January 22, 2026

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สรุปผลงานเด่นประจำปี พ.ศ. 2568 เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลด้านการบินของประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านความปลอดภัย การรักษาความมั่นคง และการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาคมการบินระหว่างประเทศ และปูทางสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญของปี 2568 คือ การที่ประเทศไทยได้รับการยกระดับกลับสู่สถานะ Category 1 จากการประเมินของ Federal Aviation Administration (FAA) ภายใต้โครงการ IASA ในเดือนเมษายน 2568 หลังจาก CAAT ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างการกำกับดูแล พัฒนากฎหมาย ระเบียบ มาตรฐาน และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของประเทศไทยกลับมา

เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สายการบินของไทยสามารถทำการบินตรงเข้าสหรัฐอเมริกา รวมถึงสามารถเปิดเส้นทางใหม่หรือเพิ่มความถี่เที่ยวบินไปยังประเทศที่ให้ความสำคัญกับผลการประเมินของ FAA เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฮ่องกง เป็นการเพิ่มโอกาสการเดินทางระหว่างประเทศ

CAAT ยังผ่านการตรวจประเมินด้านความปลอดภัยการบินจาก International Civil Aviation Organization (ICAO) ภายใต้โครงการ USOAP – CMA ด้วยคะแนน Effective Implementation (EI) อยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของประเทศไทยที่มีความเป็นระบบ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล

ในด้านการรักษาความความปลอดภัยการบิน CAAT ได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านสำหรับการตรวจประเมิน ICAO USAP ทั้งการทบทวนกฎหมายและมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้าน Security ให้สอดรับกับบริบทความท้าทายด้านความมั่นคงในปัจจุบัน

ในปีเดียวกัน CAAT ได้ดำเนินการอนุญาตและกำกับดูแลการทดสอบทดลองบินอากาศยานไฟฟ้าขึ้นลงทางดิ่ง (eVTOL) ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่มีความปลอดภัยสูง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติ สำหรับการนำเทคโนโลยี Advanced Air Mobility (AAM) มาใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “การทดสอบ eVTOL เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเตรียมระบบกำกับดูแลสำหรับการบินรูปแบบใหม่ CAAT ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินโลกอย่างมั่นคง”

จากความสำเร็จในปี 2568 CAAT เตรียมต่อยอดสู่ปี 2569 ด้วยการเป็นเจ้าภาพร่วมกับ ICAO ขับเคลื่อนการจัดงาน AAM Symposium 2026 ในวันที่ 1-3 ธันวาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นโยบาย และแนวปฏิบัติด้านการบินสมัยใหม่ ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรมจากนานาประเทศ สะท้อนบทบาทของ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่เพียงรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคง แต่ยังพร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบินไทย

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบค่าโดยสารเส้นทางภายในประเทศ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า CAAT ได้ติดตามสถานการณ์ราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงปลายปี และเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณความต้องการเดินทางสูง

บูรณาการข้อมูลการบิน เดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านการบินของประเทศ รองรับการกำกับดูแล นโยบาย ความปลอดภัย

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยนายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน และผู้บริหารระดับสูงของ 8 สายการบินของไทย ได้แก่ สายการบินไทย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินเค-ไมล์ แอร์ สายการบินนกแอร์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ และสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ณ ห้องประชุมพระศิวะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ บันทึกข้อตกลงนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบินของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก และบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของภาคการบินของไทยที่จะสนับสนุนมาตรการสำคัญขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้แก่ มาตรการลดและชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ที่ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการนำร่อง เมื่อปี พ.ศ.2564 นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมการบินของไทยปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าวอีกด้วย

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการทำงานอย่างเข้มแข็งของคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำหนดมาตรการและการสนับสนุนการใช้ SAF ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก CAAT ผู้แทน 8 สายการบิน และ สนข. ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นร่วมกันว่า การส่งเสริมการใช้ SAF ถือเป็นหัวใจหลักในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคการบิน ภายใต้กลไก CORSIA ที่กำหนดให้การใช้ SAF ที่เป็นไปตามมาตรฐานจะถูกนำมาคำนวณเพื่อหักลบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้องทำการชดเชย โดยความร่วมมือนี้จะช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายปณิธานระยะยาวในการลดคาร์บอน (Long Term Global Aspirational Goal: LTAG) เพื่อให้การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

อย่างไรก็ดี CAAT ตระหนักถึงความท้าทายด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากการใช้ SAF ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการดำเนินงานของสายการบิน ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบทางการเงินจากการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม จึงมีการพิจารณาแนวทางการแยกต้นทุนรายการค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Carbon Surcharge) ในเส้นทางบินระหว่างประเทศตามความสมัครใจของสายการบิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2569 ทั้งนี้การแสดงรายการค่าธรรมเนียมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นต้นทุนที่เกิดจากการลดและชดเชยการการปล่อยคาร์บอนของภาคการบินของไทย โดย CAAT จะดำเนินการตรวจสอบความโปร่งใสและให้การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามข้อกำหนดสากล

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “การลงนามความร่วมมือในวันนี้เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้ว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นอุตสาหกรรมการบินสีเขียว (Green Aviation) ผ่านการสร้างความสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงอากาศยานของประเทศ

การใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนตามมาตรฐานสากล แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระบบนิเวศการบินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น CAAT จะเดินหน้าทำงานร่วมกับสายการบิน หน่วยงานรัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Green Aviation ในภูมิภาค”

Page 1 of 2
X

Right Click

No right click