January 20, 2026

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับมอบเก้าอี้รักษ์โลก ในโครงการความร่วมมือสร้างเมืองต้นแบบ “ไม่เทรวม” ระหว่าง กทม. และเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน โดยมี นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ SCGC เป็นผู้มอบ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยเบื้องต้นได้ส่งมอบเก้าอี้รักษ์โลก จำนวน 150 ตัว ซึ่งได้ผลิตตามปริมาณพลาสติกใช้แล้วที่ประชาชนร่วมกันคัดแยกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ “ไม่เทรวม” นั่นคือ การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และจัดการอย่างถูกวิธี โดยความร่วมมือครั้งนี้ ช่วยลดปริมาณพลาสติกใช้แล้วถึง 9,000 กิโลกรัม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 17,000 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า หรือเทียบได้กับการปลูกต้นไม้ถึง 770 ต้น ตอกย้ำการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เก้าอี้ 1 ตัว ใช้กล่องข้าวเป็นส่วนประกอบ 200 กล่อง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร มีปริมาณขยะเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ค่าใช้จ่ายในการกำจัดประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานที่เก็บขยะประมาณ 6,000 คน พนักงานกวาดถนนประมาณ 10,000 คน ในขณะที่ กทม. เก็บรายได้ได้เพียงประมาณ 1,600 ล้านบาท/ปี ซึ่งไม่เพียงพอกับค่ากำจัด ดังนั้นการลดและคัดแยกขยะ หรือบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอย่างยั่งยืน แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายสำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ โครงการ ‘ไม่เทรวม’ จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ไม่เทรวม ให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราร่วมมือกันจริงจัง บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วก็สามารถกลับมาเป็นประโยชน์ได้จริง ความร่วมมือกับ SCGC ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และยังช่วยกระตุ้นให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการคัดแยกขยะมากขึ้นด้วย เก้าอี้รักษ์โลกที่ทำจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในพระราชพิธีและกิจกรรมสาธารณะของกรุงเทพมหานครต่อไป”

ด้าน นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ SCGC กล่าวว่า “SCGC ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีรีไซเคิลมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พลาสติกใช้แล้วจากพื้นที่สนามหลวง อาทิ กล่องใส่อาหาร แก้วน้ำ ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล พัฒนาเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง หรือ High Quality PCR PP Resin ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMER โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ SCGC ในการปรับแต่งสูตรให้มีความแข็งแรง ทนทาน เหมาะกับการนำไปผลิตเป็นเก้าอี้รักษ์โลกที่สามารถใช้งานจริง นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบตามแนวทางของกรุงเทพมหานคร SCGC จึงได้สนับสนุนถุงขยะรักษ์โลก ซึ่งผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล จำนวน 17,500 ใบให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปมอบเป็นสิทธิพิเศษแก่สมาชิกโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการลดและคัดแยกขยะ เพื่อการจัดการขยะที่ดี และผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่เมืองน่าอยู่และยั่งยืน”

สำหรับเก้าอี้รักษ์โลกนี้ผลิตจากพลาสติกใช้แล้วที่ประชาชนร่วมกันคัดแยกในกิจกรรมต่าง ๆ ที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น งานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และงานกาชาดประจำปี 2568 เป็นต้น ซึ่งกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริม อำนวยความสะดวก และแนะนำประชาชนผู้เข้าร่วมงานคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางตามแนวทาง “ไม่เทรวม” แยกขยะ เป็น 3 ประเภท เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และจัดการอย่างถูกวิธี ประกอบด้วย ขยะอินทรีย์ สำนักงานเขตพื้นที่นำไปหมักทำปุ๋ย และส่งต่อเกษตรกรเป็นอาหารสัตว์ ขยะทั่วไป เก็บรวบรวมส่งกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ และขยะรีไซเคิลคัดแยกเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เป็นการลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบ และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยนำมาผลิตเป็นเก้าอี้รักษ์โลกด้วยเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงจาก SCGC เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานครต่อไป

เอสซีจีจัดงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ผลักดันการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและกำหนดนโยบาย มุ่งพลิกโฉม SMEs เปลี่ยนอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด เป็น Smart Industry เพิ่ม Productivity 2 เท่า หวังเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้มากกว่า 50% ส่งผลดัน GDP ไทยโต 4-5%

นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน ”Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ซึ่งเอสซีจีและเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดและการดำเนินงาน “Reinvent Thailand” โดยมุ่งหวังที่จะร่วมกันสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน 

