×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 10974

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 10972

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัว TMB Smart Port บริการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนแบบครบวงจรครั้งแรกของธนาคารไทย พร้อมดูแลปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนตามสภาวะตลาด ตอบโจทย์ผู้สนใจเรื่องการลงทุนในกองทุน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนจัดพอร์ตอย่างไร และไม่มีเวลาในการจับตาดูสภาวะตลาด เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เริ่มต้นลงทุนง่ายๆ เพียง 100,000 บาท ตอกย้ำประสบการณ์ “ลูกค้าทีเอ็มบีต้องได้มากกว่า”

 

นางมารี แรมลี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ทีเอ็มบี เปิดงานด้วยการกล่าวถึงการพัฒนาบทบาทการเป็นที่ปรึกษาให้กับนักลงทุนที่มองหาการลงทุนนอกจาก บลจ. ของตัวเอง ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2559 ก่อนจะมาเป็น TMB Advisor ช่วงปี พ.ศ. 2560 – 2561 ที่ให้คำแนะนำแก่นักลงทุนแต่ก็ยังต้องมีทุนที่ค่อนข้างสูง และทำให้บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนเพื่อเป้าหมายต่างๆ จนเกิดเป็น TMB Smart Port ขึ้นในปีนี้ โดยจะเน้นเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนอย่างครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญและทำให้คนไทยทุกคนสามารถลงทุนได้ง่ายๆ ด้วยเงินทุนที่ไม่มากเกินไป

 

นางกิดาการ ชัฎสุวรรณ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์กองทุนรวม ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ ทีเอ็มบีได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยบริการด้านการลงทุนรูปแบบใหม่สำหรับการลงทุนในกองทุน ด้วยรูปแบบของการจัดพอร์ตลงทุน (Portfolio Investment) โดยอาศัยจุดแข็งของทีเอ็มบีในเรื่องของการเป็น Open Architecture ที่ทำให้สามารถคัดเลือกกองทุนที่มีคุณภาพจากจากบลจ.ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศกว่า 30,000 กองทุน มาจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมให้โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเลือกเอง ซึ่ง TMB Smart Port ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการลงทุนระยะยาว ด้วยการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แทนการทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไปในการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือแค่กองใดกองหนึ่งเพียงอย่างเดียว เป้าหมายก็เพื่อลด และกระจายความเสี่ยง จากความผันผวนของตลาด ทั้งยังช่วยเพิ่มประโยชน์สูงสุดในการบริหารผลตอบแทนที่เหมาะกับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี โดยลูกค้าให้ความสนใจในแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก”

 

“จากการศึกษาถึงพฤติกรรมการลงทุนพบว่า 9 ใน 10 คน ของผู้ที่มีความสนใจและต้องการจะลงทุน ยังไม่ตัดสินใจลงทุน สาเหตุหลักเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนอย่างไร รู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าจะเลือกกองไหน บลจ.ไหนดี  ประกอบกับที่ผ่านมา การลงทุนในรูปแบบของการจัดพอร์ตการลงทุนเป็นบริการที่ถูกสงวนไว้สำหรับนักลงทุนผู้ที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก หรือตั้งแต่ 20-50ล้านบาทขึ้นไป เท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนทั่วไปในการเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบการจัดพอร์ต และอยากให้มีการบริหารจัดการแบบกระจายความเสี่ยงโดยมีมืออาชีพคอยคัดเลือกกองทุน ดูแลเงินลงทุน และปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่คุณตั้งเป้าเอาไว้สำหรับการลงทุนระยะยาว  ซึ่งทีเอ็มบีเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้ออกแบบบริการด้านลงทุนล่าสุด ที่เป็นทางออกให้กับผู้สนใจลงทุน ภายใต้ชื่อ TMB Smart Port บริการจัดพอร์ตลงทุนในกองทุนแบบครบวงจรครั้งแรกของไทย ที่มีรูปแบบการจัดพอร์ตการลงทุนมาตรฐาน 5 แบบ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละคนรับได้พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคอยดูแลปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยลูกค้าไม่ต้องจับตาดูความผันผวนของตลาดด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อโอกาสในการได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว

