกรดอุปกรณ์ถ่ายภาพ ได้ทดลองใช้งานอุปกรณ์ระดับเรือธงของโซนี่จริงในหลากหลายสถานการณ์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นทั้งด้านฟังก์ชันและค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำคอนเทนต์ เก็บภาพช่วงเวลาสำคัญ หรือใช้งานในโปรเจกต์เฉพาะทาง

โดยมีอุปกรณ์ให้เลือกอย่างครอบคลุม ตั้งแต่กล้องระดับไฮเอนด์ กล้องสำหรับมือใหม่ เลนส์ยอดนิยม ตลอดจนไมโครโฟนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ผู้ใช้สามารถนัดหมายวันเข้ารับบริการได้ง่าย ๆ ผ่าน LINE Official Account และรับสินค้าได้ที่ Sony Store สาขาสยามพารากอน เพียงสมัครเป็นสมาชิก My Sony Rewards ก็สามารถใช้บริการได้ทันที นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโซนี่ในการเปิดกว้างให้คนไทยทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพได้อย่างแท้จริง ทั้งในรูปแบบที่สะดวก คล่องตัว และคุ้มค่าที่สุด

 นายธเนศ จารุธรรมาวงศ์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัลอิมเมจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “โซนี่เชื่อมาโดยตลอดว่า ‘อุปกรณ์ที่ดี’ คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เราจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและทดลองใช้งาน เพื่อผลักดันให้ผู้คนก้าวสู่เส้นทางของการเป็นครีเอเตอร์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ โซนี่ไทย จึงเปิดตัวบริการ Sony Rental Service เพื่อตอบโจทย์ทั้งครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ผู้ที่กำลังมองหาอุปกรณ์ที่เหมาะกับสไตล์ของตนเอง ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเก็บภาพช่วงเวลาพิเศษในชีวิต ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับเรือธงของโซนี่ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น การเช่าจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ทั้งสำหรับการทดลองใช้งานจริงในสถานการณ์จริง หรือการใช้งานเฉพาะโอกาส เช่น การเช่าเลนส์เฉพาะทาง หรือไมโครโฟนคุณภาพสูงที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย โซนี่เชื่อมั่นว่าบริการนี้จะช่วยให้ผู้ที่มีความฝันสามารถเริ่มต้นเส้นทางสายครีเอเตอร์ได้ง่ายขึ้น พร้อมต่อยอดแนวคิดการสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยเครื่องมือคุณภาพระดับโลก ในรูปแบบที่สะดวก คล่องตัว และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล”

สำหรับบริการ Sony Rental Service มีรายการอุปกรณ์ให้เลือกใช้อย่างครอบคลุม ทั้งกล้องและเลนส์ระดับเรือธง อาทิ Alpha 1 II, Alpha 9 III, Alpha 7C II, Alpha 7 IV รวมถึงเลนส์ยอดนิยมอย่าง FE 24-70 มม. F2.8 GM II, FE 70-200 มม. F2.8 GM II, FE 16-35 มม. F2.8 GM II และเลนส์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง FE 50-150 มม. F2 GM สำหรับผู้ที่ต้องการความละเอียดสูง ยังสามารถทดลองใช้งานกล้อง Alpha 7R V และ Alpha 7CR ได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน สำหรับครีเอเตอร์มือใหม่ที่คุ้นชินกับการใช้สมาร์ทโฟน แต่ต้องการยกระดับคอนเทนต์ให้มีคุณภาพดีขึ้น ก็สามารถทดลองใช้งานกล้องซีรีส์ ZV ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย และหากผู้ใช้มีอุปกรณ์พื้นฐานอยู่แล้วแต่ต้องการเสริมศักยภาพในการถ่ายทำ ยังสามารถเลือกเช่าไมโครโฟนและแฟลชเพิ่มเติมได้ตามต้องการ

ค่าบริการเช่าเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อวันสำหรับหมวดกล้อง, 250 บาทต่อวันสำหรับหมวดเลนส์ และ 100 บาทต่อวันสำหรับอุปกรณ์เสริม ผู้ใช้งานสามารถจองอุปกรณ์ล่วงหน้าได้ผ่าน LINE Official Account: @SonyStore.Paragon และเข้ารับสินค้า รวมถึงชำระค่าบริการได้ที่ Sony Store สาขา Siam Paragon โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายการอุปกรณ์ที่เปิดให้เช่าผ่านทางเว็บไซต์ www.sony.co.th/microsite/camera-rental-service

