

ภาคธุรกิจไทยเห็นตรงกันว่า “ภัยไซเบอร์” ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ และการหยุดชะงักของระบบบริการ เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของปีนี้ จากผลสำรวจ Allianz Risk Barometer โดยขยับขึ้นจากอันดับ 5 ในปีก่อนหน้า ขณะที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเสี่ยงที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ สะท้อนบริบทของประเทศไทยที่ยังคงเผชิญผลกระทบจากฤดูมรสุมประจำปี ซึ่งนำมาซึ่งฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันอย่างต่อเนื่อง
ในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ยังคงประกอบด้วยเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการหยุดชะงักทางธุรกิจ (Business Interruption: BI) โดย AI เป็นความเสี่ยงที่ขยับอันดับขึ้นมากที่สุดจากการสำรวจครั้งนี้ สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีดังกล่าวต่อทั้งโอกาสและความท้าทายของภาคธุรกิจในปัจจุบัน
ลาร์ส ไฮบุทสกี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นของการโจมตีทางไซเบอร์ในประเทศไทยสะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ท่ามกลางภูมิทัศน์ภัยไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงมีช่องว่างทั้งในด้านความพร้อม การตอบสนอง และการฟื้นฟูจากเหตุการณ์ไซเบอร์ โดยตลาดประกันภัยไซเบอร์ในประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ประกันภัยไซเบอร์จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้องค์กรสามารถฟื้นตัวจากการโจมตี รวมถึงลดผลกระทบจากการหยุดชะงักทางธุรกิจ ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของภาคธุรกิจ”
ภัยไซเบอร์ในประเทศไทยขยับขึ้นสี่อันดับมาอยู่ที่อันดับ 1 โดยระดับความกังวลเพิ่มขึ้นเป็น 37% จาก 21% ในปีก่อนหน้า ข้อมูลชี้ว่า องค์กรในประเทศไทยเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์เฉลี่ยสูงถึง 3,201 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 164% โดยอาชญากรไซเบอร์มีแนวโน้มมุ่งเป้าไปยังหน่วยงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญมากขึ้น ตามรายงานของ Check Point Software Technologies ขณะที่การโจมตีแบบฟิชชิงยังคงเป็นหนึ่งในรูปแบบหลักในประเทศไทย โดยอาศัยเทคนิควิศวกรรมสังคมและการปลอมแปลงตัวตนเพื่อหลอกลวงทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) ยังรายงานว่า จำนวนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 6,250% จาก 80,000 กรณีในปี 2567 เป็นมากกว่า 5 ล้านกรณีในปีที่ผ่านมา
ในระดับโลก ภัยไซเบอร์ยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ห้า ด้วยคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42% และมีช่องว่างจากความเสี่ยงอันดับถัดไปมากที่สุด (+10%) โดยเป็นความกังวลหลักของภาคธุรกิจในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นทวีปอเมริกา เอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง การที่ภัยไซเบอร์ยังคงอยู่ในอันดับสูงสุดของ Allianz Risk Barometer สะท้อนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภูมิทัศน์ภัยไซเบอร์ รวมถึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทย ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังคงอยู่ในอันดับ 2 ของ Allianz Risk Barometer ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขยับขึ้นหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 3 โดยในปี 2568 ระบบภูมิอากาศสำคัญสองระบบ ได้แก่ ลานีญา และปรากฏการณ์อินเดียนโอเชียนไดโพลเชิงลบ ซึ่งมีลักษณะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ได้เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างผิดปกติ ส่งผลให้ปริมาณฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนพฤศจิกายน ภูมิภาคนี้เผชิญกับฤดูฝนที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในความทรงจำ ทั้งน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ไต้ฝุ่นต่อเนื่อง และการอพยพประชาชนจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นบททดสอบสำคัญต่อขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ
อุทกภัยในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นผลจากฝนตกหนักอย่างรุนแรง ซึ่งมีความน่าจะเป็นในการเกิดเพียงหนึ่งครั้งในรอบ 300 ปี โดยอำเภอหาดใหญ่มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 630 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียง 72 ชั่วโมง ความเสียหายและการสูญเสียรวมประเมินว่าสูงกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอหาดใหญ่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 2.1 ล้านคน
ขณะเดียวกัน แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2568 แม้จะมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา แต่แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศไทย และชี้ให้เห็นถึงช่องว่างด้านความพร้อมรับมือและความยืดหยุ่นต่อภัยแผ่นดินไหว สมาคมประกันวินาศภัยไทยประเมินว่ามูลค่าค่าสินไหมทดแทนรวมจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจสูงถึง 50,000 ล้านบาท (ประมาณ 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นความเสี่ยงใหม่ของประเทศไทยในอันดับ 4 ด้วยสัดส่วน 22% โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) คาดการณ์ว่าบริการดิจิทัลของประเทศจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10–14% ในช่วงปี 2568–2570 ซึ่ง AI ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดังกล่าว
ในระดับโลก AI พุ่งขึ้นมาอยู่ในกลุ่มความกังวลอันดับต้น ๆ ของภาคธุรกิจ โดยขยับขึ้นสู่อันดับ 2 ที่ระดับ 32% ในปี 2569 จากอันดับ 10 ในปี 2568 นับเป็นการขยับอันดับมากที่สุดในการจัดอันดับปีนี้ AI เป็นความเสี่ยงที่ขยับอันดับขึ้นอย่างโดดเด่นในทุกภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับ 2 ในทวีปอเมริกา เอเชียแปซิฟิก และแอฟริกา–ตะวันออกกลาง และอันดับ 3 ในยุโรป อีกทั้งยังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญขององค์กรทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ กลาง ไปจนถึงขนาดเล็ก
เมื่อการนำ AI มาใช้เร่งตัวและฝังตัวลึกยิ่งขึ้นในกระบวนการดำเนินธุรกิจหลัก ผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความรับผิด (liability) ขณะที่การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของ generative AI และ agentic AI ควบคู่กับการนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง ได้เพิ่มระดับการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงที่องค์กรกำลังเผชิญ
แม้ว่าความเสี่ยงจากการหยุดชะงักทางธุรกิจจะลดลงหนึ่งอันดับมาอยู่ที่อันดับ 4 แต่ยังคงเป็นความกังวลสำคัญ เนื่องจากมักเป็นผลกระทบที่ตามมาจากความเสี่ยงอื่น ๆ ใน 10 อันดับแรก
อัคคีภัยและการระเบิดเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของธุรกิจในประเทศไทยในปี 2568 ขึ้นจากอันดับ 4 มาอยู่ที่อันดับ 1 ตามรายงาน Allianz Risk Barometer ภัยธรรมชาติอยู่ในอันดับ 2 จากการคาดการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง เช่น น้ำท่วม ซึ่งจะทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่การหยุดชะงักทางธุรกิจยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญในอันดับ 3
ในขณะที่ความเสี่ยงทางธุรกิจที่สูงที่สุดของโลกและเอเชีย ได้แก่ การหยุดชะงักทางธุรกิจ เหตุการณ์ทางไซเบอร์ และภัยธรรมชาติ จากรายงาน Allianz Risk Barometer ประจำปีนี้ ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยงกว่า 3,700 คนจากกว่า 100 ประเทศ
วาเนสสา แม็กเวล Allianz Commercial Chief Underwriting Officer กล่าวว่า "ปี 2567 เป็นปีที่ไม่ปกติในแง่ของการบริหารความเสี่ยง และรายงาน Allianz Risk Barometer ประจำปีสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่บริษัทต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ปีนี้แตกต่างจากปีอื่นๆ ตรงที่ ความเสี่ยงในอันดับสูงๆ สัมพันธ์กัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีใหม่ กฎระเบียบ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มีความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น ทำให้สาเหตุและผลที่ตามมาซับซ้อนมากขึ้น ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวมในการบริหารความเสี่ยงและพยายามพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัวอย่างสม่ำเสมอ