 

TMB Smart Port มีจุดเด่นอยู่ที่ ความง่าย (Simple) ที่ลูกค้าสามารถลงทุนในกองทุนแบบพอร์ตได้ง่ายๆเพียงไม่กี่ขั้นตอน ความเชี่ยวชาญ (Smart Solution) ที่มาพร้อมกับ กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง (Strategic Allocation) ด้วยการคัดสรรกองทุนดีๆเพื่อจัดพอร์ตกองทุนที่เหมาะสมและกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน และวางใจได้แม้ไม่มีเวลา ด้วยการบริหารพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Superior Advisory) จาก Amundi บลจ.อันดับ1 ของยุโรป ที่มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 5,000 คน ช่วยดูแลและปรับพอร์ตให้อย่างสม่ำเสมอ ผู้สนใจลงทุนสามารถลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 100,000 บาท โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front End Fee)

 

“อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลการลงทุนที่ครบถ้วนประกอบการตัดสินใจลงทุนที่ตรงตามเป้าหมายทางการเงิน ทางธนาคารแนะนำให้ลูกค้าสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ บริการTMB Smart Port ได้ที่ TMB ทุกสาขา ซึ่งลูกค้าจะสามารถปรึกษา และรับทราบข้อมูลการลงทุนเชิงลึก รวมถึงเงื่อนไขการให้บริการและข้อมูลภาพรวมสถานการณ์ตลาด เพื่อประโยชน์สูงสุดในการบริหารผลตอบแทนและความเสี่ยง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ และเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบริการ TMB Smart Port จะเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับลูกค้า เพื่อจบทุกความยุ่งยากของการลงทุน และเพิ่มโอกาสเติบโตที่มากกว่า ผู้สนใจต้องการใช้บริการ TMB Smart Port สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทีเอ็มบีทุกสาขาทั่วประเทศ https://www.tmbbank.com/tmbadvisory/tmbsmartport หรือ TMB Investment Line โทร. 1558 กด #9

นายณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด  เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลพร้อมกัน 5 กองทุน  ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาว ซีเล็คท์ (ชนิดจ่ายเเงินปั) (SCBLTSED) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มผลมั่นคง(ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBPMO) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศ ซึ่งจะจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 18 ตุลาคม 2561 นอกจากนี้ยังมีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอล พร็อพเพอร์ตี้ (SCBGPROP) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBNK225D) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBLEQ) โดยจะจ่ายในวันที่ 22 ตุลาคม 2561 นี้  รวมมูลค่ากว่า 33 ล้านบาท

โดยกองทุน SCBLTSED จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.1000 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 24 เมษายน 2561 - วันที่ 30 กันยายน 2561 เป็นการจ่ายปันผลครั้งแรก นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561  ซึ่งกองทุนนี้เป็นกองทุนที่บริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนหุ้นไทยที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีกองทุนภายใต้การบริหารที่ได้รับการจัดอันดับมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว และ 4 ดาว เน้นสร้างผลตอบแทนเหนือตลาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีข้อจำกัดการลงทุน  มีการใช้กลยุทธ์ที่ผสมผสานหลากหลายโมเดลการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งในแต่ละโมเดลการลงทุนมีการคัดเลือกหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนมีความเชื่อมั่นว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนได้สูงที่สุด โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 5.26% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)

กองทุน SCBPMO จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.6300 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 นับเป็นครั้งที่ 5 รวมจ่ายปันผล 3.6200 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541) มีนโยบายการลงทุนเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต โดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 4.00%  (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)

สำหรับกองทุน SCBGPROP จะจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 ในอัตรา 0.2396 บาทต่อหน่วย มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ไปแล้ว 0.1556 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.0840 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 4 รวมจ่ายปันผล 0.4896 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559) โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 0.54%  (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF WORLD REAL ESTATE SECURITIES FUND ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80  ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งมีนโยบายเน้นบริหารเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ภายใต้การบริหารจัดการของ BlackRock Investment Management (UK) Limited  ทั้งนี้กองทุนหลักเน้นลงทุนใน REITs และหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้กองทุนมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ที่พักอาศัย สำนักงาน โรงแรม และอาคารพาณิชย์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการกระจายลงทุนในภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

