

มหาวิทยาลัยรังสิต ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Murdoch University ประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษา เสริมสร้างความเข้าใจ และหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ ณ ห้องประชุม 1-308 ชั้น 3 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Open Discussion) ในประเด็นด้านการศึกษา ความร่วมมือทางวิชาการ และโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบัน รวมถึงการจัดกิจกรรม Interactive Discussion กับนักศึกษาที่สนใจศึกษาต่อ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ซักถามข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อและประสบการณ์ด้านการศึกษาในระดับนานาชาติ และเยี่ยมชมสถานที่และบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยรังสิต (Campus Tour) เพื่อทำความรู้จักสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด
การเยือนของ Murdoch University ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิต กับสถาบันการศึกษาชั้นนำในระดับนานาชาติ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยรังสิตในการพัฒนาการศึกษาให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง

ในภาคการเรียน 2/68 นี้ มี 1 วิชาน่าสนใจที่ได้รับผิดชอบสอน ของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต นั่นก็คือวิชา Global Governance and Development (ธรรมาภิบาลโลกและการพัฒนา) ซึ่งถือเป็น Mega and Core Trend ของโลกระหว่างประเทศยุคปัจจุบันที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก และถือเป็นจุดเปลี่ยนของ Global Orders ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน … เนื้อหาก็เลยต้องปรับ รื้อ และกะเทาะใหม่ให้ตรงตามบริบทโลกที่หมุนไปไวกว่าเมื่อก่อนมาก (ดังนั้นการสอนเชิงท่องจำบากตำราในอดีต คงไม่เหมาะสมกับยุคสมัย เลยต้องเปลี่ยนเป็นลักษณะการเข้าใจกรอบแนวคิด background และเน้นการวิเคราะห์ต่อยอด แบบ Practicality) ซึ่งเน้นนักศึกษาเพื่อเป็นมืออาชีพ และเป็นนโยบายหัวใจหลักของคณะและมหาวิทยาลัย
ในยุคปัจจุบันของระบบโลกมีความน่าสนใจ การถอดแบบการเรียนรู้ต้องปรับขนานใหญ่ โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์บุกจับกุมผู้นำเวเนซูเอลาของสหรัฐ และแนวการปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต … สถานการณ์นี้น่าติดตามเป็นอย่างมากทั้งทางปฏิบัติและหลักการของโลกที่พยายามสรรสร้างกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เอาจริงๆ ตามแนวว่าด้วย Historical Dialectics ผสมกับ Object Dialectics … ระบอบโลก (International System) มันจะหมุนแบบนี้ ขึ้นๆ ลงๆ ในรอบราว 100 ปี เช่น
> กรอบระบบโลกขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยนับพิจารณาจากยุคของจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) และสงบสุขเป็นอย่างมากตั้งแต่สมัยของจักรพรรดิออกุสตุส (Emperor Augustus) (ผู้ซึ่งเปลี่ยนโรมันจากสาธารณรัฐให้กลายเป็นจักรวรรดิ (republic to empire) ตั้งแต่ช่วงปี 27 ก่อนคริสตศักราช ยาวต่อเนื่องถึงช่วงปี ค.ศ.180 ที่เรียกว่ายุค Pax Romana (Roman Peace)
> นึกภาพว่าอยู่สงบๆ มาราว 200 ปี คนก็ต้องคิดแล้วว่าระบบโลกมันโอเค มันสมบูรณ์ มันมั่นคง … แต่ท้ายที่สุดด้วยปัจจัยภายใน ภายนอก โรมันก็ล่มสลาย (ปัจจัยภายนอกก็มาจากการถูกรุกรานจากพวก Goth (เยอรมันทั้งหลาย) ปัจจัยภายในสำคัญก็คือ อาณาจักรขยายใหญ่โตเกินไป และสำคัญที่สุดคือ “เศรษฐกิจย่ำแย่”
> โรมันแตกเป็น โรมันตะวันตก โรมันตะวันออก … ระบบโลกไร้ระเบียบในภาพรวม … (พูดแบบเร็วๆ) กว่าระบบโลกจะเกิดขึ้นใหม่ ก็นับกันในช่วงการมี Congress of Vianna 1814 และพัฒนาต่อเนื่องเป็น Concert of Europe 1815 (หลังจากแนวคิดอำนาจอธิปไตย (sovereignty) เกิดขึ้นหลังสงคราม 30 ปี โดยข้อตกลง Peace of Westphalia 1618) ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญของระบบโลกสมัยใหม่ เพราะเป็นการให้ผู้นำรัฐมหาอำนาจมาประชุมกัน “ก่อนเกิดสงคราม” ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีมาก่อน และเกิดเป็น “Act of War” (การเกิด Concert of Europe ก็คือเพื่อเลี่ยงสงคราม และการที่มหาอำนาจจะไม่ขยายดินแดนเพิ่ม ป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยฝรั่งเศสยุคนโปเลียน)
> ระบบนี้ก็อยู่ยาวนาน ทุกคนก็ว่าดี สงบสุข (แม้จะมีตีกันบ้าง แต่ก็ยังคง “เอาอยู่”) … แน่นอนผ่านไป 100 ปี ใครๆ ก็คิดว่าโอเคละ ราบรื่นละ … แต่ทว่า 1914 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 !
> หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 … ระบบโลกเปลี่ยนไป ผู้นำมหาอำนาจอย่างอเมริกา (Wilson) และอังกฤษ (Churchill) คุยกันว่า สงครามมันเลวร้าย มันไม่โอเค เราต้องเลี่ยงมัน เราต้องตั้งองค์การสันนิบาตโลก (League of Nations) … องค์กรนี้ก็เกิดขึ้นในปี 1920 (หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดในปี 1918)
> จากนั้นคนขยาดสงคราม มีองค์กรกลางของโลกแล้ว ผู้แพ้ (เยอรมนี) ก็ได้รับผลกรรมแล้ว โลกก็ต้องสงบใช่ไหม … คำตอบคือ “ไม่”
> ผ่านไป 19 ปี ฝ่ายแพ้สั่งสมความเคียดแค้นรอวันเอาคืน + อเมริกา (ตัวตั้งตัวตี LoN) ก็ยังเป็นประเทศใหม่ อยากกลับไปทำนโยบาย isolation (โดดเดี่ยวตัวเอง สนใจแต่การค้า ไม่สนใจการเมืองโลก) >>> สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้น ในปี 1939
> สงครามโลกสิ้นสุด 1945 … องค์การสหประชาติ (UN) ก็เกิดขึ้น และกลายเป็นแกนกลางของระบบระหว่างประเทศในยุคใหม่ (Modern International System) (ซึ่งบ่มเพาะมาตั้งแต่ก่อนสิ้นสุดสงคราม จากการจัดตั้ง Atlantic Charter ในปี 1942 โดยการนำของสหรัฐ (Roosevelt) และอังกฤษ (Churchill)) … แนวคิด ทฤษฎีการเมืองระหว่างเทศ การทูต ต่างๆ เปลี่ยนใหม่หมด เกิด Constructivism ขึ้น โดยมี UN เป็น actor หลักตัวใหม่ ที่ระบบโลกปฏิเสธไม่ได้
> จนสงครามเย็นสิ้นสุด 1991 (สงครามเย็น 1945-1991) … สหภาพโซเวียตล่มสลาย … สหรัฐเป็นผู้ชนะ กลายเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก (Uni-Polar System) ก็เกิดการปรับแนวทฤษฎีกันใหม่ เกิด New World Order ต่างๆ
> มาศตวรรษ 21 นี้ สหรัฐถูกท้าทายเป็นอย่างมาก … โลกถึงจุดเปลี่ยน มาเป็น Multi-Polar โดยมี “จีน” เป็น actor ใหม่ที่สำคัญ
> แต่แน่นอนว่า UN ก็ยังคงเป็นแกนกลาง นับตั้งแต่ 1945 … แต่ตั้งแต่ยุคทรัมป์ 1 (2017-2020) ที่ปลุกกระแส MAKE AMERICA GREAT AGAIN บวกกับ BREXIT (2020) … กระแส Nationalism ก็เริ่มกลับมาแทนที่ Globalization
> ทรัมป์กลับมาอีกครั้งในรอบ 2 (2025-2029) … เขาเริ่มกระบวนการ MAGA อีกครั้ง แต่ไปไกลกว่าเดิม คือเริ่มเคลมดินแดน เช่นอาจจะเกิดในเวเนซุเอลา และกรีนแลนด์ ประกอบกับเหตุการณ์ของรัสเซียที่ผนวกดินแดน (annexation) ของยูเครน … สิ่งนี้จะเปลี่ยนกรอบโลกไหม? แนวคิด ทฤษฎีใหม่ๆ จะต้องเปลี่ยนใหม่ไหม? ท่าทีระบบระหว่างประเทศเอายังไงต่อ? บทบาทของ UN ถูกตั้งคำถามมากมาย แล้วระบบนี้จะอยู่ยืนยาวแค่ไหน?
