January 22, 2026

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส มุ่งมั่นในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนผ่านแนวคิด “OR เติมโอกาส” ร่วมแสดงศักยภาพในงาน Sustainable Spark by PTT Group 2026 ณ สยามพารากอน นำเสนอกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ที่ไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่แฝงนวัตกรรมไว้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้แก่ผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่ง

1. EV Station PluZ: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสังคมคาร์บอนต่ำ

มุ่งมั่นขยายเครือข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมการเดินทางทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและส่งเสริมการเดินทางที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันเปิดให้บริการจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแล้วกว่า 1,300 แห่ง พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ที่ช่วยในการวางแผนเดินทางและจัดการการชาร์จได้อย่างสะดวก สบาย นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ Business Matching เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่มียานยนต์ไฟฟ้าและต้องการใช้งานสถานีชาร์จสาธารณะ หรือติดตั้งเครื่องชาร์จใช้งานภายในพื่นที่องค์กร รวมถึงเจ้าของพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สามารถร่วมขยายเครือข่ายพลังงานสะอาดไปด้วยกัน

2. blueplus+: นิยามใหม่ของสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

เปลี่ยนผ่านจากบัตรสมาชิกแบบเดิมสู่ Digital Lifestyle Platform ที่เชื่อมโยงทุกแบรนด์ในเครือ OR เช่น PTT Station, Café Amazon, FIT Auto, ก๊าซหุงต้ม ปตท., blueplus+ wallet เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้ Data Intelligence มอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นที่ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการใช้จ่าย การสะสมคะแนนและแลกสิทธิประโยชน์เป็นเรื่องที่คุ้มค่าและสะดวกสบายผ่านสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว และเปิดตัว Feature ใหม่ล่าสุด แลกคะแนน blue point แทนเงินสด กด Redeem ในแอปพลิเคชัน ได้ทันที ผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิก blueplus+ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ และเว็บไซต์ www.blueplus.com

3. PTT Lubricants: นวัตกรรม Automate Storage and Retrieval System

นำเสนอความล้ำสมัยของ PTT Lubricants Distribution Center ศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะพื้นที่กว่า 24,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด Smart factory Smart Supply Chain โดยการนำเทคโนโลยี Digital เชื่อมโยงตลอดทั้ง Supply Chain และเทคโนโลยี Automated Storage and Retrieval System (ASRS) มาช่วยบริหารจัดการผลิตภัณฑ์หล่อลื่น เป็นไปอย่างมีประสทธิภาพตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สามารถจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 12,000 พาเลท จัดจ่ายสินค้าได้สูงสุด 263 ล้านลิตรต่อปี ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ (99.99%)  สอดคล้องกับแนวคิด "The Moving Innovation" และเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานหล่อลื่น ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ OR ไม่เพียงแต่นำเสนอเทคโนโลยี แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการนำ “จุดแข็งและขีดความสามารถ” มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าแก่สังคม พร้อมร่วมมือกับ คู่ค้า และพันธมิตร เพื่อสร้างการเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน

OR เชื่อมั่นว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนเติบโตไปพร้อมกัน เราจึงพร้อมเปิดรับทุกโอกาสในการสร้างความร่วมมือ ทั้งบน Physical และ Digital Platform เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศแห่งความยั่งยืนนี้ให้ขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่สิ้นสุด และมุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และการเดินทางสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ยกระดับประสบการณ์ประกันภัยรูปแบบใหม่ในสถานีบริการน้ำมัน

“บัตรบลูเครดิตการ์ด (Blue Credit Card)” บัตรเครดิตร่วมระหว่างธนาคารกสิกรไทย กับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพิ่มความคุ้มค่า 2 ต่อ เมื่อเติมน้ำมัน ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชัน  และจ่ายด้วยบัตรบลูเครดิตการ์ด

คุ้ม 1 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 4%* โดยไม่ต้องใช้คะแนนแลก

  • เติมน้ำมันครบ 700 - 999 บาท /เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 3% (สูงสุด 21 บาท/เซลล์สลิป)
  • เติมน้ำมันครบ 1,000 บาทขึ้นไป /เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 4% (สูงสุด 40 บาท/เซลล์สลิป)

(จำกัด 3 สิทธิ/ท่าน/เดือน รวมสูงสุด 120 บาท/ท่าน/เดือน)

คุ้ม 2 ใช้คะแนนสะสม K Point ทุก 500 คะแนน แลกรับส่วนลดค่าน้ำมัน 100 บาท

ลงทะเบียนรับสิทธิ์เครดิตเงินคืนก่อนใช้จ่ายด้วยบัตรบลูเครดิตการ์ดครั้งแรก เพียงครั้งเดียว โดยส่ง SMS พิมพ์ BLCB เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตร 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4545888 (ค่าบริการขึ้นกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ) หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ที่ www.kasikornbank.com/k_bluepromo เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ผู้ถือบัตรยังสามารถรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ในการใช้จ่ายจากบัตรบลูเครดิตการ์ด* ได้แก่