‘เทลสกอร์’ ย้ำภาพผู้นำ Influencer Marketing จัดงาน ‘Thailand Influencer Awards 2025’ สร้างคุณค่า–ยกระดับมาตรฐาน มองโอกาสอินฟลูเอนเซอร์ไทยไปต่อระดับภูมิภาค

Cloud 11 (คลาวด์ อีเลฟเว่น) ฮับแห่งใหม่สำหรับวงการครีเอทีฟ พัฒนาโดย MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ประกาศแต่งตั้งนายพอล สิริสันต์ ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทัพสร้าง Creative Destination พร้อมระบบนิเวศสำหรับนักสร้างสรรค์ หรือ Creative Ecosystem ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางครีเอเตอร์ทุกแขนงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองรับการเติบโตของตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์มูลค่า 45,000 ล้านบาท

"ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Cloud 11 ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าที่นี่จะเป็นศูนย์กลางของครีเอเตอร์ทุกแขนง” นายพอล กล่าว "เรากำลังสร้างระบบนิเวศของครีเอเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ และพร้อมจะสนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ ดึงดูดความร่วมมือจากทั่วโลก เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยก้าวสู่ระดับโลก"

การแต่งตั้งนายพอล สิริสันต์ ถือเป็นการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงการ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ครอบคลุมทั้งวงการดนตรีที่เคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงสากลระดับโลกในไทย รวมถึงเป็นนักการตลาด และผู้บริหารธุรกิจบันเทิง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในบทบาทผู้บริหารจากมุมมองของนักสร้างสรรค์

โครงการ Cloud 11 คือพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครีเอเตอร์ ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงมืออาชีพ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร อาทิ สตูดิโอผลิตงาน ห้องตัดต่อ ห้องบันทึกเสียง โรงภาพยนตร์ โรงละคร และพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ นอกจากนี้ Cloud 11 ยังมีแผนที่จะจัดกิจกรรมและโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของครีเอเตอร์

ทั้งนี้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยและอาเซียนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีมูลค่าตลาดรวมกันหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่มีอัตราการเติบโตต่อปีเฉลี่ย 20-30% และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Cloud 11 ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ด้วยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับนักสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) เพื่อผลักดันให้ Cloud 11 เป็นศูนย์รวมโครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่ที่ครบวงจรของวงการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในเอเชีย

ทั้งนี้นายพอล สิริสันต์ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ Cloud 11 (คลาวด์ อีเลฟเว่น) ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เพื่อร่วมนำทีมพัฒนา Creative Destination ของเอเชีย และเป็นระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ออกแบบมาเสริมพลังให้กับศิลปิน บริษัทโปรดักชั่น และสถาบันสร้างสรรค์ระดับโลกจะมีการพัฒนา Cloud 11 ให้แข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมและผลักดันให้วงการครีเอเตอร์ไทยก้าวสู่เวทีโลกต่อไป

“ในโลกดิจิทัลการมีคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับทุกองค์กร ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การตลาด การสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นหลายบริษัทจึงมองหาช่องทางเพื่อเข้าถึงการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงและรวดเร็ว Cloud 11 จึงเป็นโซลูชั่นที่ไม่เหมือนใคร เพราะเราเป็นทั้งพื้นที่สำนักงานและมีระบบนิเวศของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ที่ครบวงจร ผู้เช่าพื้นที่จะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้สตูดิโอและสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกพื้นที่ของโครงการสำหรับผลิตผลงานแบบมืออาชีพ เปรียบเสมือนมีกำลังการผลิตสื่ออยู่ในมือที่ใกล้แค่เอื้อม” นายพอล กล่าวปิดท้าย

โครงการ Cloud 11 ได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าแล้วเสร็จ 80% โดยมีนายองศา จรรยาประเสริฐ ดำรงตำแหน่ง Project Director หรือผู้อำนวยการโครงการควบคู่กับ คุณพอล สิริสันต์ มีหน้าที่ในการบริหารโครงการ และการหาผู้เช่า รวมทั้งร่วมมือกับผู้ที่เป็นครีเอเตอร์ จนถึงในแวดวงเอนเตอร์เทนเมนต์ ที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ ใช้พื้นที่ของ Cloud 11 ต่อไป

โดยก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับ Cloud 11 นายพอล สิริสันต์ ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร Universal Music Group (UMG) และเป็นผู้ก่อตั้ง Def Jam Thailand

