January 21, 2026

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส มุ่งมั่นในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนผ่านแนวคิด “OR เติมโอกาส” ร่วมแสดงศักยภาพในงาน Sustainable Spark by PTT Group 2026 ณ สยามพารากอน นำเสนอกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่แฝงนวัตกรรมไว้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่ง

1. EV Station PluZ: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสังคมคาร์บอนต่ำ

มุ่งมั่นขยายเครือข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมการเดินทางทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและส่งเสริมการเดินทางที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันเปิดให้บริการจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 1,300 แห่ง พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ที่ช่วยในการวางแผนเดินทางและจัดการการชาร์จได้อย่างสะดวก สบาย นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ Business Matching เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มียานยนต์ไฟฟ้าและต้องการใช้งานสถานีชาร์จสาธารณะ หรือติดตั้งเครื่องชาร์จใช้งานภายในพื่นที่องค์กร รวมถึงเจ้าของพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สามารถร่วมขยายเครือข่ายพลังงานสะอาดไปด้วยกัน

2. blueplus+: นิยามใหม่ของสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

เปลี่ยนผ่านจากบัตรสมาชิกแบบเดิมสู่ Digital Lifestyle Platform ที่เชื่อมโยงทุกแบรนด์ในเครือ OR เช่น PTT Station, Café Amazon, FIT Auto, ก๊าซหุงต้ม ปตท., blueplus+ wallet เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้ Data Intelligence มอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นที่ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการใช้จ่าย การสะสมคะแนนและแลกสิทธิประโยชน์เป็นเรื่องที่คุ้มค่าและสะดวกสบายผ่านสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว และเปิดตัว Feature ใหม่ล่าสุด แลกคะแนน blue point แทนเงินสด กด Redeem ในแอปพลิเคชัน ได้ทันที ผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิก blueplus+ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ และเว็บไซต์ www.blueplus.com

3. PTT Lubricants: นวัตกรรม Automate Storage and Retrieval System

นำเสนอความล้ำสมัยของ PTT Lubricants Distribution Center ศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะพื้นที่กว่า 24,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด Smart factory Smart Supply Chain โดยการนำเทคโนโลยี Digital เชื่อมโยงตลอดทั้ง Supply Chain และเทคโนโลยี Automated Storage and Retrieval System (ASRS) มาช่วยบริหารจัดการผลิตภัณฑ์หล่อลื่น เป็นไปอย่างมีประสทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สามารถจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 12,000 พาเลท จัดจ่ายสินค้าได้สูงสุด 263 ล้านลิตรต่อปี ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ (99.99%)  สอดคล้องกับแนวคิด "The Moving Innovation" และเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานหล่อลื่น ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ OR ไม่เพียงแต่นำเสนอเทคโนโลยี แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการนำ “จุดแข็งและขีดความสามารถ” มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าแก่สังคม พร้อมร่วมมือกับ คู่ค้า และพันธมิตร เพื่อสร้างการเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน

OR เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน เราจึงพร้อมเปิดรับทุกโอกาสในการสร้างความร่วมมือ ทั้งบน Physical และ Digital Platform เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศแห่งความยั่งยืนนี้ให้ขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่สิ้นสุด และมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และการเดินทางสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ยกระดับประสบการณ์ประกันภัยรูปแบบใหม่ในสถานีบริการน้ำมัน

ในยุคที่ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นทุกวัน “ความเข้าใจเฉพาะบุคคล” กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของทุกธุรกิจ ล่าสุด OR หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองใหม่บนเวที CTC2025: The Future is Worth A Thousand Words ผ่าน Session “Reimagining Transformation: When Personalization Becomes the Strategy” โดย นายภากร สุริยาภิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจดิจิทัลและโซลูชัน เผยเบื้องหลังการสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบ Personalization ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่คือกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรในระยะยาว

“วันนี้ โลกธุรกิจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องของสินค้าอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันกันด้วย ‘ความเข้าใจ’ ที่แท้จริงต่อผู้บริโภค” นายภากรกล่าว “OR มีลูกค้ามากกว่า 3.9 ล้านคนต่อวัน ที่ใช้บริการของเรา ทั้งในสถานีบริการ PTT Station, ร้าน Café Amazon, Found & Found และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ และเรายังมีผู้ใช้งานแอคทีฟบนแอป blueplus+ กว่า 9 ล้านราย ซึ่งนั่นทำให้เราต้องคิดมากกว่าแค่ยอดขายในวันนี้ แต่ต้องสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่เชื่อมโยงกับผู้คนในทุกช่วงชีวิตอย่างจริงใจและยั่งยืน