ส่วนกองทุน SCBNK225จะจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2560 - วันที่ 30 กันยายน 2561 ในอัตรา 0.3843 บาทต่อหน่วย มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ไปแล้ว 0.3033 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.0810 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 8 รวมจ่ายปันผล 2.7713 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556) โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 15.81% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561) มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund (กองทุนหลัก) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารงานโดย Nomura Asset Management Co.,Ltd. จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และลงทุนในสกุลเงินเยน (JPY) มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 และตราสารทุนที่กำลังจะมาเป็นส่วนประกอบของดัชนีนิคเคอิ 225 ในสัดส่วนการลงทุนเดียวกับจำนวนหุ้นในดัชนีนิคเคอิ 225 (Nikkei 225 Index หรือ Nikkei Stock Average)

และกองสุดท้ายกองทุน SCBLEQ จะจ่ายในอัตรา 0.1736 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2561 - วันที่ 30 กันยายน 2561 นับเป็นครั้งที่ 5 รวมจ่ายปันผล 0.8338 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559)  โดยมีผลการดำเนินงาน ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 8.41% (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2561)  มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน  Low Volatility Equity Portfolio ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) I   สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริหารโดย AllianceBernstein L.P  เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักลงทุนในตราสารทุนที่โดยพื้นฐานมีความผันผวนคาดการณ์และความเสี่ยงขาลงคาดการณ์ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวม ซึ่งจัดการกองทุนจะคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ตการลงทุนโดยการใช้แบบจำลองเพื่อคำนวณค่าความเสี่ยงและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ รวมถึงใช้หลักการวิเคราะห์ และประสบการณ์ด้านการลงทุนที่ยาวนาน เพื่อให้ได้มาซึ่งพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำที่สุด ในขณะที่มีคุณภาพด้านปัจจัยพื้นฐานดีที่สุด โดยจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่อยู่ในตลาดที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก

บีทีเอส-แสนสิริ เผยความสำเร็จจากการร่วมมือกันพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน โดยพัฒนาร่วมกันไปแล้วถึง 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ล่าสุดปีนี้เตรียมโกยกำไรจากโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป อีก 4 โครงการ ดันกำไรจากบริษัทร่วมทุนแตะ 700 ล้านบาท ขณะที่ SIRI ยังมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนเพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายเตรียมรับรู้กำไรจากการโอนอีก 2 โครงการใหญ่ เดอะไลน์ อโศก - รัชดาและเดอะ เบส การ์เดน - พระราม 9 มูลค่าโอนรวม 5,300 ล้านบาท คาดกำไรโอนเข้าเป้าจากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการและที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็น New CBD ขณะที่ยังทยอยรับรู้กำไรต่อเนื่องจากอีก 2 โครงการที่ทยอยโอนตั้งแต่ครึ่งปีแรก เชื่อมั่นจุดแข็งด้านผู้นำการพัฒนาที่อยู่อาศัยของแสนสิริผนึกศักยภาพของบีทีเอส กรุ๊ป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในทุกโครงการต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าต่อตามแผนเตรียมจ่อคิวเปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป “เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค” มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นางสาววรางคณา  อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบีทีเอส และแสนสิริ ประกาศความร่วมมือในแผนระยะยาวในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 ล่าสุดด้วยความแข็งแกร่งในด้านเงินทุนของกลุ่มบริษัทบีทีเอสที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับการลงทุนในการขยายธุรกิจรถไฟฟ้าและความพร้อมด้านบุคลากร รวมถึงการมีที่ดินที่พร้อมพัฒนาในมือของกลุ่มบริษัท ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันไปแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์ โดยล่าสุดในปี 2561 นี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป มีแผนการโอนคอนโดมิเนียมอีก 4 โครงการ มูลค่าการโอนรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เดอะไลน์ ราชเทวี มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 โครงการเดอะไลน์ วงศ์สว่าง คอนโดมิเนียมพร้อมโอนสร้างเสร็จก่อนขายมูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนอีก 2 โครงการใหญ่ ที่จะเริ่มโอนและรับรู้กำไรทันทีในปลายเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ โครงการ เดอะไลน์ อโศก – รัชดา มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการเดอะเบส การ์เด้น - พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท รวมถึงแสนสิริยังมีรายได้รายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสในปีนี้เพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาทอีกด้วย

“บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอน 2 โครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ เดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา และ เดอะ เบส การ์เด้น-พระราม 9 จากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการ รวมถึงศักยภาพของโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเล อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง รองรับการเติบโตและขยายตัวของเมืองชั้นใน นับเป็นทำเลศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ที่รวมการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจจากการรายล้อมด้วยโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของการลงทุน ทั้งจากการปล่อยเช่าและการถือครองระยะยาว ทำเลนี้นับว่ามีศักยภาพในแง่การลงทุนสูงจากความต้องการใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ย้ายมาอยู่อาศัยตามแหล่งงาน โดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเห็นเพิ่มขึ้นในทำเลนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

โครงการเดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา (THE LINE Asoke-Ratchada) มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ชูคอนเซ็ปต์ “Balance is Everything, Location is Everything” ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ให้กับคนเมือง บนทำเลศักยภาพศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ใกล้ MRT พระราม 9 เพียง 300 เมตร นอกจากนี้ยังนับเป็นอาคารที่พักอาศัยอัจฉริยะ (Smart Building) แห่งแรกของแสนสิริที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในวันนี้ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ (Complete Your Living Experience) ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตของลูกบ้านในยุคดิจิทัล พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนตุลาคมนี้ อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมโอน ฟรีค่าส่วนกลาง 12 เดือน และฟรีค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น

โครงการ เดอะ เบส การ์เด้น – พระราม9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ยกระดับความพรีเมียม คัดสรรวัสดุที่ใช้อย่างบรรจงทุกรายละเอียด ด้วยการนำหินจากประเทศอิตาลีมาตกแต่งห้องฟิตเนสและ Lobby และปรับดีไซน์ ให้สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ในแนวคิด GARDEN OF CREATION นำพื้นที่สีเขียวมารวมกันก่อเกิดเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ให้มากกว่าการพักผ่อน เดินทางสะดวกใกล้แอร์พอร์ตลิงค์สถานีรามคำแหงเพียง 3 นาที และใกล้ทางด่วนศรีรัชเพียง 5 นาที พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปีเมื่อโอนภายในเดือนกันยายน และฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี เมื่อโอนภายในเดือนตุลาคมนี้* 

“ในปี้นี้เราได้เห็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการผนวกพลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือในช่วงที่เหลือของปีนี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ยังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ ร่วมกันอีก 1 โครงการ คือ โครงการเดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2563 โดยจุดเด่นของโครงการคืออยู่ติดรถไฟฟ้า 2 สาย เพียง 300 เมตรจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว พร้อมสวนขนาดใหญ่ กว่า 8 ไร่ และส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตร.ม.ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ‘Green is a new luxury’ จะเปิดการขายในเดือนพฤศจิกายนนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

สำหรับหลายคนการลงทุนเป็นเรื่องเข้าใจยาก ต้องอ่านข้อมูลที่ไม่เข้าใจมากมาย คิดว่ามีเงินไม่มากพอจึงไม่กล้าลงทุน ขณะที่บริการให้คำปรึกษาและแนะนำการลงทุนแบบครบวงจรก็มักจะให้บริการกับกลุ่มผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนจำนวนมาก การทำให้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปจึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญ

โดย ก.ล.ต. ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน เปิดโครงการ “5 ขั้นมั่นใจลงทุน” สร้างประสบการณ์ใหม่ของการแนะนำการลงทุนอย่างครบวงจร ผ่านบริการออกแบบการลงทุน 5 ขั้นตอน มุ่งให้ประชาชนได้รับการดูแลการลงทุนที่ครบวงจร ตอบโจทย์ความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปมักประสบปัญหาในการลงทุน เนื่องจากได้รับข้อมูลมากมาย แต่ไม่สามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีอยู่หลากหลายได้ หรือได้รับคำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์เป็นรายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ผู้ขายได้รับค่าตอบแทนการขายสูงหรือต้องการเพิ่มยอดขาย รวมทั้งขาดผู้ติดตามดูแลการลงทุนให้หลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามารถใช้ตลาดทุนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินได้