“ประเทศไทยเผชิญภาวะวิกฤต GDP โตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ พร้อมทั้งพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง

หัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้น 5 กลยุทธ์ คือ 1. ปกป้องตลาดในประเทศ :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ  2. ขยายการส่งออก : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า 3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) & Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้” 4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น  5. ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน

พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วยโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 - 400,000 ล้านบาท”

“หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมใจกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์เติบโตจาก 35% เป็นมากกว่า 50% ของ GDP และ GDP ไทยจะโต 4-5% ได้จริง” นายชนะ กล่าวในตอนท้าย

SCGP มุ่งเพิ่มศักยภาพขยายตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารตามกลยุทธ์ จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ “Go-Pak International” ในเวียดนาม เพื่อดำเนินธุรกิจส่งออกและทำการตลาดให้กับบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้า รองรับเป้าหมายเติบโตในระยะยาว

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า บริษัทฯ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ล่าสุด ได้จัดตั้ง Go-Pak International Vietnam Company Limited (Go-Pak International) บริษัทย่อยแห่งใหม่ เพื่อเป็นบริษัทประกอบกิจการด้านการค้า (Trading entity) ในประเทศเวียดนาม ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 31.5 ล้านบาท) โดยจะดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายเพื่อการส่งออกและการตลาดของบรรจุภัณฑ์อาหาร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ SCGP

“การจัดตั้ง Go-Pak International จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านบรรจุภัณฑ์ จากการเพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการเสริมศักยภาพการขายข้ามกลุ่มธุรกิจของ SCGP ในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและการบริหารต้นทุน สร้างโอกาสเพิ่มยอดขายมากยิ่งขึ้น และการเติบโตในระยะยาว” นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติม

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ต่อยอดความเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวในภูมิภาคอาเซียน วางกลยุทธ์ให้เวียดนามเป็นเสาหลักที่ 2 รองจากประเทศไทย ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างภายในประเทศ ผสานจุดแข็งด้านแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรมจากไทย เข้ากับศักยภาพด้านการผลิตและโครงสร้างต้นทุนจากเวียดนาม ด้วยฐานการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงของภูมิภาค รับดีมานด์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เสริมความยืดหยุ่นในการทำตลาดอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นผิวที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ดีไซน์ทันสมัยตอบโจทย์การใช้งาน และฟังก์ชันต่างๆที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย  

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “SCGD ให้ความสำคัญกับการเข้าใจผู้บริโภคในแต่ละตลาดอย่างลึกซึ้ง ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อนำมุมมองด้านการอยู่อาศัย การใช้งาน และความคุ้มค่า มาต่อยอดพัฒนาสินค้า บริการและโซลูชันต่างๆ ด้วยการผสานจุดแข็งของไทยและเวียดนาม เพื่อสนับสนุนคู่ค้าให้สามารถตอบโจทย์ตลาดและเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับ PRIME GROUP ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับหนึ่งในเวียดนาม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ SCGD ในการเป็นผู้นำอาเซียน ด้วยกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน (GP) กว่า 19 ล้านตารางเมตรในปี 2568 จากกำลังการผลิตทั้งหมด 80 ล้านตารางเมตร  ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเติบโต PRIME GROUP ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิต GP เป็น 25.6 ล้านตารางเมตรในปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายถึง 45 ล้านตารางเมตร พร้อมรักษาต้นทุนให้แข่งขันกับผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกได้”

เข้าใจผู้บริโภคอาเซียน เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าดีไซน์สวย ตอบโจทย์

พฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน โดยเฉพาะในไทยและเวียดนาม มองหาวัสดุตกแต่งพื้นผิวที่ไม่เพียงมีดีไซน์สวย ทันสมัย แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ทั้งความทนทาน ความคุ้มค่าในระยะยาว สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง การอยู่อาศัยในอาคารชุด หรือการตอบโจทย์ด้านสุขอนามัย และความปลอดภัย ที่สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุเป็นต้น  จากโจทย์สำคัญดังกล่าว SCGD จึงนำมาใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาสินค้าในแต่ละตลาด โดยพัฒนาสินค้าและโซลูชันที่ตอบโจทย์บริบทการอยู่อาศัยของผู้บริโภคอาเซียนในหลากหลายรูปแบบ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและคุณภาพสินค้า และเสริมศักยภาพให้คู่ค้าสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น