จาก Insight สู่ Action: ประสบการณ์ที่เข้าใจ 'คุณ' จริงๆ

นายภากร ชี้ให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha ที่เลือกแบรนด์จาก “ประสบการณ์” มากกว่าสินค้า ความคาดหวังไม่ใช่แค่บริการดี แต่ต้องรู้ใจแบบ Real-time ซึ่งเทคโนโลยีอย่าง Generative AI กลายเป็น Game Changer ที่ช่วยให้แบรนด์สร้างสื่อสารแบบ 1 ต่อ 1 ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโปรโมชันเฉพาะบุคคล การแนะนำสินค้าผ่าน Chatbot หรือการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจ ณ โมเมนต์นั้น ๆ

วัดผลชัด สะท้อนความสำเร็จจริง

OR วัดผลความสำเร็จของกลยุทธ์ Personalization อย่างชัดเจนผ่านตัวชี้วัดหลัก 2 ด้าน ได้แก่

· ดัชนีความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า (Net Promoter Score: NPS) ซึ่งใช้ประเมินความรู้สึกของลูกค้าต่อแบรนด์ในแต่ละช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน blueplus+, สถานีบริการน้ำมัน หรือร้าน Café Amazon โดยคะแนน NPS ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและดูแลพวกเขาในแบบเฉพาะตัว อีกด้านหนึ่งคือ

· ผลลัพธ์เชิงยอดขาย ที่มาจากการทำ Personalized Offers โดยระบบจะติดตามพฤติกรรมการซื้อซ้ำ ขนาดของตะกร้าสินค้า (basket size) และความถี่ในการเข้าใช้บริการ เพื่อประเมินว่าแคมเปญที่ออกแบบเฉพาะบุคคลสามารถกระตุ้นยอดขายได้จริงหรือไม่

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ OR คือ ทุกเจเนอเรชันต้องเข้าถึงแอปพลิเคชันได้ โดยล่าสุด OR ได้ต่อยอดโปรแกรมลอยัลตี้ xplORe เปิดตัวแอปพลิเคชัน blueplus+ ที่รวบรวมเหล่าฮีโร่ใน ecosystem มาไว้ด้วยกันบนแอป เพื่อใช้เชื่อมโยงประสบการณ์กับลูกค้า ปรากฎว่ามีกระแสตอบรับดีมากหลังเปิดตัวเพียง 3 วัน มียอดผู้เข้าชมวิดีโอสูงกว่า 3 ล้านครั้ง

“OR มุ่งมั่นในการยกระดับความผูกพันกับลูกค้า เพื่อเข้าไปอยู่ในชีวิตของทุกคนในทุกวัน โดยพยายามศึกษาก่อนว่าลูกค้าต้องการอะไร ซึ่งจากการวิจัยพบว่าลูกค้ามีความผูกพันกับเหล่ากองทัพฮีโร่ และแต่ละคนต่างมีฮีโร่ในดวงใจ เราจึงรวมพลฮีโร่นำมาสื่อสารกับทุกเจเนอเรชัน เช่น น้อน พลัส ที่เชื่อมต่อได้ดีกับเด็กรุ่นใหม่ หรือก็อตจิฮีโร่ของลูกค้ารุ่นใหญ่ เป็นต้น”

 เปิดพิมพ์เขียวดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ยกระดับธุรกิจผ่าน 6 แกนสำคัญ

OR ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Personalization ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งบนพิมพ์เขียวดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันที่ OR วางไว้ 6 แกนหลัก เพื่อพลิกโฉมความสามารถทางธุรกิจ เริ่มจาก

· Digital Consumer/Customer Landscape การวิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของลูกค้าแบบ 360 องศา โดยอาศัยข้อมูลจากแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกและแม่นยำถึงความต้องการของแต่ละบุคคล ถัดมาคือการยกระดับจุดขายด้วยแนวคิด

· Intelligent Site/Outlet พลิกโฉมหน้าร้านให้ฉลาดขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยี IoT, Beacon และ Video Analytics เพื่อช่วยตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่เกิดขึ้นจริง ณ สถานที่ขาย และสุดท้ายคือการพัฒนา

