January 25, 2026

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้จัดงานหลัก ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ผู้ร่วมจัดงาน พร้อมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 22–26 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดมูลค่าการค้าทะลุ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานงานแถลงข่าวกล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ โดยมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและพันธมิตรการค้า ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในเวทีนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จนในวันนี้ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกแล้ว อีกทั้งงานบางกอกเจมส์ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ไม่รวมทอง ซึ่งในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อหักมูลค่าส่งกลับ การส่งออกสินค้าดังกล่าวมีมูลค่า 12,124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 53”

“งานบางกอกเจมส์เติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งด้านจำนวน Exhibitor, Visitor และ มูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันงานแสดงสินค้านี้ได้รับการยอมรับให้เป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของโลก ทั้งยังเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเพื่อรับรองความต้องการของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานจึงได้ขยายพื้นที่จัดแสดงสินค้าไปยัง Plenary Hall ชั้น 1 ทำให้งานบางกอกเจมส์ ครั้งที่ 73 สามารถรองรับผู้ประกอบการได้เพิ่มขึ้นกว่า 200 คูหา ตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,300 บริษัท 2,800 คูหา มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 45,000 ราย และสร้างมูลค่าการค้าได้มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” อธิบดี DITP กล่าวเสริม

ด้าน นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) พันธมิตรร่วมจัดงาน กล่าวว่า “งานบางกอกเจมส์เป็นที่รู้จักดีในฐานะเวทีการค้าระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านทักษะฝีมือการผลิต และความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงคุณภาพพลอยสี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์จิวเวลรี่ชั้นนำของโลกไว้วางใจให้ผู้ประกอบการไทยเป็นฐานการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ภายในงานได้รวบรวมผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการรับจ้างผลิตทั้งในรูปแบบ OEM และ ODM แบบครบวงจร กว่าร้อยละ 80 ของผู้แสดงสินค้าทั้งหมด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของงานในครั้งนี้”

ผู้ร่วมจัดงานยังเปิดเผยอีกว่า การจัดงานครั้งนี้คณะผู้จัดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดงาน และได้รับพระราชทานพระอนุญาต ให้นำผลงานทรงออกแบบเครื่องประดับที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นสูงของไทย มาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ซึ่งสะท้อนพระปณิธานในการสานต่อพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com  หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ แถลง kick off การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลสู่โลกการค้ายุคใหม่ ในงาน "เสริมแกร่งทัพการค้าไทย ด้วยบริการดิจิทัล ยุค AI" เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานเปิดงานและเป็นสักขีพยาน การลงนาม MOU 2 ฉบับ ได้แก่ 1) การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยด้านการค้า ระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระห่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งจะบูรณาการข้อมูลด้านการค้าร่วมกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  2) การเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูล SMEs ระหว่าง DITP และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ไทยในการเข้าถึงบริการระหว่าง 2 หน่วยงานแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ ตั้งเป้าพัฒนา AI Chatbot แล้วเสร็จในปี 2569

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของกระทรวงที่มุ่งสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ AI สาขา Generative AI จะเป็น change agent สำคัญของโลกการค้ายุคใหม่ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้าแก่ผู้ประกอบการและประชาชนได้อย่างดี ช่วยให้ผู้ประกอบการซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพทางเศรษฐกิจ สามารถต่อสู้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางตลาดโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนและความท้าทายที่ต้องปรับตัวได้เร็ว เพื่อต้องชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และช่วยให้ผู้ส่งออกรายใหม่มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การพัฒนา AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า ครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่สามารถทะลายไซโลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมของกระทรวง โดยมีการบูรณาการข้อมูลให้อยู่ในฐานเดียวกันแก้ pain point ของผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาต้องติดต่อหลายหน่วยงานเพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำการค้าได้ครบถ้วน”

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เสริมว่า “การพัฒนา AI Chatbot ครั้งนี้มุ่งยกระดับการให้บริการข้อมูลการค้า ช่วยลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี ทลายข้อจำกัดในการวิเคราะห์ข้อมูลกฎระเบียบการค้าที่มีปริมาณมาก ซับซ้อนเข้าใจยาก กระจัดกระจายหลายแหล่ง และเป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ  ช่วยให้ SMEs ไทยก้าวทันข้อมูลแนวโน้มความต้องการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้ง AI Chatbot จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลา กำลังคนและทรัพยากรในการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกรายเดิม และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจส่งออกรายใหม่  นอกจากนี้ AI Chatbot จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการข้อมูลคำปรึกษาด้านการค้าของ DITP และหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งมีผู้ขอรับข้อมูลคำปรึกษารวมกัน 180,000 – 200,000 ครั้งต่อปี

นางสาวสุนันทา กล่าวต่อว่า “DITP ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาระบบ AI Chatbot จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้ร่วมดำเนินการร่วมกับ DITP นอกจากนี้ ยังมีทีม Hackathon อีก 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เข้ามาช่วยพิสูจน์แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในการพัฒนาต้นแบบผู้ช่วยอัจฉริยะด้านการค้า โดยใช้โมเดล AI ที่แตกต่างกันไป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกโมเดลที่ฉลาดหรือมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบริการสำหรับผู้ประกอบการไทยต่อไป”

