

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 จากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้า ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) สอดคล้องกับผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ที่ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มลามไปกลุ่มบนมากขึ้น ซึ่งจะกดดันการบริโภคในระยะต่อไป
SCB EIC สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน ระหว่างวันที่ 20 ส.ค. - 3 ก.ย. 2568 พบว่าภาวะการเงินครัวเรือนไทยยังเปราะบางและมีความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเข้าถึงสินเชื่อบางประเภทได้ง่ายขึ้น
![]()
ผลสำรวจครั้งนี้มี 4 ประเด็นน่าสนใจ ดังนี้
1. รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย
· กว่า 70% ของผู้บริโภคมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่กว่า 90% เผชิญรายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ราว 1 ใน 3 ประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย (ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งกว่า 60% ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหานี้
· กลุ่มรายได้สูงเริ่มแสดงสัญญาณเปราะบางเพิ่มขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนผู้ตอบที่มีรายได้ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน ระบุว่ารายได้ไม่พอรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อน แสดงให้เห็นว่าความเปราะบางทางการเงินไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มรายได้น้อยอีกต่อไป
2. ภาระหนี้หนักและเริ่มลามสู่กลุ่มรายได้สูง
· ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสี่ยงภาระหนี้สูง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งราว 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio : DSR) สูงกว่า 60% ซึ่งจำกัดการบริโภคและเพิ่มความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ในระยะข้างหน้า
· เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการชำระหนี้ในแต่ละเดือนเป็นปัญหา แม้แต่กลุ่มรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ก็มีมากกว่า 20% ที่เริ่มกังวล
· ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เริ่มกระจายจากกลุ่มรายได้น้อยไปสู่กลุ่มรายได้ปานกลาง-สูง แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังชำระหนี้ได้ปกติ แต่เริ่มกังวลปัญหาหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีหนี้หลายประเภทและผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุต่ำกว่า 40 ปี
3. สินเชื่อดิจิทัล ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยง
· สินเชื่อดิจิทัล โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (BNPL) และสินเชื่อผ่านแอปบนมือถือ ช่วยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค โดยมีผู้ใช้กว่า 25% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนคนที่ใช้บัตรกดเงินสด (16.5%)
· ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุน้อย รายได้น้อย และมีหนี้หลายประเภท โดยราว 1 ใน 3 มี DSR สูงกว่า 60% และกว่า 60% ยอมรับว่าการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นทำให้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
· ผู้ใช้ BNPL และสินเชื่อผ่านแอปมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าสินเชื่ออื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ใช้บริการสินเชื่อกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นหนี้หลายประเภทและมีสัดส่วน DSR สูง โดยเฉพาะผู้ใช้ BNPL ราว 1 ใน 3 ที่มี DSR มากกว่า 60% สะท้อนความจำเป็นในการกำกับดูแลและออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
4. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ
· ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่าย เน้นชำระหนี้เป็นอันดับแรก
· ผู้บริโภคที่คาดว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตจะลดลง ต้องการเพิ่มการออมและการลงทุนเพื่อรับมือความไม่แน่นอน ขณะที่ 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่คาดว่าค่าใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวในอนาคตจะเพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหารายได้ที่เติบโตช้ากว่ารายจ่ายยังน่ากังวล
· สำหรับมุมมองการใช้จ่ายก้อนใหญ่ ผู้บริโภคกว่า 60% ไม่มีแผนซื้อบ้านหรือรถในปี 2569 จากความกังวลด้านรายได้ ดอกเบี้ย และภาระหนี้ แม้ในกลุ่มที่มีแผนซื้อกว่า 80% ยังประเมินว่าตนอาจเผชิญอุปสรรคด้านความสามารถในการซื้อ (Affordability) เพราะเป็นสินทรัพย์ราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้
![]()
ทางออกต้องดำเนินการควบคู่กัน : “ปรับปรุง” แก้ไขหนี้เดิม vs. “ป้องกัน” การเกิดหนี้ใหม่ที่เกินจำเป็น
1. ปรับปรุงแก้ไขหนี้เดิม
· ภาครัฐ มีบทบาทช่วยกลุ่มรายได้น้อยแบบ Targeted เพื่อลดรายจ่าย เสริมสภาพคล่อง และเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปิดหนี้ไว พร้อมจัดตั้งคลินิกหนี้แบบ One-stop รวมที่ปรึกษา-รวมหนี้-รวมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญอำนวยความสะดวกการแก้หนี้
· สถาบันการเงิน ควรได้แรงจูงใจให้ “ป้องกันหนี้เป็น NPL” และดึงหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบ
· ภาคธุรกิจ สนับสนุนสวัสดิการ Employee Financial Wellbeing เพื่อช่วยเหลือพนักงานให้มีวินัยทางการเงินและสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น
· ลูกหนี้ วางแผนชำระหนี้ ตั้งเพดาน DSR และปรับพฤติกรรมใช้จ่ายให้เป็นระบบ หลีกเลี่ยงการใช้สินเชื่อหลายประเภทที่เข้าถึงง่ายเกินความจำเป็น
2. ป้องกันการเกิดหนี้ใหม่เกินจำเป็น
· ภาครัฐ เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น โดยการผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น ตลอดจนปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภค
ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Consumer Loans) และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้
ควบคู่กับเพิ่มภูมิคุ้มกันทางการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อเพิ่มรายได้ และจัดหาสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อลดแรงจูงใจในการก่อหนี้ และป้องกันไม่ให้กลับมาอยู่ในวงจรหนี้อีก นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการควบคุมการโฆษณาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่างเหมาะสม พร้อมบังคับเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงเพื่อความโปร่งใส ผลักดันสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละราย (Risk-based pricing) ให้ปฏิบัติได้จริง และผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลให้สอดคล้อง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
· ผู้ให้บริการและสถาบันการเงิน ยึดหลักการปล่อยกู้แบบรับผิดชอบ จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และบริหารหนี้เสียอย่างมีระบบ
· ผู้ค้าปลีก ใช้ช่องทางชำระ BNPL อย่างมีระบบร่วมกับผู้ให้บริการ BNPL ที่มีระบบบริหารจัดการหนี้เสีย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพคล่องธุรกิจในระยะยาว
· ลูกหนี้ เพิ่มรายได้ และสร้างนิสัยออม เพื่อเป็นกันชนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
“อีซี่มันนี่” เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยจับมือกับสามสถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ในพิธีลงนามความร่วมมือการเป็นพันธมิตรในการปล่อยเงินกู้ร่วม (Syndicated Loan Partnership) เพื่อสนับสนุนวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นของภาคการเงินที่มีต่ออีซี่มันนี่ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อทางเลือกที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-Backed-Financing)
นายสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่สถาบันการเงินชั้นนำมอบให้กับอีซี่มันนี่ และถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตอย่างมั้งคั่งและมั่นคง “เงินทุน 3,000 ล้านบาทที่ได้รับการสนับสนุน จะถูกนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการปล่อยสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมเดินหน้าพัฒนามาตรฐานบริการในทุกมิติ ทั้งการประเมินราคาที่เป็นธรรม การเก็บรักษาทรัพย์สินที่ปลอดภัย และการบริการที่ให้เกียรติลูกค้า รวมถึงการเสริมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน Easy Smart Application ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเช็กข้อมูลตั๋ว ส่งดอกเบี้ยออนไลน์ ประเมินราคาทรัพย์ และโอนเงินได้อย่างสะดวกและโปร่งใส”
อีซี่มันนี่ปัจจุบันมี 98 สาขาทั่วประเทศ โดยบริษัทมีรายได้รวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 กว่า 9,054 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 842 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อนในช่วงเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อบริการของบริษัท และศักยภาพการเติบโตในฐานะ “โซลูชันทางการเงินที่ชาญฉลาดและเข้าถึงได้”
นอกจากธุรกิจสินเชื่อทรัพย์ค้ำประกันแล้ว อีซี่มันนี่ ยังได้ขยาย Ecosystem ทางการเงินไปสู่ธุรกิจ “พรีเมี่ยมโกลด์เยาวราช” ห้างทองที่เน้นมาตรฐานและความโปร่งใส และ “Easy Money Shop” ร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือสองของแท้คุณภาพสูง เพื่อสร้างระบบนิเวศการให้บริการเงินด่วนที่ครบถ้วนที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติด้วยการใช้ทรัพย์สินในการสร้างโอกาสและเสริมสภาพคล่อง
นายสุธีกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่อีซี่มันนี่ส่งต่อให้กับลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่เงิน แต่คือความมั่นใจและโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต นี่คือความหมายของคำว่า ‘ให้ทุกโอกาส…เป็นไปได้’ และความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมศักยภาพของ Easy Money แต่ยังเป็นการร่วมกันสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบนิเวศการเงินไทย”
‘กรุงศรี ออโต้’ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ทางการเงินสำหรับลูกค้านิติบุคคล ผ่านผลิตภัณฑ์ “กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง” สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ไว้ใช้ในกิจการ ตอบโจทย์การบริหารต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งการจัดซื้อรถยนต์หลายคันในคราวเดียว (Fleet) และ การจัดซื้อเป็นรายคัน (Leasing) โดยมี 2 รูปแบบสินเชื่อ ได้แก่ สัญญาเช่าซื้อ หรือ สัญญาเช่าทางการเงิน ที่ยืดหยุ่นตามความต้องการ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรฐานบัญชี ควบคู่กับข้อเสนอพิเศษ “ดอกเบี้ยพิเศษ ผ่อนสูงสุด 60 เดือน” ชูจุดเด่นความโปร่งใส เข้าใจง่าย และช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ
ในปีที่ผ่านมา SMEs ไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในปี 2568 จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจ แต่การเสริมสภาพคล่องยังคงเป็นโจทย์สำคัญ ดังนั้น การบริหารกระแสเงินสดและการวางแผนภาษีจึงเป็นเครื่องมือที่หลายองค์กรมองหาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ขณะเดียวกัน ยานพาหนะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง การใช้บริการ “สัญญาเช่าซื้อ” หรือ “สัญญาเช่าทางการเงิน” เพื่อซื้อรถยนต์ไว้ใช้ในกิจการ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
กรุงศรี ออโต้ จึงได้นำเสนอ “กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง” หรือ สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ ที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถกระบะ รถบรรทุก รถพ่วง และรถหัวลาก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ประกอบการ โดยสามารถเลือกรูปแบบทางการเงิน ได้ทั้งสัญญาเช่าซื้อ หรือ สัญญาเช่าทางการเงิน โดยไม่ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ แต่สามารถชำระค่าเช่าเป็นงวดรายเดือนพร้อมอัตราดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้งยังสามารถนำค่าเช่าไปหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์บัญชี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษีและบริหารกระแสเงินสดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5 จุดเด่นของสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ:
· ช่วยประหยัดภาษี: ลูกค้านิติบุคคลสามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรฐานบัญชี
· เสริมสภาพคล่องทางการเงิน: สัญญาเช่าทางการเงินสามารถแบ่งชำระรายเดือน ไม่กระทบกระแสเงินสด เพื่อรักษาสภาพคล่องและได้รับประโยชน์ทางบัญชีได้อย่างเต็มที่
· ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่: ลงทุนในรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน
· อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา: สามารถวางแผนทางการเงินได้มีประสิทธิภาพ
· เงื่อนไขโปร่งใสและเข้าใจง่าย: วางแผนการเงินได้สะดวกและแม่นยำ
รายละเอียดข้อเสนอ กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง: วงเงินสินเชื่อรถยนต์พร้อมใช้ (ฟลีท)
· ครอบคลุมสินเชื่อรถยนต์ใหม่ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
· วงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป
· วงเงินสินเชื่อมีอายุ 1 ปี และสามารถต่ออายุได้โดยยื่นเอกสารเพื่อพิจารณาอนุมัติ
· ระยะเวลาทำสัญญา 12-60 เดือน
สัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง)
· ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ใหม่ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ และรถกระบะ
· ระยะเวลาทำสัญญา 36-60 เดือน
· อัตราดอกเบี้ยคำนวณแบบลดต้นลดดอก และคงที่ตลอดอายุสัญญา
นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถชำระค่างวดได้อย่างสะดวกผ่านหลากหลายช่องทางใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (เคาน์เตอร์, ATM, ระบบออนไลน์) หักบัญชีอัตโนมัติ (Direct Debit) รวมถึง โลตัส, 7-Eleven, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ที่ทำการไปรษณีย์ และ CenPay
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ 0 2740 7400 หรือ LINE Official Account @krungsriauto เว็บไซต์ bit.ly/3Jqi45U
เคทีซีเดินหน้าสร้างโอกาสทางการเงินให้กับคนไม่ท้อ ผนึกความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเปิดโครงการนำร่อง ขยายช่องทางให้คนไทยเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ได้สะดวก รวดเร็ว ครบจบ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย 45 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ผ่านเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เพียงลูกค้าเตรียมเอกสารสมัครให้พร้อม อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที วงเงินใหญ่สูงสุด 1 ล้านบาท ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน

นางสาวเรือนแก้ว เกษมสวัสดิ์ศรี ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อรถยนต์ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในปี 2568 นี้ สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมีการชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย อย่างไรก็ดี พอร์ตสินเชื่อธุรกิจ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ในปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการใช้กลยุทธ์ที่เน้นการเติบโตในเชิงคุณภาพตั้งแต่การคัดกรองสมาชิกเข้าพอร์ต และการบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้ตลอดวงจรของการเป็นสมาชิกกับเคทีซี สำหรับกลยุทธ์การทำธุรกิจ "เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน" ในปี 2568 นี้ ตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อใหม่ที่ 3,000 ล้านบาท โดยมุ่งขยายพอร์ตสินเชื่อผ่านช่องทางธุรกิจต่างๆ เพื่อรุกเข้าถึงพนักงานประจำและเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ และต้องการเงินทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ ทำอาชีพเสริมและเพิ่มสภาพคล่อง ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย สะดวกและปลอดภัยด้วยระบบการรักษาข้อมูลลูกค้าที่ได้มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ISO/IEC 27001: 2013 และมาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701: 201 โดยลูกค้าเคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงินจะได้รับวงเงินใหญ่สูงสุด 100% ของราคาประเมิน อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน”