  • คะแนนสะสม K Point ทุก 500 คะแนน แลกส่วนลดค่าน้ำมัน 100 บาทที่ สถานีบริการ พีทีที สเตชัน
  • คะแนนสะสม K Point ทุก 100 คะแนน แลกรับส่วนลด 20 บาท ที่ร้านค้าในเครือโออาร์ที่ร่วมรายการ
  • รับคะแนนสะสมทั้ง K Point และคะแนนสะสม blueplus+ เมื่อใช้จ่ายที่ร้านค้าในเครือโออาร์ที่ร่วมรายการ
  • สิทธิ์แลกคะแนนสะสม K Point 1,500 คะแนน สำหรับใช้บริการพื้นที่พักผ่อนก่อนขึ้นเครื่องที่ K Point KLUB ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ วงเงินสูงสุด 200,000 บาท

ผู้สนใจสามารถสมัครบัตรบลูเครดิตการ์ด ได้ผ่าน K PLUS, เว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา *ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ www.kasikornbank.com/k_bluepromo

*ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ปตท. ประกาศอัตราดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้อายุ 7 ปี ที่ 2.50% ต่อปี และหุ้นกู้ Young Saver Bond อายุ 3 ปี ที่ 2.10% ต่อปี โดยการเสนอขายจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกระหว่างวันที่ 5 - 8 กันยายน 2568 สำหรับหุ้นกู้อายุ 3 ปี เฉพาะนักลงทุนรุ่นเริ่มออม และหุ้นกู้อายุ 7 ปี เฉพาะผู้ถือหุ้นกู้เดิมที่ได้รับสิทธิ และช่วงที่สองระหว่างวันที่ 10 - 11 กันยายน 2568 เสนอขายหุ้นกู้อายุ 7 ปี ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป ผ่าน 6 สถาบันการเงินชั้นนำ

ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนโครงการเพื่อสังคมต่างๆ อาทิ การพัฒนาการเกษตรและทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายสินค้าชุมชน และช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด สะท้อนการให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม มั่นใจได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุน ด้วยอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ AAA(tha) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับตราสารหนี้ที่ออกในประเทศไทย สะท้อนความเสี่ยงต่ำ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ด้วยการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งและฐานะการเงินที่มั่นคง มั่นใจว่าการเสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้อายุ 7 ปี ที่ 2.50% ต่อปี และหุ้นกู้ Young Saver Bond อายุ 3 ปีที่ 2.10% ต่อปี จะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่มีความมั่นคง มีศักยภาพและโอกาสในการเติบโต รวมถึงดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ด้วยผลตอบแทนที่เหมาะสม นอกจากนี้ ปตท. ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสการลงทุน ด้วยการเสนอขายหุ้นกู้อายุ 3 ปี Young Saver Bond ให้แก่นักลงทุนรุ่นเริ่มออม (Young Saver) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยเล็งเห็นว่า นักลงทุนรุ่นใหม่จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่มีส่วนขับเคลื่อนกลไกตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศในอนาคต และหวังว่า หุ้นกู้ ปตท. จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างประสบการณ์ด้านการลงทุนที่ดีให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้

ปตท. เป็นบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทย มีธุรกิจที่ดำเนินการเอง ได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม เช่น ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจ ปิโตรเคมีและการกลั่น ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปการ รวมถึงธุรกิจให้บริการ โดยมีนโยบายที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ "ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้สนใจจองซื้อหุ้นกู้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สามารถจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท โดยสามารถติดตามรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนการเสนอขายได้ที่ www.sec.or.th หรือสอบถามข้อมูลผ่านสถาบันการเงินผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่าย

โรงไฟฟ้า BLCP เดินหน้าพันธกิจหลักพัฒนานวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนต่อทุกภาคส่วน ล่าสุดประกาศความสำเร็จโครงการศึกษาการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำเป็นเชื้อเพลิงร่วมถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (METI) ถือเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกของอาเซียนและลำดับ 3 ของเอเชีย พร้อมจับมือ ปตท. ในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำเพื่อผลิตไฟ 5 แสน–1 ล้านตันต่อปี เพื่อช่วยลดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด กล่าวถึง ภาพรวมของธุรกิจโรงไฟฟ้าและทิศทางการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า BLCP ว่า โรงไฟฟ้า BLCP เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ (IPP) มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 1,434 เมกะวัตต์ จากหน่วยผลิต 2 หน่วย โดยไฟฟ้าที่ผลิตจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งพันธกิจหลักขององค์กรครอบคลุมทั้งด้านการสร้างเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (System Stability) รักษาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมทั้งดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