· Digital Channel ผ่านแอปพลิเคชัน PTTOR ให้กลายเป็นศูนย์กลางในการส่งมอบประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญโปรโมชั่น การสะสมแต้ม หรือบริการจองล่วงหน้า พร้อมทั้งเชื่อมโยงประสบการณ์จากโลกออนไลน์สู่หน้าร้านจริง (Online to Offline) อย่างไร้รอยต่อ

· Digital Supply Chain เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานแบบครบวงจร เพื่อให้เกิด Ecosystem ที่เชื่อมต่อกันในแต่ละธุรกิจ หวังลดต้นทุนในการดำเนินงาน

· Cloud Optimization & Enterprise Solutions ก้าวทันเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในดำเนินงาน โดยใช้ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ อาทิ Modernized application, Cloud optimization, AI-driven enterprise

· Diversify – New Revenue มองหาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อโอกาสให้ธุรกิจ โดยเฉพาะในฟากไลฟ์สไตล์ หรือ Non-oil ซึ่งต่อยอดมาจาก Data ที่มีในมือ และปัจจุบันได้รับอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง AIS และ KTB

การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจาก ‘Mindset’

"Personalization คือการ Transform ทั้งองค์กร" นายภากรกล่าว พร้อมอธิบายว่า OR เริ่มจากทีมเล็ก ดูแลแอป blueplus+ และสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน จนขยายความเข้าใจไปทั้งองค์กร พร้อมลงทุนในสิ่งจำเป็น เช่น Data, AI Platform และระบบหลังบ้าน เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าทุกมิติ

“สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการ Transform ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการปรับมุมมอง ทักษะ และกระบวนการของคนทั้งองค์กรให้เดินไปด้วยกัน เพราะ Personalization ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมเปิดใจและเติบโตไปพร้อมกัน”

การสร้างแบรนด์ในอนาคต ไม่ใช่แค่ ‘ขายได้’ แต่ต้อง ‘เข้าใจเป็น’ และ OR คือหนึ่งในตัวอย่างที่กำลังเดินหน้าสู่ความเป็นแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR พันธมิตรทางธุรกิจ ต่อยอดขยาย ยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์ หรือร้านสาขานอกศูนย์การค้า เปิดตัว ยูนิโคล่โรดไซด์ รามคำแหง ยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์สาขาล่าสุด และนับเป็นครั้งแรกที่ทางยูนิโคล่ ประเทศไทย เปิดร้าน โรดไซด์สโตร์ที่คอมมูนิตี้มอลล์ของ OR พร้อมมอบความสะดวกสบายให้ชาวรามคำแหงและละแวกใกล้เคียงตั้งแต่ 13 กันยายน 2567 เป็นต้นไป

ยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์ เปิดให้บริการสาขาแรกในประเทศไทย และอาเซียนในปี 2561 เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ใน การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายในการเข้าถึงเสื้อผ้าไลฟ์แวร์ (LifeWear) ที่ครบครัน ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น และเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยยูนิโคล่โรดไซด์ รามคำแหง เป็นร้านโรดไซด์สโตร์สาขาที่ 11 ต่อจาก ยูนิโคล่โรดไซด์พัฒนาการ, ยูนิโคล่โรดไซด์ลาซาล, ยูนิโคล่โรดไซด์อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ชัยพฤกษ์, ยูนิโคล่โรดไซด์นวมินทร์, ยูนิโคล่โรดไซด์มีนบุรี, ยูนิโคล่โรดไซด์บุญถาวร ปิ่นเกล้า, ยูนิโคล่โรดไซด์บุญถาวรบางนา, ยูนิโคล่โรดไซด์ลาดกระบัง, ยูนิโคล่โรดไซด์ขอนแก่น และ ยูนิโคล่โรดไซด์หาดใหญ่ ความพิเศษของร้านนี้คือเป็นร้านโรดไซด์สโตร์ดีไซน์ใหม่สาขาแรกนอกประเทศญี่ปุ่น ที่ถอดแบบมาจากร้านยูนิโคล่สาขา Maebashi และ Nishiiba ในประเทศญี่ปุ่น โดยนำคอนเซ็ปต์การออกแบบที่เน้นการใช้โลโก้ยูนิโคล่เป็นจุดเด่นขนาดใหญ่ที่หน้าร้าน เป็นจุดสังเกตสำหรับผู้ที่สัญจรผ่านไป-มา ในส่วนของการออกแบบร้าน ยูนิโคล่โรดไซด์ รามคำแหงถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงหลักการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยมีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เป็นสาขาแรกของยูนิโคล่ ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบกระจกใสบานใหญ่ เพื่อเพิ่มช่องรับแสงธรรมชาติ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในระหว่างวันเพิ่มเติมขึ้นด้วย