YDM Thailand ถอดกลยุทธ์คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เทรนด์มาร์เก็ตติ้งมาแรงปี 2024 ขานรับดีมานด์ตลาดโต เผยกลเม็ดสร้างแบรนด์ แนะทริคสร้างคอนเทนต์ทรงพลังเพิ่ม Engagement สตอรี่เทลลิ่งผ่านไลฟ์สไตล์ พลิกเกมธุรกิจคว้าโอกาสท่ามกลางการแข่งขันในตลาด โชว์เคสหนุนธุรกิจ Streaming Platform ดึง KOLอินฟลูเอนเซอร์ ผสมคอนเทนต์ครีเอทีฟ สร้าง Engagement เพิ่ม 50% เพิ่มยอด New streaming สูงที่สุดใน South East Asia ในระยะเวลา 1 เดือน

นายธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า เทรนด์มาร์เก็ตติ้งปีนี้ การสื่อสารแบรนด์อาจไม่ได้จบเพียงแค่สื่อโฆษณาผ่านทีวี ออนไลน์ หรือป้ายโฆษณา แต่ถึงยุคที่แบรนด์ต้องปรับตัวใช้กลยุทธ์คอนเทนต์ครีเอเตอร์ KOL และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเทรนด์มาร์เก็ตติ้งมาแรงในปี 2567 โดยพบว่าผู้บริโภคมากกว่า 46% เลือกเชื่อข้อมูลแนะนำ หรือการรีวิวใช้จริงในออนไลน์จากผู้บริโภคคนอื่น พอ ๆ กับการเชื่อคำแนะนำจากคนใกล้ชิดหรือครอบครัว ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาแต่ละวันมากกว่า 5 ชั่วโมงไปกับโซเชียลมีเดีย โดยแต่ละกลุ่มเจเนอเรชั่นต่างเลือกเสพสื่อบนแต่ละแพลตฟอร์มที่ต่างกัน อาทิ ในกลุ่ม Gen X ใช้แพลตฟอร์ม Facebook รองลงมาคือ Youtube, Tiktok Gen Y เลือกใช้แพลตฟอร์ม Facebook รองลงมาคือ Youtube, Instagram, Tiktok และกลุ่ม Gen Z ใช้แพลตฟอร์ม Tiktok มากที่สุด รองลงมาคือ Instagram และ Youtube

 

เมื่อผู้บริโภคเข้าถึงโซเชียลมีเดียบนหลากหลายแพลตฟอร์ม ทำให้มีพื้นที่สื่อสาร สร้างสตอรี่เทลลิ่ง แสดงความคิดเห็นที่เป็นตัวเองมากขึ้น นำไปสู่โอกาส พลิกบทบาทจากผู้เล่นโซเชียลสู่การเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์เพิ่มขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมคนไทยที่ใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสาร และเพื่อความบันเทิง ทั้งในรูปแบบแสดงความคิดเห็น พูดคุยกันในกลุ่มชุมชนของตนเอง ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องเข้าถึงแก่นแท้ของกลเม็ดในการใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เพื่อการสร้างแบรนด์ ซึ่งการใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้ทรงประสิทธิภาพที่สุด วายดีเอ็ม แนะ 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายแบรนด์ให้ชัดเจน ต้องรู้ตำแหน่งของแบรนด์ในตลาด และกำหนดความต้องการของแบรนด์ในการสื่อสารสู่เป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคเพื่อสร้างการรับรู้ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สร้างการมีส่วนร่วม หรือเพื่อสร้างยอดขาย เป็นต้น

2. ทำความเข้าใจคอนเทนต์ครีเอเตอร์ โดยเฉพาะบทบาทของคอนเทนต์ครีเอเตอร์แต่ละกลุ่ม ที่มีจุดแข็งต่างกัน เช่น อินฟลูเอนเซอร์ แค่ชูผลิตภัณฑ์ก็สามารถทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการจนทำให้ขาดในตลาด และ KOL เน้นมุมมองการแสดงความเห็นอันทรงพลัง พูดอะไรคนก็เชื่อถือ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์สร้างคอนเทนต์

สตอรี่เทลลิ่งผ่านไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ และ Mix บางคนเป็นหลายอย่าง เป็นทั้ง KOL + คอนเทนต์ครีเอเตอร์ นำเสนอเรื่องราวยาก ๆ ผ่านการทำคอนเทนต์แนวเล่าให้ง่าย สนุก ไปพร้อม ๆ กัน