ผสานทั้ง 2 เสาหลัก เสริมความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เสาหลักแรก ฐานการผลิตที่ไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรมสินค้าของ SCGD เพื่อยกระดับคุณค่าและตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียน ตัวอย่างเช่น แบรนด์ COTTO ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ห้องน้ำซึ่งผสานดีไซน์ ฟังก์ชันด้านสุขภาพ และความปลอดภัย ให้เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย ขณะที่เสาหลักที่ 2 เวียดนาม โดย PRIME Group บริษัทย่อยในเครือ SCGD รับหน้าที่เป็นฐานการผลิตและกลไกสำคัญในการรองรับความต้องการของตลาดอาเซียนและการส่งออก ด้วยศักยภาพด้านการผลิตและโครงสร้างต้นทุนที่มีความสามารถแข่งขันสูง

ขับเคลื่อน ESG ควบคู่การเติบโตทางธุรกิจ

SCGD สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ผ่านการดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ด้วยระบบ Biomass Gasifier ที่ PRIME รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ SCGD และบริษัทในเครือ สะท้อนผ่านรางวัลและการยอมรับจากหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับสูงสุด 5 ดาว (CGR) และรางวัล ESG Rating ระดับ AA จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน การดูแลพนักงาน และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับสากล เสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและไทยที่ถดถอยชะลอตัว ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาส 3 ปี 2568 กำไรที่ไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีซี และรายการปรับโครงสร้างธุรกิจ774 ล้านบาท ขณะที่มีขาดทุนสำหรับงวด 669 ล้านบาท สำหรับช่วง 9 เดือน ปี 2568 กระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่งที่ 44,511 ล้านบาท คาดการณ์พายุเศรษฐกิจโลกและไทยจะยืดเยื้อจนถึงปี 2569 เร่งเสริมศักยภาพแข่งขันรอบด้านด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ดันปูนคาร์บอนต่ำและเซรามิกเจาะตลาดเวียดนามดีมานด์สูง ขยายพอร์ตสินค้าราคาคุ้มค่า Smart Value คว้าโอกาสจากตลาดช่วงกำลังซื้อชะลอตัว และลดต้นทุนต่อเนื่องด้วย AI-Robotics พร้อมเสริมโซลูชันเพิ่มรายได้ มั่นใจสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกและไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 ได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้า ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า 5%สูงสุดในรอบ 4 ปี กระทบการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศอย่างต่อเนื่องIMF คาดการณ์ GDP โลกปี 2568-2569 ชะลอเหลือ 3.2% และ 3.1% ตามลำดับ ขณะที่ไทยมี GDP ปี 2568 เติบโตเพียง 2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน และปี 2569 อาจชะลอเหลือ 1.6%

“เอสซีจีประเมินว่ามรสุมเศรษฐกิจรอบนี้จะยืดเยื้อและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ จึงเร่งปรับตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งรักษาวินัยทางการเงิน ลดต้นทุน รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อนปรับโครงสร้างธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาสินค้า Smart Value–HVA–กรีน ตอบโจทย์ตลาดทุกระดับ และขยายตลาดใหม่ทำให้มีกระแสเงินสดแกร่ง ผลการดำเนินงานธุรกิจมั่นคง” นายธรรมศักดิ์กล่าวไตรมาส 3 ปี 2568 เอสซีจีสามารถรักษากระแสเงินสด (EBITDA) แข็งแกร่งที่ 14,191 ล้านบาท
มีกำไร 774 ล้านบาท ซึ่งไม่รวม 1) ขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จากเอสซีจีซี (ธุรกิจเคมิคอลส์)1,348 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจาก LSP เวียดนามที่เริ่มดำเนินการผลิตในช่วงแรก