 “โครงการ 5 ขั้นมั่นใจลงทุน” เกิดจากความตั้งใจของ ก.ล.ต. ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ประกอบกับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญที่ทำให้การให้บริการดูแลการลงทุนที่ครบวงจรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำ ตั้งแต่ (1) การสำรวจและทำความเข้าใจลูกค้า (2) การกำหนดแผนจัดสรรการลงทุน (asset allocation) (3) การแนะนำการลงทุนแบบองค์รวม (4) การติดตามและปรับปรุงการลงทุน และ (5) การรายงานภาพรวมการลงทุนของลูกค้า  จึงทำให้ผู้รับบริการมีความพร้อมในการจัดการบริหารทรัพย์สินของตนเองเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน

 ปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. แล้ว  26 ราย โดยมี 20 รายที่เปิดให้บริการแล้วและ อีก 6 รายอยู่ระหว่างทยอยเปิดดำเนินการ และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกตามลำดับ โดยผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความเห็นชอบจะสามารถให้บริการออกแบบการลงทุนทั้ง 5 ขั้นตอนได้ ภายใต้ขอบเขตธุรกิจที่ได้รับอนุญาตของตน ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น ๆ ที่สนใจสามารถยื่นขอรับความเห็นชอบต่อ ก.ล.ต. ได้ โดย ก.ล.ต. จะพิจารณาคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.5ขั้นมั่นใจลงทุน.com และเฟซบุ๊คเพจ 5 ขั้นมั่นใจลงทุน  

รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจ 26 ราย ที่ได้รับความเห็นชอบเป็นผู้ออกแบบการลงทุนได้รับอนุญาตแล้ว ได้แก่

  1. กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ จำนวน 7 ราย ได้แก่

  • บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) : KTBST
  • บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) : KS
  • บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด : DBSV
  • บล. ธนชาต จำกัด (มหาชน) : TNS
  • บล. บัวหลวง จำกัด (มหาชน) : BLS
  • บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) : Phillip
  • บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด : YUANTA
  1. กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จำนวน 7 ราย ได้แก่

  • บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) : KTAM*
  • บลจ. กรุงศรี จำกัด : KSAM*
  • บลจ. กสิกรไทย จำกัด : KASSET
  • บลจ. ทหารไทย จำกัด : TMBAM
  • บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด : SCBAM
  • บลจ. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด : MPAM
  • บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด : UOBAM*
  1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จำนวน 6 ราย ได้แก่

    • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) : BBL
    • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) : KTB*
    • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK
    • ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากรุงเทพฯ : Citibank*
    • ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) : TMB*
    • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) : SCB
  2. กลุ่มบริษัทประกันชีวิต จำนวน 2 ราย ได้แก่

    • บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
    • บริษัท เอไอเอ จำกัด
  1. กลุ่มฟินเทคสตาร์ทอัพ (4 ราย) ได้แก่

    • บลน. ฟินโนมีนา จำกัด : Finomena
    • บลป. เทรเชอริสต์ จำกัด : Treasurist*
    • บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด : Robowealth
    • บลน. เว็ลธ์ เมจิก จำกัด : WealthMagik
หมายเหตุ : *ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ระหว่างจะทยอยเปิดให้บริการ

 

FLOYD อวดผลงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2561 ออกมาสวย มีกำไรสุทธิ 30.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 141%  โกยรายได้จากการให้บริการ 185.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.09% จากการทยอยรับรู้รายได้งานคอนโดฯ และงานห้างสรรพสินค้าอย่างต่อเนื่อง “ทศพร จิตตวีระ” ประเมินแนวโน้มผลงานปี 2561 ฟื้นตัว เชื่อแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังเติบโตดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น สนับสนุนรายได้เติบโต 10-15% ตามเป้าหมาย จากการเร่งลงทุนงานโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสีต่างๆ ทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุน เผยบริษัทอยู่ระหว่างรอผลการประมูลงานภาคเอกชน 2-3 โครงการ มูลค่าราว 100-200 ล้านบาท จากปัจจุบันมีงานในมืออยู่ราว 450 ล้านบาท