สำหรับ MOU ฉบับที่ 2 เป็นความร่วมมือในการเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานระบบดิจิทัลและข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างระบบ DITP Single Sign-on (DITP SSO) กับ SME One ID ของ สสว. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานระบบของทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 255,000 ราย ให้สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลที่สำคัญระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ครบวงจร ไร้รอยต่อ ไม่ต้องลงทะเบียนหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และยังมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยจะสามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลของทั้งสองหน่วยงานได้รวม 18 บริการ

พร้อมกันนี้ DITP ยังได้เปิดตัวบริการดิจิทัลใหม่ล่าสุดอีก 2 ระบบ ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชัน DITP ONE ที่รวบรวมบริการดิจิทัลของกรมไว้ในที่เดียวในลักษณะ One Stop Service เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบ DITP My Scores ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความพร้อมและศักยภาพในการส่งออกของผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ และจะได้รับคำแนะนำกิจกรรมหรือบริการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างตรงจุด

DITP ได้พัฒนาบริการดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาบริการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อราชการของผู้รับบริการ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย  แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในยุคดิจิทัล และคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เป็น 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2570 อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการค้าไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

เดินหน้าขยายพื้นที่ THAIFEX ANUGA ยิ่งใหญ่กว่าเดิม รองรับผู้ร่วมงานที่เพิ่มขึ้นจากทั่วโลก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้จัดงานหลัก ผนึกกำลัง สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ผู้ร่วมจัดงาน และคณะกรรมการอำนวยการทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวการจัดงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 72 วันที่ 9-13 กันยายนนี้ ณ ศูนย์สิริกิติ์ คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานงานแถลงข่าวเปิดเผยว่า “งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair จัดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ถือเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของกรม ภายใต้ยุทธศาสตร์เร่งรัดผลักดันการส่งออกเชิงรุก เพื่อเป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจจากทั่วโลกได้พบและเจรจาการค้า ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตร ขยายโอกาสทางธุรกิจ และเกิดความร่วมมือระหว่างกันแบบครบวงจร กำหนดจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันเป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าสำคัญของโลก และเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลกในวันนี้”

“บางกอกเจมส์ ครั้งที่ 72 นี้ จัดแสดงเต็มพื้นที่ฮอลล์ 1-8 ของศูนย์สิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2568 งานนี้มีผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitor) 1,104 บริษัท 2,628 คูหา คาดการณ์ผู้เข้าชมงาน (Visitor) จากทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 40,000 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ จากแบบประเมินผลความพึงพอใจงานครั้งที่ผ่านมา พบว่าความพึงพอใจภาพรวมการจัดงานในระดับดีเยี่ยม และพึงพอใจงานบางกอกเจมส์เป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับงานสำคัญทั่วโลก ปัจจุบันงานบางกอกเจมส์เติบโตขึ้นในทุกมิติอย่างเห็นได้ชัด และได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อผู้นำเข้าทั่วโลกว่าเป็น 1 ใน 4 งานแสดงที่สำคัญของโลก รวมถึงเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย” อธิบดีสุนันทา กล่าวเสริม

ด้านนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT พันธมิตรร่วมจัดงานสำคัญของ DITP กล่าวว่า “ความสำเร็จของงานบางกอกเจมส์ในวันนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่ผู้ซื้อทั่วโลกมีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย  โดยในช่วงที่ผ่านมางานบางกอกเจมส์ได้ต้อนรับแบรนด์จิวเวลรี่ดังระดับโลกหลากหลายแบรนด์ ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญของงานได้อย่างดี และการจัดงานครั้งที่ 72 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้แสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะขยายพื้นที่จัดแสดงบริเวณ Foyer ชั้น LG ตั้งแต่ครั้งที่ 71 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถรองรับได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2,600 คูหา แต่ยังคงมี waiting list”

นอกจากนี้ นายสุเมธ ยังได้กล่าวถึงกิจกรรมภายในงานครั้งที่ 72 ว่า “เราได้จัดให้มีกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดสัมมนาองค์ความรู้ด้านการตลาดและเชิงเทคนิค กิจกรรม Networking reception เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ การจัดนิทรรศการเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมจิวเวลรี่ไทย ตลอดจนการจัดประชุมของหน่วยงานพันธมิตรระดับโลก โดยในครั้งนี้สภาทองคำโลก ได้ร่วมกับ สถาบัน GIT และสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย จัดงานประชุม “Thailand Gold Forum” ภายในงานบางกอกเจมส์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมคู่ขนานที่สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์เร่งรัดผลักดันการส่งออกเชิงรุกของ DITP อีกด้วย”

สำหรับการส่งออกกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยไม่รวมทองคำแท่ง ในปี 2567 สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม - มิถุนายน) เติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 63 หรือคิดเป็นมูลค่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และพลอยสี โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวตลอดปี 2568 คาดว่าจะทะลุเป้าส่งออกร้อยละ 5 แน่นอน

งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 72 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีกิจกรรมพิเศษ และกิจกรรมคู่ขนานที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอีกมากมาย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial

เสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค และนักท่องเที่ยวจีน อาเซียน ดึง 21 KOL ไทย-จีน ร่วมโปรโมทสินค้าแบรนด์ไทยคุณภาพเป็นของฝากเป้าหมาย

Page 1 of 7
X

Right Click

No right click