จึงต้องเตรียมสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับตลาด2) รายการปรับโครงสร้างธุรกิจ หากรวม 2 รายการดังกล่าวบริษัทฯ จะมีขาดทุนสำหรับงวด 669 ล้านบาทรายได้จากการขายอยู่ที่ 121,793 ล้านบาท ลดลง 2% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง และรายได้จากการขายที่ลดลงของเอสซีจีพีการดำเนินงานสำคัญรายธุรกิจในไตรมาส 3 ปี 2568 แม้ภาคการก่อสร้างชะลอตัวตามฤดูกาลแต่ธุรกิจซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ มีกำไร 1,583 ล้านบาท ธุรกิจได้ปรับโครงสร้างลดต้นทุน ขยายตลาดปูนคาร์บอนต่ำทั้งในไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เอสซีจี เดคคอร์ กำไร 305 ล้านบาท โดยมี PRIME เวียดนามเป็นฐานการผลิตส่งออกทั่วอาเซียน จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการมุ่งพัฒนาสินค้า HVA และสินค้าเติบโตสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ส่วนเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 60 ล้านบาท ธุรกิจได้เร่งลดต้นทุนโดยใช้ AI -ระบบอัตโนมัติ และการจัดการใช้วัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เอสซีจีซี ขาดทุน 3,999 ล้านบาท ธุรกิจเผชิญส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง แต่ยังรักษากำลังการผลิตระดับได้ 85–90%ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้เล่นในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ โรงงาน LSP ที่เวียดนามเริ่มกลับมาดำเนินงานเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ทำให้เครื่องจักรได้รับการบำรุงรักษาสม่ำเสมอ รักษาฐานลูกค้า บริหารต้นทุนอย่างยืดหยุ่นผ่านการปรับสัดส่วนวัตถุดิบระหว่างโพรเพนและแนฟทาได้ทันทีตามราคาที่เหมาะสมในสถานการณ์ตลาด หากปิดโรงงานระยะยาวจะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและแบกรับต้นทุนการเริ่มต้นใหม่ในอนาคต

เอสซีจีพี กำไร 953 ล้านบาท ซึ่งตลาดบรรจุภัณฑ์อาเซียนฟื้นตัวจากการบริโภคภายในประเทศและภาคการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เสื้อผ้าและรองเท้า ได้รับแรงหนุนจากการเตรียมสินค้าล่วงหน้าสำหรับเทศกาลปลายปี ส่วนด้านราคาเยื่อและกระดาษมีการปรับตัวลง บริษัทฯ จึงเน้นขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผู้บริโภค การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค จัดการต้นทุนและการผลิตที่มีประสิทธิภาพโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็น 38.6% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนปี 2568 มีกระแสเงินสด (EBITDA) 44,511 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไร 17,767 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 159% มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 370,870 ล้านบาท ลดลง 3%

ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา เอสซีจีเดินหน้ามาตรการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่องเงินทุนหมุนเวียนลดลง 21,571 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 32,226 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 193 ล้านบาทคิดเป็น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 4.7 เท่า และมีเงินสดคงเหลือณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 50,662 ล้านบาท สะท้อนผลของการบริหารจัดการที่มีวินัยและรอบคอบแม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและคาดการณ์ยาก เอสซีจีเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์การปรับตัวอย่างทันท่วงทีที่ผ่านมาคือ “ภูมิคุ้มกันที่ถูกทาง” เห็นได้ผลการดำเนินงานและ EBITDA ที่แข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้า 4 กลยุทธ์หลัก เสริมแกร่งธุรกิจ รับมือเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 : รักษาวินัยทางการเงินต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสดที่มั่นคง ใช้เงินทุนหมุนเวียนอย่างระมัดระวังเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงานธุรกิจ ลดต้นทุนด้วย AI & Robotics เช่น เอสซีจี เดคคอร์ นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI เข้ามาช่วยตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ ควบคุมกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้า ลดต้นทุนได้ถึงกว่า 20% ต่อปี เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ใช้ AI และระบบอัตโนมัติจัดการวัตถุดิบ

กลยุทธ์ที่ 2 : รวมศูนย์การผลิตเพื่อลดความซ้ำซ้อน เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ในธุรกิจของเอสซีจีที่ดำเนินงานในอาเซียน บริหารต้นทุนการผลิตและส่งออก เช่น เอสซีจี สมาร์ท ลีฟวิง ควบรวบไลน์ผลิตกระเบื้องหลังคาคอนกรีตที่จังหวัดลำพูน ลดต้นทุนได้ 10 ล้านบาท/ปี

กลยุทธ์ที่ 3 : รุกตลาดเวียดนาม ฐานการผลิตใหม่เพื่อส่งออกตลาดโลกเวียดนามเติบโตโดดเด่น GDP ขยายตัวกว่า 7% จากมาตรการรัฐและการลงทุนต่อเนื่อง เอื้อต่อธุรกิจอสังหาฯ–ก่อสร้าง–บริโภค และมีต้นทุนการผลิตแข่งขันได้ทั้งพลังงาน แรงงาน และโลจิสติกส์ เอสซีจีจึงเร่งขยายฐานในเวียดนามโดยเพิ่มกำลังการผลิตปูนคาร์บอนต่ำ 8,000 ตันต่อวัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป พร้อมขยายการผลิตและส่งออกเซรามิกจากเวียดนามสู่ตลาดโลก ขณะที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (LSP) ปรับแผนการผลิตเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบก๊าซโพรเพน ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันในช่วงที่สภาวะราคาวัตถุดิบผันผวน ส่วนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตามแผน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จ ปลายปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