เป้าหมายดังกล่าวถูกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเลือกถ่านหินทูมินัสคุณภาพสูงมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยนำเข้าจากออสเตรเลียปีละประมาณ 3.6 ล้านตัน ร่วมกับระบบเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด ไม่ว่าจะเป็นระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) ระบบดักจับฝุ่นไฟฟ้าสถิต (ESP) พร้อมการดูแลและการพัฒนาประสิทธิภาพในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมเทคโนยีสมัยใหม่ ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่น การลดการใช้น้ำจืดในกระบวนการผลิต การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและนำน้ำที่บำบัดแล้วหมุนเวียนมาใช้ใหม่ การควบคุมการปล่อยมลพิษที่ได้มาตรฐานตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ฯลฯ ส่งผลให้การใช้เชื้อเพลิงลดลง ของเสียจากการผลิตลดลง ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชนมากขึ้น

ส่วนความสำคัญและบทบาทของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้น ถือว่ายังคงมีความจำเป็นต่อบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไทย ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานอื่นที่ปัจจุบันยังมีต้นทุนการผลิตและการลงทุนที่สูงอยู่มาก ซึ่งต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า BLCP นั้น เฉลี่ยไม่ถึง 2 บาท เพราะถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น หาได้ง่ายและมีปริมาณมาก ทำให้เมื่อนำต้นทุนการผลิตไปคำนวณเป็นค่าเอฟทีแล้ว สามารถรักษาเสถียรภาพของค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงจนเกินไปจนเกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากหน้าที่สำคัญในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้ดีที่สุดแล้ว โรงไฟฟ้า BLCP ยังมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชนและบริษัทชั้นนำของไทย

และต่างประเทศ อาทิ เจร่า (JERA) หนึ่งในบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศญี่ปุ่น, Mitsubishi Corporation และ Mitsubishi Heavy Industries, Chiyoda Corporation, Algae Bio, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฯลฯ ซึ่งโครงการความร่วมมือนั้น ครอบคลุมในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า การลดมลพิษ การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและโครงการที่สนับสนุนการสร้างความยั่งยืนตามแนวทาง ESG Model

ล่าสุดโรงไฟฟ้า BLCP ได้มีการจับมือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ สำหรับเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้าของ BLCP โดยเป็นผลต่อเนื่องจากการศึกษาถึงโอกาสในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ สำหรับเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้าถ่านหินของ BLCP เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมกันเพื่อศึกษาตลาดแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ เจรจากับผู้ผลิตและผลักดันกับทางภาครัฐให้แอมโมเนียใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ซึ่งบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมการร่วมกันศึกษาและประเมินศักยภาพของโครงการตั้งแต่ขั้นตอนการสาธิต (Demonstration) จนถึงการพัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ (Commercialization) ถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งการศึกษาการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำมาเป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้านั้น โรงไฟฟ้า BLCP นับเป็นแห่งแรกของอาเซียนและเป็นลำดับที่ 3 ของเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลี

โดยผลดีของการนำแอมโมเนียคาร์บอนต่ำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมนั้น ทำให้การผลิตไฟฟ้าสะอาดขึ้น ช่วยลดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) โดยชนิดของแอมโมเนียคาร์บอนต่ำที่นำมาใช้นั้นเป็นแอมโมเนียสีน้ำเงิน (Blue Ammonia) ที่ดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปกักเก็บเพื่อใช้ประโยชน์อื่น โดยไม่ปล่อยออกสู่อากาศ ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นโรงไฟฟ้า BLCP จะใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำร่วมในการผลิตที่ 5 แสน – 1 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะช่วยลดการใช้ถ่านหินลงได้ประมาณ 5-20%

สำหรับโครงการศึกษาการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำมาเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า BLCP นั้น เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยเป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนาร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งโรงไฟฟ้า BLCP, บ้านปู, เอ็กโก, เจร่า (JERA), Mitsubishi Corporation, Mitsubishi Heavy Industries ภายใต้ทุนสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (METI) ที่นอกจากจะสนับสนุนโครงการศึกษาการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำแล้ว ยังให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ของโรงไฟฟ้า BLCP อาทิ โครงการนำคาร์บอนไดออกไซด์กลับมาใช้ โครงการใช้จุลสาหร่ายในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดำเนินการร่วมกับ Algal Bio ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลสาหร่ายระดับโลก จากประเทศญี่ปุ่น และอีกหลายโครงการในอนาคตอีกด้วย

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี - BLCP Power Limited

Page 1 of 4
X

Right Click

No right click