

ในห้องเรียนเล็กๆ กลางหุบเขา เด็กๆ หลายคนเริ่มต้นวันด้วยข้าวร้อนๆ และ “ไข่ดาวฟองหนึ่ง” อาหารง่ายๆ ที่ไม่ใช่แค่เติมพลังให้พร้อมเรียนรู้ แต่คือโอกาสที่เกิดจากความตั้งใจส่งต่อ ผ่าน “ซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” โครงการที่อยู่คู่สังคมไทยมาถึง 37 ปี และยังคงเดินหน้าเพื่อสร้าง “อาหารกลางวันที่ยั่งยืน” ให้เด็กไทยทั่วประเทศ
จุดเริ่มต้นจาก “วิกฤตเงียบ” ของเด็กไทย
ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า เด็กไทยวัยเรียนกว่า 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญภาวะโภชนาการไม่สมดุล ทั้งเตี้ย แคระแกร็น ผอม หรืออ้วนเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลจาก “การเข้าถึงอาหารไม่เท่าเทียม” โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “ความหิว” แต่คือการสูญเสียศักยภาพของชาติในอนาคต

ไข่ไก่...คำตอบของโภชนาการที่ดี
เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) จึงน้อมนำแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมภาวะโภชนาการแก่นักเรียนในถิ่นธุรกันดาร
โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนในชนบท สามารถเลี้ยงไก่ไข่เองได้จริง โดยมีเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือดูแลไก่ไข่ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในโรงเรียน ได้ผลผลิตไข่ไก่สด สะอาด คุณภาพดี สร้าง “ภาวะโภชนการที่ดี” ให้เด็กไทย
โดยมีซีพีเอฟนำความเชี่ยวชาญของบริษัทฯมาใช้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้กับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน พร้อมสนับสนุนโรงเรือน-อุปกรณ์มาตรฐาน แม่พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมส่งนักสัตวบาลให้คำแนะนำและติดตามการเลี้ยงตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง

ทุกฟองที่ได้ไม่เพียงเป็นอาหารกลางวันสดใหม่ ยังกลายเป็น “ห้องเรียนโภชนาการ” ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง
“จากเดิมเด็กนักเรียนบริโภคไข่เฉลี่ยปีละ 156 ฟอง หลังเข้าร่วมโครงการ เพิ่มเป็น 276 ฟองต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 77%”
เลี้ยงไก่ไข่ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง
โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้ไก่ แต่ “ให้ระบบคิด” ผ่านโมเดล “ลงทุนครั้งเดียว โรงเรียนเลี้ยงต่อเนื่อง” โรงเรียนสามารถสร้างรายได้จากการขายไข่และแม่ไก่ปลดในแต่ละรุ่น เกิด “กองทุนหมุนเวียน” มากกว่า 1 แสนบาท ตั้งแต่รุ่นที่ 1 และกองทุนสะสมเติบโตเฉลี่ยรุ่นละกว่า 3 หมื่นบาท เพื่อใช้ซื้อแม่พันธุ์และอาหารรุ่นต่อไปในราคาต้นทุนจากบริษัทฯ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนภายนอกอีก

หลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 47 จ.เพชรบุรี และโรงเรียน ตชด.บ้านป่าหมาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินโครงการต่อเนื่องมากว่า 20–29 ปี จนกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน”
น้องส้มโอ – ด.ญ.วรรณศิริ สุขแสงดาว ชั้นป. 5 โรงเรียน วัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) อ.แหลมงอบ จ.ตราด เล่าว่า ตนเองเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ ป.3 ได้เรียนรู้วิธีเลี้ยงไก่ รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลไก่จนได้ไข่ไก่เป็นอาหารกลางวันให้กับทุกคน ชอบทานไข่ไก่ โดยเฉพาะเมนูไข่พะโล้ ที่ทั้งอร่อยและไข่ก็เป็นโปรตีนที่ดีสำหรับร่างกาย

ผลลัพธ์ที่มากกว่าอาหารกลางวัน
วันนี้ โครงการฯ ขยายครอบคลุม 1,018 โรงเรียน ใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียน 229,673 คน ครู-บุคลากร 17,473 คน และชุมชน 2,690 แห่ง ได้รับประโยชน์ ทั้งด้านอาหาร การศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะผู้พิการ 535 คน ที่มีงานทำจากการจ้างงานโดยซีพีเอฟ เพื่อทำหน้าที่เป็นบุคลากรผู้ช่วยเลี้ยงไก่ไข่ให้แก่โรงเรียนในชุมชนพวกเขาเอง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เท่าเทียมและเอื้ออาทร
เด็กมีอาหารโปรตีนคุณภาพดี โรงเรียนมีรายได้หมุนเวียน ชุมชนได้ไข่ราคาย่อมเยา ประเทศมีบุคลากรคุณภาพในอนาคต พร้อมต่อยอดขยายผลเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
พัฒนาไม่หยุด สู่ยุค ‘เกษตรดิจิทัล’
ซีพีเอฟยังยกระดับโรงเรียนต้นแบบด้วยระบบ IoT และแอปพลิเคชันติดตามผลแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมโรงเรือน วิเคราะห์ประสิทธิภาพการเลี้ยง และควบคุมระบบน้ำ แสง และอุณหภูมิอัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และฝึกเด็กให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ทั้งการเลี้ยงไก่ การจัดการฟาร์ม และการบริหารจัดการผลผลิต ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้ Action Base Learning”