นายทศพร จิตตวีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้า งานวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภค และเครื่องกลแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯในงวดครึ่งปีแรกของปี 2561  (1 ม.ค.- 30 มิ.ย.61) บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 185.34  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.86 ล้านบาท คิดเป็น 50.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 123.48 ล้านบาท โดยรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯมาจากการรับรู้รายได้งานอาคารสูง งานแนวราบซึ่งเป็นงานห้างสรรพสินค้า และงานปรับปรุงงานเพิ่มอื่นๆ ทำให้บริษัทฯทยอยรับรู้รายได้จากการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง   ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 30.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา 17.66 ล้านบาท  คิดเป็น 141.50%  

“ผลงานในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ออกเป็นที่น่าประทับใจ ทั้งรายได้และกำไร โดยกำไรสุทธิโตมากถึง 141.50% เช่นเดียวกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า  50.09%  จากภาพรวมศรษฐกิจ และการลงทุนในประเทศกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ FLOYD ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาติดตั้งงานวางระบบครบวงจร 
ที่ได้รับการยอมรับทั้งในเรื่องคุณภาพงานและการบริการที่รวดเร็ว ด้วยทีมงานวิศวกรที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในธุรกิจ  ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57.81 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 29.01 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 99.28%” นายทศพร กล่าว

ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่จะเพิ่มลูกค้าใหม่ๆเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังและในอนาคต บริษัทฯเน้นมองหาลูกค้าที่มีความมั่นคงทางการเงินและเป็นที่รู้จัก และเป็นลักษณะงานที่มีโอกาสทำซ้ำ ซึ่ง FLOYD มีความชำนาญ รวมทั้งการรุกตลาดด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)  ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุน ซึ่งจะทำให้ช่วงที่เหลือของปีนี้มีงานประมูลโครงการใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ทั้งงานโครงการโครงสร้างพื้นฐาน อาคารที่พักอาศัย และห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดย FLOYD มีความพร้อมที่จะเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะสมงานในมือ (Backlog) เข้ามาเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 450 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

สำหรับการเข้าประมูลงานใหม่ๆ ในปีนี้ ในกลุ่มลูกค้าเก่ายังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนในกลุ่มลูกค้าใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการประมูล ปัจจุบันมี 2-3 โครงการ  ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับอาคารที่พักอาศัยและห้างสรรพสินค้าใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 100-200 ล้านบาท ผลการประมูลคาดว่าจะทยอยทราบผลในช่วงที่เหลือของปีนี้ทั้งหมด

“ภาพรวมผลประกอบการทั้งปี 2561 มองว่าทิศทางอุตสาหกรรมในภาคเอกชนยังทรงตัวและยังไม่น่าเป็นห่วง แม้จะยังเติบโตไม่หวือหวามาก แต่คาดว่าจะฟื้นหลังจากมีการเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์  โดยแนวโน้มรายได้ของบริษัทฯ ปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้เติบโตราว 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมีนโยบายหลักที่จะใช้การบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ โดยการจัดทำข้อมูลในระบบคลาวด์มาช่วยในด้านต่างๆ การติดตามปัญหาหน้างาน เพื่อลดการสูญเสียทั้งเวลาและต้นทุน และเป็นการเก็บข้อมูลค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปพัฒนาโครงการใหม่” นายทศพร กล่าว

ทางด้านความคืบหน้าแผนการก่อสร้างสำนักงานและศูนย์อบรมพนักงาน มูลค่าการลงทุนราว 80 ล้านบาท ตามแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานราชการ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2562 ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ หากอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จและสามารถฝึกพนักงานจนถึงระดับชำนาญและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ทำให้บริษัทฯสามารถรับงานได้มากขึ้น

Page 1 of 3
X

Right Click

No right click