มร. โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ยูนิโคล่ ประเทศไทย เปิดตัวยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์มาแล้วกว่า 7 ปี นับตั้งแต่สาขาแรกที่ยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์ พัฒนาการ ในปี 2561 โดยเน้นโลเคชันที่อยู่กลางชุมชนที่อยู่อาศัย ทำเลติดถนน และมีที่จอดรถ ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ด้วยประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สะดวกสบาย ครบครัน ใกล้บ้าน ทำให้ลูกค้าหลายคนเลือกที่จะซื้อสินค้า ไลฟ์แวร์จากยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์ที่อยู่ใกล้บ้านของตน โดยในปีนี้เราได้จับมือกับ OR เปิดยูนิโคล่โรดไซด์สโตร์สาขาแรกในคอมมูนิตี้มอลล์ของ OR ปักหมุดนำร่องที่ย่านรามคำแหงเป็นที่แรก โดยยูนิโคล่เล็งเห็นถึงศักยภาพของย่านรามคำแหง ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงมีผู้เดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อเชื่อมกับถนนสายอื่นๆ อีกหลายสาย คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้น่าจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญย่านรามคำแหงสำหรับลูกค้าที่มองหาความสะดวกสบายและรวดเร็ว ยูนิโคล่เชื่อมั่นว่าการร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง OR ในครั้งนี้จะเปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ของยูนิโคล่อีกด้วย”

คุณพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า " OR มุ่งสร้างทางเลือกเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบอย่างครบวงจร พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านไลฟ์สไตล์ และขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ธุรกิจที่นอกเหนือจากน้ำมันให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค OR จึงมีกลยุทธ์ในการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับยูนิโคล่ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการใช้ประโยชน์จากคอมมูนิตี้มอลล์ของ OR เพื่อสร้างภาพลักษณ์ การดำเนินธุรกิจ และสร้างประโยชน์ต่อชุมชน โดย OR ให้การสนับสนุนด้านพื้นที่และได้สนับสนุนแผงโซล่าร์เซลล์พร้อมการติดตั้งให้แก่ยูนิโคล่ ซึ่งมุ่งเน้นการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่าน OR SDG ทั้งในด้าน“D” หรือ “DIVERSIFIED” การสร้างโอกาสเพื่อทุกการเติบโตทุกรูปแบบ และ “G” หรือ “GREEN” โอกาสเพื่อสังคมสะอาดและสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของ OR 2030 ตลอดจนสร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ตามวิสัยทัศน์ของ OR “Empowering All Toward Inclusive Growth” เพื่อเติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (เคทีซี)  ร่วมด้วย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว 55 จังหวัดทั่วประเทศ หวังยกระดับการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนเพื่อเป็นแรงผลักดันให้รายได้การท่องเที่ยวในประเทศโตตามเป้าหมายที่ 1.2 ล้านล้านบาท พร้อมมอบสิทธิพิเศษผ่านแคมเปญ ‘ขับรถเที่ยวเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) กับบัตรเครดิตเคทีซี’ รับเครดิตเงินคืน4% เมื่อเติมน้ำมันที่ พีทีที สเตชั่น ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ททท. ขานรับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว หรือ เมืองรอง 55 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) นำรายได้กระจายสู่ชุมชน และยังถือเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์  IGNITE THAILAND’S TOURISM ของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็น Tourism Hub ที่สำคัญของโลก จึงได้ร่วมมือกับร่วมมือกับ เคทีซี หรือ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท  
ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และพันธมิตรอีกหลายรายออกแคมเปญ ‘ขับรถเที่ยวเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) กับบัตรเครดิตเคทีซี’ รับเครดิตเงินคืน 4% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และได้รับเครดิตเงินคืนกับสถานีบริการน้ำมันอีกหลายราย รวมถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย โดยตั้งเป้าหมายการออกแคมเปญในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ไม่ต่ำกว่า 70,000,000 บาท  