คริสเตียน แซนดริก Regional Managing Director of Allianz Commercial Asia กล่าวว่า "การหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทในภูมิภาคนี้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเศรษฐกิจเอเชียมีส่วนในการค้าโลกและในระดับภูมิภาคมากขึ้น การหยุดชะงักทางธุรกิจยังมักเกิดจากเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ทางไซเบอร์หรือภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงสูงสุดในภูมิภาค ท่ามกลางความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นและมีความผันผวน ธุรกิจต้องใช้แนวทางแบบองค์รวมในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและมาตรการรับมือมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการใช้มาตรการต่างๆ เช่น การป้องกันความสูญเสีย การใช้ซัพพลายเออร์หลายราย การโอนความเสี่ยงทางเลือก และนโยบายประกันภัยระดับนานาชาติ"
ลาร์ส ไฮบุทสกี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า "อัคคีภัยและความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เป็นความกังวลหลักของบริษัทในประเทศไทย เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของการหยุดชะงักทางธุรกิจและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ธุรกิจต้องประเมินและปรับปรุงแนวทางการบรรเทาความเสี่ยงจากอัคคีภัยอย่างรอบคอบและสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียจากเหตุการณ์ใดๆ เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ภัยธรรมชาติและการหยุดชะงักทางธุรกิจจึงกลายเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ในประเทศไทย สิ่งนี้ตอกย้ำความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น รวมถึงมาตรการโอนความเสี่ยงเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักทางธุรกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้"
อัคคีภัยและการระเบิดเป็นความเสี่ยงอันดับ 1
อัคคีภัยและการระเบิดเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดยขึ้นจากอันดับ 4 มาเป็นอันดับ 1 ความรุนแรงของภัยนี้ทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างมากและส่งผลให้การฟื้นตัวใช้เวลานานมากขึ้นเมื่อเทียบกับภัยด้านอื่นๆ โรงงานที่เสียหายอาจใช้เวลาหลายปีในการสร้างใหม่และกลับมาดำเนินการผลิตได้อย่างเต็มกำลัง
ในปี 2567 มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอัคคีภัยและการระเบิดหลายเหตุการณ์ในประเทศไทยที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหาย และธุรกิจหยุดชะงัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บสารเคมีที่นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทย ระเบิดที่โรงงานเหล็กในจังหวัดระยอง เพลิงไหม้โรงงานสารตั้งต้นพลาสติกในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และระเบิดคลังดอกไม้ไฟในภาคกลาง
อลิอันซ์ คอมเมอร์เชียล วิเคราะห์การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนประกันภัยการหยุดชะงักทางธุรกิจมากกว่า 1,000 รายในช่วงห้าปีซึ่งสิ้นสุดลงในปี 2566 (มูลค่าเกิน 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และพบว่าอัคคีภัยเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเรียกร้องค่าสินไหมเหล่านี้ และคิดเป็นมูลค่ามากกว่าหนึ่งในสามของมูลค่าการเรียกร้องค่าสินไหมทั้งหมด (36%)
ภัยธรรมชาติยังคงเป็นความกังวลหลัก
ภัยธรรมชาติจัดอยู่ในอันดับความเสี่ยงที่สำคัญเป็นอันดับสองในประเทศไทย ซึ่งเเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงที่สุดในโลก เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2567 ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนมากกว่า 180,000 ครัวเรือนและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรม โดยมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 4.34 หมื่นล้านบาท (1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติที่มีหน้าที่ประสานงานการดำเนินงานเพื่อการบรรเทาทุกข์และป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ในเอเชีย ภัยธรรมชาติยังคงเป็นความเสี่ยงในอันดับ 3 โดยมีผู้ตอบข้อนี้ 27% อุณหภูมิของภูมิภาคเอเชียสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้นจากน้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ภัยธรรมชาติเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดในคาบสมุทรโนโตะ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียที่มีประกันภัยมูลค่าสามพันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงในฮ่องกง ซึ่งประสบกับฝนตกหนักที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 2567 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกเมื่อ 140 ปีที่แล้วจากไต้ฝุ่นไห่ขุย
ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังคงเป็นความเสี่ยงในอันดับที่ 3 ของโลกโดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 29% ปี 2567 นับเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันที่ความสูญเสียที่มีประกันภัยมีมูลค่าสูงเกินหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2567 ซึ่งคาดว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เป็นปีแห่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง มีพายุเฮอริเคนและพายุรุนแรงในอเมริกาเหนือ น้ำท่วมรุนแรงในยุโรป และภัยแล้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้
การหยุดชะงักทางธุรกิจสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านอื่นอย่างมาก
การหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นความเสี่ยงอันดับ 3 ในประเทศไทย โดยธุรกิจต่างๆ เผชิญความเสี่ยงจากหลายด้าน การหยุดชะงักทางธุรกิจสัมพันธ์อย่างมากกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น น้ำท่วมในเดือนสิงหาคมและกันยายนปี 2567 ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 491 ล้านบาท (14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลกมีปริมาณการผลิตยางพาราลดลง 30% ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน
ธุรกิจในประเทศไทยยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในระดับโลก เช่น การเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกซึ่งส่งผลให้โรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้น 40% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ถึงมิถุนายน 2567 เมื่อเทียบกับ 12 เดือนก่อนหน้า ผู้ผลิตรายเล็กประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าแรงที่สูง
การหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งในเอเชีย อยู่ในสามอันดับแรกในทุกประเทศและเขตการปกครอง และเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งในจีน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของห่วงโซ่อุปทานในช่วงระหว่างและหลังการระบาดของโควิด 19
ในระดับโลก การหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นความเสี่ยงในอันดับ 1 หรือ 2 ในการจัดอันดับความเสี่ยงของอลิอันซ์ทุกปีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 2 ในปี 2568 โดยมีผู้ตอบข้อนี้ 31% โดยทั่วไปแล้วการหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นผลมาจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์หรือระบบล่ม การล้มละลาย หรือความเสี่ยงทางการเมือง เช่น ความขัดแย้งหรือความไม่สงบในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หลายเหตุการณ์ในปี 2567 ชี้ให้เห็นว่าทำไมบริษัทต่างๆ ยังคงมองว่าการหยุดชะงักทางธุรกิจเป็นภัยคุกคามหลักต่อโมเดลธุรกิจของพวกเขา การโจมตีของกลุ่มฮูธิในทะเลแดงทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักจากการเปลี่ยนเส้นทางของเรือขนส่งสินค้า นอกจากนี้ เหตุการณ์เช่นการพังทลายของสะพาน Francis Scott Key ในบัลติมอร์ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งในระดับโลกและท้องถิ่น การวิเคราะห์ของ Circular Republic ร่วมกับอลิอันซ์และองค์กรอื่นๆ พบว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบในระดับโลก จะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 1.4 ปี และมีแนวโน้มสูงขึ้น การหยุดชะงักเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ตั้งแต่ 5% ถึง 10% ของต้นทุนผลิตภัณฑ์ และทำให้เกิดการหยุดทำงานในด้านต่างๆ เพิ่มเติม
10 อันดับความเสี่ยงในประเทศไทย

แหล่งที่มา: Allianz Commercial. ตัวเลขแสดงความถี่ที่ความเสี่ยงนั้นถูกเลือกเป็นเปอร์เซ็นต์จากคำตอบทั้งหมดของประเทศนั้น
ผู้ตอบแบบสอบถาม: 33 คน ตัวเลขรวมไม่ได้เป็น 100% เนื่องจากสามารถเลือกความเสี่ยงได้สูงสุด 3 รายการ
บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต รายงานผลการดำเนินธุรกิจครึ่งปีแรก เติบโตแข็งแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัวจากพิษโควิด 19
อลิอันซ์ อยุธยา เดินหน้าส่งต่อความห่วงใย พร้อมตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัล