January 26, 2026

ครั้งแรกของความร่วมมือในวงการศึกษาในไทย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จับมือพันธมิตร NCUK และ Bridge International ยกระดับโอกาสทางการศึกษาไทยสู่ระดับโลก ผ่านหลักสูตรเตรียมความพร้อม ตอบโจทย์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เพื่อการศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

การศึกษาระดับนานาชาติได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานการศึกษาสากลจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสสู่การศึกษาต่อมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ โดยพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือที่เกิดขึ้นเมื่อ 23 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และ Bridge International และ NCUK (Northern Consortium United Kingdom) ในการเปิดสอนหลักสูตรเตรียมความพร้อมตามระบบการศึกษาของอังกฤษที่นำมาสู่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล (Global Standard)

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยสู่ระดับสากลเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยฯ ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านวิสัยทัศน์ การกำหนดมาตรฐาน และกลยุทธ์ เพื่อขยายโอกาส เชื่อมต่อการศึกษาทั้งในประเทศไทยและระดับสากล 

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับ Bridge International และ NCUK เป็นการสร้างช่องทางศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาในระดับสากลให้แก่เยาวชนไทยและนักศึกษาต่างชาติ ผ่านหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก

เปิดประตูโอกาส การศึกษาต่อ

ความร่วมมือดังกล่าว ดร.ดาริกา กล่าวว่า เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงให้นักเรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน โดย NCUK จะเข้ามาช่วยยกระดับให้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล (Global Standard) และเป็นที่รู้จักในเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ส่วน Bridge International จะดูแลเรื่องหลักสูตร บุคลากรผู้สอน และกระบวนการเรียนรู้ตามมาตรฐานของอังกฤษ ขณะที่ DPU ทำหน้าที่เป็นฐานที่ตั้งศูนย์ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นสากล  โดยนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 หรือ 5  จะมีทางเลือกของการเรียนภายใต้หลักสูตรเตรียมความพร้อมตามระบบการศึกษาของอังกฤษจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่ปี 6 จากนั้นเรียนระดับปริญญาตรีชั้น ปีที่ 1 และ 2 ที่ประเทศไทย แล้วนำเกรดที่ได้ไปเทียบเพื่อศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ สำหรับปีสุดท้าย โดยที่นักเรียนจะได้รับการการันตีสิทธิ์ในการเข้าศึกษาต่อ (Guaranteed Entry) ในมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายของ NCUK หากสามารถเรียนจบหลักสูตรและมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่างประเทศอังกฤษ เช่น University of Manchester, University of Lancaster , University of Birmingham, University of Bristol, University of Exeter, Queen Mary University of London, Lancaster University, University of Liverpool  เป็นต้น และยังครอบคลุมประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และอเมริกา อีกด้วย

“DPU เน้นการขยายโอกาส และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้เรียน ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านที่พักและค่าครองชีพในช่วงแรกด้วยการเรียนปรับพื้นฐานภายในประเทศก่อนเดินทางไปศึกษาต่อปีสุดท้ายที่ต่างประเทศ เช่นอังกฤษ ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ แคนาดา หรืออเมริกา” ดร.ดาริกา กล่าว

โมเดลความร่วมมือ เพิ่มโอกาสศึกษาต่อต่างประเทศ

Mr. Andrew Straughan, Global Director of NCUK (Northern Consortium United Kingdom) กล่าวถึงความมุ่งมั่นในความร่วมมือครั้งนี้ว่า NCUK ก่อตั้งจากการรวมตัวของกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร อาทิ University of Manchester และมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อเมริกา เป็นต้น โดยทำหน้าที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรที่จัดเตรียมหลักสูตรปรับพื้นฐานทางวิชาการเพื่อให้นักเรียนต่างชาติมีทักษะที่จำเป็นก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

หลักสูตรเตรียมความพร้อมตามระบบการศึกษาของอังกฤษ ประกอบด้วยหลักสูตร Foundation, A-Level และ O-Level รองรับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือ 6 โดยจัดการเรียนหลักสูตรปรับพื้นฐาน (Foundation) เป็นเวลา 1 ปีในประเทศไทย เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาของอังกฤษที่เน้นการเรียน 13 ปี (Year 13) ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี หรือจะเรียนต่อระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 และ2 แล้วไปเรียนปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยในเครือข่ายต่อไป

ด้าน Mr. San Zaw Htet, CEO of Bridge International กล่าวว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อเพิ่มเส้นทางการศึกษาต่อที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติให้ผู้เรียนได้มีโอกาสวางแผนการศึกษา เพื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชูแนวคิดใหม่มุ่งบูรณาการศาสตร์การพยาบาลแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) ควบคู่การพัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างพยาบาลรุ่นใหม่ของอนาคต