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดการท่องเที่ยวทั้งประเทศเดือนมกราคม – มิถุนายน 2567 เติบโตที่ 12% โดยยอดการเติบโตส่วนใหญ่มาจากหัวเมืองใหญ่จังหวัดท่องเที่ยว สะท้อนได้ว่าการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ยังต้องการแรงผลักดันจากรัฐบาลและภาคเอกชนในการกระตุ้นการท่องเที่ยวและนำรายได้สู่ชุมชนอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เคทีซีพร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทยให้บรรลุตามเป้าหมายของรัฐบาลโดยมอบสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยวครอบคลุมทั้งสถานีบริการน้ำมัน / ส่วนลดและแลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนร้านอาหารและร้านกาแฟ 136 ร้านค้า / ส่วนลดที่พัก 41 โรงแรม และส่วนลด 9 พันธมิตรรถเช่า ทั้ง 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/tat  

นายสุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แคมเปญดังกล่าวถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต   เคทีซีที่วางแผนขับรถท่องเที่ยวไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) 55 จังหวัดใช้บริการที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และชำระค่าน้ำมันผ่านบัตรเครดิตเคทีซี วีซ่า และบัตรเครดิตเคทีซี มาสเตอร์การ์ด รับเครดิตเงินคืน 4% โดยมีเงื่อนไขข้อมูลจังหวัดที่อยู่ตามที่ระบุในใบแจ้งยอดของสมาชิกฯ ต้องไม่ตรงกับจังหวัดที่ตั้งของสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ทำรายการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวต่างถิ่น และกระจายรายได้สู่ชุมชน สมาชิกสามารถรับสิทธิ์ดังกล่าวได้ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2567  นอกจากนี้ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซียังสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER จำนวน 169 คะแนน แลกรับเครดิตเงินคืน 20 บาท เมื่อมียอดการใช้จ่ายที่ร้าน คาเฟ่ อเมซอน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 

นายถนัดผล ดุละลัมพะ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท.น้ำมัน  และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ปัจจุบันสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ภายใต้การกำกับดูแลของ OR ใน 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,093 สถานี ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและเคทีซีในครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยให้คนไทยสนใจขับรถท่องเที่ยวเส้นทางเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) มากยิ่งขึ้นด้วยสิทธิพิเศษที่คุ้มค่า พร้อมได้ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพจาก พีทีที สเตชั่น ซึ่งครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น “Super Power” น้ำมันเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความแรง รู้สึกได้ทันทีที่เติม พร้อมทำความสะอาด ปกป้องเครื่องยนต์ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการน้ำมันที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยมีทั้ง Super Power ดีเซล และ Super Power GSH95 และสำหรับผู้บริโภคที่เน้นเรื่องความประหยัดคุ้มค่า ขอแนะนำ “Xtra Save” น้ำมันเกรดมาตรฐานสูตรใหม่ที่ทำให้ขับไปได้ระยะทางไกลกว่าเดิม ด้วย “สารเพิ่มพลังเครื่องยนต์ มากขึ้น 1.5 เท่า” เพิ่มอัตราเร่งได้เต็มกำลัง ปกป้องเครื่องยนต์ และลดการสิ้นเปลืองน้ำมัน มอบความคุ้มค่าแก่ผู้บริโภคทุกคน โดยมีน้ำมันครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มดีเซล กลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ น้ำมันทุกชนิดของ พีทีที สเตชั่น ได้รับรองมาตรฐาน EURO 5 ซึ่งมีปริมาณกำมะถันลดลงถึง 5 เท่า ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กลดลง อากาศสะอาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันอย่างละเอียดเป็นประจำในทุกสาขา เพื่อควบคุมคุณภาพและส่งมอบน้ำมันที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคสอดคล้องกับพันธกิจหลักของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในมิติแห่งความยั่งยืน 

ศึกษาข้อมูลรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pttor.com/th/news/promotion และติดตามโปรโมชันและกิจกรรมอื่น ๆ ได้ที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1365 Contact Center หรือ KTC PHONE โทรศัพท์ 02 123 5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ   

Page 1 of 3
X

Right Click

No right click