3. ใช้เทคโนโลยีช่วยเลือก การดึงเทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์เลือกใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือแคมเปญที่ตอบโจทย์เหมาะกับแบรนด์ ทั้งไลฟ์สไตล์ รูปแบบคอนเทนต์ มีฐานแฟนคลับหรือผู้ติดตามที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารเดียวกับแบรนด์ โดย YDM มองเห็นบทบาทความสำคัญในส่วนนี้ ในการพัฒนาเครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์การเลือกใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนทุกแคมเปญการตลาดให้กับทุกแบรนด์พาร์ทเนอร์อย่างมีศักยภาพที่สามารถวัดผลได้ในระยะเวลาที่กำหนด

4. คอนเทนต์สร้าง Trust ต้องไม่ยัดเยียด ให้พื้นที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้สร้างเรียลคอนเทนต์ บนสตอรี่เทลลิ่งผ่านคาแรกเตอร์และไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ตีกรอบหรือยัดเยียดคอนเทนต์แบรนด์เข้าไปในการสื่อสารมากเกินไป เพราะอาจทำให้กลบจุดเด่นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไม่เป็นตัวเอง คอนเทนต์ก็จะไม่สนุก และอาจจะส่งผลต่อ Engagement

5. วัดผลให้ได้ กำหนดตัวชี้วัดเกณฑ์ความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น online วัดผลผ่านการแทรค Offline ต้องทำ Correlation เพื่อหาความสัมพันธ์ในการใช้ KOL กับยอดขาย ส่วน KOL ไม่ใช่ one time marketing แต่จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอจึงวัดผลได้ และที่สำคัญแบรนด์ไม่ควรมองข้ามการลงทุนกับอินฟลูเอนเซอร์กระแสที่มีค่าตัวสูง แม้จะกระตุ้นยอดขายได้เพียงครั้งเดียว ซึ่งหลายแบรนด์อาจมองว่าเหมือนจะไม่คุ้ม หรือขาดทุน แต่ทางกลับกัน การลงทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนรู้จัก จดจำแบรนด์ได้ เปิดใจทดลองผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำ

 

“พร้อมกันนี้ แนวคอนเทนต์ทรงพลังเพิ่ม Engagement ให้แบรนด์คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญมากในการร่วมงานกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งแนวคิดที่แบรนด์ควรตระหนักคือ 1. ครีเอทีฟคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนใคร แตกต่างอย่างมีไลฟ์สไตล์ 2. ตามเทรนด์ กระแสที่ถูกพูดถึงในช่วงเวลานั้น เทรนด์มาต้องทำเลย ก่อนตกเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็น แอคติ้ง เพลง แฮชแท็ก กระแสต่าง ๆ ในโซเชียลแพลตฟอร์ม แต่ข้อควรระวัง คือต้องวิเคราะห์ภาพลักษณ์และความเหมาะสม เพราะไม่ใช่ทุกเทรนด์ที่แบรนด์จะเกาะกระแสได้ 3. Unknown fact การนำเสนอคอนเทนต์แบบที่คนไม่เคยรู้มาก่อน จะสร้างความน่าสนใจ 4. Build Discussion เช่น ทานหมี่หยก “ทีมลวก/ไม่ลวก” คอนเทนต์ที่ให้คนมาแสดงความคิดเห็นหรือถกเถียงกันต่อ และ 5. คอนเทนต์เหมาะกับ Platform เช่น Tiktok ต้องเสนอเป็นวิดีโอสั้น ๆ ดูเรียล Facebook เสนอเป็นภาพหรือ Photo album หรือ IG เน้นรูปสวย Reels ดูดีมีระดับตั้งแต่ภาพแรก” นายธนพล กล่าวเสริม

อย่างไรก็ดี หากแบรนด์ดำเนินกลยุทธ์การตลาดอย่างถูกต้อง จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจสู่ผลลัพธ์ตามเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างโชว์เคสของ YDM จากกลุ่มธุรกิจ Streaming Platform ดึง KOLอินฟลูเอน

เซอร์ ผสมคอนเทนต์ครีเอทีฟ สามารถสร้างผลลัพธ์เพิ่ม Engagement มากขึ้น 50% และเพิ่มยอด New streaming สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะเวลา 1 เดือน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกี่ยวกับการศึกษาและแนวทางการใช้กลยุทธ์คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่สอดรับกับเทรนด์มาร์เก็ตติ้งในปี 2567 ได้ที่วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) https://www.ydmthailand.com

Page 1 of 2
X

Right Click

No right click