รศ.ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  เปิดเผยว่า โครงสร้างสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันประชากรทุกช่วงวัยต่างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้บทบาทของวิชาชีพพยาบาลในปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วยเท่านั้น หากแต่ขยายไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) อย่างครอบคลุม วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จึงได้พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและระบบสุขภาพ โดยออกแบบหลักสูตรให้อยู่บนมาตรฐานวิชาชีพการพยาบาลอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นใน 5 สาขาหลักทางคลินิก ได้แก่ การพยาบาลเด็ก, การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ, การพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์, การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต และการพยาบาลสุขภาพชุมชน พร้อมมุ่งเน้นการปลุกศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถเติบโตเป็นพยาบาลมืออาชีพในโลกยุคใหม่ เปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การส่งเสริมด้าน Wellness

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการคิดเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอนของ DPU เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ด้วยศาสตร์ Potentialigence ให้พร้อมต่อการทำงานในบริบทระบบสุขภาพในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“DPU ไม่เพียงต้องการผลิตพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ เก่งในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างพยาบาลที่มองเห็นสุขภาพในมิติของการป้องกัน การส่งเสริม และการสร้างสมดุลในชีวิตอย่างยั่งยืน รวมถึงมีความกล้าคิด กล้าลงมือทำ และสามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การประกอบอาชีพได้หลากหลายรูปแบบ อันเป็นหัวใจของการพัฒนาศักยภาพ (Potential Development) ของนักศึกษาแต่ละคน” รศ.ดร.ดรุณี กล่าว

คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าวอีกว่า โครงสร้างหลักสูตรจัดให้มีการเรียนรู้อย่างเข้มข้น ควบคู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง สู่สถานการณ์จริงในชุมชนและสถานพยาบาลที่เป็นพันธมิตรกับ DPU อาทิ โรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ และสถานประกอบการด้าน Wellness เพื่อเปิดมุมมองด้านการทำงานและการประกอบธุรกิจสุขภาพ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มี Growth Mindset มีความมั่นใจ คิดเป็นระบบ และไม่กลัวความท้าทาย สามารถนำศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการพยาบาลในอนาคต และ “ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต” ของวิชาชีพพยาบาลไทยให้พร้อมใช้งานได้จริงในตลาดแรงงาน

“วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์สูงจากสถาบันชั้นนำ พร้อมมีระบบอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านวิชาการ บุคลิกภาพ ทักษะชีวิต และความเข้มแข็งทางจิตใจ เพราะเราเชื่อว่าพยาบาลที่ดี ต้องมีทั้งความรู้ ความเมตตา และความเข้มแข็งจากภายใน การดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดจึงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน” รศ.ดร.ดรุณี กล่าวพร้อมย้ำว่า วิสัยทัศน์ของวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU คือ การสร้างสถาบันการศึกษาพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นแบบอย่างที่ดีของวงการ ให้ความสำคัญกับคุณภาพบัณฑิต การดึงศักยภาพของผู้เรียนออกมาใช้อย่างเต็มที่ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กัน

ทั้งนี้ หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU เปิดรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่เข้าสู่วิชาชีพการพยาบาล โดยมีการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความตั้งใจและมีศักยภาพในการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณภาพในอนาคต ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU www.dpu.ac.th/th/college-of-nursing

วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้น  "Executive Media Mastery & Public Speaking" เป็นครั้งแรก เป้าหมายมุ่งติดอาวุธการสื่อสารที่ทรงพลังผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงในองค์กรโลกธุรกิจ เพิ่มทักษะขั้นสูงรับมือความท้าทายในภาวะวิกฤต พลิกจากปัญหาสู่โอกาสของการตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรอย่างมืออาชีพ โดยจัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

อาจารย์ปวรรัตน์ สุภิมารส รักษาการคณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า โลกธุรกิจยุคใหม่เต็มไปด้วยความท้าทายและความเสี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน ดังนั้นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารจัดการธุรกิจที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพ คือ การสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งในแง่ชื่อเสียงและกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ทุกคำพูด ทุกการให้ข้อมูล สามารถกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร กระทบความเชื่อมั่น ผู้นำที่สื่อสารอย่างมืออาชีพ ทำให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือแม้ในสถานการณ์ภาวะวิกฤต” 

การเปิดหลักสูตรระยะสั้น "Executive Media Mastery & Public Speaking" นี้ถือเป็นครั้งแรกที่พัฒนามาเพื่อผู้บริหารองค์กรระดับจัดการ (Manager Level) ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการฝ่ายภาพลักษณ์องค์กร ผู้จัดการทั่วไป ที่ต้องพบปะกับสาธารณชน และ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนองค์กรในการสื่อสาร

โดยหลักสูตรที่ได้ออกแบบมานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อการปลุกศักยภาพพร้อมการติดอาวุธให้ผู้บริหารได้ให้มีความมั่นใจและเครื่องมือที่จำเป็นในการรับมือกับทุกสถานการณ์การสื่อสารได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งการเรียนรู้ใน 6 ชั่วโมงเต็มนี้จะมีความเข้มข้นทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ตั้งแต่การเรียนรู้จิตวิทยาสื่อและธรรมชาติของสิ่งที่นักข่าวต้องการ พร้อมฝึกใช้ภาษากายและบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือใน 7 วินาทีแรก เรียนรู้เทคนิคการสร้าง Key Message ที่คมชัด เพื่อการสื่อสารที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร

นอกจากนี้ ผู้บริหารที่เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรับมือวิกฤตอย่างมืออาชีพ  พร้อมเข้าใจหลักการสื่อสารในภาวะวิกฤต และ เทคนิคการควบคุมสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น วิธีรับมือกับคำถามที่ยากและคำถามชี้นำต่าง ๆ

อีกหัวใจสำคัญของหลักสูตรอบรมนี้อยู่ที่ “ภาคปฏิบัติ” การฝึกซ้อมหน้ากล้อง (On-Camera Workshop) ในสถานการณ์การให้สัมภาษณ์และสื่อสารกับสาธารณะ โดยวิทยากรมืออาชีพ ดร. วีรชน นรานุต รองโฆษกกองทัพอากาศ และ ผู้ดำเนินรายการ “รักเมืองไทย” ช่อง TNN ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและมีประสบการณ์การทำงานด้านสื่อสารในภาวะวิกฤตของหน่วยงานสำคัญของประเทศ

“เทคนิคการสื่อสาร ไม่ใช่แค่การพูด แต่รวมการแสดงออกภายนอก สีหน้า ท่าทาง  การใช้มือในการสื่อสาร ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะบอก เช่น ยิ้ม หรือ ยกมือมากจนเกินไปในขณะที่สื่อสารด้านความปลอดภัยและกรณีที่เกิดความสูญเสีย เป็นต้น ซึ่งตอนเวิร์คชอปจะมีวิทยากรทำหน้าที่จำลองเป็นผู้สัมภาษณ์ที่จะทำให้เห็นว่าการรับมือนั้นต้องพัฒนาในจุดใดบ้าง นอกจากการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารแล้วผู้บริหารที่เข้าร่วมอบรมยังได้ทำความรู้จักกับคอนเนคชั่นใหม่ ๆ กับผู้บริหารองค์กรที่ร่วมอบรมด้วย” 

การสื่อสารที่รวดเร็ว ชัดเจน ควรอยู่ที่ไม่เกินกว่า 1 ชั่วโมง หลังเกิดปัญหาพร้อมการแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ เพื่อลดแรงต้านจะช่วยลดสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักให้พลิกกลับมาอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการป้องกันความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร

ทั้งหมดที่กล่าวมา “การสื่อสารในภาวะวิกฤต” เป็นศาสตร์ และศิลป์ที่เรียนรู้และฝึกฝน ซึ่งในคอร์สที่เปิดสอนนี้จะเข้มข้นทั้ง ภาคทฤษฎี และปฏิบัตินี้ โดยสิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้กลับไปคือ ทักษะและประสบการณ์ใหม่ พร้อมเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่เป็นเช็คลิสต์เวลาตอบคำถาม

ที่ผ่านมา บทบาทของวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT)  มีการทำงานอย่างใกล้ชิดในองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการบินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้พัฒนาคอร์สอบรมในรูปแบบของ “เทรนด์ เดอะ เทรนเนอร์” อบรมผู้สอนเพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับบุคลากรในหน่วยงาน  

เตรียมพร้อมรับมือความท้าทาย และสื่อสารในภาวะวิกฤตได้อย่างมืออาชีพ ใน 6 ชั่วโมงเต็ม (09:00 - 16:00 น.) วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น โดย วิทยากรมืออาชีพ ดร. วีรชน นรานุต ลงทะเบียนออนไลน์ https://forms.gle/Gj4F1F9YGB9zMN7TA  หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 061-863-7991 LINE: @daa_dpu  https://lin.ee/hHrcpYa Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  และเว็บไซต์ https://www.daatraining.com