จากโรงเรียนสู่ชุมชน
ทุกโรงเรียนในโครงการไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไข่ แต่เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ การจัดการกองทุน และการบริหารขยะจากมูลไก่สู่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นแบบของ Community Eco-System ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง ที่สำคัญยังเป็น “คลังอาหารชุมชน” ผู้สร้างแหล่งโปรตีนสำคัญให้กับชาวชุมชนได้อย่างแท้จริง
ไข่หนึ่งฟองจากโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่ฯ ไม่ได้เป็นเพียงมื้อเที่ยง แต่นั่นคือ 'หนึ่งฟองจากใจ ซีพี-ซีพีเอฟ เพื่ออนาคตเด็กไทยกินดี โตดี มีคุณค่า' เป็นการลงทุนในพลังสมองและอนาคตของเด็กไทย ที่จะกลายเป็นโมเดลการเลี้ยงไก่ที่สร้างรายได้หมุนเวียน ต่อยอดสู่การฝึกทักษะสู่ชุมชน เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้และขยายผลได้จริง
คลิกชมคลิป >>
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ส่งต่อความห่วงใยแก่ประชาชนช่วงปีใหม่ 2569 ด้วยการสนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นให้จุดบริการประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน “ช่วง 7 วันอันตราย” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

การขับเคลื่อนดังกล่าวครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ ชลบุรี สระบุรี นครราชสีมา ศรีสะเกษ สมุทรสาคร ราชบุรี กำแพงเพชร และสุราษฎร์ธานี โดยมีจิตอาสาซีพีเอฟประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และเสริมความพร้อมของจุดตรวจและด่านชุมชน

นอกจากการช่วยเหลือสังคมแล้ว ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยจัดกิจกรรม “กลับบ้านสุขใจ ขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ” ให้บริการตรวจสภาพรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ทุกเส้นทางกลับบ้าน
ซีพีเอฟ...เคียงข้างสังคมไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข รับศักราชใหม่ด้วยความอุ่นใจและปลอดภัย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดงานคนพิการสากล เพื่อสร้างความตระหนัก ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของ “คนพิการ” ในงานดังกล่าว
พันธมิตรคู่ค้าธุรกิจของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กว่า 500 ราย ร่วมแสดง “พลังแห่งการผนึกกำลัง” ที่ช่วยยกระดับธุรกิจอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในงาน CPF Partner Day 2025
"เพราะทุกก้าวคือพลังแห่งการให้" บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดย ชมรม CPF Running Club สานต่อเจตนารมณ์ “ทำดีเพื่อสังคม” ผ่านกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศล “CP ISAN RUN FOR CHARITY 2025” รวมพลังพันธมิตรและนักวิ่งสายบุญกว่า 1,800 คน ร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” นำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย รวมทั้งสิ้น 903,100 บาท สมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยผู้บริหารจากโรงพยาบาลทั้งสองแห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ นายบุญเสริม เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ด้านบริหารกระบวนการธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ
รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนชาวโคราช รู้สึกชื่นชมและขอบคุณซีพีเอฟที่จัดกิจกรรมดีๆ อย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี กิจกรรมนี้ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพกายและใจของประชาชน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคี และน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน เป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน
“งบสนับสนุนจากกิจกรรมในครั้งนี้ จะถูกนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ถือเป็นพลังจากทุกก้าวของนักวิ่งที่ส่งต่อความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ป่วยในพื้นที่“ ผศ.พญ.นพร อึ้งอาภรณ์ รักษาการแทนผู้อำนวยการ รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าว
ด้าน นพ.ธีรพงศ์ โศภิษฐิกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา เสริมว่า การได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งพลังแห่งความห่วงใยที่ช่วยเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุขไทย และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการบริการอย่างทั่วถึง“10 ปีแห่งการวิ่งเพื่อสังคม” — ซีพีเอฟย้ำหลัก “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน”
นายบุญเสริม กล่าวว่า ซีพีเอฟ จัดกิจกรรม ‘CPF Run for Charity’ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานและประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงควบคู่กับการทำความดีเพื่อส่วนรวม ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เรารวมพลังนักวิ่งทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 613,000 กิโลเมตร และมอบรายได้กว่า 17 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลในหลายจังหวัด สอดคล้องตามหลักปรัชญา ‘3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน’ ของเครือซีพี คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร
บรรยากาศภายในงานเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสุขและความสามัคคี นักวิ่งและกองเชียร์ร่วมสร้างสีสันแห่งรอยยิ้ม พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพจากแบรนด์ในเครือซีพีเอฟ อาทิ ไข่ต้มพร้อมทาน ไส้กรอก ไก่ปรุงสุก CP หมูบดชีวาผสมไข่ผำ ไก่จ๊อห้าดาว นมเมจิ และขนมปัง รวมถึง Jerhigh & Jinny ที่มอบความสุขให้ทั้งนักวิ่งและเพื่อนสี่ขาอย่างอบอุ่น
กิจกรรม “CPF Run for Charity” ครั้งต่อไป เตรียมจัดขึ้น ณ จังหวัดสงขลา ในปีหน้า เชิญชวนทุกคนมาร่วมวิ่งเพื่อส่งต่อ ”พลังแห่งการให้“ ไปด้วยกัน./