January 22, 2026

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ามาตรการเร่งด่วน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งเอสเอ็มอี” เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ด้วยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก เพื่อเร่งฟื้นฟูธุรกิจตามสภาพปัญหาที่แท้จริง พร้อมเสริมองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจและสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพิ่มการกระจายสินค้าให้โตไกลและแข็งแกร่งมากขึ้น คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 840 ล้านบาท

นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย กำลังเผชิญ "มหาวิกฤตซ้อนวิกฤต" ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในบางพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร และสต็อกสินค้าของสถานประกอบการ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เอสเอ็มอีจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะเปราะบาง จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู เพื่อให้เอสเอ็มอีประคองตัวให้อยู่รอด สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและเติบโตต่อไปได้

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ จะดำเนินการเร่งฟื้นฟูเอสเอ็มอีผ่านกลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีกลไกที่สามารถให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีระบบ รวดเร็ว และตรงจุด ผ่าน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)” ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อชุบชีวิตผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามวิกฤต และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพปัญหา อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมและมีช่องทางด้านการตลาดและการขายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย จำนวนกว่า 800 ราย ผ่านการดำเนินการเป็น 4 ระยะ คือ 1. วินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อคัดกรองและประเมินระดับความเสียหายของสถานประกอบการในพื้นที่ เพื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการตามความเร่งด่วนและประเภทของปัญหา นำไปสู่ 2. การวางแผนฟื้นฟูที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกในสถานประกอบการ โดยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่โรงงานหรือสถานประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหาการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน การจัดการสต็อกสินค้าในภาวะวิกฤต และการวางแผนธุรกิจใหม่เพื่อให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้แข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมการเสริมแกร่ง องค์ความรู้ ช่องทางตลาด Digital Marketing ด้านการเงิน และการเชื่อมโยงตลาด 3. เจรจาการค้า ผ่านการจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าใหม่ ๆ และการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างช่องทางการกระจายสินค้าที่ยั่งยืนและมั่นคง และ 4. พัฒนานักวินิจฉัยกว่า 360 คน ได้แก่ กลุ่ม A : นักวินิจฉัยที่มีองค์ความรู้ สามารถให้บริการได้ เพื่อทบทวนพื้นฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการ การใช้เครื่องมือการวินิจฉัยสถานประกอบการภายใต้โครงการ รวมถึงแบบฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินโครงการ และ กลุ่ม B : ที่ปรึกษาที่ต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัย หรือเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดยมีการอบรมภาคทฤษฎี และการฝึกภาคปฏิบัติ พื้นฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการ ทั้ง 5 ด้าน

“ดีพร้อม คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จึงเร่งฟื้นฟูธุรกิจให้กับคนตัวเล็กของธุรกิจไทย ผ่านมาตรการที่รวดเร็ว และปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างเกราะให้ธุรกิจกลับมาเข้มแข็งและเติบโตได้ โดยคาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 840 ล้านบาท” นางสาวณัฏฐิญากล่าว

ผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 02 430 6869 ต่อ 1255-58 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ www.diprom.go.th หรือ www.facebook.com/dipromindustry 

เชิญชวน SME ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยั่งยืนคู่ชุมชน สร้างมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) พร้อมการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เปิดตัว “โครงการฝึกอบรมหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) หลักสูตรอาหารเจ (Vegetarian Food)” มุ่งใช้ “อาหารไทย” เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเสริมศักยภาพบุคลากรด้านอาหารไทยในระดับสากล 

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ ยกระดับศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ระดับสากล โดยขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กรที่ทันสมัย โดยร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) พร้อมการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ดำเนินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) หลักสูตรอาหารเจ (Vegetarian Food) ด้วยการ “สร้างสรรค์และต่อยอด” ให้เกิดเสน่ห์ คุณค่า และเพิ่มมูลค่า “โน้มน้าว” ให้เกิดการยอมรับ เปิดใจ และต้องการ “เผยแพร่” ให้เป็นที่รู้จัก

นางสาวจุฑารัตน์ อาชวรัตน์ถาวร ผู้อำนวยการกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในเทศกาลกินเจของทุกปีนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการซื้อวัตถุดิบอาหารเจ อาหารพร้อมทาน และการใช้บริการร้านอาหาร ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ต่างๆ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) จึงมีแนวคิดการดำเนินโครงการ Master Thai Chef Program หลักสูตรอาหารเจ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการสร้างเชฟมืออาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างทุนมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเมนูอาหารเจ นับเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมกว่า 242 ชั่วโมง ถ่ายทอดความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยและอาหารเจ พร้อมระบบการวัดและประเมินผลตามมาตรฐานวิชาชีพ ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์จะได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) หรือ ใบรับรองผู้สัมผัสอาหารจากกรมอนามัย ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการประกอบอาชีพในธุรกิจอาหาร โรงแรม และบริการด้านอาหารระดับนานาชาติ

ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะผู้ร่วมดำเนินการพัฒนาหลักสูตรนี้ เล็งเห็นความสำคัญในการนำเมนูอาหารไทย และวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยการนำเสน่ห์และภูมิปัญญาอาหารต้นตำรับ มาผสมผสานกับแนวคิดอาหารสุขภาพและอาหารทางเลือก ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายเชฟรุ่นใหม่ที่สามารถต่อยอดอาหารไทยในมิติสุขภาพให้สามารถเติบโตในตลาดระดับสากล โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรเชฟมืออาชีพในหลักสูตรอาหารเจ จำนวน 500 คน ครอบคลุมพื้นที่ ภูเก็ต นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี นนทบุรี และปทุมธานี รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง โดยจะเปิดอบรมทั้งหมด 5 รุ่น ระหว่างเดือน กันยายน 2568 – มกราคม 2569 โดยเริ่มการอบรมรุ่นแรกในเดือนตุลาคม 2568 ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://rmutt.ac.th หรือทาง https://ofos.thacca.go.th/course/SpecialCourse  

 

พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยครบวงจร สอดรับนโยบายอธิบดีณัฏฐิญา ยกระดับแบรนด์ไทยอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงานใหญ่กลางใจเมือง 15 ก.ย. นี้ ณ ICONSIAM เปิดเวทีลงทุนจริง พร้อมผลักดัน 40 ผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดยุคใหม่

Page 1 of 9
X

Right Click

No right click