"การร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการเข้าหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพราะไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายที่ครอบคลุม และเป็นสถานที่ที่ประชาชนคุ้นเคยและใช้บริการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ บริการรับสมัครสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ณ จุดบริการในที่ทำการไปรษณีย์ไทย ถูกออกแบบมาให้ง่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ารับบริการที่ไปรษณีย์ไทย ที่มีความต้องการเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดธุรกิจ โดยสามารถเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อรถแลกเงินได้จากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ที่ผ่านการอบรม ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สินเชื่อ รวมไปถึงทำรายการรับสมัครสินเชื่อเคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน ให้กับผู้มาใช้บริการได้ทันที โดยในช่วงแรก จะเริ่มให้บริการที่จุดบริการไปรษณีย์ไทย 45 แห่ง”

ดร.วราภรณ์ ข้องเกี่ยวพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์และขับเคลื่อนองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ไปรษณีย์ไทยทำงานร่วมกับเคทีซีมาอย่างต่อเนื่อง โดยพี่ไปรฯ หรือบุรุษไปรษณีย์ทำหน้าที่ส่งจดหมายใบแจ้งหนี้ บริการจัดเก็บเอกสารชุดสัญญา และบริการพิสูจน์ยืนยันตัวตน (e-KYC) วันนี้ไปรษณีย์ไทยและเคทีซีได้พัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน ในการแนะนำลูกค้าที่ประสงค์จะใช้บริการสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ในรูปแบบการสรรหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นเจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และถือกรรมสิทธิ์ในเล่มทะเบียนรถ โดยมี 2 รูปแบบการให้บริการ คือ 1. ลูกค้าสนใจสมัครสินเชื่อและฝากข้อมูลที่ช่องทางของไปรษณีย์ไทยและทางเคทีซีติดต่อกลับเพื่อให้บริการรับสมัครสินเชื่อ และ 2. ให้บริการรับสมัครและอนุมัติสินเชื่อโดยเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยแบบเรียลไทม์”
“ไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารและขนส่งหลักของชาติ ซึ่งมีเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จึงเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงประชาชนที่มีความสนใจในการสมัครสินเชื่อฯ ที่ยังไม่เคยเข้าถึงบริการทางการเงิน (Underserved) และกลุ่มที่อาจไม่ได้รับการดูแลทางการเงินอย่างเพียงพอ (Unserved) และด้วยศักยภาพของพนักงานไปรษณีย์ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะใหม่ๆ รวมทั้งไปรษณีย์ไทยยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้ใช้บริการไปรษณีย์ได้ต่อยอดธุรกิจและการใช้ชีวิต จากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่น่าเชื่อถือ ไปรษณีย์ไทยจึงได้ร่วมกับ เคทีซีเปิดช่องทางให้พนักงานไปรษณีย์ไทยสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์สินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ให้กับประชาชนที่สนใจ”
“การนำร่องความร่วมมือกับเคทีซี จะดำเนินการในลักษณะการแนะนำผลิตภัณฑ์ และการให้บริการรับสมัครสินเชื่อจนลูกค้าได้รับอนุมัติและเงินโอนเข้าบัญชี โดยการปรับใช้ศักยภาพของเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ ที่ผ่านการอบรมจากเคทีซี (Employee Program) เพื่อทำความเข้าใจในกระบวนการและเงื่อนไขในการขอสินเชื่อฯ เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อฯ เลือกวงเงินสินเชื่อให้เหมาะสมตรงตามความต้องการ และได้รับอนุมัติสินเชื่อตามที่ยื่นขอ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทักษะและส่งเสริมให้พนักงานไปรษณีย์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดนำร่องต่างๆ โดยนอกจากการสมัครสินเชื่อ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย 45 แห่ง นำร่องใน 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม แล้ว ยังสามารถสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และ โซเชียล มีเดียของไปรษณีย์ไทย หรือผ่านแอปพลิเคชัน Wallet@Post ได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากผลการตอบรับจากประชาชนผู้ใช้บริการเป็นไปในทิศทางที่ดี อาจมีการขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่มีความต้องการเข้าถึงบริการทางด้านสินเชื่อต่อไป”
![]()
นางสาวเรือนแก้วกล่าวเพิ่มเติมว่า "ในอนาคต “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ยังมีแผนจะขยายเครือข่ายพันธมิตรเพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่นเดียวกับที่ได้ผสานความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในวันนี้ รวมถึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับสมาชิกสินเชื่อ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น โดยทั้งหมดนี้เป็นไปตามเป้าหมายของเคทีซีในการทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องง่าย สะดวกรวดเร็ว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนไม่ท้อได้ต่อยอดความสำเร็จและสร้างรายได้จากการทำธุรกิจต่อไป"