> จากปี 1945 ถึง 2026 นี้ ก็นับรวมเพียงแค่ 81 ปี … เสี่ยงหึ่งๆ ของสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เริ่มดังขึ้นในแทบทุกมุมโลก // สิ่งนี้นักศึกษา นักวิชาการ รวมทั้งประชาคมโลกต้องคิดแล้วว่า “ยังไงต่อดี?” “เตรียมตัวรับมือยังไงดี?“
> อย่าหัวเราะเลยเมือมีคนพูดว่าอาจจะมีสงครามเกิดขึ้น … เพราะแม้จะไม่มีใครอยากให้เกิด แม่มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตามรอบกรอบเวลา (หาก base จากแนวทฤษฎีที่ว่าไว้ข้างต้น … แต่ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ส่วนตัวเป็นสายทูต สายประนีประนอม ไม่สนับสนุนสงครามแบบ 100% แต่ก็วิเคราะห์ไปตามหลักการ)
> และก็คงต้องคิดต่อว่า แล้วสงครามในยุคสมัยใหม่นี้ มันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนหรือต่างจากอดีต และฉากทัศน์จะมีกี่แบบ อะไรบ้าง? ก็เป็นสิ่งที่รัฐและเราเองก็ต้องเตรียมตัว
เรียบเรียงบทความโดย:
อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์
รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต
คณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต ขอเชิญเข้าร่วมอบรมทางวิชาการออนไลน์ “การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม JAMOVI” อบรมเชิงปฏิบัติการที่ช่วยยกระดับงานวิจัย ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 08.00–16.30 น. โดยอบรมผ่านระบบ ZOOM Meeting
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร. อภิญญา อิงอาจ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาความร่วมมือ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เกียรติเป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้ สำหรับ นักวิจัยทุกระดับ อาจารย์ นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก รวมถึงผู้สนใจในสถิติขั้นสูงและ SEM ซึ่งในครั้งนี้ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้การวิเคราะห์ SEM อย่างครบถ้วน อาทิ Measurement Model, Structural Model, การใช้โปรแกรม JAMOVI (Open Source ใช้งานฟรี) สามารถนำไปใช้ทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ได้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจ มีค่าลงทะเบียนอบรมท่านละ 599 บาท สามารถสมัครและลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/oxm9LjHnQKNxfMuP6 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยรังสิต โทร. 02-997-2222 ต่อ 1013, 1069

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน วิทยาลัยครูสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานอบรมสัมมนาทางวิชาการรู
บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) นำโดย นายมณเฑียร วีโรทัย ผู้อํานวยการ สถาบัน แอล.พี.เอ็น. พร้อมด้วย ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา และคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการ งานวิจัย และการดําเนินโครงงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนด้านการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่ถ่ายทอดโดยทีมงานมืออาชีพให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คณาจารย์ นักศึกษา ที่กำลังศึกษาและเกี่ยวข้องในหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รวมถึงบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน ให้มีความรู้และความเข้าใจ เพื่อสามารถต่อยอดการทำงานได้ในอนาคต โดยกำหนด ความร่วมมือเป็นระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ.2566-2568) เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารอาทิตย์อุไรรัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต