January 28, 2026

นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ให้เกียรติร่วมงานเปิดตัว APAC Regional Academy ศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแห่งแรกในประเทศไทย โดย Teoxane ผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ณ อาคาร One Bangkok Tower 4 ชั้น 12 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 โดยมีผู้บริหารระดับโลกของ Teoxane และพันธมิตรจากทั่วภูมิภาคเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

การเปิดตัว APAC Regional Academy ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์เวชศาสตร์ความงาม แต่สะท้อน ปรัชญาหลักของ Teoxane และ BJC ที่เชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง จะสร้างคุณค่าสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ Training Center จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ในภูมิภาค APAC เพื่อยกระดับทั้ง มาตรฐานวิชาชีพ ความปลอดภัยของผู้รับบริการ และผลลัพธ์ทางคลินิกในระยะยาว

APAC Regional Academy ได้รับการออกแบบให้เป็น Center of Excellence ด้านการเรียนรู้และฝึกอบรมทางคลินิก ครอบคลุมตั้งแต่ หลักสูตรที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์ (Science-based Education) การฝึกปฏิบัติจริงแบบ Hands-on Training และ การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคนิค และ Best Practices จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้แพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพด้านเวชศาสตร์ความงามที่ได้รับใบอนุญาต สามารถนำผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมไปใช้ได้อย่าง ถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้รับบริการ

 

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เปิดเผยรายได้รวมในไตรมาส 4/67 เท่ากับ 44,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,070 ล้านบาทจากปีก่อน กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,878 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 16.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตขึ้นอยู่ที่ 1,644 ล้านบาท เติบโตขึ้น 0.4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายที่เติบโตขึ้น และความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มสินค้าและบริการ รวมไปถึงการจัดทำโครงการลดต้นทุนต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ มียอดขายของกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ ในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 6,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สำหรับยอดขายกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ประจำปี 2567 อยู่ที่ 25,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 354 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของบรรจุภัณฑ์กระป๋อง อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 21.3% เพิ่มขึ้น 75 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นมาจากทั้งกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์กระป๋อง เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ลดลงของทั้งโซดาแอชและเศษแก้ว รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุน และ Product Mix ที่เหมาะสมขึ้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ของกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 15.8% เพิ่มขึ้น 102 bps เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น

กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค มียอดขาย ในไตรมาส 4/67 ของกลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 5,266 ล้านบาท ลดลง 80 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.5% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ส่วนตัวยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภคในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 20.4% เพิ่มขึ้น 188 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากต้นทุนมันฝรั่งที่ลดลง Product Mix ที่เหมาะสมขึ้น และโครงการลดต้นทุนต่างๆ ในขณะที่อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 10.9% เพิ่มขึ้น 192 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค มียอดขายของกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค ในไตรมาส 4/67 กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค อยู่ที่ 2,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายกลุ่มเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการออกสินค้าใหม่ และได้รับประโยชน์จากงบประมาณของภาครัฐ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิคในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 34.1% เพิ่มขึ้น 221 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จาก Product Mix ที่ดีขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 18.5% เพิ่มขึ้น 719 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายและกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง

กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ มียอดขายกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ ในไตรมาส 4/67 รายได้รวมในกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ 30,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 829 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 26,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 830 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.2% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิมในไตรมาสอยู่ที่ 2.2% (1.5% เมื่อไม่รวมยอดขายสินค้าบีทูบี) ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในหมวดสินค้าอาหารสด (Fresh Food) และผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในหมวดสินค้าอาหารแห้ง (Dry Food) ในระหว่างไตรมาส ขณะที่รายได้อื่นอยู่ที่ 3,211 ล้านบาท ลดลง 57 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้ค่าเช่าและการให้บริการ โดยรายได้รวมในกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ประจำปี 2567 อยู่ที่ 116,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,264 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.0% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 103,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,434 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเปิดสาขาที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ การเติบโตของยอดขายต่อสาขาเดิมลดลง 0.8% (0.02% เมื่อไม่รวมยอดขายสินค้าบีทูบี) ในขณะเดียวกันรายได้อื่นอยู่ที่ 12,737 ล้านบาท ลดลง 203 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้ค่าเช่าและการให้บริการและรายได้อื่น

กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/67 โดยได้เปิดบิ๊กซี ฟู้ดเพลสจำนวน 4 สาขา บิ๊กซี มินิจำนวน 16 สาขา (รวมบิ๊กซี มินิจำนวน 2 สาขาในประเทศกัมพูชา) ร้านขายยาเพรียวจำนวน 3 สาขา ตลาด Open-air จำนวน 1 สาขา ร้านกาแฟวาวีจำนวน 1 สาขา และร้านหนังสือเอเซียบุ๊คส์จำนวน 1 สาขา และในระหว่างไตรมาสมีการปิดบิ๊กซิ ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่กำลังจะหมดสัญญาเช่าจำนวน 1 สาขา ได้แก่ บิ๊กซี ราษฎ์บูรณะ โดยหลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว บริษัทได้ตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญาเช่าของร้านค้าสาขาดังกล่าว เนื่องจากบริษัทมีสาขาอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถรองรับลูกค้าได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้บริษัทได้ปิดบิ๊กซี มาร์เก็ตจำนวน 1 สาขา บิ๊กซี มินิจำนวน 2 สาขา บิ๊กซี ฮ่องกงจำนวน 3 สาขา ร้านขายยาเพรียวจำนวน 2 สาขา และร้านกาแฟวาวีจำนวน 4 สาขา ส่งผลให้เครือข่ายร้านค้าของบริษัทมีร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 155 สาขา (รวมบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์จำนวน 1 สาขาในประเทศกัมพูชา และ 1 สาขาในประเทศลาว) ร้านค้าขนาดซูเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 52 สาขา (บิ๊กซี มาร์เก็ตจำนวน 34 สาขา และบิ๊กซี ฟู้ดเพลสจำนวน 16 สาขาในประเทศไทย และ 2 สาขาในประเทศกัมพูชา) ร้านค้าบิ๊กซี ฮ่องกงจำนวน 14 สาขา ร้านค้าบิ๊กซี มินิจำนวน 1,616 สาขา (รวมสาขาแฟรนไชส์ในประเทศไทยจำนวน 77 สาขา และบิ๊กซี มินิจำนวน 18 สาขาในประเทศกัมพูชา) บิ๊กซี ดีโป้จำนวน 11 สาขา บิ๊กซี ฟู้ดเซอร์วิสจำนวน 7 สาขา ตลาด Open-Air จำนวน 9 สาขา ร้านขายยาเพรียวจำนวน 146 สาขา ร้านกาแฟวาวีจำนวน 43 สาขา ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์จำนวน 69 สาขา ในขณะที่เครือข่ายร้านค้าโดนใจมีจำนวน 10,773 สาขา ณ สิ้นปี 2567 และแพลตฟอร์ม Omnichannel ของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจำนวนการดาวน์โหลดแอป Big C PLUS ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้นผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทและแพลตฟอร์มอื่น (3rd party) ในปี 2567

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจอย่างมั่นคง ด้วยวิสัยทัศขององค์กรที่ตั้งเป้าหมาย เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ เพื่อร่วมสร้างให้สังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์เพื่อเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

“บีเจซี” เผยผลประกอบการไตรมาสสุดท้าย ปี 2566 มีกำไรสุทธิรวม 1,638 ล้านบาท จากต้นทุนหลักของธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวลดลงและโครงการเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน รวมถึงยอดขายที่เติบโตขึ้นของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เปิดเผยรายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 4 ปี 2566 เท่ากับ 39,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 721 ล้านบาท จากปีก่อน โดดเด่นมาจากกลุ่มสินค้าและบริการค้าปลีกสมัยใหม่ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทในไตรมาส 4/66 เท่ากับ 1,638 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 ล้านบาท จากปีก่อน

กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ รายงานยอดขายในไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 6,650 ล้านบาท ยอดขายแก้วเติบโตขึ้น ส่วนยอดขายของกลุ่มบรรจุภัณฑ์กระป๋องลดลง โดยมีกำไรสุทธิรวมที่ 564 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากปีก่อนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ลดลงและโครงการลดต้นทุน

กลุ่มสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค รายงานยอดขายในไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 5,346 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 381 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 151 ล้านบาท จากปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ สาเหตุหลักจากต้นทุนน้ำมันปาล์ม ต้นทุนเยื่อกระดาษ ต้นทุนสาธารณูปโภคและค่าขนส่งที่ลดลง รวมไปถึงการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น

กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค รายงานยอดขายในไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 2,158 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 816 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์มียอดขายเพิ่มขึ้นจากสินค้ากลุ่มความงามและยาโรคไต และฝ่ายการแพทย์มียอดขายลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากปีงบประมาณที่ล่าช้า

กลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ รายงานรายได้รวมในไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 26,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 766 ล้านบาท โดยมาจากรายได้จากการขายสินค้าเท่ากับ 26,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 819 ล้านบาท จากปีก่อน เป็นผลมาจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น และมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,096 ล้านบาท จากการบริหารสต็อกสินค้าที่ดี และค่าใช้จ่ายในห่วงโซ่อุปทานที่ลดลงเนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจยังเดินหน้าขยายสาขาทุกรูปแบบทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์ม Omnichannel บริษัทได้ร่วมมือกับ Robinhood อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าบิ๊กซีใน Robinhood Mart พร้อมจัดส่งให้กับลูกค้าในกรุงเทพอีกด้วย

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจอย่างมั่นคง ด้วยวิสัยทัศขององค์กรที่ตั้งเป้าหมาย เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ เพื่อร่วมสร้างให้สังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์เพื่อเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

บริษัท อุตสาหกรรมทําเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน) (TGI) และบริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด (TBC) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋องอะลูมิเนียมชั้นนำในกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) ประสบความสำเร็จในการได้รับคัดเลือกเป็นบริษัทนำร่องกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ผ่านการตรวจประเมินและได้รับใบรับรองมาตรฐานระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับองค์กร (มตช. 2 เล่ม 2 - 2564) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้นภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบการตรวจสอบและรับรองระบบการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียนองค์กร เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน”

สำหรับการมอบใบรับรองมาตรฐานดังกล่าว จัดขึ้นภายในงานแถลงข่าว CIRCULAR ECONOMY: From Policy to Practice for Business Organizations เพื่อเผยแพร่ความสำเร็จของโครงการวิจัยของ บพข. ซึ่งดำเนินการโดย ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (วีกรีน) คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ วีกรีน เป็นหัวหน้าโครงการ ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับชาติสู่การประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี โดย นางฐาปณี  - นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย คุณสุวรรณี ภู่นภานนท์ ผู้จัดการใหญ่ธุรกิจสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ร่วมกับ บริษัท Teoxane  ผู้นำด้านการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม ผลิตและจำหน่ายสารเติมเต็ม (HA Filler) จากสวิสเซอร์แลนด์ ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Teosyal (HA filler) จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ผ่านการรับรองจากอย.ประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.FDA) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของฟิลเลอร์ที่มีความพิเศษด้วยเทคโนโลยี RHA (Resilient hyaluronic acid) มีคุณสมบัติ dynamic movement เติมเต็มผิวและใบหน้าให้สวยดูมีมิติ และเป็นธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดจำหน่ายโดย บริษัท คอสม่า เมดิคอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบีเจซี

ภายในงานได้รับเกียรติจาก .ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา, Dr.Tseng Fang-Wen จาก Taiwan, Dr. Raymond WU จาก Hongkong ร่วมแชร์ประสบการณ์และนวัตกรรมความงาม และคุณหมอจากคลินิกความงามชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมพบกับโชว์พิเศษจากนักร้องหนุ่มเสียงดี “ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ” มาร่วมร้องเพลงสร้างสีสันในงาน ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

Page 1 of 2
X

Right Click

No right click