นอกจากนี้ ผู้ประสงค์จะสมัครสมาชิกสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนต์และบิ๊กไบค์ ยัง สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ www.ktc.co.th/loan/ktc-p-berm หรือติดต่อโทร. 02 123 5300 ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือผู้แนะนำผลิตภัณฑ์เคทีซีทั่วประเทศ
หมายเหตุ กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 21% - 24% ต่อปี
บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ประกาศผลการดำเนินงานปี 2567 เติบโตโดดเด่น ทำรายได้รวม 21,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.27% สะท้อนการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี พร้อมจ่ายปันผลรวมเป็นเงิน 211.47 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าสร้างผลประกอบการที่มั่นคงด้วยกลยุทธ์การบริหารพอร์ตที่มีประสิทธิภาพ
บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ของบริษัทและบริษัทย่อย (สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) มีกำไรรวมสุทธิ 5,246 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยราว 18,027 ล้านบาท และรายได้อื่นราว 3,018 ล้านบาท รวมรายได้อยู่ที่ 21,046 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินทรัพย์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี เดินหน้าสร้างผลประกอบการที่มั่นคงได้ต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การบริหารพอร์ตที่มีประสิทธิภาพ
นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กรของ SAWAD เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 บริษัทสามารถรักษา อัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ที่ 3.5% ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท สำหรับปี 2568 บริษัทตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อ 10-15% โดยเน้นปล่อยสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อบ้านและที่ดิน และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ SAWAD ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงดำเนินกลยุทธ์การเติบโตแบบรอบคอบภายใต้แนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับมาตรการของภาครัฐ
ในปี 2568 SAWAD ยังให้ความสำคัญกับ ธุรกิจประกันออนไลน์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตขายประกันออนไลน์จาก คปภ. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้บริการประกันภัยอย่างครบวงจร ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจประกันให้เติบโตจากเดิมที่ไม่มีนัยสำคัญ มาเป็น 10% ของรายได้รวมในอนาคต ปัจจุบันบริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์ประกันที่ครอบคลุมทั้ง ประกันรถยนต์, พ.ร.บ., และประกันอุบัติเหตุ โดยเน้นคัดเลือกพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม และนำเสนอราคาที่ย่อมเยาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในทุกกลุ่ม ควบคู่ไปกับการพัฒนา เว็บไซต์ เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ต้องการซื้อประกันออนไลน์
สำหรับแผนการขยายเครือข่ายสาขา บริษัทตั้งเป้าเปิดเพิ่ม 200 สาขาใหม่ จากเดิมที่มีเกือบ 6,000 สาขา เพื่อขยายการเข้าถึงบริการสินเชื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชัน "ศรีสวัสดิ์" ให้สามารถให้บริการด้านสินเชื่อและประกันภัยได้อย่างสะดวกและครบวงจร
ทั้งนี้ จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% มาอยู่ที่ 2.00% ต่อปี สะท้อนแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงชัดเจน ช่วยให้บริษัทฯ บริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานลดลง อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ชุดใหม่ที่เตรียมเสนอขายในเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิต A- (tha) ยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจแก่ผู้ลงทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดล่วงหน้าก่อนที่ กนง. จะประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย
นางสาวธิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า SAWAD ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้านโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม SAWAD มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2568 ผ่านการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การขยายธุรกิจประกันออนไลน์เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ และการเสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ ในขณะที่ยังคงรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และสนับสนุนมาตรการของภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2567 รวมเป็นเงิน 211.47 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท รวมเป็นเงิน 60.42 ล้านบาท และ การจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญในอัตรา 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล รวมเป็นจำนวน 151.05 ล้านหุ้น กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568