กลยุทธ์ที่ 4 : ขยายพอร์ตสินค้า บริการ ราคาคุ้มค่า Smart Value – HVA - กรีน
• ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เอสซีจีขยายกลุ่มสินค้าและบริการ Smart Value “คุณภาพดี–ราคาคุ้มค่า” ทั้งกลุ่มสินค้างานโครงสร้างและวัสดุตกแต่ง เช่น ปูนงานโครงสร้างและปูนก่อฉาบ
“ดูร่าวัน” แข็งแรง ใช้งานง่าย, กระเบื้องหลังคาเซรามิก SCG รุ่น “Celica SRA” สำหรับอาคารศาสนสถานและงานดีไซน์พิเศษ, พื้นและประตู “UNIX”, งานเหล็กสำหรับโครงผนัง ฝ้า และหลังคา “TOPSTEEL” และแพคเกจบริการมุงหลังคา “SCG Saver Roof Package” นอกจากนี้ยังมีงานบริการปรับปรุงบ้าน (Home Improvement) จากคิวช่าง อาทิ บริการติดตั้งพื้นไม้ SPC บริการทาสีภายนอก เป็นต้น คาดว่าสินค้ากลุ่มนี้จะได้รับความนิยมสูงในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง

• เร่งเพิ่มกำลังผลิตสินค้ากรีนและสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products-HVA) อาทิ
ปูนคาร์บอนต่ำ ปูนคาร์บอนต่ำ อยู่ระหว่างพัฒนาปูนคาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ Generation 3 ที่ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 38% โดยเตรียมปรับกำลังการผลิต 2 ล้านตัน/ปี ภายในปี 2570 ที่จ.สระบุรี และ CPAC Extra Base Layer นวัตกรรมซ่อม-สร้างถนนลดการยุบตัวและคงตัวทนนานจากการกัดเซาะน้ำ สะพาน UHPC (Ultra High Performance Concrete) สมรรถนะสูง ลดเวลาก่อสร้างได้ถึง 50% 3D Printing Mortar เทคโนโลยีการขึ้นรูปอาคารก่อสร้างที่มีดีไซน์ซับซ้อน ขยายตลาดไปญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย และมาเลเซีย ยกระดับ Roof Installation บริการมุงหลังคาครบวงจรเอสซีจี ด้วย Drone AI ตรวจรอยรั่วหลังคาและวิเคราะห์โครงสร้างแบบ 3 มิติ ช่วยให้ซ่อมแซมรวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำยิ่งขึ้น SCG Comfort Tile กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้นรายแรกในไทย ที่ลดความร้อนสะสมได้ 3–7°C ด้วย HeatSync Technology ให้พื้นเย็น เดินสบาย สุขภัณฑ์ไร้ถังประหยัดน้ำ DUACT และแบบ “เคลือบจากเปลือกไข่–หอย” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นวัตกรรมเม็ดพลาสติกจากเทคโนโลยี SMX ช่วยลดความหนาของผลิตภัณฑ์ลงโดยยังคงความแข็งแรง พัฒนาเป็นสินค้าหลากหลาย เช่น ท่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ฝาขวดน้ำอัดลม ถังบรรจุสารเคมี และบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค นวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิล ทั้งเทคโนโลยีรีไซเคิลเชิงกล และเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์
Food Grade ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISCC PLUS ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังยืดเยื้อ เอสซีจีประเมินว่าความท้าทายจะยังคงต่อเนื่องถึงปีหน้า จากปัจจัย
ที่ยังไม่คลี่คลาย เช่น การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าที่ขยายตัว และค่าเงินบาทที่แข็ง
กว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งยังคงกดดันการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย แม้เผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น แต่เรามั่นใจว่า มาตรการที่ดำเนินมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมานั้นมาถูกทางแล้ว ทั้งการเสริมวินัยทางการเงิน ปรับโครงสร้างธุรกิจ และขยายสู่ตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นฐานสำคัญให้เอสซีจียืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ” นายธรรมศักดิ์กล่าวปิดท้าย

 

 

Page 1 of 64
X

Right Click

No right click