จับมือเซียนธุรกิจปลุกกระแส ผปก.ยุคใหม่ สู้วิกฤต ชี้ชัด! ‘รสชาติ-ขายใคร’ คือ กุญแจความสำเร็จ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ตอบรับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล เปิดรับสมัครเรียนการบัญชีมหาบัณฑิตและบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ปีการศึกษา 2568 เน้นการอัพสกิลผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถรอบด้าน พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสู่ภาคธุรกิจ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้

ดร.อริสรา ธานีรณานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า หลักสูตรปริญญาโทการบัญชีมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้สามารถวิเคราะห์ งบการเงิน และวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือมีการเพิ่มทักษะของผู้บริหาร รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายงาน และคาดการณ์ธุรกิจ รวมถึงการเรียนรู้ด้าน Big Data และ Data Analytics นอกจากนี้ หลักสูตรยังให้ความสำคัญกับการบัญชีเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก ครอบคลุมประเด็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการคำนวณต้นทุนคาร์บอนเครดิตในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของวิชาชีพบัญชีในบริบทของยุคสมัย

"จุดเด่นของหลักสูตรการบัญชีมหาบัณฑิต คือ ใช้เวลาเรียน Coursework เพียง 1 ปี เรียนเฉพาะวันอาทิตย์ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำวุฒิการศึกษาไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเนื้อหายังคงเข้มข้น และเรายังมีการปรับพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่ได้จบสาขาบัญชีโดยตรง นอกจากนี้ หลักสูตรนี้เน้นการเรียนการบัญชีดิจิทัลและพัฒนาทักษะ 10 ด้านใน 10 รายวิชา อาทิ การวางแผนบัญชี เทคโนโลยีสำหรับวิชาชีพบัญชี การบริหารความเสี่ยงในองค์กร การบัญชีเพื่อความยั่งยืน โดยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งเจ้าของกิจการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานบริษัท ที่ต้องการอัพสกิลความรู้ด้านบัญชีดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ” ดร.อริสรา กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ปิยะวิทย์ ทิพรส ผู้อำนวยการหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า หลักสูตร MBA ของ DPU เปิดสอนมากว่า 40 ปี มีจุดเด่นคือมุ่งเน้นการสร้างวิธีคิดแบบผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล (Entrepreneurial Mindset) และเสริมแนวคิดด้าน ESG ซึ่งประกอบด้วย Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) รวมถึง SDGs (Sustainable Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังรองรับการเรียน 3 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ และจีน มีการบูรณาการภาคทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านการจำลองโมเดลทางธุรกิจและกรณีศึกษาจริง ที่สำคัญอาจารย์ผู้สอนมีความเชี่ยวชาญ การันตีจากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับชาติและนานาชาติ โดยสามารถเรียนจบได้ภายใน 1.8 ปี และเลือกเรียนได้ทั้งวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

“ผู้เรียนส่วนใหญ่มาจาก 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ พนักงานบริษัท พนักงานรัฐวิสาหกิจและข้าราชการ เจ้าของธุรกิจ และนักศึกษาจบใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เข้ารับการศึกษา จะได้รับองค์ความรู้ใน 3 ศาสตร์หลักอันเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ การบริหารจัดการ การตลาดดิจิทัล และการเงิน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งทางด้านการยกระดับทักษะและการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อส่งเสริมการเติบโตของกิจการ ในส่วนของพนักงานบริษัท วุฒิการศึกษาที่ได้รับมีความเป็นสากล สามารถต่อยอดการปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาท หรือสามารถนำความรู้ด้านการบริหารไปใช้ในการประกอบธุรกิจส่วนตัวได้

อีกทั้งยังเป็นคุณสมบัติที่ได้รับการยอมรับในการสมัครเข้ารับราชการ เนื่องจากหลักสูตรมีความครอบคลุมและเปิดกว้างสำหรับทุกตำแหน่งงาน นอกจากนี้ หลักสูตร MBA ในปัจจุบันยังได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน โดยเฉพาะในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และมีการสอนการประยุกต์ใช้ AI ในบริบททางธุรกิจด้วย" ผศ.ดร.ปิยะวิทย์ กล่าวในตอนท้าย

หลักสูตรปริญญาโททั้ง 2 หลักสูตรเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ โดยมีทุนส่วนลดพิเศษ 20% สำหรับผู้ที่สมัครเรียนภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/course/profile/profile-master-of-accountancy-program-in-accountancy   และ https://www.dpu.ac.th/th/course/profile/profile-master-of-business-administration-program-in-business-administration

Page 1 of 18
X

Right Click

No right click